เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 ยาตราเซียนเหิน

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานจับจ้องไปยังพลังต้องห้ามเบื้องหน้าพร้อมทั้งเลียริมฝีปากเล็กน้อยยาตราเซียนเหินนี้มีประโยชน์ต่อเขาไม่น้อยแม้ว่ามันจะเป็นเพียงวิชายุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์แต่ก็พิสูจน์แล้วว่ามันแข็งแกร่งถึงเพียงใดเวลาต่อมาเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นก่อนจะชกออกไป

              ตู้ม!

              กำปั้นของเขาพุ่งปะทะพลังต้องห้ามของยาตราเซียนเหินอย่างรุนแรงพลังแตกซ่านไปพร้อมกับพลังต้องห้ามที่สั่นสะเทือนไปชั่วครู่ นัยน์ตาของกู่ซินเอ๋อร์มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยเพราะนางนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะเลือกวิชายุทธ์ที่มีความยากในระดับนี้ตั้งแต่ตอนต้น

              แต่เมิ่งฝานก็หาได้ลังเลไม่เขาขยับท่อนแขนอีกครั้งแล้วชกเข้าไปอย่างดุดัน เนื่องจากเขาเลื่อนขึ้นมาอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าแล้วจึงทำให้พลังหมัดแข็งแกร่งและดุดันอย่างที่สุดเพียงชั่วพริบตาก็มีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนพลังต้องห้ามพร้อมกับแรงตอบโต้สะท้อนกลับมายังท่อนแขนของเมิ่งฝาน

              เมื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากท่อนแขนเมิ่งฝานก็ขมวดคิ้วเข้มและรู้ว่าพลังนี้คงจะเป็นพลังการทดสอบที่หลงเหลือเอาไว้ ทว่าในเมื่อเขาต้องตาสิ่งนี้ไปแล้วก็จะต้องทำลายพลังต้องห้ามให้ได้

              ตู้ม!ตู้ม! ภายในชั้นที่สามของหอสมบัตินั้น เสียงปะทะระหว่างพลังหมัดและพลังต้องห้ามดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

              ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้คนมากมายสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นผู้ที่มองไปยังเมิ่งฝานล้วนแต่มีสีหน้าและแววตาตกตะลึงและสงสัยทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าผู้ใดที่มีพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เพราะถึงแม้ว่าในส่วนลึกบนชั้นที่สามของหอสมบัติจะเป็นของล้ำค่าที่ดีเลิศทั้งสิ้น แต่พลังต้องห้ามของมันก็ยากต่อการทำลายถึงขั้นหากไม่ทันระวังก็อาจต้องบาดเจ็บไปทั่วทั้งร่างเลยด้วยซ้ำ

              “หึ ไม่เจียมตัว!”

              “จะทำลายมันได้อย่างไร!”

              ทว่าในขณะที่ผู้คนทั้งหลายกำลังสนทนากันอยู่พลันมีระลอกคลื่นแห่งพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับเสียงดังสนั่นแสงที่เปล่งประกายเจิดจ้าเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิชายุทธ์ระดับสูงได้แสดงผลแล้ว

              นี่มัน...สำเร็จแล้วจริงหรือ? บรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นที่อยู่โดยรอบต่างก็แสดงสีหน้าและแววตาตกตะลึงออกมาทั้งสิ้นและต้นตอของปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คงจะเป็นเมิ่งฝาน แล้วพวกเขาก็ได้รู้ว่าเป็นจอมยุทธ์น้อยที่เอาชนะตงฟางเฉินได้ผู้นั้นจริงๆแม้แต่พลังต้องห้ามของอูเจิ้นก็ยังไม่อาจขวางเขาไว้ได้

              ความอิจฉาริษยาเกิดขึ้นบนนัยน์ตาของจอมยุทธ์น้อยจำนวนมากในหอสมบัติแห่งนี้พลันทุกคนต่างก็รู้ดีแล้วว่าในวันนี้ฉายาจอมยุทธ์น้อยผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งอูเจิ้นคงต้องเปลี่ยนคนเสียแล้ว

              ภายในหอสมบัตินั้นเมิ่งฝานยืนนิ่งแล้วแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวดการสะท้อนกลับของพลังนำมาซึ่งความเจ็บปวดไม่ใช่น้อย จนเขาถึงกับต้องส่ายหน้าทว่าสิ่งที่แลกมากลับคุ้มค่าต่อความเจ็บปวดเพราะในขณะนี้ม้วนคัมภีร์แห่งวิชายุทธ์ยาตราเซียนเหินที่มีแสงสีทองเปล่งประกายได้วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเขาแล้ว

              “ยินดีด้วยนะเจ้าคะ ท่านพี่เมิ่งฝาน!”

