ใช้เวลาไม่นานในที่สุดเสียงดนตรีก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมการแสดงขององค์หญิงแห่งเฉียนเหลียง เสียงดนตรีที่ดังขึ้นเป็ทำนองกลองที่อ่อนหวานและหึกเหิม เป็ทำนองที่ทุกคนต่างรู้จักดี
ท่วงทำนองแห่งการบวงสรวงทวยเทพ !!
กลิ่นกำยานที่ใช้บูชาเทพ์ค่อยๆลอยอบอวนภายในงานเลี้ยงที่ครึกครื้น ทุกคนต่างให้ความสนใจกับการปรากฏตัวของสตรีชุดขาวเบื้องหน้า ร่างบางอรชรในชุดขาวยาวใบหน้างามถูกปกปิดด้วยผ้าสีขาวผืนบางเผยให้เห็นเพียงดวงตาทรงเสน่ห์ จ้าวซูเซียวค่อยๆเคลื่อนไหวนางวาดวงแขนขึ้นเหนือศรีษะราวกับว่าตอนนี้เบื้องหน้าคือพิธีบูชาฟ้าดิน ดนตรีที่เคยเชื่องช้าเริ่มเน้นจังหวะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นพร้อมกับร่างบางที่เคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรีได้อย่างงดงามแข็งเกร่ง จ้าวซูเซียวหมุนตัวร่ายรำเข้าใกล้เชิงเทียนที่ถูกจัดวางไว้ราวกับรอคอยการจัดเพื่อบูชาทวยเทพ ร่างบางเบื้องหน้าหมุนตัวเข้าใกล้เชิงเทียนก่อนที่มือบางจะตวัดผ่านกลุ่มเชิงเทียนพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกพึงขึ้นเมื่อมือบางวาดผ่าน
จ้าวซูเซียวเคลื่อนตัวไปยังเชิงเทียนอีกกลุ่มทุกครั้งที่นางวาดมือผ่านเปลวไฟจะลุกโชนจนสว่างไสว่ไปทั่วทั้งสี่ทิศ การแสดงตรงหน้าต่างสะกดสายตาผู้คนราวกับต้องมนกว่าจะรู้ตัวจากดนตรีที่เร่งเร็วก็ค่อยๆผ่อนคลายมากขึ้นจนกลายเป็เนิบช้าและสิ้นสุดลง พร้อมกับร่างบางในอาภรณ์สีขาวที่ร่ายรำหมุนกายจนถึงท่วงท่าสุดท้าย และสิ้นสุดลงพร้อมเสียงดนตรีที่จางหายไป
แปะ แปะ แปะ
เป็เสียงปรบมือของโอวหยางอู่ตี้ที่ดังขึ้นเมื่อการแสดงของจ้าวซูเซียวสิ้นสุด โอรส์แย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า เป็การแสดงที่งดงามมาก นี่คือการบูชาทวยเทพของเเคว้นเฉียนเหลียงหรือ”
จ้าวซูเซียวยอบกายลงพร้อมกับก้าวเดินไปด้านหน้าทุกอย่างก้าวของนางมีเสียงดังกังวานใสของเครื่องประดับที่กระทบกันรอบตัวราวกับเสียงกระดิ้ง์
