F-Hunter (ภาคแรก โลกวิบัติ+ภาค 2 เมืองศูนย์กลาง)

    33.ภัยร้ายเกิดขึ้นแล้ว

    ประเทศจีน มิติที่ 2 โลกวิญญาณท่ามกลางป่าทึบ ภูเขารกชักเต็มไปด้วยไอหมอกสีเขียว หมอกนี้มีพิษร้ายแรง หากสัมผัสถูกเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตทั่วไป คงยากที่จะมีชีวิตรอดได้ บนปลายของยอดหน้าผาแห่งหนึ่งภายในป่าหมอก มีตะขาบตัวใหญ่เกาะอยู่บนยอดหินนั้น มันมีขานับร้อย ขาแต่ละข้างมีขนาดเท่าถังน้ำมัน 200 ลิตร ตัวมันมีสีดำสนิท ขาแต่ละคู่ของมันขยับขึ้นลง ลู่กันไปเป็นลูกคลื่น ปลายของขากระทบเข้ากับหินบนยอดผาเสียงดังแกรกกราก หนวดสองหนวดยื่นออหมาจากหัวของมันโบกสบัดไปมา เคี่ยวแหลมโค้งหนึ่งคู่ยื่นออกมาจากปาก กระทบกันไปมาดักแกรๆๆ ตาของมันจ้องมองไปยังดวงจันทร์ดวงกลมโตสีแดงสดที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ด้านล่างของลำตัวมันมีตะขาบตัวเล็กๆไต่กัน ยั้วเยี้ยดูแล้วน่าหวาดกลัวเป็นที่สุด กี้!......มันร้องออกมาสุดเสียงเมือนคล้ายกับว่ามันส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ลูกตะขาบมากมายนับล้านๆตัว ที่อยู่ใต้ท้องของมันพลันวิ่งออกจากตัวแม่ กระจัดกระจายออกไปรอบทิศทาง หายเข้าไปในป่าก่อนจะเลือนหายไป จากมิติที่ 2ณ วัดแห่งหนึ่งในประเทศจีน พระสองรุปที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ “หลวงพี่ท่านเคยฟังเพลงนี้หรือเปล่า ขอโทษที่เขามาเป็นมะเล็งเก็งกอง มะลองก่องแกง หงองแหงง หงองแหงง ในใจของเธอ..” เขาร้องเพลงดังติดหูของทุกคนออกมาให้เพื่อนฟัง พระอีกรูปทำหน้างง “เพลงอะไรวะปัญญาอ่อน”เขาออกความเห็น “โธ่หลวงพี่นี้ไม่เทรนเลย มันกำลังดังมากนะที่ไทย คนแก่ คนมีอายุ กำลังชอบเพลงนี้กันมากเลย”เขาพูดยาวเหยียดออกมา ขณะที่ทั้งสองกำลังกวาดลานวัด เสียงของเขาเจื้อยแจ้วไปทั่วป่า วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา มีพระภิกษุหลายรูปจำวัดอยู่ที่นี้ และที่นี้ยังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วยเพราะบรรยากาศดีเอามากๆ “ขุนเขา จางเจียเจี้ย...ดินแดนอัศจรรย์!ธรรมชาติ” ที่นี้สวยงามติดระดับโลก ขนาดหนังเรื่องดังหลายเรื่องยังมาถ่ายทำที่นี้ “หลวงพี่มาดูนี้สิ เขียดกำลังแดกตะขาบอยู่” เขาหยุดร้องเพลงแล้วนั่งยองมองดูเขียดตัวใหญ่ที่มีตะขาบยื่นออกมาจากปากครึ่งตัว “โห!