ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 387 : ทวนกระแสมรรคา

จารึกที่ 387 : ทวนกระแสมรรคา : ปรสิตสูญตาเยือนสรวงสวรรค์


ภายในถ้ำใต้บาดาลที่มืดมิดและเก่าแก่ ความสว่างเพียงหนึ่งเดียวคือประกายแสงสีเทาเงินยวงที่เต้นระริกอยู่ตรงหน้าอาเจีย โครงสร้างของ 'อักขระทวนกระแสวัฏจักร' ที่ชายหนุ่มเพียรพยายามร่างขึ้น บัดนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนจนถึงขีดสุด มันมิได้ดูเหมือนตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ทว่าดูคล้ายกับกิ่งก้านของพฤกษาที่ไร้ใบ ซึ่งกำลังพยายามหยั่งรากลงไปในอากาศธาตุที่ว่างเปล่า


หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมจากขมับจรดปลายคาง การรักษาสภาพของอักขระที่ฝืนตรรกะของฟ้าดินเยี่ยงนี้ กินพลานุภาพทางวิญญาณประดุจการแบกขุนเขาไว้ด้วยปลายนิ้ว ทว่านัยน์ตาของอาเจียกลับทอประกายแห่งความเด็ดขาดที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้


"สวรรค์สร้างกฎเกณฑ์แห่งการไหลลงสู่เบื้องล่าง น้ำไหลจากที่สูง ปราณสวรรค์กดทับปฐพี..." อาเจียพึมพำในความเงียบ เสียงของเขากังวานสะท้อนผนังถ้ำ "ทว่า... หากสลับขั้วของความมืดและแสงสว่าง หากเปลี่ยนความหนักอึ้งให้เป็นความเบาหวิว อักขระของข้าย่อมว่ายทวนกระแสธารนั้นกลับสู่ต้นกำเนิดได้"


ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์เป็นครั้งสุดท้าย ประทับ 'อักขระตัดขาดวิญญาณ' ซ้อนทับไว้ที่แกนกลางของโครงสร้าง เพื่อป้องกันมิให้ทารกวิญญาณของตนถูกดึงกระชาก หากอักขระนี้ถูกมหาปราชญ์เบื้องบนทำลาย


"สมบูรณ์แบบ..."


อาเจียผ่อนลมหายใจยาว ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน นำพาโครงสร้างอักขระทวนกระแสที่ลอยล่องอยู่เบื้องหน้า มุ่งหน้ากลับขึ้นสู่พื้นดินเบื้องบน


ยามเมื่ออาเจียปรากฏตัวขึ้นที่ลานประธานหน้าหอคัมภีร์หมื่นอักขระ สหายทั้งห้าและศิษย์รุ่นแรกกำลังจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน ทว่าทันทีที่พวกเขาตระหนักถึง 'ความผิดปกติ' ของมวลอากาศธาตุรอบตัวอาเจีย ทุกสายตาก็หันมาจับจ้องเป็นตาเดียว


ฉินมู่หลางหรี่ตาลง สัมผัสรังสีอำมหิตของยอดกระบี่รับรู้ได้ถึงความอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเส้นสายสีเทาเงินยวงนั้น "เจ้าสร้างสิ่งใดขึ้นมา อาเจีย? มันให้ความรู้สึก... ฝืนธรรมชาติยิ่งกว่าอักขระบัญญัติสูญตาทุกตัวที่เจ้าเคยเขียนมาเสียอีก"


"มันคือ 'ปรสิตทางมรรคา' พี่มู่หลาง" อาเจียแย้มยิ้มบางๆ ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่ใต้เงาของ 'อักขระสุริยันสูญตา' ที่เขาสร้างไว้เป็นดวงตะวันจำลอง "วิหารเทพอนันตกาลกางม่านผนึกวัฏจักร เพื่อบีบอัดและสูบกลืนปราณจากหุบเขาเราอย่างต่อเนื่อง พวกมันคิดว่านั่นคือกำแพงที่ไม่มีวันถูกทำลาย ทว่า... ข้าจะใช้อักขระตัวนี้ แฝงตัวเข้าไปกับกระแสปราณที่พวกมันสูบดึงกลับไป และปล่อยให้มันไปหยั่งรากอยู่ใต้บัลลังก์ของพวกมัน"


คำกล่าวของอาเจียทำให้ขุนพลทั้งห้าเบิกตากว้าง การแทรกซึมเข้าสู่วิหารเทพจากระยะห่างหลายหมื่นลี้ โดยผ่านม่านผนึกที่แข็งแกร่งที่สุด ช่างเป็นแนวคิดที่บ้าบิ่นและวิปลาสยิ่งนัก!