“กราบทูลฝ่าา ถูกต้องแล้วเพคะนี่คือการร่ายรำบูชาทวยเทพเพื่อขอให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็นของเหล่าธิดาเทพที่จะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้งในวังหลวงแคว้นเฉียนเหลียง หม่อมฉันเห็นว่านี่คืองานสำคัญระหว่างสองแคว้นการร่ายรำที่เหมาะสมกับพระเกีรยติของฝ่าาจึงควรเป็การร่ายรำเพื่อขอพรให้ทวยเทพปกปักรักษาและบันดานความอุดมสมบูรณ์สู่ทั้งสองแคว้นเพคะ”
จ้าวซูเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นเดิม นางเลือกการร่ายรำนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อ้าักษาเกียรติของตนเอง ฐานะองค์หญิงหากร่ายรำต่อธารกำนัลเพียงเพื่อความบันเทิงจะเรียกว่าเป็องค์หญิงอีกหรือ แต่การร่ายรำเพื่อบูชาทวยเทพนั้นแตกต่างเพราะมันคือการร่ายรำชั้นสูงเป็กึ่งพิธีกรรมเพื่อบันดานความสงบสุขของแว่นเคว้น ผู้ที่จะร่ายรำบูชาเทพได้จะต้องเป็เหล่าธิดาเทพหรือสตรีระดับสูงที่ประพฤติดีเท่านับว่าเป็สิ่งที่ทรงเกียรติเสียด้วยซ้ำ โอวหยางอู่ตี้ทรงแย้มยิ้มชอบใจก็เพราะความฉลาดในการเอาตัวรอดของจ้าวซูเซียว อย่างน้อยพระองค์ก็ทรงวางพระทัยว่าสตรีที่ทรงเลือกเป็คู่ชีวิตให้กับอนุชาเพียงพระองค์เดียวไม่ใช่สตรีที่เขลาเกินไปนัก
หลังจากนั้นงานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วยามจนโอวหยางอู่ตี้และฮองเฮาเสร็จกลับตำหนัก เหล่าขุนนางบางคนจึงไม่จำเป็ต้องอยู่ต่อ หลายคนเริ่มกลับจวนหลายคนเริ่มเดินไปทักทายผูกมิตรกันมากยิ่งขึ้น จ้าวซูเซียวมองภาพเ่าั้ด้วยความสงบนางผู้เป็ถึงองค์หญิงแต่กลับไม่มีฮูหยินหรือคุณหนูคนสำคัญตระกูลใดเข้ามาทักทาย เห็นได้ชัดเจนว่าคนเ่าั้ไม่ได้มองว่าฐานะองค์หญิงบรรณาการของนางสำคัญเท่าไหร่นัก จ้าวซูเซียวไม่ได้โกรธกับท่าทางเช่นนี้นางรับรู้ดีฐานะองค์หญิงบรรณาการเช่นนางในความเป็จริงก็ไม่ต่างจากเฉลยาที่ไร้อำนาจอื่นใด แม้นางกำลังจะแต่งเข้าจวนชินอ๋องแต่ท่าทางของชินอ๋องที่เมินเฉยราวกับนางไร้ตัวตนก่อนหน้านี้ได้ประจักษ์ชัดเจนต่อทุกผู้คนในงานเลี้ยงแล้ว นางที่ไร้อำนาจว่าที่สวามีไร้ความโปรดปราณเช่นนี้เเม้จะเป็องค์หญิงแต่ก็ถือว่าไร้ประโยชน์ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง
เวลาผ่านไปอีกซักพักจ้าวซูเซียวตัดสินใจลุกออกจากงานเลี้ยง นางชำเหลือกมองตำแหน่งของชินอ๋องโอวหยางหย่งเล่อแต่พบเพียงความว่างเปล่า บุรุษผู้นั้นหายไปจากงานเลี้ยงั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้แต่นางมิได้สนใจทำเพียงหมุนกายเดินจากไปอีกทางตามนางกำนัลผู้หนึ่งเพื่อไปเปลี่ยนอาภรณ์จากชุดขาวที่ใช้ร่ายรำเป็ชุดสีชมพูที่นางใส่เข้าวังมา
จ้าวซูเซียวเข้ามายังตำหนักรับรองหลังเล็กริมสระบัวหลังหนึ่งมันเป็ตำหนักที่นางใช้เปลี่ยนชุดก่อนหน้านี้ ร่างบางจัดการถอดชุดรุ่มร่ามออกแล้วจัดการผลัดเปลี่ยนเป็ชุดเดิมของตน เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยจ้าวซูเซียวก้าวออกมาจากฉากกั้น นางมองไปรอบห้องแต่ไม่พบนางกำนัลหญิงที่พาตนเข้ามา
“ข้าเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว”
หญิงสาวร้องบอกแต่ทุกอย่างยังคงเงียบสงบคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเมื่อััได้ถึงความผิดปกติ จ้าวซูเซียวเปิดประตูตำหนักออกไปด้านนอก
ไร้ผู้คน…
ร่างบางถอนหายใจเข้าใจเหตุการณ์ในทันที ครั้งนี้นางไม่ได้พาจินอี้ฟางหรือเสี่ยวซีมาด้วยเช่นครั้งแรกเพราะนางกำนัลผู้นำทางตระเตรียมคนและข้าวของทุกอย่างเป็อย่างดีแล้ว จินอี้ฟางเองยังต้องไปเตรียมเกี้ยวสำหรับพานางกลับตำหนักมู่ตาน ส่วนเสี่ยวซีเองเดิมทีสาวใช้ตัวเล็กจะตามนางมาแต่จ้าวซูเซียวยังเห็นว่าเสี่ยวซีดูตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศงานเลี้ยงอยู่ นางจึงอยากให้อีกฝ่ายได้ผ่อนคลายกับความสำราญเล็กน้อยนี้ไม่คิดว่าจะเข้าทางแผนการของผู้ไม่หวังดี
ฝ่ายนั้นคงวางแผนมาดีแล้วโดยให้นางกำนัลทิ้งนางไว้ที่ตำหนักนี้ ไร้ประโยชน์ที่จะคาดเดาว่าผู้ใดจงใจกลั้นแกล้งอาจเป็พระสนมซักพระองค์หรือองค์หญิงซักพระองค์ที่้ากลั้นแกล้งบรรณาการมีชีวิตจากเฉียนเหลียง นี่ไม่ใช่เื่แปลกใหม่อันใดสิ่งสำคัญตอนนี้คือนางต้องหาทางกลับไปยังงานเลี้ยงให้ได้ หนทางเดินจากงานเลี้ยงมาตำหนักริมสระบัวแม้ไม่ไกลแต่ก็ไม่ได้ใกล้เช่นกัน ในยามค่ำคืนที่ทุกอย่างไม่ชัดเจนการจดจำเส้นทางในวังหลวงไม่ใช่เื่ง่าย หากไม่มั่นใจแล้วเดินไปเรื่อยหลงเข้าไปในส่วนที่ไม่สมควรเกรงว่าจะเป็เื่ยุ่งยากมากกว่าเดิม
จ้าวซูเซียวเลือกที่จะรอคอยอยู่ในตำหนักนี้ หากนางหายไปนานจินอี้ฟางจะต้องสังเกตถึงความผิดปกติและถึงตอนนั้นอีกฝ่ายคงมาตามหานางเอง การอยู่นิ่งๆน่าจะปลอดภัยมากกว่าเสี่ยงเดินอย่างไร้เส้นทางในวังหลวงที่แสนอันตราย
