จารึกที่ 197 : มหาสงครามล้างบาง | การร่ายรำแห่งราชันย์อเวจี
"สังหาร!!!"
สิ้นเสียงคำรามประกาศิตของอาเจีย บรรยากาศเหนือเทือกเขาหมื่นกระบี่พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเงียบสงัดของราตรีกาลที่ถูกห่มคลุมด้วยม่านควันไฟ พลันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าของกองทัพพยนต์เทวะศิลาหมื่นตนที่ก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียง สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหวขนาดย่อม ผืนดินแตกระแหงเป็นรอยร้าวลุกลามไปทั่วอาณาบริเวณสำนักหมึกวารี ฝุ่นผงตลบอบอวลผสมผสานกับกลิ่นไอสังหารที่เย็นเยียบและเก่าแก่ ซึ่งถูกเก็บกักมานานนับพันปี
เบื้องหน้าของอาเจีย... คือภาพที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับศัตรู ทว่ามันกลับเป็นดั่งภาพจิตรกรรมที่งดงามที่สุดในสายตาของเขา
"ตั้งค่ายกล! ตั้งค่ายกลป้องกันเดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนสั่งการของ ขุนพลอัสนีแขนเดียว ดังลั่นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดราวกับศพ เหงื่อกาฬไหลพรากจนเปียกชุ่มเกราะศึก สายตาของมันเบิกกว้างจ้องมองคลื่นทัพทะมึนของกองทัพพยนต์ศิลา ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ดุจเกลียวคลื่นคลั่ง
ศิษย์สำนักอัสนีบาตกว่าร้อยชีวิตที่เหลือรอด พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง พวกเขารีบวิ่งเข้ามารวมกลุ่มกัน สร้างกำแพงมนุษย์และประสานพลังปราณอัสนีขึ้นเป็น "ม่านพลังอัสนีบาตแปดทิศ"
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
อัสนีบาตสีม่วงเข้มนับร้อยสายถูกพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะสานถักทอกันเป็นโดมสายฟ้าขนาดมหึมาครอบคลุมคุ้มกันพื้นที่ของพวกเขาเอาไว้ ประกายไฟแลบแปลบปลาบส่งเสียงดังข่มขวัญ หวังเพียงจะหยุดยั้งการรุกคืบของกองทัพมฤตยูเบื้องหน้า
แต่ทว่า... สำหรับกองทัพหุ่นศิลาพิทักษ์นับหมื่น ม่านพลังนี้ย่อมเปรียบเสมือนเพียงกระดาษบางๆ ที่ไร้ค่า
อาเจียยืนกอดอกตระหง่านอยู่บนซากปรักหักพังของหอคัมภีร์ เส้นผมสีดำขลับสยายปลิวไปตามแรงลมร้อนจากเปลวเพลิง แววตาของเขาเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปีในวังเหมันต์ เขาค่อยๆ ยก พู่กันนิรันดร์ ขึ้นชี้ปลายไปยังม่านพลังอัสนีบาตนั้น
"เจ้าสัว... จงแสดงให้พวกสวะมันเห็นเสียหน่อย... ว่าพลานุภาพแห่งบรรพกาลที่แท้จริง มันเหนือล้ำเพียงใด"
"รับ... ทราบ... ลูก... พี่..."
เสียงตอบรับที่ทุ้มต่ำและสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นดังมาจากห้วงอากาศเบื้องบน ร่างมหึมาของ เจ้าสัว (ร่างราชันย์อเวจี) ที่ลอยตัวอยู่เหนือกองทัพพยนต์ศิลา กางปีกโลหะอุกกาบาตทั้งหกแฉกออกกว้างจนบดบังแสงจันทร์ที่สลัวเลือน
เกราะ "โลหะอุกกาบาตม่วงทมิฬ" เปล่งแสงวูบวาบ ลวดลายอักขระโบราณบนเกราะเริ่มหมุนวนและทำงานเต็มกำลัง แกนวิญญาณผลึกดำที่หน้าอกหมุนติ้วด้วยความเร็วสูงสุด จนเกิดเสียงลมหวีดหวิวเสียดแทงโสตประสาท
วูบ!
เจ้าสัวทิ้งตัวดิ่งลงมาจากท้องฟ้าราวกับดาวตกสีม่วงทะมึน!
มันมิได้ใช้ศาสตรา... ทว่ามันใช้ "มวลกายา" ที่ถูกบีบอัดจนแข็งแกร่งดุจเพชรนพเก้า พุ่งกระแทกเข้าใส่โดมม่านพลังอัสนีบาตโดยตรง!
