วันรุ่งขึ้น
“เฮ้อ” ไม่น่าเชื่อว่านางจะต้องมาติดแหง็กอยู่ในห้องเรียนสมัยโบราณ ข่าวร้ายกว่านั้นก็คือเ้าของร่างคือนักเรียนหลังห้องที่ผลการเรียนต่ำเตี้ยรั้งท้าย น่าอับอายเสียจนอยากมุดดินหนี
“คำตอบคือสอง” แม้จะท้อแท้ในใจแต่ก็ตั้งใจเรียนเป็อย่างดีดังนั้นทุกคำถามนางจึงยกมือขึ้นตอบเสมอ
“อู๋ิ! เหตุใดเ้าไม่หุบปากเสียบ้าง!” องค์หญิงเจียวมี่ไม่ขออดทนอีกต่อไป วันนี้อู๋ิกินยาผิดมาหรืออย่างไร ถึงได้ทำตัวโดดเด่น ผิดกับปกติที่มักซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาผู้อื่นเพราะกลัวถูกรังแก
“ขอองค์หญิงอู๋ิให้โอกาสผู้อื่นตอบบ้างเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์เหอเอ่ยสนับสนุนทำให้ได้รับรอยยิ้มเล็ก ๆ จากองค์หญิงเจียวมี่เป็การตอบแทน
“อาจารย์เหอไม่ทราบหรือว่าการขัดขวางความกล้าและความตั้งใจของศิษย์ เป็สิ่งที่อาจารย์ไม่ควรทำมากที่สุด เห็นทีข้าต้องนำเื่นี้ทูลต่อเสด็จพ่อเสียแล้ว” แม้แต่อาจารย์ก็ยังเห็นดีเห็นงามไปกับองค์หญิงเจียวมี่ ก็แน่ล่ะนางไม่ได้มีอำนาจบารมีที่สามารถสนับสนุนหน้าที่การงานของเขาเหมือนองค์หญิงเจียวมี่นี่นา
“เรียกเสด็จพ่อเต็มปากเต็มคำ ไม่อยากเชื่อว่าเ้าจะกล้า” องค์หญิงเจียวมี่หัวเราะและก็มีหลายคนร่วมหัวเราะกับนางด้วย
อู๋ิมองหน้าคนโน้นนี้อย่างไม่เข้าใจ ในเมื่อเป็องค์หญิง เป็บุตรสาวของฮ่องเต้ ทำไมจะเรียกเขาว่าเสด็จพ่อไม่ได้ ต่อให้เขาไม่ปลื้มนางเท่าไหร่ก็คงไม่ถึงขั้นไม่ให้เรียกพ่อกระมัง นางพลาดอะไรตรงไหนไปหรือไม่
“อย่าทำแกล้งโง่หน่อยเลย เ้าก็รู้ว่าตัวเองน่ะไม่ใช่...”
“หยุดนะเจียวมี่!” องค์หญิงลู่เอินร้องห้าม เื่นี้ส่งผลต่อราชวงศ์ดังนั้นไม่ควรเอ่ยออกมาหากไร้หลักฐาน อีกอย่างฮ่องเต้ก็รับสั่งห้ามไม่ให้ใครพูดถึงมันอีกด้วย
“จะกลัวไปไย ทุกคนต่างก็ทราบเื่นี้กันดีอยู่แล้ว จริงหรือไม่” องค์หญิงเจียวมี่ผายมือไปด้านหลังและหลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย รอยยิ้มท้าทายจึงถูกส่งไปให้องค์หญิงลู่เอินอีกครั้งก่อนจะหันไปทางเป้าหมายต่อ
“ฟังให้ดีอู๋ิ เ้าน่ะเป็...”
“ข้าเป็? ข้าเป็อะไร?”
ท่าทีอยากรู้อยากเห็นของอีกฝ่ายทำให้องค์หญิงเจียวมี่หยุดชะงัก เป็ไปไม่ได้ที่เ้าตัวจะไม่ทราบเื่มาก่อน ไม่ใช่เพราะเื่นี้หรอกหรือที่ทำให้อู๋ิไม่กล้าออกจากตำหนักพบปะผู้คน
“จะบอกหรือไม่บอก อ่อ... หรือเ้าแค่้าแกล้งข้า” อู๋ิเร่งอย่างหงุดหงิดเพราะอยากทราบใจจะขาดว่าเื่อะไร
“ข้าบอก! เ้าคือกาฝากของราชวงศ์! รู้เอาไว้เสียด้วย”
ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนหันไปมององค์หญิงเจียวมี่ด้วยความทึ่ง หลายสิบปีมานี้ไม่มีใครกล้าพูดเื่นี้สักคนเดียว จะมีก็แต่องค์หญิงเจียวมี่นี่แหละ
“ปะ... เป็ไปไม่ได้...” อู๋ิยืนไม่มั่นคง ใบหน้าส่ายไปมาอย่างไม่เชื่อ ตัวละครนี้แม้จะสร้างขึ้นมาอย่างฉุกละหุกแต่ก็ระบุอย่างชัดเจนว่ามีเชื้อสายราชวงศ์ดังนั้นไม่มีทางเป็กาฝากอย่างแน่นอน
“มารดาของเ้าคบชะ...”
“หยุดเดี๋ยวนี้เจียวมี่! ขอเตือนเ้าเป็ครั้งสุดท้าย!” องค์หญิงลู่เอินะโห้ามเสียงดังกว่าเดิมทว่าการกระทำนี้ดูเหมือนเป็การยั่วยุเสียมากกว่า
"รู้อะไรไหม ฐานะองค์หญิงของเ้าก็แค่หัวโขน ไม่เคยสงสัยสักนิดเลยหรือว่าทำไมเ้าต้องอยู่ในตำหนักหลังเล็กซอมซ่อและใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากต่างจากคนอื่น ๆ”
อู๋ิไม่มีความทรงจำเดิมของเ้าของร่างแม้แต่น้อย สิ่งที่รับรู้ได้มีเพียงความเ็ป เศร้าโศกที่กำลังถาโถมเข้ามาเท่านั้น
“โถ ๆ นี่ข้าทำเ้าร้องไห้งั้นเหรอ?" องค์หญิงเจียวมี่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้และมองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้าพร้อมรอยยิ้มเยาะบนใบหน้า
“อย่ามีเื่กันเลยพ่ะย่ะค่ะองค์หญิงอู๋ิ” อาจารย์เหอปรามเสียงสั่น ทุกอย่างเริ่มบานปลายจนยากควบคุม หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป เขาต้องถูกปลดจากตำแหน่งเป็แน่โทษฐานที่ไม่สามารถดูแลความเรียบร้อยในห้องเรียนได้
“ท่านมันอคติ ข้าว่าท่านไม่เหมาะสมกับตำแหน่งอาจารย์สักนิด” อู๋ิตวาดชายสูงวัยด้วยความโมโห นางถูกกล่าวหาถึงเพียงนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยแต่ยังโทษว่าเป็ความผิดของนางอีก
“หยุดวาจาก้าวร้าวแล้วขอโทษอาจารย์ของเ้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดทรงอำนาจทำให้ทุกการกระทำหยุดลงและต่างพากันทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง อู๋ิทำใจครู่หนึ่งก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับชายกลางคนในชุดสีเหลืองปักลายัประณีต ขนาบข้างด้วยฮองเฮาและผู้ติดตามอีกเป็พรวน นางทำความเคารพทั้งสองเหมือนคนอื่น ๆ ก่อนจะยืนนิ่งไม่กล่าวสิ่งใด
“เหตุใดยังไม่ขอโทษอีก” ฮองเฮากล่าวเสียงเรียบ ใช้สายตาบังคับให้เด็กสาวทำตามคำสั่ง รู้สึกชังใบหน้าที่เหมือนกันกับอดีตศัตรูยิ่งนัก ยิ่งเห็น แผลที่ไม่เคยหายสนิทก็กลับมาช้ำเืช้ำหนองอีกครั้ง
“ขอบังอาจถามฮองเฮา เหตุใดหม่อมฉันต้องขอโทษเพคะ” อู๋ิแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ
“อาจารย์ผู้ประสาทวิชาเปรียบเสมือนบิดามารดาคนที่สอง เ้าที่ล่วงเกินเขา มิควรต้องขอโทษหรอกหรือ” ฮองเฮายิ้มเย็น ทุกคนต่างได้ยินวาจาก้าวร้าวเมื่อครู่ดังนั้นจะดูสิว่าอู๋ิจะแก้ตัวอย่างไร
“จะให้หม่อมฉันขอโทษก็ต้องดูว่าเขาคู่ควรหรือไม่ แต่ก่อนนั้นฮองเฮาจะไม่ทรงสืบสวนหาความจริงก่อนหรือเพคะ เห็นด้วยกับข้าหรือไม่องค์หญิงเจียวมี่” ประโยคท้ายอู๋ิหันไปถามตัวก่อเื่ที่เวลานี้เอาแต่หลบด้านหลังผู้อื่นด้วยท่าทางหวาดกลัว
“นะ... นี่เป็ปะ... เป็เื่เข้าใจผิด ขอฮองเฮาอย่าใส่พระทัยเลยเพคะ” กล่าวจบองค์หญิงเจียวมี่ก็รีบเดินไปหามารดาเพื่อขอความช่วยเหลือ ต้องจบเื่นี้โดยเร็วเพราะหากอู๋ิและลู่เอินเกิดร่วมมือกัน นางคงต้องโทษหนักที่ฝ่าฝืนคำสั่งของฮ่องเต้
“นั่นสิ ๆ องค์หญิงอู๋ิขาดเรียนบ่อยจึงอาจเข้ากับเพื่อน ๆ และอาจารย์ไม่ได้ดังนั้นจะมีปากเสียงกันบ้างก็ไม่แปลก อีกอย่างองค์หญิงอู๋ิก็ยังเด็กอาจพูดอะไรออกมาตามความรู้สึก หม่อมฉันเห็นว่าเื่นี้เป็ความผิดของผู้สอนเสียมากกว่า” สนมซูเฟยตวัดสายตาไปทางอาจารย์เหอก่อนหันไปมองบุตรสาวอย่างคาดโทษเพราะเดาได้ไม่ยาก เื่วุ่นวายที่เกิดขึ้นเจียวมี่จะต้องมีส่วนอย่างแน่นอน
เมื่อความผิดถูกโยนมา อาจารย์เหอจำต้องคุกเข่ายอมรับผิดอย่างไม่มีทางเลือก เขาเมื่ออยู่ต่อหน้าราชวงศ์ก็เป็เพียงมดปลวกที่สามารถถูกบี้ได้ทุกเมื่อ หากไม่ยอม คนที่เกี่ยวข้องกับเขาก็อาจต้องพลอยเดือดร้อน
“กระหม่อมบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้องค์หญิงอู๋ิขุ่นเคืองพระทัย กะ... กระหม่อมผิดไปแล้วขอองค์หญิงโปรดอย่าถือสา ขอทรงโปรดยกโทษให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ิหันไปทางสองแม่ลูกแวบหนึ่งด้วยความหงุดหงิดก่อนจะสบตาฮองเฮาว่าจะเอาอย่างไรต่อเพราะอาจารย์เหอยอมรับผิดเสียเองแล้ว
เมื่อโจทก์ยอมรับผิดเสียเอง ฮองเฮาก็ไม่อาจดึงดันแต่จะให้ปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ ก็ไม่มีทางเช่นกัน
“เช่นนั้นจะบอกว่าผลการเรียนของเ้าที่ย่ำแย่จนน่าใจหาย ก็เป็ความผิดของอาจารย์เหอด้วยงั้นหรือ ข้าจะได้ลงโทษเขาในคราวเดียว” ฮองเฮาเน้นคำว่าย่ำแย่และแสร้งทำสีหน้าผิดหวังขัดกับดวงตาที่ฉายแววระยิบระยับถูกใจ
“การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในห้องเรียนเพคะ” อู๋ิแก้ต่างให้กับเ้าของร่างที่แทบไม่เข้าเรียนจนทำให้ผลการเรียนย่ำแย่
“แต่ข้ากลับคิดว่าการเรียนรู้นอกห้องไม่ช่วยอะไร หาไม่คะแนนสอบของเ้าคงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้ มันเป็ข้ออ้างของเ้าเสียมากกว่า" ฮองเฮาโต้กลับพร้อมรอยยิ้มหวานเคลือบพิษ
“สอบครั้งหน้าเป็อย่างไรเพคะ” อู๋ิรีบฉวยโอกาส
“เ้าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน ได้! แต่หากเ้ายังคว้าที่โหล่มาอีกจะทำเช่นไร” ฮองเฮารับคำท้าทันทีเพราะมั่นใจว่าเด็กสาวที่ครองอันดับสุดท้ายมาตลอดไม่มีทางคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างแน่นอน
อู๋ินิ่วหน้าเพราะไม่เคยคิดถึงเื่พ่ายแพ้มาก่อนแต่จู่ ๆ ฮ่องเต้ก็กล่าวขึ้น
“หากแพ้ เ้าห้ามขาดเรียนแม้แต่วันเดียว นอกจากนั้นข้าจะให้เ้าอบรมมารยาทกับฮองเฮาเป็เวลาสองเดือน ยินดีรับข้อเสนอนี้หรือไม่”
“ว่าอย่างไร กล้ารับคำท้าหรือไม่” ฮองเฮายิ้มเย็น เพราะหากได้อู๋ิมาอยู่ในเงื้อมมือ นางจะทำให้แน่ใจว่าิญญาของศัตรูต้องร้อนรนยิ่งกว่าถูกไฟในนรกแผดเผาเสียอีก
“ตกลงเพคะ แต่หากหม่อมฉันเป็ฝ่ายชนะ ฝ่าาต้องทำตามคำขอของหม่อมฉันสามข้อ ตกลงหรือไม่เพคะ” อู๋ิยื่นมือไปหาฮ่องเต้เพื่อทำสัญญาและส่งสายตาให้เขาทำแบบเดียวกัน
“นี่คืออะไร”
“นี่คือการจับมือทำสัญญาเพคะ”
ฮ่องเต้ยื่นมือออกไปจับมือเล็ก ๆ ของบุตรสาว ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้น เขาคล้ายมองเห็นสายใยบางอย่างก่อนจะส่ายหน้า
“ในเมื่อเ้ามั่นใจก็ตกลงตามนี้”
“หม่อมฉันไม่เคยมั่นใจเท่านี้มาก่อน หากแพ้ หม่อมฉันยินดีอบรมกับฮองเฮาเพิ่มเป็หนึ่งปีเลยเพคะ” อู๋ิประกาศเสียงดังและหันไปโปรยยิ้มหวานให้ทุกคนในศาลา ส่วนมู่หลานนั้นหงายหลังตึงไปนอนกับพื้น พลางคิดในใจ
‘เปลี่ยนเป็ที่หนึ่งจากท้ายได้หรือไม่เพคะองค์หญิง’
สามวันต่อมาอู๋ิมิได้ก่อปัญหาใดให้เ้าของตำหนักอี้เทียนต้องหนักใจ ต้องยอมรับว่าความเป็อยู่ที่นี่ดีกว่าตอนอยู่ตำหนักหลังเก่ามาก อาหารการกินก็พรั่งพร้อม มีเนื้อทุกจานตามที่ขอ คาดว่าอีกไม่นานร่างกายนี้จะต้องอ้วนพีจนสามารถกลิ้งแทนเดินอย่างแน่นอน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือไม่มีใครกล้ามาหาเื่นางที่นี่แม้แต่คนเดียวทำให้นางมีสมาธิอ่านทบทวนหนังสืออย่างมาก ถึงจะเป็เ้าของนิยายแต่นางก็ไม่ประมาทหรอกนะ
“องค์หญิงเพคะ การสอบครั้งนี้... เอ่อ... พวกเรา..." มู่หลานอ้ำอึ้งไม่กล้าพูดต่อ ถึงจะเห็นกับตาว่าองค์หญิงอู๋ิทรงบากบั่นอ่านหนังสือมากมายแต่ก็อดกังวลไม่ได้ องค์หญิงจะสามารถคว้าชัยชนะเหนือองค์หญิงลู่เอินและองค์หญิงเจียวมี่ที่มักสลับเป็อันดับหนึ่งและสองมาโดยตลอดได้จริง ๆ น่ะหรือ
"พูดมาให้หมด อย่าคิดปิดบังข้าเหมือนเื่กาฝากนั่นเชียว" อู๋ิคาดโทษ มู่หลานจงใจปิดบังเื่ชาติกำเนิดของนาง ถึงจะหวังดีแต่ก็ทำให้นางถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ นางจะรบชนะได้อย่างไรหากไม่รู้จักตนเองก่อน
"หม่อมฉันไม่กล้าอีกแล้วเพคะ เอ่อ... คือเื่การสอบ พวกเรา... พวกเราขโมยข้อสอบกันดีไหมเพคะ"
"ขโมยข้อสอบ! เ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร หากถูกจับได้ต้องโทษหนักแน่!" อู๋ิร้องเสียงหลงและส่ายหน้าไม่เห็นด้วย นางกำนัลผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ยังคิดเื่แบบนี้ออกมาได้ นี่นางไม่น่าไว้ใจถึงขั้นนั้นเชียวเหรอ
"องค์หญิงไม่พูด หม่อมฉันไม่พูด ไม่มีใครรู้หรอกเพคะ"
“ประโยคนี้ฟังดูคุ้น ๆ แฮะ” อู๋ิพึมพำ
“ลงมือคืนนี้เลยเป็ไงเพคะ” มู่หลานเสนอพร้อมกับดึงผ้าสีดำมาปิดบังใบหน้า
“หยุดคิดไปได้เลย” อู๋ิรีบดึงผ้าปิดหน้าออกแล้วเหวี่ยงไปอีกทางก่อนจะผลักศีรษะของนางกำนัลในความคิดไม่เข้าท่า ขโมยข้อสอบไม่ใช่เื่ง่าย เกิดถูกจับได้ขึ้นมา ทั้งคู่ไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือฮองเฮาเป็แน่
“เชื่อมั่นในตัวข้าเถิด งานนี้อย่างไรข้าก็ชนะอย่างแน่นอน”
วันสอบ
ข่าวเื่การเดิมพันดังไปทั่ววัง ทำให้รอบ ๆ ศาลาคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นางกำนัล ขันที บรรดาขุนนางรวมไปถึงเชื้อพระวงศ์ต่างมาเฝ้ารอชมการสอบอย่างสนใจ
"เ้าเตรียมตัวรับความพ่ายแพ้ได้เลย" องค์หญิงเจียวมี่กระซิบบอกศัตรูด้วยสีหน้าและรอยยิ้มเหนือกว่า
อู๋ิทำหูทวนลมและหันไปทางองค์หญิงลู่เอินแทน มองดูอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะก้มดูตนเองแล้วถอนหายใจ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา กิริยามารยาท ล้วนเทียบไม่ได้สักกระผีก หรือสตรีผู้นี้คือนางเอกภาคต่อนิยายของนาง
องค์หญิงลู่เอินรู้สึกว่าถูกจ้องจึงหันมาส่งยิ้มหวานกลับ ถึงไม่มีส่วนได้เสียในการเดิมพันแต่นางจำต้องรักษาตำแหน่งไว้ไม่ให้ใครแย่งไป ต่อให้อู๋ิจะมองนางอย่างขอร้องก็ตาม
"ขอโทษด้วย ข้าอ่อนข้อให้เ้าไม่ได้จริง ๆ"
“อ่อนข้อให้ข้า?” อู๋ิเหลือบตามองบนอย่างหงุดหงิด นางไปขอให้องค์หญิงลู่เอินอ่อนข้อให้ั้แ่เมื่อไหร่
“ในเมื่อพร้อมกันแล้วก็เริ่มการสอบได้ เอ่อ... องค์หญิงอู๋ิ้าตรัสอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์คนใหม่มองดูองค์หญิงอู๋ิที่กำลังลุกขึ้นอย่างไม่ใคร่ไว้ใจนัก เขาจะเป็รายต่อไปที่ถูกไล่ออกจากวังหรือไม่
“ข้ามีบางอย่างจะเสนอ”
“เอ่อ... ตรัสมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” ขอต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เช่นนี้ ผู้ใดจะไปกล้าปฏิเสธ
“ข้าอยากเสนอให้เปลี่ยนกฎการสอบ โดยให้ทุกคนที่นี่เป็พยาน” คนในศาลาไม่เป็พวกขององค์หญิงเจียวมี่ก็เป็พวกขององค์หญิงลู่เอิน แม้แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ออกข้อสอบและตรวจข้อสอบก็ไม่แน่ว่าเป็คนของใครดังนั้นอู๋ิจะต้องแน่ใจว่าจะไม่มีการเล่นตุกติกลับหลัง
“เหตุใดต้องเปลี่ยนกฎเพื่อเ้าคนเดียวด้วย” องค์หญิงเจียวมี่ค้านเสียงดัง หากเปลี่ยนกฎการสอบ นางอาจพลาดโอกาสเป็ที่หนึ่งซึ่งยอมไม่ได้เด็ดขาด
“ทำไม? เ้ากลัวจะแพ้ข้าหรือ หรือเพราะที่ผ่านมาเ้าใช้วิธี...” อู๋ิกอดอกพร้อมส่งยิ้มหวานท้าทายไปให้องค์หญิงเจียวมี่ที่แทบจะเก็บพิรุธไว้ไม่อยู่
“ขะ... ข้าน่ะหรือกลัว คะ... แค่ไม่อยากให้คนอื่นต้องลำบากเพราะความเอาแต่ใจของเ้าต่างหาก” องค์หญิงเจียวมี่รีบหันไปหาพรรคพวกให้ช่วยสนับสนุนซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็อย่างดี ทำให้รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง
“ลองฟังข้อเสนอก่อนก็ไม่เสียหาย จริงหรือไม่” องค์หญิงลู่เอินตั้งใจเรียนอย่างหนักขณะที่เจียวมี่เอาแต่เที่ยวเล่นทว่ากลับผลัดกันได้ที่หนึ่งและสองมาโดยตลอด บางทีคำตอบที่สงสัยมานานอาจเผยออกมาวันนี้ก็ได้
“วิธีการไม่ซับซ้อน อ่านคำถาม ส่งคำตอบและเฉลยทันทีต่อหน้าทุกคน ผู้ที่เหลือเป็คนสุดท้ายคือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด” สามวันมานี้อู๋ิอ่านหนังสือจนหมดตำหนักและเก็งข้อสอบมาเป็อย่างดี น่าแปลกที่ตัวอักษรยึกยือเ่าั้ไม่เป็ปัญหาต่อนางแม้แต่น้อย นับว่า์ยังมีเมตตาต่อนางบ้าง
“ข้าเห็นด้วย เช่นนั้นวันนี้ท่านอาจารย์ก็ใช้วิธีนี้ในการสอบเถิด ทั้งโปร่งใสและยุติธรรม” องค์หญิงลู่เอินสนับสนุนและเช่นเดียวกันมีนักเรียนอีกครึ่งหนึ่งยกมือเห็นด้วย
เวลานี้เสียงแตกออกเป็สองฝ่าย กลายเป็ว่าหนึ่งเสียงของอู๋ิเป็ตัวตัดสินแพ้ชนะดังนั้นวิธีการสอบแบบใหม่จึงถูกนำมาใช้ทันที สร้างความขัดใจแก่องค์หญิงเจียวมี่เป็อย่างมาก
“ได้! วันนี้ข้าจะเล่นเป็เพื่อนพวกเ้า” องค์หญิงเจียวมี่เชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ อย่างไรเสียคำตอบนางก็ท่องจำได้ทั้งหมดดังนั้นไม่มีทางพ่ายแพ้แน่นอนอยู่แล้ว
“มามาหรูอี้”
“เพคะฮองเฮา”
“ยกเลิกแผนการซะ” ฮองเฮาตรัสเสียงเครียด ไม่นึกว่าอู๋ิจะคิดการณ์ล่วงหน้า เช่นนี้ผู้คุมสอบที่นางซื้อตัวไว้คงไม่จำเป็แล้ว
“มั่นใจไปเถอะ อย่างไรเ้าก็เอาชนะองค์หญิงลู่เอินไม่ได้หรอก”
"ยกเลิกแผน” กงกงเซ่อที่ลอบออกมาด้านนอกกระซิบบอกชายลึกลับผู้หนึ่งจากนั้นก็รีบกลับไปยืนด้านข้างฮ่องเต้เช่นเดิม
“หากอู๋ิไม่เปลี่ยนวิธีการสอบ เ้าคงได้ถูกข้าลงโทษฐานทุจริตการสอบ”
กงกงเซ่อยิ้มแหย พยายามหลบตาฮ่องเต้ด้วยเกรงความผิด ในใจก็นึกเสียดาย สู้อุตส่าห์วางแผนดิบดี กระดาษคำตอบใส่ชื่อองค์หญิงอู๋ิก็เตรียมพร้อมแล้ว ง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ องค์หญิงหนอองค์หญิง เหตุใดจะต้องเปลี่ยนวิธีการสอบด้วย
‘โธ่ องค์หญิงอู๋ิ หม่อมฉันอุตส่าห์เตรียมยานอนหลับไว้แล้ว เหตุใดต้องทำลายแผนการของหม่อมฉันด้วยเพคะ' มู่หลานกัดเล็บอย่างเป็กังวล อาหารเครื่องดื่มผสมยานอนหลับที่เตรียมไว้ สุดท้ายก็สูญเปล่า
‘ในเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ เช่นนั้นก็ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อมิตตาพุทธ ไม่เอาที่โหล่นะเ้าคะ ช่วยรักษาหน้าขององค์หญิงด้วย อย่างน้อยรองที่โหล่ก็ยังดีเ้าค่ะ'
‘ยกเลิกแผน' องค์รัชทายาทหรงซิ่งส่งสัญญาณให้คนสนิท โอกาสกำจัดอู๋ิอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่กลับหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย หรือนางจะล่วงรู้แผนการเปลี่ยนกระดาษคำตอบของเขาจึงได้เสนอวิธีการสอบที่แตกต่างไปจากเดิม
'ช่างเ้าเล่ห์เหมือนมารดาของเ้าไม่มีผิด'