หญิงสาวเลือกเดินไปยังริมสระบัว น้ำในสระที่เคยสะอาดใสกลายเป็สีดำเช่นเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน ดอกบัวในสระยังคงหุบดอกทิวเขาจำลองงดงามยามนี้ทำให้บรรยากาศเดียวดายยิ่งนัก ใบหน้างดงามที่เคยประดับไปด้วยความสง่างามบัดนี้ดูเศร้าสร้อยตามอารมณ์เ้าของร่าง ดวงตาเย้ายวนกระพริบถี่พยายามไม่ให้น้ำตาเม็ดเล็กร่วงหล่น นางนึกถึงบิดาไม่รู้ว่าการอยู่เพียงคนเดียวในวังหลวงที่เเสนอันตรายของเฉียนเหลียงจะเป็เช่นไร บิดาของนางแม้ไม่ได้ป่วยไข้แต่ก็ไม่ได้แข็งแรงมากนักเพราะการตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อปากท้องของชาวเมืองติ่งอี้ในยุคของาที่ทำแผ่นดินรุกเป็ไฟทุกหย่อมหญ้า จากกันครั้งนี้ชั่วชีวิตคงไม่อาจกลับไปเห็นหน้าบิดาได้อีกแล้ว ฝูซีหยวนฮ่องเต้ไม่มีทางใจดีกับหมากที่พร้อมเขี่ยทิ้งได้ตลอดเวลาเช่นนาง
“ท่านพ่อเ้าคะ เซียวเอ๋อคิดถึงท่านเหลือเกิน”
จ้าวซูเซียวสูดหายใจเข้าลึกๆพยายามขับไล่ความรู้สึกเศร้าโศกออกไป การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองหากนางอ่อนแอนั้นหมายถึงการนำชีวิตตัวเองไปทิ้ง ไม่เพียงชีวิตนางเท่านั้นชีวิตท่านพ่อที่เฉียนเหลียงจะพลอยเดือดร้อนไปด้วยอย่างแน่นอน เมื่อพยายามปรับอารมณ์สายตาหญิงสาวจึงเหลือไปเห็นดอกบัวดอกเล็กสีขาวที่ขึ้นอยู่ริมสระ มันพิเศษกว่าดอกบัวอื่นนักตรงนี้แม้ยามนี้จะมืดมิดแต่มันยังคงเบ่งบานท้าทายราตรี !
ร่างอรชรเคลื่อนตัวไปยังริมสระบัว นางอยากเชยชมดอกบัวดอกนั้นใกล้ๆ แม้ดอกจะเล็กหากเป็ยามเช้าที่เหล่าดอกบัวในสระเบ่งบานเ้าดอกเล็กดอกนี้คงหม่นราศีเพราะขนาดดอกที่เล็กกว่า แต่ยามนี้มันกลับเบ่งบานเพียงดอกเดียวท่ามกลางความมืด คิดแล้วทำให้นางนึกถึงตัวเองนักแต่น่าเสียดายที่นางมิได้พิเศษเช่นเ้าดอกบัวตรงหน้า จ้าวซูเซียวโน้มตัวไปด้านหน้าหวังเข้าใกล้ดอกบัวให้มากขึ้นนางไม่้าเด็ดดอกบัวเพียง้าชื่นชมเท่านั้น
”อ๊ะ !…”
จังหวะที่กำลังเพลิดเพลินกับดอกบัวเล็กตรงหน้าพื้นดินริมสระบัวเกิดเคลื่อนตัวเล็กน้อยทำให้จ้าวซูเซียวที่อยู่ในท่าโน้มตัวไปด้านหน้าเสียการทรงตัว หญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยความใในใจพลันคิดว่าตัวเองต้องตกลงไปในสระบัวเป็แน่
พรึบ !!
แต่แล้วจู่ๆเอวบางกลับถูกวงแขนแข็งเกร่งโอบรัดไว้พร้อมร่างบางที่กำลังจะเซตกลงน้ำถูกฉุดให้ลอยขึ้นจากพื้น จ้าวซูเซียวเผลอหลับตาด้วยความในอกจากวงแขนที่โอบรัด นางััได้ถึงความอบอุ่นจากบางอย่างที่โอบกอดนางไว้
ทันทีที่เท้าััพื้นดินอีกครั้งร่างบางซวนเซเล็กน้อยจนวงแขนที่โอบรอบเอวนางกระชับมากยิ่งขึ้นเพื่อประคองให้จ้าวซูเซียวทรงตัวได้มั่นคง
“เ้าเป็อะไรหรือไม่”
เป็เสียงทุ่มที่ดังขึ้นใกล้ๆนาง เสียงนี้เองทำให้จ้าวซูเซียวรู้สึกตัวนางรีบผละออกจากวงเเขนแข็งเกร่งด้วยสีหน้าแตกตื่น ใบหน้างดงามตื่นตระหนกเงยหน้ามองบุรุษร่างสูงตรงหน้าด้วยแววตาสับสน เมื่อเห็นใบหน้าผู้ช่วยเหลือที่กำลังมองมาทางนางด้วยท่าทีสงสัยแต่แววตาสีดำกลับฉายแววอบอุ่นอ่อนโยน ใบหน้าคมสันหล่อเหลาคล้ายโอวหยางอู่ตี้อยู่หลายส่วนแต่มีความอบอุ่นอ่อนหวานในแววตาและรอยยิ้มบางๆบนริมฝีปากหนาทำให้จ้าวซูเซียวผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว บุรุษตรงหน้าอยู่ในชุดสีเทาร่างสูงเกือบจะเท่าโอวหยางหย่งเล่อก้มลงมองนางเล็กน้อยด้วยท่าทางตกตะลึงยามเห็นใบหน้างดงามของจ้าวซูเซียวชัดเจน นั้นยิ่งทำให้ดวงแก้มขาวขึ้นสีชมพูอย่างไม่รู้ตัว
“หม่อมฉันไม่เป็อะไร ขอบพระทัยเพคะ” จ้าวซูเซียวถอยหลังรักษาระยะห่างมากขึ้นหญิงสาวยอบตัวลงเล็กน้อยเป็การขอบคุณ แม้จะใแต่นางก็สังเกตชุดที่คนตรงหน้าสวมใส่เนื้อผ้าชั้นดีเช่นนี้กับท่าทางสบายๆในวังหลวง หากไม่ใช่ท่านอ๋องซักพระองค์ก็อาจเป็เชื้อพระองค์แคว้นโจวซักพระองค์ จ้าวซูเซียวััได้ถึงใบหน้าที่ร้อนขึ้นมาเล็กน้อยอาจเป็เพราะััเมื่อครู่นับเป็ััจากบุรุษที่ใกล้ชิดมากที่สุดในชีวิตของนาง !!
ท่าทางใปนเขินอายแต่พยายามรักษากิริยาไว้ของจ้าวซูเซียวทำให้บุรุษชุดน้ำเงินเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมามากกว่าเดิม เขาบังเอิญเดินผ่านมาทางนี้เห็นนางทำท่าเข้าใกล้ดอกบัวมาซักพักตอนแรกเขานึกว่านางจะเด็ดมันขึ้นมาแต่สตรีตรงหน้าเพียงแค่โน้มตัวเองไปเชยชมใกล้ๆเท่านั้น เมื่อนางเสียหลักเกือบพลัดตกน้ำเขาที่เห็นมาั้แ่แรกจึงได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทัน ตอนเห็นนางเขายืนมองจากด้านหลังจึงไม่เห็นใบหน้านางแต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้านี้ชัดเจน ความงามของเทพธิดาเป็เช่นไรเขาเพิ่งรับรู้ได้ก็วันนี้นางงดงามแต่แฝงความเย้ายวนอย่างเป็ธรรมชาติ เขาผู้ไม่เคยหวั่นไหวกับสตรีนางใดยังเผลอพึงพอใจใบหน้างดงามนี้ เรียกได้ว่าเป็เสน่ห์โดยกำเนิดที่ดึงดูดบุรุษก็ว่าได้
“ในเมื่อไม่เป็อะไรแล้วก็ดี แต่คุณหนูมาทำอะไรคนเดียวที่ตำหนักรับรองนี้หรือ”
จ้าวซูเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อคิดดูดีๆนางไม่เจอบุรุษผู้นี้ในงานเลี้ยงต้อนรับเช่นนั้นย่อมไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้ว่านางคือองค์หญิงิอาน
“หม่อมฉันตามนางกำนัลมาเปลี่ยนชุดเพคะ แต่เมื่อออกมาแล้วกลับไม่เจอใครจึงทำได้เพียงรอพวกนางอยู่ที่นี่”
บุรุษในชุดน้ำเงินพยักหน้าเล็กน้อยเขารับรู้ได้ทันทีว่าสตรีตรงหน้าโดนกลั้นแกล้งแล้ว นางอาจเป็คุณหนูที่เพิ่งเคยเข้าวังเขาพบเห็นคุณหนูคนสำคัญมามากแต่ยังไม่เคยพบนางมาก่อน
“เช่นนั้นข้าจะให้คนไปตามนางกำนัลไปส่งเ้าที่งานเลี้ยง” จ้าวซูเซียวยอบกายลงเล็กน้อยเป็การน้อมรับความหวังดี เช่นนี้ก็ดีเหมือนกันนางรออยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ จะให้บุรุษตรงหน้าเดินไปส่งยิ่งไม่ควรนัก ชายหญิงเดินเคียงคู่กันเข้างานเลี้ยงว่าไม่เหมาะแล้วนางผู้มีพันธะกับชินอ๋องย่อมไม่เหมาะสมยิ่งกว่า
เมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้ายอมรับความช่วยเหลือจึงกำลังจะหันไปเอ่ยกับองครักษ์เงาข้างกายให้ไปตามนางกำนัลในตำหนักมานำทาง แต่จู่ๆก็ปรากฏร่างสูงสมส่วนแฝงความเ็าเดินเข้ามา
“ข้าว่าไม่ต้องตามใครมาแล้ว”
เสียงทุ่มติดเ็าเอ่ยขึ้นเรียกความสนใจของบุรุษและสตรีที่ยืนอยู่ด้วยกัน จ้าวซูเซียวหันไปทางต้นเสียงพบร่างสูงสง่าในชุดสีม่วงขอบทองก้าวเดินเข้ามาหาพวกนางด้วยท่าทางเยือกเย็น ใบหน้าหล่อเหลาปรายตามองนางเพียงแวบเดียวด้วยสายตาไม่พอใจแล้วจึงหันไปทางบุรุษชุดน้ำเงินที่ยืนอยู่ก่อนหน้า
“ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ” จ้าวซูเซียวยอบกายลงเล็กน้อย นางเพิ่งสังเกตว่านอกจากโอวหยางหย่งเล่อแล้วยังมีนางกำนัลร่างเล็กอีกคนนางเดินตามหลังมาด้วย
“เสี่ยวซี !”
จ้าวซูเซียวร้องขึ้นด้วยความดีใจทำให้เสี่ยวซีรีบเดินไปหาเ้านายของตนทันที เมื่อมายืนอยู่ใกล้จ้าวซูเซียวแล้วท่าทางหวาดกลัวของเสี่ยวซีจึงผ่อนคลายลง ตลอดทางที่นางเดินตามโอวหยางหย่งเล่อร่างกายเกร็งไปทุกสัดส่วนด้วยความหวาดกลัวชินอ๋องผู้นี้แม้ไม่แสดงท่าทางอะไรรอบกายก็เต็มไปด้วยประกายแห่งอำนาจน่าเกรงขามนัก
“เ้ามาได้อย่างไรกัน” จ้าวซูเซียวกระซิบถามเสี่ยวซีเบาๆ สาวใช้ตัวน้อยจึงเหลือบมองไปทางโอวหยางหย่งเล่อ
“ชินอ๋องให้คนไปตามหม่อมฉันมาหาองค์หญิงเพคะ” จ้าวซูเซี่ยวพยักหน้าเข้าใจแต่ก็มีความสงสัยในบางเื่แสดงว่าโอวหยางหย่งเล่อรู้อย่างนั้นหรือว่านางโดนทิ้งไว้เพียงลำพัง ดวงตาคู่งามจ้องมองไปยังร่างสูงในชุดสีม่วงที่ตอนนี้หยุดยืนอยู่ข้างกายบุรุษชุดน้ำเงินแล้ว บุรุษชุดน้ำเงินเมื่อเห็นชินอ๋องโอวหยางหย่งเล่อก็ก้มศีรษะทำความเคารพเล็กน้อย
“เสด็จอามาที่นี่ได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ” โอวหยางหย่งเล่อมองผู้ถามด้วยสายตาสงบนิ่งแล้วปรายตามองจ้าวซูเซียว
“มาพาคู่หมั่นที่หลงทางกลับตำหนัก แล้วเ้าเล่าิหลง” คำว่าคู่หมั่นทำให้โอวหยางิหลงขมวดคิ้วมองไปยังสตรีที่ตนช่วยไว้เมื่อครู่ก่อนที่สายตาจะปรากฏความเข้าใจทุกอย่างขึ้นมาทันที
“ที่แท้ท่านก็คือองค์หญิงิอาน ขออภัยที่ก่อนหน้าข้าโอวหยางิหลงเสียงมารยาทต่อองค์หญิงด้วย” โอวหยางิหลงเอ่ยกับจ้าวซูเซียวพร้อมรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน ก่อนจะหันไปหาโอวหยางหย่งเล่อ
“หลานเพียงเดินผ่านมาแถวนี้พบเจอองค์หญิงเท่านั้น เสด็จอาอย่าได้กังวงใจไปเลย” โอวหยางหย่งเล่อเพียงพยักหน้าเบาๆเท่านั้น จ้าวซูเซียวเมื่อได้ยินชื้อบุรุษชุดน้ำเงินทำให้นางรู้ฐานะว่าเขาคือองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์โอวหยางโอรสองค์โตของโอวหยางอู่ตี้และมู่ฮองเฮา
“เป็หม่อมฉันที่ต้องขอบพระทัยองค์ชายที่ช่วยเหลือเพคะ…”
ยังไม่ทันที่จ้าวซูเซียวจะกล่าวอะไรต่อเสียงคนจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามายังตำหนักริมสระบัว หน้าสุดเป็สตรีใบหน้างดงามคือฉินกุ้ยเฟยตามด้วยนางกำนัลแปดคนและจินอี้ฟางที่เดินตามมาด้วยสีหน้าร้อนรน
“องร์หญิงิอานท่านอยู่ที่นี่เอง ชินอ๋อง อ๊ะ องค์ชายใหญ่พวกท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือเพคะ” ฉินกุ้ยเฟยแสร้งทำสีหน้าใยามเมื่อเห็นจ้าวซูเซียวอยู่กับบุรุษถึงสองคนในที่ลับตาคน
ถึงตรงนี้นางเข้าใจแผนการของคนเหล่านี้แล้ว ฉินกุ้ยเฟยคงหวังว่านางอาจเดินหลงทางหรือไม่ถ้าพวกเขาพบนางอยู่กับองค์ชายใหญ่โอวหยางิหลงเพียงสองคนชื่อเสียงของนางผู้เป็สตรีมีคู่หมั่นคงเสื่อมเสีย อาจโดนนินทาว่าเป็สตรีไร้ยางอายนัดพบบุรุษอื่นก็เป็ได้ แต่เมื่อที่นี่มีโอวหยางหย่งเล่อและเสี่ยวซีอยู่ด้วยเหตุการณ์ที่ควรร้ายแรงจึงกลายเป็เพียงเื่ธรรมดาเื่หนึ่งเท่านั้น
ฉินกุ้ยเฟยยังคงแสร้งทำสีหน้าอ่อนหวานเผยรอยยิ้มงดงามแล้วเดินเข้ามาหาจ้าวซูเซียวด้วยท่าทางห่วงใย
“ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่าหาองค์หญิงไม่เจอจึงได้พาคนออกตามหา ไม่คิดว่าท่านยังอยู่ที่เรือนรับรองนี่เช่นนี้ข้าก็หายห่วงแล้ว”
“หม่อมฉันออกมาจากตำหนักก็ไม่พบเจอนางกำนัลที่นำทางแล้วเพคะ หม่อนฉันกับนางกำนัลของตัวเองจำหนทางกลับไม่ได้จึงได้แต่รั้งรออยู่ที่ตำหนักไม่กล้าเดินไปไหน โชคดีที่พบชินอ๋องและองค์ชายใหญ่เสด็จผ่านมาพวกเรากำลังจะกลับไปที่งานเลี้ยงก็เจอฉินกุ้ยเฟยเสด็จมาตามหาแล้ว”
จ้าวซูเซียวกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานในเมื่อชินอ๋องพาเสี่ยวซีมาหานางคงหวังช่วยเหลือ นางจึงไม่เกรงใจที่จะปรับแต่งเหตุการณ์เล็กน้อยให้ตัวเองรอดพ้นจากข้อครหา
“ในเมื่อฉินกุ้ยเฟยก็พบองค์หญิงแล้วเช่นนั้นข้ากับองค์ชายใหญ่คงไม่จำเป็ต้องไปส่งองค์หญิงิอาจอีก” โอวหยางหย่งเล่อพูดเพียงเท่านั้นร่างสูงก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โอวหยางิหลงที่กึ่งโดนบังคับให้ตามไปเพียงเผยรอยยิ้มขบขันออกมาแวบหนึ่ง เมื่อตอนนี้ไม่เหลือบุรุษอื่นใดแล้วจ้าวซูเซียวจึงเผยรอยยิ้มกล่าวกับฉินกุ้ยเฟยอีกครั้ง
“เช่นนี้ิอานต้องรบกวนฉินกุ้ยเฟยแล้วเพคะ หม่อมฉันกับนางกำนัลจำหนทางไม่ได้จริงๆ” นางยอบกายลงเล็กน้อย ทำให้ฉินกุ้ยเฟยรีบปรับสีหน้าเเม้ดวงตางามจะมีแววไม่พอใจอยู่บ้างแต่เพียงเเวบเดียวท่าทางของนางก็กลับมาอ่อนหวานเช่นเดิม พร้อมประคองจ้าวซูเซียวขึ้น
“รบกวนอะไรกัน เป็ความผิดของเราเ้าบ้านด้วยซ้ำที่ปล่อยให้นางกำนัลทำงานหละหลวม ไว้ข้าจะหาตัวนางกำนัลพวกนั้นแล้วสั่งการลงโทษไม่ให้ทำงานเช่นนี้อีก ต้องขออภัยองค์หญิงแล้ว”
“ิอานไม่กล้า” หึ ! ค่อยหาตัวมาลงโทษหรือมิใช่ว่านางกำนัลเ่าั้ก็ยืนอยู่ด้านหลังฉินกุ้ยเฟยหรืออย่างไร จ้าวซูเซียวรับรู้ดีย่อมไม่มีการลงโทษนางกำนัลที่ดูแลนางผิดพลาด แต่หากเป็การลงโทษที่ทำงานให้ฉินกุ้ยเฟยผิดพลาดนั้นไม่แน่ ใบหน้างดงามของจ้าวซูเซียวเพียงเผยรอยยิ้มเบาบางเท่านั้นสถานะนางในยามนี้ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมายเื่นี้ในเมื่อเ้าบ้านบอกจะจัดการนางย่อมไม่ควรเรียกร้องให้เกิดเื่ราวได้อีก
“เอาเถอะ พวกเรากลับไปในงานเลี้ยงดีกว่า”
“เพคะ”
จากนั้นก้าวซูเซียวจึงเดินตามฉินกุ้ยเฟยจากไป จินอี้ฟางและเสี่ยวซี่รีบเข้ามาใกล้นางในทันทีด้วยสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อเห็นว่าเื่นี้จบลงด้วยดี