"หากสำเร็จ เราจะได้หูตาในดินแดนของศัตรู!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ปรบมือด้วยความตื่นเต้น รอยสักกลุ่มดาวของนางสว่างวาบ "ทว่า... ม่านผนึกนั้นหนาแน่นและมีกระแสกดทับรุนแรงมาก การจะส่งอักขระที่บอบบางทวนกระแสขึ้นไป ย่อมเหมือนการปล่อยปลาตัวเล็กว่ายทวนน้ำตกขนาดยักษ์"


"นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องใช้ 'แรงส่ง' จากชีพจรดิน... และต้องอาศัย 'ความว่างเปล่า' ในการนำทาง"


อาเจียหันไปมองเด็กหนุ่มร่างผอมเกร็งที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังเย่ปิงอวิ๋น "หลินตง ก้าวออกมา"


ศิษย์รุ่นแรกสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้าวออกมายืนประสานมือคารวะเบื้องหน้าปรมาจารย์ "ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ"


"เจ้าสามารถขึ้นรูปอักขระพื้นฐานเพื่อสร้าง 'เขตกั้นมวลธาตุ' ได้แล้วใช่หรือไม่?" อาเจียเอ่ยถาม


"เรียนท่านปรมาจารย์ ข้าน้อยทำได้เพียงขนาดเท่าฝ่ามือ และคงอยู่ได้ไม่นานนักขอรับ" หลินตงตอบอย่างถ่อมตน ทว่าแววตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น


"เพียงพอกับสิ่งที่ข้าต้องการ" อาเจียชี้ไปยังอักขระทวนกระแสที่ลอยอยู่เบื้องหน้า "เมื่อข้าเชื่อมต่ออักขระนี้เข้ากับม่านผนึกวัฏจักร กระแสกดทับจากสวรรค์จะพุ่งสวนลงมาอย่างรุนแรงประดุจหอกที่มองไม่เห็น ข้าต้องการให้เจ้าใช้เขตกั้นมวลธาตุของเจ้า... 'ห่อหุ้ม' อักขระตัวนี้เอาไว้เพียงเสี้ยวลมหายใจ เพื่อพรางกลิ่นอายของมันให้กลมกลืนกับความว่างเปล่า ก่อนที่มันจะพุ่งทะลวงขึ้นไป เจ้าทำได้หรือไม่?"


การมอบหมายหน้าที่สำคัญระดับชี้ชะตาสงคราม ให้แก่ศิษย์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีเต๋า ทำให้ขุนพลทั้งห้ามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยคัดค้าน เพราะพวกเขารู้ดีว่าอาเจียมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่


หลินตงสูดลมหายใจลึก ร่างกายที่ผอมเกร็งของเขาหยุดสั่นเทา "ข้าน้อยจะทำให้สุดกำลังความสามารถขอรับ!"


"ดีมาก"


อาเจียยกมือขวาขึ้นทาบลงบนพื้นศิลา เชื่อมต่อเจตจำนงเข้ากับชีพจรหมื่นอักขระเบื้องล่าง พลานุภาพมหาศาลจากแผ่นดินไหลทะลักขึ้นมาตามท่อนแขน ก่อนจะถูกบีบอัดและถ่ายเทลงสู่ปลายพู่กันนิรันดร์ในมือซ้าย


ชายหนุ่มตวัดพู่กัน ดัน 'อักขระทวนกระแสวัฏจักร' ให้ลอยสูงขึ้นไปปะทะกับม่านผนึกสีดำทะมึนที่ปกคลุมท้องฟ้าอยู่เบื้องบน!


