กานต์แก้วนั่งพับเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางใบเล็กด้วยมือที่สั่นนิดๆหัวใจเธอเต้นแรงจนแทบได้ยินชัดกว่าฝนที่ตกกระทบหลังคาแฟลต เด็กสาวเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนังซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่รู้ดีว่าเวลาคงไม่เดินเร็วขึ้นเพราะความตื่นเต้นของเธอสี่เดือนแล้ว สี่เดือนที่ผู้ชายคนหนึ่งกลายเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตเธอทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยจับมือ ไม่เคยแม้แต่จะยืนอยู่ตรงหน้ากันจริงๆพวกเขารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ ผ่านเสียงหัวเราะในสายโทรศัพท์ ผ่านคำว่า “ออฟไลน์”ที่ทำให้ใจหายและเสียง “ติ๊ง” ของ MSN ที่ทำให้หัวใจพองโตทุกคืน บางวันอินเทอร์เน็ตที่แฟลตล่มกานต์แก้วถึงกับนั่งร้องไห้เงียบๆ คนเดียวเหมือนชีวิตทั้งวันขาดอะไรบางอย่างไปเธออยากเล่าให้เขาฟังทุกเื่ ั้แ่คนไข้เื่มากในโรงพยาบาลไปจนถึงแมวสีส้มที่ชอบมานอนหน้าห้องพัก แม้แต่ความเหนื่อยความเหงาหรือเสียงลมหายใจเงียบๆก่อนนอนต้นไม้ก็เป็คนแรกที่เธออยากให้รับรู้
และคืนนี้เธอกำลังจะเดินทางไปพบเขาผู้ชายที่อยู่ในสายโทรศัพท์มาตลอดสี่เดือน รถทัวร์ออกจากสถานีตอนหนึ่งทุ่มกานต์แก้วนั่งกอดกระเป๋าไว้แน่นข้างหน้าต่าง นั่งมองท้องฟ้านั่งมองพระจันทร์ ถนนมืดทอดยาวผ่านต่างจังหวัดทีละอำเภอ ไฟริมทางวูบผ่านดวงตาเธอช้าๆแต่หัวใจของเด็กสาวกลับไม่เคยสงบเลย
เขาจะหน้าตาแบบไหนนะ? เสียงของเขาอบอุ่นขนาดนั้นเวลายิ้มจริงๆ จะเป็ยังไง?หรือทั้งหมดนี่อาจเป็เื่หลอกลวง ถ้าเขาไม่ใช่คนดีอย่างที่คิดล่ะถ้าเขาแค่หลอกผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งเล่นๆ ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเต้นแรง ตลอดระยะทางหกร้อยกิโลเมตรกานต์แก้วแทบไม่ได้นอน
จนกระทั่งเช้ามืดพระจันทร์เริ่มลับหายไปรถทัวร์แล่นเข้าสู่กรุงเทพมหานคร สถานีขนส่งหมอชิตเต็มไปด้วยผู้คนเสียงประกาศดังสลับกับเสียงรถกลิ่นควันและอากาศเมืองหลวงทำให้เด็กสาวต่างจังหวัดยิ่งประหม่า เธอลงจากรถพร้อมกระเป๋าใบเล็กยืนหมุนมองผู้คนรอบตัวอย่างสับสน หัวใจเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆแต่แล้วชายร่างสูงคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามา เขาสูงกว่าคนรอบข้างอย่างเห็นได้ชัดผิวเข้ม คิ้วคม ดวงตาดุดันแบบผู้ชายที่ผ่านโลกมาเยอะ แต่กลับมีลักยิ้มเล็กๆตรงมุมปาก เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“กานต์แก้วใช่ไหมครับ”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกตะลึง “ใช่ค่ะ”ชายหนุ่มยิ้มบางๆ
“พี่ต้นครับ”
กานต์แก้วยืนนิ่งในหัวมีแต่คำถามเดิมที่คิดมาตลอดหกร้อยโลเมตร "เขาจะหน้าตาแบบไหน" แต่ตอนนี้เธอลืมคำถามทุกข้อหมดแล้วเพราะผู้ชายตรงหน้าไม่ได้หน้าตาแบบไหนในจินตนาการของเธอเขาเป็คนจริงมีลมหายใจจริงมีเงาของตัวเองบนพื้นปูนและมีสายตาที่มองเธอในแบบที่เธอไม่เคยถูกมองมาก่อนสายตาที่บอกว่า
"ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อยมาไกลและฉันมารอแล้ว"
วินาทีนั้นโลกทั้งใบของกานต์แก้วเหมือนหยุดหมุนเพราะผู้ชายตรงหน้าคือผู้ชายในฝันที่เธอไม่กล้าจินตนาการว่าจะมีอยู่จริงไม่ใช่แค่เสียงอบอุ่น ไม่ใช่แค่ความสุภาพ แต่เป็สายตาที่มองเธออย่างอ่อนโยนราวกับกลัวว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ
ต้นไม้เอื้อมมือมารับกระเป๋าหนังสีเหลืองจากมือเธออย่างเป็ธรรมชาติ“พี่ถือให้” แล้วพูดต่อเรียบๆ “เดินตามพี่มานะ รถจอดไกลไม่มีที่จอดใกล้ๆ”
กานต์แก้วพยักหน้าเบาๆก่อนเดินตามเขาไปเงียบๆ เงียบจนผิดปกติผิดกับเด็กสาวช่างพูดในโทรศัพท์โดยสิ้นเชิง ต้นไม้หันกลับมามองเธอเป็ระยะก่อนหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย
“กานต์เป็อะไรหรือเปล่า”
“คะ?”