              นัยน์ตากู่ซินเอ๋อร์ที่ด้านหลังมีความตกตะลึงปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยนางรู้ดีว่าเมิ่งฝานที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาในวันวานได้เปล่งประกายขึ้นมาแล้ว เกรงว่าหากเวลาผ่านไปอีกเพียงไม่นานเหยียนเฉิงก็คงจะใหญ่ไม่พอสำหรับเมิ่งฝานแล้ว

              “เจ้าเองก็ไม่เลว!”

              เมิ่งฝานยักไหล่แล้วบอกไปเสียงเบาทางฝั่งของกู่ซินเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับแล้วมองเมิ่งฝานพร้อมทั้งเอ่ยออกมาอีกครั้งอย่างใจเย็น“ดูท่าท่านพี่เมิ่งฝานในยามนี้จะต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างลิบลับแล้วนะเจ้าคะแม้แต่ท่านพี่ของข้าก็ยังไม่อาจสู้ท่านได้ นี่เป็นเพราะสรรพคุณของพืชวิเศษระดับสามจริงหรือเจ้าคะ?”

              กู่ซินเอ๋อร์มองเด็กหนุ่มด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกายพลันเมิ่งฝานที่เป็นดั่งวัวสันหลังหวะก็รีบเอ่ยออกไป “ก็ยังมีการที่ข้าบำเพ็ญตนอย่างหนักอีกไม่ใช่หรือไร!”

              “หึหึ”

              กู่ซินเอ๋อร์หัวเราะแต่ก็หาได้เอ่ยอันใดออกมาไม่ จากนั้นนางจึงจดจ่ออยู่กับการตั้งใจศึกษาพลังของนิ้วปราณปรวนต่อไปทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ส่ายหน้า ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงไปเพื่อทำการศึกษาพลังของคัมภีร์เบื้องหน้าอย่างตั้งใจเพียงชั่วพริบตาต่อมาก็มีจารึกที่เก่าแก่โบราณหลั่งไหลเข้ามาในหัว

              ทว่ามันมิใช่ตัวอักษรแต่เป็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่ขยับร่างกายอยู่บนม้วนคัมภีร์นั้นอย่างเชื่องช้ามีเพียงแค่ท่วงท่าเดียวแต่กลับทำให้เมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งว่ามีกระแสน้ำแห่งพลังปราณที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งสาดซัดเข้าหาตนเอง

              ในขณะที่เงาร่างนั้นเคลื่อนขยับก็มีเสียงอันแก่ชราและแหบพร่าทำให้จิตใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านยาตราเซียนเหิน หนึ่งก้าวเยือนสวรรค์ ดุจดั่งเซียนเหาะเหิน

              ยาตราเซียนเหินนี้ยิ่งใหญ่อย่างที่เมิ่งฝานคิดเอาไว้ไม่มีผิดจากนั้นเด็กหนุ่มจึงหลับตาลงเพื่อเข้าถึงพลังของยาตราเซียนเหินอย่างเงียบงัน เขานั่งอยู่อย่างนั้นนานถึงหนึ่งชั่วยามเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเงยหน้าขึ้นก็พบว่ากู่ซินเอ๋อร์รอเขาอยู่ในจุดที่ไม่ไกลนัก

              “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านพี่เมิ่งฝาน!”

              กู่ซินเอ๋อร์เอ่ยถาม

              “ก็ยังพอได้!”

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์แล้วบอกไปเสียงเรียบซึ่งยามนี้เขาได้จดจำท่วงท่าของเงาร่างนั้นเอาไว้อย่างดีแล้วแต่ก็น่าเสียดายที่ไม่อาจนำมันออกไปศึกษาข้างนอกได้ จากนั้นเมิ่งฝานจึงจัดแจงเสื้อผ้าของตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไปกันเถอะ!”