ตูมมมมมมมมม!
เสียงปะทะดังกัมปนาทจนแก้วหูของศิษย์อัสนีบาตหลายคนถึงกับฉีกขาด โลหิตไหลซึมออกจากทวารทั้งเจ็ด แรงกระแทกอันมหาศาลเกินจินตนาการ ทำให้ม่านพลังอัสนีบาตที่คุยโวว่าสามารถต้านทานการโจมตีระดับปรมาจารย์ได้ ถึงกับบิดเบี้ยว ยุบตัว และ... แตกสลายกระจายเป็นเสี่ยงๆ!
เศษซากพลังงานสายฟ้าปลิวว่อนแตกกระจายไปทั่วสารทิศ เจ้าสัวร่อนลงมายืนตระหง่านอย่างสง่างามอยู่กลางวงล้อมของศัตรู ผืนหินใต้ฝ่าเท้าของมันยุบตัวลงเป็นหลุมลึก รังสีความร้อนและแรงกดดันจากเกราะอุกกาบาตแผ่ซ่านออกมา แผดเผาศัตรูที่อยู่ใกล้เคียงจนต้องร้องโหยหวนถอยร่น
"นะ... นั่นมันตัวอัปมงคลอันใดกัน!?"
ศิษย์อัสนีบาตผู้หนึ่งกรีดร้องด้วยความหวาดผวา ตะเบ็งเสียงยกดาบยาวขึ้นฟันเข้าใส่ท่อนขาของเจ้าสัวด้วยความหวาดกลัวจนขาดสติ
เคร้ง!
ดาบระดับวิเศษหักสะบั้นลงในพริบตาแรกที่สัมผัสกับเกราะอุกกาบาตของเจ้าสัว!
พยนต์เทวะระดับขุนพลค่อยๆ ก้มใบหน้าที่ไร้อารมณ์ลงมองมนุษย์ตัวจ้อย ที่บังอาจเอาเศษเหล็กไร้ค่ามาสะกิดผิวกาย ดวงตาสีเพลิงแดงฉานสว่างวาบขึ้น
"ช่าง... อ่อน... แอ..."
ผัวะ!
เพียงแค่การตวัดหลังมืออย่างแผ่วเบา ร่างของศิษย์ผู้นั้นก็ปลิวลิ่วกระเด็นไปกระแทกซากกำแพงหินที่อยู่ไกลออกไปนับสิบจ้าง ร่างกายแหลกเหลวเป็นกองเลือดในเสี้ยววินาที!
และนั่นคือสัญญาณเบิกม่านแห่งการสังหารหมู่
"บุกทะลวง!!!"
ทหารพยนต์ศิลานับหมื่นตนที่รอคอยจังหวะอยู่แล้ว พุ่งทะยานเข้าแทรกซึมช่องว่างของแนวป้องกันศัตรูในทันที!
เสียงโลหะกระทบเลือดเนื้อ เสียงกระดูกแตกหัก และเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของสมรภูมิ กองทัพพยนต์เทวะเหล่านี้มิได้เชื่องช้าอืดอาดดั่งหุ่นเชิดธรรมดาทั่วไป พวกมันเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่ารุกรบที่ดุดัน แม่นยำ และไร้ความปรานี ราวกับจอมยุทธ์ยอดฝีมือผู้กรำศึก
พยนต์เทวะตนหนึ่งใช้ "ง้าวศิลานิลกาฬ" ตวัดตัดขาศัตรูสามคนรวดในคราเดียว พยนต์อีกตนใช้ "โล่หนามศิลา" กระแทกอัดศิษย์อัสนีจนติดซากกำแพง แล้วบดขยี้จนแหลกเละ
อาเจียทอดสายตามองภาพเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยใบหน้าที่เยือกเย็นไร้อารมณ์ เขาหาได้มีความเวทนาสงสารบังเกิดขึ้นในจิตใจแม้แต่เศษเสี้ยว ภายในห้วงความคิดของเขามีเพียงภาพของแผ่นหลังปู่หลินที่ถูกทะลวง ภาพของเฒ่าใบ้ที่สิ้นลมหายใจ และภาพของเปลวเพลิงที่เผาผลาญบ้านอันแสนอบอุ่น
"นี่คือราคาที่พวกแกต้องชดใช้..." อาเจียกระซิบเสียงเย็น
"บัญชาอักขระขั้นที่สี่ : ผนึกค่ายกลพยนต์ทมิฬ!"