มันคงอร่อย ดูสิมันทำหน้าฟินมากเลยถึงกับตาเหลือกขึ้นบน” เขาพิจารณาแล้วก็พูดบรรยายเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้ ให้เพื่อนที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ด้านหลังของเขาฟัง พร้อมกับเอาไม้จิ้มๆเขี่ยๆเขียดตัวนั้น เหมือนกับว่าตะขาบตัวนั้นมันรับรู้อะไรบางอย่างที่กำลังจิ้มๆบนตัวมัน มันถอดหัวและตัวที่อยู่ในปากเขียดออกมาทันที พร้อมกับยกหัวของมันที่มีหนวดเล็กๆสองอันโบกขึ้นลงขึ้นมา มันมองดูพระรูปนั้นหนวดของมันวาดขึ้นลงสลับกันไปมาช้าๆ ขาขยับไหวๆขึ้นลงไล่เป็นลูกคลื่นจากด้านหน้าไปด้านหลัง “อ่า!มันกินตับเขียดนี้น่านึกว่าโดนเขียดกิน”เขาอุทานออกมาเพราะเข้าใจผิด “โอ๊ย!”พูดยังไม่ทันขาดคำตะขาบตัวนั้นก็กระโดดเข้าไปในปากของเขาทันที เขาเอาสองมือกุมปากด้วยความตกใจ อัก!ๆอัก! อ้วยอ้วย!เขาพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือแต่ตัวของตะขาบมุดลงไปจุกในลำคอของเขาเสียแล้ว พระที่กวาดใบไม้ได้กันเห็นท่าไม่ดีวิ่งเข้ามาหวังจะช่วย “เฮ้ย ศิษน้อง เป็นอะไร โอ๊ย!อ้ากกกตะขาบไม้ ม่ายยยยย “ซ่อยข่อยแน่ขี้เข็บกัดข้อยยย” อ้ากกก!!! เขาร้องโหยหวนออกมามีตะขามมากมายพุ่งตัวออกมาจากในป่ากระโดดกัดตามลำตัวของเขามากมาย มันมีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ตัวที่ใหญ่ที่สุด มีขนาดเท่าโคนขาของเขาเห็นจะได้ ไม่มีโอกาสดิ้นรนขัดขืนแม้เพียงนิด ร่างของเขาล้มลงเพราะพิษร้าย เกิดแผลพุพองเพราะพิษของตะขาบจำนวนมาก เสียงร้องโหยหวนดังระงมออกมาจากปากของเขาเพียงไม่นานก็สิ้นใจตายลงไป และ เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับทุกชีวิตที่อยู่วัดแห่งนี้ พวกมันกัดกินคนจากภายใน ปล่อยพิษร้ายฆ่าผู้คนไปมากมาย ในที่สุด สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นดินแดนแห้งความตาย***ประเทศไทย ณ ทุ่งกุลาร้องไห้ สองหนุ่มไทบ้าน คนหนึ่งร่างท้วมสักลายเทย์ๆ อีกคนหนึ่งร่างโย่งสูง ตัดผมทรงบ๊อบสั้นเท่าติ่งหู ไว้หนวดจิ๋ม เขาถือไม้ลำปอ(ต้นปอเทืองที่ลอกเอาเปลือกออกแล้ว) ยางประมาณ 2.5 เมตรตรงปลายมีเชือกผูกไว้เป็นบ่วงสำหรับคล้องอะไรซักอย่าง “บักเซียง มึงมาเปลี่ยนกันกับกูนา มึงเอาบวงไป กูสิเอาหนังสติ๊กเอง”คนตัวสูงพูดออกมาพร้อมกับขมวดคิ้วอันดกดำหนาๆของเขาเป็นปม เขาเองถือบ่วงคล้องกิ่งกา ส่วนบักเซียงมีหนังสติ๊ก แต่มันฝีมือในการยิงไม่ได้เรื่องเลยเขาจึงยากเปลี่ยนกัน “กูบ่อมักบ่วงยังว่า กูบ่อมัก กูสิเอาหนังสติ๊ก”บักเซียง เถียงออกมามันไม่ชอบใช้บ่วงคล้องมันชอบหนังสติ๊ก “มึงสิเอาไปหาสิแตกหยัง ยิงกะบ่แม่น กะปอมโตท่อซางกะยังยิงบ่ถึก บักหูขี้ดากหมาเอ๊ย!”