*ครืนนนนน!*


ทันทีที่อักขระของอาเจียสัมผัสกับม่านผนึกวัฏจักร กฎเกณฑ์ของสวรรค์ก็รับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอม มวลอากาศธาตุเบื้องบนบิดตัวอย่างเกรี้ยวกราด กระแสกดทับอันรุนแรงพุ่งสวนลงมาประดุจเสาศิลาที่หมายจะบดขยี้อักขระนั้นให้แหลกสลาย!


"บัดนี้! หลินตง!" อาเจียแผดเสียงสั่งการ


หลินตงมิได้ร่ายรำกระบวนท่า ทว่าเด็กหนุ่มจ้องเขม็งไปยังอักขระที่กำลังลอยคว้างกลางอากาศ เขารีดเค้นเจตจำนงทั้งหมดที่มี ลืมเลือนความหวาดกลัวต่อแรงกดดันของสวรรค์


"เขตกั้นมวลธาตุ: ความว่างเปล่าโอบอุ้ม!"


เส้นสายสีเทาเงินยวงขนาดเล็กปรากฏขึ้นล้อมรอบอักขระทวนกระแส มันมิได้สร้างเกราะกำบังแข็งแกร่ง ทว่ามันสร้าง 'สภาพสุญญากาศทางกฎเกณฑ์' ในรัศมีเพียงคืบเดียว!


เมื่อกระแสกดทับของสวรรค์พุ่งกระแทกลงมา มันกลับทะลุผ่านสุญญากาศนั้นไปประดุจน้ำที่ไหลผ่านตะแกรง อักขระทวนกระแสของอาเจียรอดพ้นจากการถูกบดขยี้ในเสี้ยวลมหายใจวิกฤต!


"ไป!" อาเจียสะบัดข้อมือ


อาศัยจังหวะที่แรงกดทับทะลุผ่านไป อักขระทวนกระแสวัฏจักรก็พุ่งทะยานสวนทางขึ้นไปตามเส้นทางที่กระแสสวรรค์ทิ้งร่องรอยไว้! มันมุดตัวหายเข้าไปในม่านผนึกสีดำทะมึน กลมกลืนไปกับปราณที่วิหารเทพกำลังสูบดึงกลับไปอย่างแนบเนียน!


หลินตงทรุดตัวลงคุกเข่า หอบหายใจอย่างรุนแรง เลือดกำเดาไหลซึมจากจมูก ทว่าริมฝีปากของเด็กหนุ่มกลับแย้มยิ้มด้วยความปีติ เขาสามารถแทรกแซงการปะทะระดับสูงได้ด้วยวิถีที่เพิ่งเรียนรู้!


"เจ้าทำได้ดีมาก หลินตง" เย่ปิงอวิ๋นรีบเข้าไปประคองศิษย์ ถ่ายเทปราณพฤกษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ


อาเจียลดมือลง ชายหนุ่มทอดสายตามองความมืดมิดเบื้องบนอย่างเงียบงัน


"สำเร็จหรือไม่ อาเจีย?" เฟิงอี้หรานเอ่ยถามด้วยความลุ้นระทึก


"อักขระทวนกระแสได้แทรกซึมเข้าไปในโครงข่ายของม่านผนึกแล้ว..." อาเจียหลับตาลง สัมผัสสายใยวิญญาณที่เชื่อมต่อกับปรสิตทางมรรคาตัวนั้นอย่างบางเบา "ตอนนี้ มันกำลังล่องลอยตามกระแสปราณ มุ่งหน้ากลับสู่ต้นกำเนิด... วิหารเทพอนันตกาล"


ณ ดินแดนเบื้องบนที่ห่างไกลออกไปหลายหมื่นชั้นมิติ


ความงดงามและวิจิตรตระการตาของวิหารเทพอนันตกาล ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทะเลเมฆสีทองคำ เสาหยกขาวสลักลวดลายมังกรและหงส์ค้ำยันสถาปัตยกรรมที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย ปราณสวรรค์ที่นี่หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นของเหลว ผู้ฝึกตนใดที่ได้มาสัมผัส ย่อมรู้สึกประดุจได้ก้าวเข้าสู่แดนนิพพาน