“เหนื่อยเหรอวันนี้ไม่เห็นพูดเก่งเหมือนในMSN เลย”
หญิงสาวได้แต่ยิ้มเขินๆแล้วก้มหน้าหนีสายตาเขา เพราะความจริงคือหัวใจเธอเต้นแรงจนพูดอะไรแทบไม่ออกเมื่อเดินมาถึงรถกานต์แก้วถึงกับชะงักรถคัมรี่สีบรอนซ์ทองสะท้อนแสงเช้าอย่างหรูหรา มันดูไกลจากโลกของเด็กสาวต่างจังหวัดเหลือเกินต้นไม้เดินมาเปิดประตูรถให้เธออย่างสุภาพจนเธอเผลอใจอ่อนโดยไม่รู้ตัว ระหว่างทางไปโรงแรมในรถเปิดเพลงเบาๆคลอไปกับแอร์เย็นสบายไม่มีบทสนทนาหวือหวา ไม่มีคำพูดหวานเลี่ยนเหมือนผู้ชายเ้าชู้สิ่งแรกที่ต้นไม้หยิบขึ้นมาให้เธอดูกลับเป็อัลบั้มรูปครอบครัว รูปเขากับลูกชายรูปลูกสาวตอนวันเกิดรูปภรรยาที่ยืนยิ้มอยู่ริมทะเลต่างประเทศ
กานต์แก้วเปิดดูเงียบๆและยิ่งดูหัวใจเธอกลับยิ่งสั่นไหว เพราะสิ่งที่ผู้ชายคนนี้กำลังทำไม่ใช่การปิดบังแต่คือการเปิดเผยตัวตนทั้งหมดให้เธอรับรู้ เขาไม่ได้หลอกว่าโสด ไม่ได้สร้างภาพลวงตา ต้นไม้กำลังบอกเธออย่างตรงไปตรงมาว่า
“นี่คือชีวิตจริงของพี่”และในชีวิตจริงนั้นเขารักครอบครัวของเขามากเพียงใดกานต์แก้วนั่งมองภาพเด็กน้อยสองคนในอัลบั้มก่อนยิ้มบางๆ อย่างเข้าใจ เธอรู้ั้แ่แรกแล้วว่าความสัมพันธ์นี้ไม่มีวันเป็ของเธอทั้งหมดเธอเป็เพียงมุมเล็กๆ ในหัวใจของผู้ชายคนหนึ่ง มุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากความเหงา ความคิดถึงและความปรารถนาดีที่ค่อยๆ เติบโตเกินห้ามใจ มันเป็ความรักที่ผิดเวลา ผิดเงื่อนไขและยากจะเดินผ่านไปโดยไม่เ็ป แต่ถึงอย่างนั้น ในเช้าวันแรกที่กรุงเทพฯขณะนั่งอยู่ข้างผู้ชายที่เธอเพิ่งพบหน้าเป็ครั้งแรก กานต์แก้วก็รู้แล้วว่าเธอคงไม่มีวันเดินออกจากความรักครั้งนี้ได้ง่ายๆอีกต่อไป