จ่าลอดพูดค้านบักเซียง เสียงแข็ง เพราะครั้งที่แล้วกิ้งก่าตัวเท่าช้าง บักเซียงก็ยิงไม่โดน “มึงคือสิดูถูกกูแท้บักลอด มึงไป มึงยางไปจัก 10 ก้าวลองเบิงกูสิยิงมึงถืกบ่”บักเซียงไม่ยอมรับหาว่าเพื่อนดูถูกตนเลยท้าเพื่อนของมันให้เดินไป 10 ก้าวมันจะลองยิงดูว่าจะโดนไหม “โอ๊ยบักปอบมึงเอ๊ย!ฝีมื่อกะพอกำก่า มามา มึงลองเบิงถ้ายิงบ่อถือมึงมาเปลี่ยนกับกูเด้” บักลอดรับปาก มันจั้มอ้าวนำหน้าออกไป 10 ก้าวทันทียังไม่ทันที่จะหันกลับมาให้สัญญาณเพื่อน บักเซียงก็ยิงหนังสติ๊ก ใส่ตูดของมันทันที ตุ๊บ “เอ๊อ!บักฮ่ามึง กูบ่อทันบอกให้ยิงอยู่ บักเซียงหย่า หย่า..มึงเอาไปโลดกูยอมแล้ว” บักลอดด่าออกไปยังไม่ทันขาดคำ นัดที่2 นัดที่ 3 ก็ตามมาติดๆจนมันร้องเสียงหลงวิ่งหนีไป บักลอดวิ่งไปถึงต้นมะม่วงมันก็ผล็อยหลบเข้าไปที่หลังต้นมะม่วงทันที “กูยอมแล้วปักเซียง...มึงเซายิงกูสา”มันร้องออกมาจากด้านหลังต้นมะม่วงว่ายอมแพ้แล้วหยุดยิงได้แล้ว บักเซียง ถือหนังสติ๊กเดินตามเขามา มันหัวเราะหึๆ “เป็นได๋กูยิ่งแม่บ่เพี่ยน”มันหัวเราะแล้วถามเพื่อนว่าเป็นยังไงมันยิงแม่นไหม “เออๆแม่นค้าบแม่น มึงแม่นหลายๆ”บักลอดยอมรับอย่างจนใจว่าเพื่อนมันยิงแม่น “มึงมียาม่องบ่อบ่านนิ ยิงดากกูซ่ำเบิดละ”มันกลับออกมาจากหลังต้นมะม่วง ถามหายาหม่องกับเพื่อนของมัน ตูดของมันระบมไปหมดเพราโดนหนังสติ๊กยิง “บ่อมีดอกไปทาอยู่บ้านพูน ไปๆฟ้าวไป บ่อคันได้กะปอมจักโตยู่สิเอาหยังกินเที่ยง”มันเร่งเพื่อนของมันให้เดินต่อ กลับถึงบ้านแล้วค่อยทายาหม่อง วันนี้ยังไม่ได้กิ้งก่าเลยซักตัว อาหารเที่ยงเลยยังไม่มี พวกมันต้องรีบๆหน่อย เดินมาได้ซักพัก แดดที่ทุ่งกุราก็ร้อนแรงเหลือแสน ต้นข้าวต้นถั่วต้นข้าวโพด ยืนต้นใบเหี่ยวสู้แรงแดดหน้าร้อน อย่างน่าเวทนา ใบของมันเหี่ยวลงเพราะอาการคายน้ำมากเกินไป บางต้นใบไหม้แห้งเกรียมเพราะถูกแดดเผามาหลายวัน หน้านี้ใครปลูกอะไรก็ต้องรดน้ำกันตลอด ไม่อย่างนั้นต้นพืชได้ตายกันไปหมด สองสหายเดินกันมาไกลพอสมควร มันก็ยังไม่เห็นกิ้งก่าเลยซักตัว บักลอดก้มหน้าลงมองดูเท้าของตัวเอง รองเท้าแตะแบบคีบสีขาวของมันที่ใช้มานานตอนนี้ถูกฝุ่นสีแดงเกาะอยู่เต็มไปหมด พื้นรองเท้าบางมากจนแทบจะทะลุไปแล้ว เท้าของมันเหยี่อบลงบนพื้นดินที่แตกระแหงไปหมดร่องรอยแห่งความแห่งแล้งแถวภาคอีสานตอนน่าร้อน มันร้อนตีนของมันมาก แต่ก็ไม่ได้บ่นอะไรออกมา ส่วนบักเซียงยืนเอามือกั้งโกบบังแดด สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณและแล้วสายตาของบักเซียงก็ไปตกอยู่ที่ ป่าข้าวโพด ไกล้ๆ“ลอดๆปาดลาปปากแล้วเพื่อน เบิ่งๆนั้นๆ”มันร้องเรียกเพื่อนของมันให้หันไปดูที่ป่าข้าวโพด ตั๊กแตนตัวเทาขวดโค๊กกำลังกัดกินยอดข้าวโพดอย่าง เอร็ดอร่อย“ป้าดดด!อีพ่ออีแมตั๊กแตน มันสิบ่อกัดเฮาบ่อละเหอ” บักลอดมองเห็นมันก็ร้องทักออกมาเสียงดัง ตาของมันเบิกกว้างพลางบอกกับเพื่อนว่าตั๊กแตนมันจะไม่กัดพวกมันหรือตัวมันใหญ่ขนาดนี้ “บ่ย่านเพื่อน กูมีของ กูเอาหนังสติ๊กยิงมันก่อน มันตายแล้วเฮาจังไปเก็บ”บักเซียงบอกกับเพื่อนของมันว่าจะเอาหนังสติ๊กยิงตั๊กแตนให้ตายก่อนค่อยไปเก็บจะได้ไม่โดนมันกัด“เออๆดีๆเพื่อน”บักลอดเห็นด้วย แอ๊ดด(เสียงยืดหนังสติ๊ก)ฟรุ๊ก! ก้อนหินหลุดออกจาง่ามหนังสติ๊กด้วยความเร็วและแรงบักเซียงก็ลุ้น สายตามองตามก้อนหินไป ตุบ!“เฮ้ย!เป็นได๋เพื่อน”มันร้องออกมาด้วยความสะใจในฝีมือการยิง พั๊ว! ฝ่ามือของบักลอด ตบเข้ากะบาลจองบักเซียงอย่างแรง “กูให้ยิงตักกะแตนมึงยิงหาสิแตกบ่อต้นข้าวโพด”บักลอดโวยใส บักเซียงก็หันไปดูอีกครั้ง ต้นข้าวโพดที่เล็กกว่าตักแต๊นขาดคลึ่งไปแล้วตั๊กแตนยังอยู่ดี มันหันหน้ามามองทั้งสองคน ปากของมันก็ยังเคี้ยวต้นข้าวโพดตุ่ยๆกระพริบตาปริบๆก่อนจะหล่นตุ๊บลงพื้นตามต้นข้าวโพดไป จากการยิงของบักเซียงทำให้ตั๊กแตนทั้งฝูงตกใจกระพือปีกบินกันกรูเข้ามา “เฮ๊ย!มันมาแล้วบักลอดแล่น แล่นโลด” บักเซียงร้องออกมาสุดเสียงก่อนจะวิ่งจ้ำอ้าวออกไปก่อน “บักปอบมึงถ่ากูนำแน่...ปักเพี่ยน”บักลอดร้องเสียงหลง วิ่งตามเพื่อนไปอย่างไม่คิดชีวิต ฝูงตั๊กแตนที่บินตามหลังทั้งสองคนมา พวกมันทั้งหมดบินไปหยุดลงอยู่ที่ไร่ข้าวโพดอีกที่หนึ่งถัดจากที่มันกินอยู่ครั้งก่อนไม่ไกลมากนัก มันไม่ได้ไล่ตามทั้งสองคนไป มีเพียงบักเซียงกับบักลอดที่วิ่งไม่เหลียวหลังจนกลับถึงบ้านแกรกๆๆๆขุดๆๆกึกๆๆ เสียงเคี้ยวต้นพืชดังออกมาจากปากตักแตน ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่คนเคยเห็นมา ตัวของมันมีขนาดเท่าขวดโคก ทั้งตัวมีสีดำสนิท ปีกของมันมีละอองสีเขียว ตกออกมาเป็นระยะ ทุกครั้งที่มันบิน หรือขยับตัวละอองเหล่านี้ก็จะตกลงไปตามพื้นดิน บ้างก็ลอยไปตามสายลม ตกลงสู่ต้นไม้ใบหญ้า ทันทีที่สิ่งมีชีวิตอื่นสัมผัสจะเกิดการติดพิษและค่อยๆตายลงไปไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ พวกมันกิน และก็กิน และขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว กินได้ไม่นานตั๊กแตนตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่าก็ขึ้นคร่อมตัวเมีย(เด้ยเดี่ยงด่าง เดอเดี่ยงเดอ เดอเดี่ยงเดอ เดี่ยงด่าง) แล้วพวกมันก็หย่อนไข่ลงไปในดินใต้ต้นข้าวโพดที่มันเกาะอยู่ เพียงไม่กี่นาทีก็มีตั๊กแตนตัวน้อยๆออกมาลืมตาดูโลกอีกเป็น ร้อยๆชีวิต และกระโดดออกไปหากินต่อไป