อาเจียรวบรวมลมปราณที่เริ่มฟื้นฟูกลับมาได้บางส่วน ตวัดพู่กันนิรันดร์ร่ายรำวาดอักขระกลางอากาศ ส่งแสงสีทองพุ่งทะยานไปประทับที่กลางหน้าผากของพยนต์เทวะระดับหัวหน้าหมู่ทุกตน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการประสานงานรบให้รัดกุมยิ่งขึ้น
"ปีกซ้าย... โอบล้อมอย่าให้เล็ดลอด! ปีกขวา... ตัดกำลังหนุน! ทัพกลาง... บดขยี้ให้สิ้นซาก!"
กองทัพพยนต์บรรพกาลแปรขบวนทัพตามคำสั่งของอาเจียอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ พวกมันกระชับวงล้อม ตีโอบศิษย์อัสนีบาตที่แตกฮือมิให้หลบหนีรอดพ้นไปได้แม้แต่ผู้เดียว
ทางด้าน เหลยเจิ้น...
คุณชายแห่งตระกูลเหลยผู้หยิ่งยโส บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อัปยศและเลวร้ายที่สุดในชีวิต
เขายืนโดดเดี่ยวอยู่กลางวงล้อม หอบหายใจรวยริน เนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นควันและคราบเลือด เส้นผมที่เคยจัดทรงสง่างามบัดนี้กระเซอะกระเซิง ดาบสายฟ้าคู่กายในมือสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่
"เป็นไปไม่ได้... ย่อมเป็นไปไม่ได้!" เหลยเจิ้นพึมพำซ้ำไปซ้ำมาดุจคนเสียสติ "ข้าคืออัจฉริยะปรมาจารย์ผู้รั้งอันดับในยุทธภพ! ข้าคือว่าที่เจ้าเมือง! ข้าจะมาพ่ายแพ้ป่นปี้ให้แก่ไอ้เด็กสวะกับกองทัพหินโสโครกนี่ได้อย่างไรกัน!"
"หุบปากเสียทีเถิด ช่างน่ารำคาญหูยิ่งนัก"
น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นเหนือศีรษะ เหลยเจิ้นแหงนหน้าขึ้นมอง และต้องเผชิญกับดวงตาปีศาจสีแดงฉานของ เจ้าสัว ที่กำลังก้มมองลงมา
"ลูก... พี่... สั่ง... ว่า... ให้เด็ด... 'หัว' ...ของแก..."
เจ้าสัวง้างหมัดขวาอันทรงพลังขึ้น เปลวเพลิงสีม่วงดำหมุนวนรอบกำปั้นอุกกาบาต อัดแน่นจนมิติอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวและส่งเสียงหวีดหวิวเสียดแก้วหู
"อย่ามาหยามเกียรติข้านะโว้ย!"
เหลยเจิ้นคำรามลั่นด้วยศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้าย เขากัดปลายลิ้นของตนเองพ่นโลหิตบริสุทธิ์ลงบนใบดาบ กระตุ้นเคล็ดวิชามารต้องห้ามประจำตระกูลที่ต้องแลกด้วยอายุขัย
"วิชาลับโลหิต : อัสนีบาตเก้าสวรรค์ทำลายล้าง!"
เปรี้ยงงงงง!
สายฟ้าสีเลือดผ่าฟาดลงมาที่ร่างของเหลยเจิ้น แปรสภาพร่างของเขาให้กลายเป็นอสูรสายฟ้า พลังปราณพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนทะลุขีดจำกัดของร่างกาย!
"จงตายซะไอ้เศษเหล็ก!"
เหลยเจิ้นพุ่งทะยานร่างขึ้นสู่ฟากฟ้า ดาบสายฟ้าสีเลือดฟาดฟันเข้าใส่เจ้าสัวด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าแสงอัสนี!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันรัวเร็วจนโสตประสาทแทบดับ เหลยเจิ้นกระหน่ำฟันดาบเข้าใส่เจ้าสัวนับพันครั้งในชั่วพริบตา ประกายไฟสีเลือดแลบแปลบปลาบจนท้องฟ้ายามราตรีสว่างจ้าดุจกลางวัน
แต่ทว่า...
เมื่อพายุแห่งการโจมตีสิ้นสุดลง เหลยเจิ้นจำต้องเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวังอันลึกซึ้ง
เจ้าสัว ยังคงลอยตัวตระหง่านอยู่ที่เดิม... ร่างกายอุกกาบาตไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ!
มันเพียงแค่ยกท่อนแขนซ้ายขึ้นมาป้องกันการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย เกราะแขนของมันมีเพียงรอยถลอกตื้นๆ ซึ่งกำลังสมานตัวฟื้นฟูด้วยลวดลายอักขระอย่างรวดเร็ว
"เบา... หวิว..."
เจ้าสัวเอียงคอเล็กน้อย ราวกับมัจจุราชที่กำลังเยาะเย้ยเหยื่อผู้ไร้ทางสู้
"ตา... ข้า... บ้าง..."
วูบ!
ร่างของเจ้าสัวหายวับไปจากคลองจักษุของเหลยเจิ้น!
มันมิใช่เวทมนตร์พรางตัว... แต่มันคือการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดอันเป็นขีดจำกัดของปีกอุกกาบาตราชันย์อเวจี!
ผัวะ!
"อั่ก!"
เหลยเจิ้นรู้สึกราวกับถูกขุนเขาทั้งลูกพุ่งชนเข้าที่กลางลำตัว! หมัดขวาของเจ้าสัวอัดกระแทกเข้าที่ท้องน้อยอย่างจัง จนเกราะสายฟ้าสีเลือดแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ร่างของเหลยเจิ้นปลิวลิ่วดิ่งลงมากระแทกผืนพสุธาเบื้องล่างอย่างรุนแรง จนบังเกิดเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ ฝุ่นควันฟุ้งกระจายตลบอบอวล
"แค่ก... แค่ก..."
เหลยเจิ้นนอนกระอักโลหิตข้นคลั่กอยู่ก้นหลุม กระดูกซี่โครงแหลกละเอียดแทบทุกซี่ เขายังพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายเพื่อหยัดกายลุกขึ้นอย่างน่าสมเพช
แต่แล้ว... เงาดำร่างหนึ่งก็ย่างกรายมายืนนิ่งอยู่ ณ ขอบหลุม
รองเท้าป่านที่ถักทออย่างหยาบๆ (รองเท้าคู่เดิมของอาเจีย) ปรากฏขึ้นในสายตาที่พร่ามัวของเหลยเจิ้น
"ว่าอย่างไรเล่า... ท่านว่าที่เจ้าเมืองผู้สูงส่ง"
อาเจียนั่งยองๆ ลงที่ขอบหลุม ทอดสายตามองดูสภาพอันน่าเวทนาของศัตรูคู่อาฆาตด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น
"ยังจดจำวาจาของข้าได้หรือไม่..." อาเจียเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"คะ... ใครก็ได้... ช่วยข้าด้วย..." เหลยเจิ้นร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ทว่าเมื่อกวาดสายตามองไปรอบด้าน ก็พบเพียงซากศพของเหล่าศิษย์รับใช้ตระกูลเหลยที่นอนทับถมกันเกลื่อนกลาด
"ณ ที่แห่งนี้... ไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าได้หรอก" อาเจียลุกขึ้นยืนช้าๆ
"เพราะข้าได้สั่งให้... ปิดประตูตีสุนัข ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"
เขายกมือชี้ไปยังทิศทางของซุ้มประตูทางเข้าสำนักหมึกวารี
ณ เบื้องนั้น... กองทัพพยนต์เทวะศิลานับพันตนยืนเรียงหน้ากระดานปิดกั้นเส้นทางเข้าออกอย่างแน่นหนาประดุจกำแพงเหล็ก ไม่มีผู้ใดอาจล่วงล้ำเข้ามา และไม่มีผู้ใดอาจหลบหนีออกไปได้
อาเจียหันกลับมาทอดสายตาใส่เหลยเจิ้น ก่อนจะชู "ตราประทับไม้" ที่เปื้อนเลือดของปู่หลินขึ้นมาเหนือศีรษะ
"ตราประทับชิ้นนี้... เจ้าปรารถนาอยากจะครอบครองมันมากมิใช่หรือ?" อาเจียเอ่ยถาม
"ข้า... ข้าขออภัย... ข้ายอมแพ้แล้ว..." เหลยเจิ้นพนมมือไหว้ขอชีวิต ทั้งที่โลหิตยังคงไหลทะลักท่วมริมฝีปาก "ได้โปรด... ปล่อยข้าไปเถิด... ตระกูลเหลยพร้อมจะชดใช้ให้เจ้า... เท่าไหร่ก็ได้... ขอเพียงเจ้าร้องขอมา..."
"ชดใช้รึ?"