ทว่า ภายในห้องโถงพิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศกลับหนักอึ้งและตึงเครียด


มหาราชันย์เซียน ผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ดาราเบื้องหลังม่านไข่มุก มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าความเงียบของพระองค์ กลับสร้างแรงกดดันจนเหล่าเทพสงครามและมหาปราชญ์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง แทบไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้


มหาปราชญ์เทียนหยวนและมหาปราชญ์เทียนกัง คุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด รอยบาดแผลที่หน้าผากของเทียนหยวนยังคงแผ่กลิ่นอายสีเทาเงินยวงที่ไม่อาจลบล้าง มันคือสัญลักษณ์แห่งความอัปยศที่ประทับอยู่บนใบหน้าของผู้คุมกฎ


"มหาปราชญ์สองคน... พ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเล็กๆ..." สุรเสียงอันทรงอำนาจและไร้อารมณ์ ดังลอดออกมาจากม่านไข่มุก "พวกเจ้ารังแต่จะทำให้เกียรติยศของสวรรค์ แปดเปื้อนเถ้าธุลี"


"ขอเบื้องบนโปรดประทานอภัย!" เทียนกังโขกศีรษะลงกับพื้นหยก "พวกมันมิใช่กลุ่มกบฏธรรมดา ทว่าพวกมันครอบครองค่ายกลโบราณที่ฝืนตรรกะแห่งมิติ และมีกองทัพพยนต์ศิลาที่แข็งแกร่งอย่างผิดธรรมชาติ ข้าน้อยประมาทเกินไป..."


"พวกมันครอบครองวิถีเต๋าที่ถูกฝังกลบไปแล้วต่างหาก" เทียนหยวนกล่าวเสริม น้ำเสียงแหบพร่า "อักขระที่มันประทับไว้บนหน้าผากข้า... คือ 'วิถีสูญตา' ที่ราชาองค์ก่อนเคยใช้ ทว่ามันดุดันและไร้ปรานีตรณีตยิ่งกว่า... หากเราไม่รีบกำจัดพวกมัน บัลลังก์สวรรค์ย่อมสั่นคลอน"


"ข้าได้กางม่านผนึกวัฏจักร ปิดล้อมน่านฟ้าของพวกมันไว้แล้ว" เสียงจากม่านไข่มุกดังขึ้นอีกครา "พวกมันย่อมขาดแคลนทรัพยากร และถูกโลกเซียนทอดทิ้ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะส่ง..."


สุรเสียงของมหาราชันย์เซียนพลันชะงักงัน!


คลื่นความถี่ที่แผ่วเบาจนแทบไม่อาจจับสัมผัสได้ ทว่าแฝงความลึกล้ำประดุจความมืดมิดในห้วงเหว เล็ดลอดผ่านเสาหยกขาวของห้องโถงพิพากษาเข้ามา! มันคืออักขระทวนกระแสวัฏจักรของอาเจีย ที่เกาะติดมากับปราณที่ม่านผนึกดูดซับกลับคืนมา!


ปรสิตสูญตาได้เดินทางมาถึงรังมังกรแล้ว!


แม้จะยังไม่สามารถแสดงผลการทำลายล้างในดินแดนที่มีปราณหนาแน่นเช่นนี้ ทว่ามันได้ทำหน้าที่เป็น 'ดวงตา' และ 'หู' ให้แก่อาเจียอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่มหาราชันย์เซียนและเหล่ามหาปราชญ์กำลังสนทนากัน จะถูกสะท้อนกลับไปให้สถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์เบื้องล่างได้รับรู้ทุกถ้อยคำ!


สงครามมิได้ถูกจำกัดอยู่เพียงหุบเขาศิลาจารึกอีกต่อไป ราชาแห่งหมื่นอักขระได้ก้าวล่วงเข้าไปในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของศัตรู และนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะพลิกกระดานความขัดแย้งของสามภพไปตลอดกาล!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน