ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้นผู้าุโใหญ่ของตระกูลหลี่ก้าวขึ้นสู่แท่นกลางสนาม ประกาศเสียงดังอย่างสง่างาม
“ก่อนการจับคู่แข่งขันเราจะให้เหล่าผู้เยาว์ทั้ง 32 คนต้อง ตรวจวัดระดับพลังิญญาเพื่อบันทึกไว้ในบัญชีตระกูลรวมถึงใช้ในการจัดลำดับเบื้องต้น!”
กลางลานประลองมีแท่นคริสตัลสีฟ้าใสตั้งอยู่เมื่อมือแตะลงไป มันจะเปล่งแสงแสดงระดับของผู้ใช้ออกมา
หินวัดพลัง เป็อุปกรณ์โบราณที่ใช้ตรวจวัดระดับพลังิญญาของผู้ฝึกฝนถูกสร้างขึ้นจากแร่คริสตัลอาคมหายากที่สามารถตอบสนองต่อพลังิญญาได้อย่างแม่นยำยิ่งพลังสูงคลื่นพลังที่ปลดปล่อยออกมาจะยิ่งกระตุ้นให้หินเรืองแสงเข้มข้นและสูงขึ้นเป็ลำแสง5 ระดับใหญ่และ 9 ขั้นย่อย โดยแต่ละระดับจะมีแถบแสงแบ่งชัดเจนจากล่างขึ้นบน
ผู้เยาว์เริ่มเดินขึ้นวัดพลังทีละคนแสงหลากสีส่องประกายระยิบระยับ
“หลี่เหยียน – รวมจิตขั้น 4!”
“หลี่เซียน – รวมจิตขั้น 5!”
“หลี่เวินหรง – รวมจิตขั้น 6!”
.
.
.
“หลี่เฉินเฟิง – ขึนเวที
ชายหนุ่มผู้มีร่างสูงสง่าดวงตาเ็าดั่งน้ำแข็งผสมไฟ แผ่กลิ่นอายของความมั่นใจและแข็งแกร่งแม้ยังไม่เอ่ยวาจาสักคำ— หลี่เฉินเฟิง ผู้เป็บุตรของผู้าุโสายตรงและได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ในรุ่นนี้
เหล่าผู้ชมรอบสนามต่างกระซิบกระซาบกันทั่วทั้งสนาม
“เขาคือหลี่เฉินเฟิง…ปีที่แล้วเขาอยู่ระดับระดับรวมจิตขั้น 5 แล้ว…”
“ได้ข่าวว่าเพียงดาบเดียวเขาฟันอสูรนักรบระดับต้นจนขาดกลางได้ทันที!”
“ไม่ใช่แค่พลังนะเขายังควบคุมสัตว์อสูรสายโจมตีที่แข็งแกร่งได้สองตนแล้วเช่นกัน…”
“แชมป์ปีนี้ คงไม่พ้นมือเขาแน่…”
เสียงกระซิบของผู้คนเต็มไปด้วยความชื่นชมและเกรงกลัวทุกย่างก้าวของเขาราวกับกดทับพื้นที่ให้หนักขึ้นด้วยแรงกดดัน แม้แต่ผู้เยาว์คนอื่นๆ ที่เคยมั่นใจก็ยังอดเบือนสายตาหนีไม่ได้เมื่อเขาเดินผ่าน
หลี่เฉินเฟิงไม่แม้แต่จะมองรอบข้างเพียงส่งพลังิญญาเข้าสู่แท่นวัดพลัง — เสาแสงพุ่งทะยานสูงกว่าทุกคนก่อนหน้าทะลุเพดานของระดับรวมจิตขั้นแปดไปเพียงเล็กน้อย จนเครื่องวัดสั่นไหวเบา ๆ
ทั้งลานประลองเงียบงันในฉับพลัน
เหล่าผู้เยาว์ที่รอวัดพลังแทบกลืนน้ำลายไม่ลงบางคนถึงกับถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัวส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เฝ้ามองจากเื้ัต่างเบิกตากว้างบางคนถึงกับยกมือขึ้นลูบเคราด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ทะ… ทะลวงขั้นแปดอย่างสมบูรณ์…และยังแฝงคลื่นพลังสั่นะเือยู่…”
“แบบนี้…อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ขั้นเก้าได้แน่!”
“นี่มัน…ปีศาจชัดๆ!”