              กู่ซินเอ๋อร์ก็ศึกษาวิชานิ้วปราณปรวนจนสำเร็จแล้วเช่นกันเหลือเพียงต้องฝึกฝนอย่างหนักต่อไปเท่านั้นเพราะไม่มีทางลัดให้เลือกเดินการบำเพ็ญพลังปราณเป็นเช่นนี้มาโดยตลอดดูดซับพลังปราณเข้าไปภายในร่างกายเพื่อทำการหลอมรวม แล้วพัฒนาเพื่อก้าวขึ้นไปยังขั้นพลังที่สูงกว่าเดิมเพื่อเป็นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งต่อกรกับสวรรค์ ประมือกับผืนดิน เผชิญหน้ากับผู้คน หากไม่ได้บรรลุก่อนอายุขัยจะหมดลงสุดท้ายก็จำต้องสิ้นชีพ แล้วปล่อยให้พลังปราณสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

              “อื้ม!”

              กู่ซินเอ๋อร์พยักหน้ารับเมื่อพวกเขาทั้งสองต่างได้รับพลังล้ำค่าติดตัวออกมาไม่น้อยจึงพากันเดินออกจากหอสมบัติขณะเดียวกันบรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทั้งหลายต่างก็พยายามทำลายพลังต้องห้ามของสิ่งล้ำค่าที่ตนเองอยากได้อย่างบ้าคลั่งทั้งจากข้างในและนอกหอสมบัติเห็นได้ชัดว่าการทำลายพลังต้องห้ามของวิชายุทธ์ระดับสูงทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับแรงกระตุ้นไม่น้อยจึงทำให้ทั้งสองเห็นว่ามีจอมยุทธ์น้อยพยายามทำลายพลังต้องห้ามอยู่มากมาย

              เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองเดินออกมาสายตาของคนเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่แล้วในขณะที่เมิ่งฝานกำลังจะจากไป นัยน์ตาของเขาก็วาบไหวเมื่อบังเอิญเห็นลำแสงหนึ่งที่กำลังเปล่งประกายอยู่ภายในพลังต้องห้ามในจุดที่ไม่ไกลนักและผู้ที่กำลังจู่โจมลำแสงนั้นก็คือหลี่ว์เล่อนั่นเอง

              แต่ในยามนี้หลี่ว์เล่อเป็นเพียงจอมยุทธ์ในขั้นฝึกกายาระดับสี่เท่านั้นหากต้องการทำลายพลังต้องห้ามเบื้องหน้าก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้แม้ว่าเขาจะพยายามจู่โจมอย่างไม่หยุดยั้ง แต่พลังต้องห้ามเบื้องหน้าก็ไม่มีแม้แต่การสั่นไหวของระลอกคลื่นแห่งพลังเสียด้วยซ้ำทว่าทางฝั่งของหลี่ว์เล่อกลับเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหว

              “ให้ตายเถอะหากกลับไปเช่นนี้จะต้องโดนท่านพ่อตำหนิเป็นแน่!”

              หลี่ว์เล่อเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์แล้วในวินาทีต่อมาก็มีเสียงอันราบเรียบดังขึ้นที่ข้างกาย “มันก็ไม่แน่!”

              เจ้าของเสียงเมื่อครู่ก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง เขาเดินเข้าไปหาหลี่ว์เล่อพลางตบไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆแล้วยิ้มส่งไป เมื่อหลี่ว์เล่อเห็นว่าเป็นเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวถอยหลังแม้ว่าทั้งสองจะเป็นสหายที่ดีต่อกัน ทว่าในยามนี้เมิ่งฝานได้ก้าวขึ้นไปยังจุดที่เขาไม่อาจแตะต้องได้อีกต่อไปเช่นเดียวกับเหลยเทาและคนอื่นๆดังนั้นสัญชาตญาณของหลี่ว์เล่อจึงสั่งให้เขาขยับตัวออกห่าง

              แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ“เจ้าทำสิ่งใด? ไม่รู้จักสหายอย่างข้าแล้วหรือ?”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ว์เล่อก็ชะงักงันไปชั่วครู่ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เจ้ายังเห็นข้าเป็นสหายอยู่หรือ? ไม่คิดว่าข้าจะทำให้เจ้าขายหน้าหรือไร?”