อาเจียหัวเราะออกมา... เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้ง เยียบเย็น และขมขื่นที่สุดเท่าที่เคยเปล่งออกมาจากลำคอ
"ชีวิตของท่านปู่ข้า... ลมหายใจของเฒ่าใบ้... และความสงบสุขของสำนักข้า..."
"เจ้าคิดว่าหินปราณกี่หมื่นก้อน... ถึงจะซื้อมันกลับคืนมาได้ฮะ!!!"
อาเจียตวาดลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน รังสีอำมหิตระเบิดออก
"เจ้าสัว!"
"ครับ... ลูก... พี่!" เจ้าสัวร่อนตัวลงมายืนขนาบข้าง แรงกดดันมหาศาลจากร่างอุกกาบาตกดทับจนเหลยเจิ้นหายใจติดขัด
"จงหักแขนมัน... บดขยี้ขามัน... แต่อย่าเพิ่งลงมือให้มันตายตกไป"
คำสั่งของอาเจียเย็นเยียบเยือกเย็น จนทำให้บรรยากาศรอบด้านหนาวเหน็บเสียดกระดูก
"ข้าจะลากคอประจานมัน ไปที่หน้าป้ายวิญญาณของท่านปู่... ให้มันโขกศีรษะขอขมา จนกว่าโลหิตหยดสุดท้ายจะเหือดแห้งจากกาย!"
"จัด... ให้..."
เจ้าสัวก้าวท้าวลงไปในหลุมลึก ยื่นกรงเล็บข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อเหลยเจิ้นแล้วหิ้วปีกขึ้นมาราวกับลูกไก่ไร้ทางสู้ มืออีกข้างหนึ่งเอื้อมไปจับที่ท่อนแขนขวาของเหลยเจิ้น... แขนข้างที่มันใช้ซัดฝ่ามือปลิดชีพปู่หลิน
กร๊อบ!
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างสุดแสนจะทรมานของเหลยเจิ้น ดังก้องกังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขาหมึกวารี มันเป็นดั่งบทเพลงแห่งความเจ็บปวดที่สาสมยิ่งนัก กับบาปกรรมที่มันได้ก่อเอาไว้
อาเจียหันหลังเดินก้าวออกมาจากหลุมอุกกาบาต มิยอมเหลียวหลังกลับไปมองความทรมานแสนสาหัสเบื้องหลังแม้แต่น้อย
เขาก้าวเดินตรงดิ่งไปหา ฉินมู่หลาง และ หลินชิงเสวี่ย ที่ยังคงยืนนิ่งอึ้งตะลึงงันกับภาพมหาสงครามที่เพิ่งยุติลง
"ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว..." อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบา "อย่างน้อย... ก็สำหรับในค่ำคืนนี้"
ทว่า ฉินมู่หลางกลับส่ายหน้าช้าๆ สายตาของจอมกระบี่ทอดมองทอดยาวไปยังท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก
"เกรงว่ามันจะยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้น่ะสิ สหายเอ๋ย..." ฉินมู่หลางยกมือชี้ไปยังเส้นขอบฟ้า ที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณและปรากฏแสงวูบวาบจำนวนมหาศาล กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
"สัญญาณยันต์อัสนีของเหลยเจิ้น ถูกส่งขึ้นฟ้าไปก่อนหน้านี้แล้ว... ทัพหลวงของตระกูลเหลย พร้อมด้วยกองกำลังพันธมิตร... กำลังมุ่งหน้ากรีธาทัพมาที่นี่"
อาเจียแหงนหน้ามองฟากฟ้า แววตาของเด็กหนุ่มมิได้ปรากฏความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย มีเพียงความเหนื่อยหน่าย ระคนไปด้วยความท้าทายที่ไร้ขีดจำกัด
"อยากจะมา... ก็จงดาหน้ากันเข้ามาให้หมด..."
เขากระชับพู่กันนิรันดร์ในมือจนแน่น หันขวับกลับไปทอดสายตามองกองทัพพยนต์ศิลาหมื่นตน ที่ยืนรอคอยรับคำสั่งอยู่เบื้องหลังอย่างจงรักภักดี
"หากพวกมันปรารถนาที่จะเปิดฉากมหาสงครามล้างเผ่าพันธุ์นักล่ะก็..."
อาเจียแสยะยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของพ่อค้าหน้าเลือดผู้ไม่เคยยอมให้ผู้ใดมาเอาเปรียบ
"ข้าก็พร้อมจะจัดส่งความพินาศ... ตอบแทนให้ถึงหน้าประตูจวนพวกมันเอง!"