แม้แต่ผู้นำตระกูลที่นั่งอยู่เบื้องบนยังอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเบา ๆ ด้วยสายตาพึงพอใจ
ขณะที่อีกหลายคนยังตกตะลึงบางคนถึงกับหลุดปากเบาๆ อย่างลืมตัว
“นี่น่ะหรือ…อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูล…”
“พวกเรามันแค่เศษฝุ่นในสายตาเขาเท่านั้นเอง…”
หลี่เฉินเฟิงเองกลับนิ่งเฉยใบหน้าเรียบเย็นไร้อารมณ์ ดวงตาคมดุปรายมองไปรอบๆเพียงแวบเดียว…ก็ทำให้ผู้เยาว์หลายคนหลบสายตาแทบไม่ทัน
“ระดับแปด…เกือบจะก้าวสู่ขั้นเก้าแล้วงั้นหรือ…”
ไม่จำเป็ต้องพูด ทุกคนต่างรับรู้ —หากไม่มีปาฏิหาริย์…ตำแหน่งแชมป์ในปีนี้ จะต้องเป็ของหลี่เฉินเฟิง!แน่นอน
“คนสุดท้าย หลี่หยาง!”
เสียงผู้าุโะโเรียกหลี่หยางอย่างแ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
กระทั่งถึงชื่อของหลี่หยางผู้คนส่วนใหญ่ต่างเงียบเสียงลง
บางคนลอบยิ้ม บางคนหัวเราะเบา ๆด้วยแววตาดูแคลน
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากด้านข้างเป็ของหลี่เวินหรง ลูกพี่ลูกน้องที่เคยดูถูกเขาไม่เว้นแต่ละวัน
“ฮ่าๆๆ นั่นหลี่หยางงั้นเรอะ?เ้าขยะไร้จิติญญาที่เคยเกือบถูกขับออกจากตระกูลสินะ?”
“ได้ข่าวว่าปลุกจิตได้แล้ว?คงจะอยู่เพียงขั้นปลุกจิตเป็แน่ ”
“อย่าบอกนะว่าเ้าคิดจะมาวัดพลังกับพวกเราจริงๆ?”
เสียงอีกคนดังขึ้นเป็หลานชายของผู้าุโรองที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งทะลวงขั้นปลุกจิตขั้น5 เมื่อไม่นานมานี้ ฮ่า ๆ จะร่วงรอบแรกหรือจะแพ้เพราะลมพัดก็ไม่รู้”
“ขอแค่ไม่ทำเสาแตกเพราะพลังต่ำเกินไปก็พอแล้วล่ะ!”ใครบางคนเสริมตามด้วยเสียงหัวเราะลั่น
หลี่หยางยังคงนิ่งเฉยสายตาเ็ามองตรงไปยังแท่นวัดพลัง ไม่ตอบโต้แม้ครึ่งคำ
แต่ภายในดวงตานั้นกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น…ที่กำลังรอการจุดะเิ
หลังจากทนเสียงดูถูกมานานในที่สุดถึงคิวของหลี่หยาง เขาก้าวขึ้นหน้าเสาหินวัดพลังท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยที่มองมาไม่หยุด
“เอ้า…รอดูว่ารหินวัดพลังจะกระพริบแสงมั้ยล่ะ!” หลี่เวินหรงพูดเสียงดังลั่น
หลี่หยางวางมือขวาลงบนผิวหินวัดพลังลมหายใจเข้าออกอย่างมั่นคง เขาหลับตา และโคจรพลังิญญาเข้าสู่ฝ่ามือ
ทันใดนั้น…
วูบ!
เสาหินเริ่มเรืองแสงสีฟ้าอ่อน ก่อนที่แสงจะไต่ขึ้นอย่างรวดเร็วไปยังระดับปลุกจิตขั้น5—ซึ่งเป็จุดที่หลายคนคาดไว้
แต่ไม่ทันให้พวกเขาได้หัวเราะ เสียงครืน… เบา ๆ ดังตามมา
แสงยังไม่หยุด กลับพุ่งขึ้นและยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“อะ…อะไรกัน!?”
“เป็ไปไม่ได้!เมื่อไม่นานนี้เขายังอยู่แค่ปลุกจิตขั้นที่ 5 !”
แสงพุ่งทะลุระดับไปอีกและหยุดลงชั่วครู่ก่อนจะสว่างวาบขึ้นถึง ระดับ รวมจิตขั้นที่ 2!
ลำแสงเข้มข้นฉายขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทุกคนรอบสนามวัดพลังเงียบงัน…
“ระดับรวมจิตขั้นที่ 2…เป็ไปได้ยังไง?”
แม้ไม่ถึงระดับสูงสุดแต่ความก้าวหน้าใน่เวลาอันสั้น ทำให้หลายคนตะลึงงัน
หลี่หยางลืมตาขึ้นช้า ๆ พูดเบา ๆ
“ใครว่าคนไร้ค่า…จะไม่มีวันเปลี่ยนโชคชะตาได้?”
“หลี่หยาง – รวมจิตขั้น 2!”เสียงผู้าุโประกาศ พร้อมทั้งชายตอมอง หลี่หยางอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากการตกตะลึงของผู้คนทั้งสนาม
“รวมจิตขั้น 2แล้วยังไงก็ยังต่ำที่สุดอยู่ดี” ไหนจะสัตว์อสูรชั้นต่ำตนนั้นอีกจะเอาอะไรมาสู้กัน“
เสียงหัวเราะเบา ๆ และสายตาดูแคลนจากเหล่าผู้เยาว์และผู้ชมโดยรอบก็เริ่มดังกระจายไปทั่วลาน
“หึๆ อายุ 18 ยังอยู่แค่รวมจิตขั้นสองยังกล้ามาแข่งอีกงั้นหรือ?”
“ไม่อายหรือไงขนาดหลี่เหยียนยังขั้นสี่ นี่มันต่ำเกินไปแล้ว…”
“คงหวังมาแค่ประลองรอบแรกแล้วตกรอบนั่นแหละฮ่าๆ”
แม้จะมีเสียงดูแคลนดังขึ้นมากมายแต่ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากแถวผู้ชมด้านข้างเป็เสียงของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง แต่งกายเรียบง่ายแต่ดวงตาเฉียบคมราวกับมองทะลุได้ทุกสิ่ง
“อย่าดูถูกเด็กคนนั้นจนเกินไป”เขาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“เขาเพิ่งทะลวงระดับไม่นานแต่กลับก้าวหน้ามาหนึ่ง่ขั้นใหญ่ๆเลย”
“ข้าััได้…แก่นพลังของเขากำลังก่อตัวเร็วผิดปกติ—นี่คือก้าวหน้าอย่างรวดเร็วถ้าไม่ตายกลางทาง อีกไม่นานก็อาจไล่ทันหรือแซงผู้เยาว์พวกนั้นเสียด้วยซ้ำ…”
เสียงนั้นทำให้คนหลายคนเริ่มหันไปมองหลี่หยางอีกครั้งด้วยแววตาต่างจากก่อนหน้าบางคนเริ่มเงียบ บางคนเริ่มครุ่นคิด
แม้จะยังไม่รู้ชื่อชายคนนั้น…แต่คำพูดของเขาได้ปักเมล็ดแห่งความ “สงสัย” ลงในใจผู้คนเรียบร้อยแล้ว
เสียงฮือฮาจากฝูงชนยังไม่ทันจางหายผู้าุโสูงสุดประจำตระกูลก็ก้าวขึ้นมายังแท่นสูงกลางลานประลองด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเขากวาดตามองบรรดาผู้เยาว์ทั้ง 32 คนที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านล่างก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงทรงอำนาจ
“เงียบ!”
เสียงนั้นดังกังวานราวสายฟ้าทุกคนเงียบลงในทันที ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชมด้านนอกสนาม
“พิธีวัดระดับพลังสิ้นสุดแล้วบัดนี้ถึงเวลาของการประลองประจำปีของตระกูลหลี่!”
“กติกาชัดเจน—ผู้เยาว์ทั้ง 32 คน จะจับสลากหมายเลขหากใครจับได้หมายเลขเดียวกัน จะต้องขึ้นประลองกันในรอบนั้น!การแข่งขันเป็แบบคัดออก ใครแพ้—ออกจากการแข่งขันทันที!”
ว่าจบ ผู้าุโโบกมือเบา ๆ กล่องคริสตัลใสที่มีหมายเลขอยู่ภายในก็ลอยขึ้นเหนือพื้นกลางสนามหมุนวนอย่างช้า ๆ
“เริ่มจับฉลากได้!”