              เมื่อเขานึกถึงขั้นพลังอันต่ำต้อยของตนเองก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงในขณะที่เอ่ยถาม

              แต่แล้วเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าคือสหายของข้า และจะเป็นสหายของข้าไปตลอดชีวิต!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ปรายตามองไปยังพลังต้องห้ามที่ข้างกายของหลี่ว์เล่อต่อมาร่างของเขาก็เริ่มขยับโดยการกระโดดขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะถีบเข้าที่พลังต้องห้ามนั้นอย่างไม่ลังเลยาตราเซียนเหิน หนึ่งก้าวเยือนสวรรค์แม้เมิ่งฝานจะเข้าถึงพลังของมันได้เพียงไม่นานแต่ก็สามารถแสดงความแข็งแกร่งของมันออกมาได้ทั้งหมด

              ความเร็วถูกปลดปล่อยออกมาในขั้นสูงสุดเด็กหนุ่มเคลื่อนตัวอย่างว่องไวโดยทิ้งไว้เพียงเงาร่างในอากาศ เนื่องด้วยความเลิศล้ำเหนือธรรมดาของวิชายุทธ์ยาตราเซียนเหินจึงทำให้ร่างของเมิ่งฝานในยามนี้ดูราวกับอุกกาบาตก็ไม่ปาน!

              ตู้ม!

              พลังต้องห้ามเบื้องหน้าสั่นไหวในทันใด จากนั้นก็พังทลายลงจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเผยให้เห็นถึงวิชายุทธ์ภายใน

              แข็งแกร่งยิ่งนัก!เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็เปลี่ยนไปเพราะพวกเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพละกำลังของเมิ่งฝานในครานี้สามารถทำลายหินก้อนยักษ์ได้อย่างง่ายดายสังหารมนุษย์ได้เพียงดีดนิ้ว!

              เมื่อกลับมายืนอย่างมั่นคง เมิ่งฝานก็หันหลังไปยิ้มพลางเอ่ยว่า“ตั้งใจบำเพ็ญตน จดจำคำของข้าไว้ให้ดีพวกเราจะบำเพ็ญตนไปด้วยกัน!”

              สำหรับเมิ่งฝานนั้นหลี่ว์เล่อคือสหายเพียงผู้เดียวที่ช่วยเหลือเขาในยามที่ยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาและเป็นเรื่องที่เมิ่งฝานไม่มีวันลืมโดยเด็ดขาดเมื่อได้ยินเมิ่งฝานเอ่ยออกมาเช่นนั้นร่างของหลี่ว์เล่อก็สั่นสะท้านก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจริงจัง

              เมิ่งฝานส่งยิ้มให้กับอีกฝ่ายก่อนจะเดินจากไป เขาก็รู้ดีว่าหากตนเองไม่ได้รับความช่วยเหลือจากลูกปัดสีดำนั้นก็คงไม่ต่างจากหลี่ว์เล่อแต่ในวันนี้มันต่างออกไปแล้ว เมื่อยามมัจฉาคุนเผิงทะยานนภาใหญ่กางปีกบินให้พุ่งทะยานเก้าพันลี้!

              เขาในยามนี้คือผู้ที่ต้องประลองฝีมือกับเหยียนเย่าในการประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า!เมื่อคิดได้เช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็เปล่งประกายขึ้นมาในทันใด และในการประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั้นอาจจะมีสายตาจับจ้องมาที่เขามากกว่าเดิม

              เมื่อถึงเวลานั้นจะมีพรรควรยุทธ์มากมายเดินทางมาถึงโดยปกติแล้วเมื่อจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายเสร็จสิ้นพิธีบรรลุนิติภาวะก็จะถูกเลือกไปยังพรรควรยุทธ์ที่ต่างกันออกไปมีบางส่วนที่ได้เข้าร่วมกับตระกูลใหญ่เพื่อเป็นหนึ่งในบุคลากรที่สำคัญและได้รับการปกป้องโดยตระกูลนั้นๆแต่ก็มีบางส่วนที่คงอยู่กับผู้มีอิทธิพลเดิมของตนเองและมีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมกับพรรควรยุทธ์แห่งพลังปราณที่ยิ่งใหญ่มีทรัพยากรในการบำเพ็ญตนที่มากมายยิ่งกว่า

              อาทิเช่นบรรดาพรรควรยุทธ์ที่ตั้งอยู่รอบนอกของเทือกเขาชิงหลงอย่างคฤหาสน์ชิงหลงพรรคสมุทรปราณ เขามังกรพยัคฆ์โดยบรรดาผู้มีอิทธิพลรอบเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ล้วนแต่เป็นพรรควรยุทธ์ที่มีรากฐานหยั่งลึกในอาณาจักรต้าก้านการที่คนธรรมดาสามารถเข้าร่วมได้ก็นับว่าเป็นความโชคดีอย่างหาที่สุดไม่ได้

              โดยปกติแล้วทั้งสามผู้มีอิทธิพลนี้มักจะส่งคนมาเข้ารับชมการประลองในครั้งสุดท้ายของเมืองเหยียนเฉิง

              เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลังเลไปชั่วขณะ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องเลือกว่าจะอยู่ที่เดิมหรือเข้าร่วมกับพรรควรยุทธ์แห่งใดแห่งหนึ่งเหล่านั้นแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าบนโลกนี้ยังมีผู้คนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกับผู้มีอิทธิพลฝ่ายใดแต่กลับบำเพ็ญตนอยู่บนแผ่นดินใหญ่ผืนนี้ด้วยการพึ่งพาตนเองเติบใหญ่และพัฒนาท่ามกลางมรสุมโลหิตทว่าคนประเภทนี้จะเป็นคนที่มีโอกาสรอดชีวิตน้อยที่สุดราวแปดหรือเก้าในสิบคนล้วนแต่ต้องตายไปบนเส้นทางแห่งความโดดเดี่ยว

              ทว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ก็จะกลายเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรไปทั่วหล้า!

              เพราะถึงอย่างไรเส้นทางที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างอิสระและไร้ซึ่งผู้คนคอยคุ้มกันนั้นจะต้องพยายามขวนขวายทุกอย่างด้วยตนเอง นับเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งเป็นจอมยุทธ์ที่ต้องสร้างเส้นทางขึ้นมาด้วยตนเอง เมิ่งฝานพลันส่ายหน้าแม้จะมีความลังเลปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาเล็กน้อยแต่เขาก็ถอนหายใจออกมาเสียงดัง

              จะอย่างไรในยามนี้เขาก็ต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองเสียก่อนยิ่งในการประลองหากเขาสามารถแสดงพลังได้แข็งแกร่งเท่าใดก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น

              เมิ่งฝานกำหมัดแน่นยามนี้เขาเหลือเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น และหนทางที่เขาสามารถใช้ในการพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ในเวลานี้มีเพียงการต่อสู้ในสนามจริงแล้วบรรลุขั้นพลังจากอันตรายที่อาจถึงตายได้เท่านั้น!หลังจากที่ออกมาจากหอสมบัติเมิ่งฝานจึงขอตัวลากู่ซินเอ๋อร์ทันที

              เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็จัดเตรียมของสำหรับการเดินทาง เมื่อได้บอกกล่าวกับซินหลันเป็นที่เรียบร้อยเด็กหนุ่มก็ตรงไปยังเขาเยียนหลางทันที

              เขาต้องการบรรลุขั้นพลังภายในเวลาที่เหลือไม่ถึงหนึ่งเดือนนี้บนเขาเยียนหลางมีเพียงสถานที่แห่งนั้นจึงจะสามารถกระตุ้นศักยภาพที่แท้จริงของเมิ่งฝานออกมาได้ เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นพลางก้าวเดินขึ้นไปบนเขาเยียนหลางภายในผืนป่านั้นมีเพียงสัตว์อสูรที่คอยอยู่เป็นเพื่อน แม้สัตว์อสูรเหล่านั้นจะคล้ายดั่งสิ่งล่อตาให้หลงใหลแต่มันก็แฝงไปด้วยอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิต

              ทว่าเจ้าของใบหน้าเล็กและนัยน์ตาที่เปล่งประกายนั้นกลับแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นเมิ่งฝานพึมพำเสียงเบา “เหยียนเย่า คอยดูเถอะ เมื่อพวกเราได้พบกันอีกครั้งข้าจะต้องมีศักยภาพที่สามารถต่อกรกับเจ้าได้เป็นแน่!”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน