หลังจากรับทราบข่าวการสิ้นชีพของท่านย่าฮวาเสี่ยวซีที่จมอยู่กับความโศกเศร้าก็ร้องขอทันทีให้ได้กลับไปยังจวนตระกูลฮวาเพื่อเข้าร่วมพิธีศพอี้หานเฟิงและอี้เฟยหลงพานางเดินทางกลับสู่จวนอันคุ้นเคยซึ่งบัดนี้ปกคลุมด้วยบรรยากาศหม่นเศร้าแห่งการไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมโบราณ
ภายในจวนกั๋วกงบรรดาผู้อาวุโสและสมาชิกตระกูลต่างพร้อมหน้าร่วมเคารพส่งดวงวิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่ากั๋วกงเป็นครั้งสุดท้ายนายท่านผู้เฒ่าฮวาเจิ้น บุตรชายคนรองฮวาเหลียน หลิวฮูหยินผู้เป็นมารดาและพี่สะใภ้รองล้วนแต่มิได้หลบเลี่ยงน้ำตา
แม้ว่าอี้หานเฟิงและอี้เฟยหลงจะมีศักดิ์เป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์ทว่าภายใต้ร่มเงาของบ้านฝ่ายภรรยาทั้งสองกลับแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างน่ายกย่องเคารพตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งลูกเขยด้วยความเต็มใจ
ฮวาเสี่ยวซีในชุดไว้ทุกข์สีขาวหม่นยืนสงบเคียงข้างหลิวฮูหยินผู้เป็นมารดาและพี่สะใภ้รองในเรือนพิธี บรรยากาศอันเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณเสียงระฆังแผ่วเบาและกลิ่นธูปลอยเอื่อยปะปนกับกลิ่นไม้จันทน์จากโลงศพขับเน้นความโศกเศร้าของผู้ร่วมงานให้ท่วมท้นขึ้นไปอีกขั้น
ดวงตาของนางบวมแดงจากการร่ำไห้, สีหน้าซีดเซียวคล้ายผู้ผ่านพ้นคืนยาวนานอย่างไร้แรงประคองใจในดวงเนตรนั้นฉายแววระลึกถึงทุกช่วงเวลาที่เคยได้ซุกไออุ่นในอ้อมแขนเหี่ยวย่นของผู้เป็นย่า…หญิงชราผู้มอบทั้งความเมตตา และคำสอนที่ฝังรากอยู่ในหัวใจ
ในฐานะหลานสาวที่รักยิ่งฮวาเสี่ยวซีต้องร่วมประกอบพิธีตามธรรมเนียมประเพณีของตระกูลกั๋วกงอย่างครบถ้วนโดยเฉพาะ พิธีเคารพศพและส่งวิญญาณผู้ล่วงลับ
ภายหลังเสร็จพิธีหลิวฮูหยินเรียกลูกรักมานั่งสนทนาด้วยกันในเรือนรับรอง ท่ามกลางกลิ่นธูปจาง ๆและสายลมเหมันต์ที่พัดผ่านม่านผ้าบางเบา
มือของหลิวฮูหยินประสานกับมือบุตรสาวน้ำเสียงนางแผ่วเบาเต็มไปด้วยความห่วงใย
"วันนั้น... หลังจากบิดาเจ้าคลายจากพิษเขารีบมาหาแม่ที่เรือนนี้"
"พอรุ่งเช้า กลับไปยังเรือนของไป๋หลิน...นางก็หายไปเสียแล้ว แม่มิกล้าถามไถ่ กลัวทำให้ท่านพ่อเจ้าเสียหน้า""แม่คิดว่านางอาจน้อยใจ... เห็นบิดาเจ้าหายดีแล้วกลับไม่อยู่กับนางกลับมาหาแม่ทันที"
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาราวสายลมฤดูหนาวผุดขึ้นจากริมฝีปากหลิวฮูหยิน
"แม้แม่ไม่อาจรักนางได้ดั่งลูกแต่ก็อดห่วงไม่ได้ นางมีลูกกับพ่อเจ้า...เด็กคนนั้นร่างกายอ่อนแอเหลือเกิน..."
ฮวาเสี่ยวซีฟังด้วยสีหน้าอ่อนโยนดวงตานางสะท้อนความเข้าใจลึกซึ้ง
"ท่านแม่...ข้าคิดว่าพี่ไป๋หลินคงไตร่ตรองมาดีแล้ว นางเป็นชาวยุทธ์ย่อมไม่อาจถูกพันธนาการไว้ด้วยชีวิตในจวนสูงศักดิ์"
ฮวาเสี่ยวซีหยุดนิ่ง มองม่านผ้าสีซีดที่ไหวเอนก่อนกล่าวเสียงแผ่ว
"ข้าเอง...ก็ปรารถนาชีวิตอิสระไม่ต่างกัน..."
หลิวฮูหยินมิกล่าวสิ่งใดหากแต่ยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆความเข้าใจระหว่างแม่ลูกถักทอเงียบงันในบรรยากาศที่เปื้อนหยาดน้ำตา
ทว่า...ความสงบภายในเรือนกลับถูกทำลายโดยการมาถึงของสาวใช้ที่รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน
“เรียนฮูหยินเจ้าค่ะ! บ่าวได้รับแจ้งว่าท่านอ๋องทั้งสอง นายท่านผู้เฒ่าและท่านแม่ทัพถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าฝ่าบาทโดยด่วนเจ้าค่ะ!”
ฮวาเสี่ยวซีลุกขึ้นยืน สีหน้าครุ่นคิดหันไปมองมารดาด้วยแววตากังวล
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ? เหตุใดจึงต้องเรียกไปในยามนี้...ในระหว่างงานศพเช่นนี้…”
ณ พระราชวังหลวง
เมื่ออี้หานเฟิง อี้เฟยหลง ฮวาเจิ้นและแม่ทัพใหญ่เดินทางมาถึง การประชุมลับก็เริ่มขึ้นทันทีฝ่าบาทอี้จงเหวินผู้สงบเยือกเย็นโดยปกติ บัดนี้กลับฉายแววตาร้อนรุ่ม
“ข่าวจากชายแดนเหนือกองทัพเป่ยหม่านเริ่มรุกรานอีกครั้ง…”
ทุกคนในที่ประชุมต่างตึงเครียดฮวาเจิ้นแสดงความตั้งใจจะเดินทางไปช่วยฮวาหยางผู้เป็นพี่ชายแต่กลับถูกฝ่าบาทห้ามไว้
“เจ้าจงทำหน้าที่ของบุตรชายให้เสร็จเสียก่อนมารดาเจ้ารอพิธีส่งดวงวิญญาณอยู่”
ฝ่าบาทหันไปยังอี้เฟยหลงและอี้หานเฟิง
“ข้าขอมอบภาระนี้แก่พวกเจ้า ในการเตรียมเสบียงกองทัพให้เสร็จเพื่อให้ท่านแม่ทัพฮวาเมื่อเสร็จสิ้นงานศพของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วได้ออกเดินทางโดยทันทีทันใด”
สองท่านอ๋องประสานสายตาอย่างเข้าใจในทันทีหากในใจกลับปะปนด้วยความโล่งใจ...เพราะนี่คือโอกาสที่จะห่างจากฮวาเสี่ยวซีโดยชอบธรรม
ยาพิษของไป๋หลินที่ฝังรากลึกในกายพวกเขายังคงทำงานอย่างเงียบงันยิ่งอยู่ใกล้นาง ความใคร่และแรงปรารถนายิ่งรุนแรงยากจะควบคุม
“ข้า... กลัวว่าตนจะกลายเป็นอสูรร้าย.....”
“ข้าจะไม่ยอมให้มือของตนแตะต้องนางหากมิใช่ด้วยความรักบริสุทธิ์”
เสียงสนทนาเคร่งขรึมในห้องประชุมเงียบงันลงก่อนที่ฮ่องเต้อี้จงเหวินจะกล่าวอย่างแน่วแน่
“พวกเราจะต้องหายาถอนพิษให้พบ!”
ในยามที่พิธีศพดำเนินไปอย่างสงบภายนอกเบื้องหลังกลับปกคลุมด้วยความเคร่งเครียดอันไม่อาจเปิดเผยแก่ผู้ใด
ทีมแพทย์หลวงถูกระดมโดยลับ คัดเลือกเฉพาะผู้เชี่ยวชาญสูงสุดในแผ่นดินเข้ามาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องใน หอตำราโบราณไม่เว้นแม้แต่ยามราตรี พวกเขาพลิกตำราที่ถูกฝุ่นจับหนาหนักคัดแยกหมวดหมู่ตำรายาจากราชวงศ์เก่า ทั้งหมดล้วนมุ่งหวังจะ ไขปริศนายาพิษลึกลับที่ทำให้ท่านอ๋องทั้งสามต้องห่างเหินจากพระชายาผู้เป็นที่รัก
สูตรยาของไป๋หลิน มิใช่ยาพิษทั่วไปที่กัดกร่อนเพียงร่างกายหากแต่คล้ายพันธนาการล่องหนที่ ผูกพันกับจิตวิญญาณของฮวาเสี่ยวซีโดยตรง เมื่อยิ่งเข้าใกล้นางความปรารถนาและความวิปลาสที่ถูกกักเก็บยิ่งรุนแรงราวเพลิงที่โหมกระหน่ำ
กระทั่งวันหนึ่ง…
แพทย์หลวงชราผู้หนึ่งค้นพบบันทึกโบราณในลิ้นชักลับ แผ่นกระดาษบางสีเหลืองกรอบจนแทบแตกมือ ได้กล่าวถึง สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ที่มีนามว่า‘น้ำตาพิสุทธิ์แห่งวารี’ ซึ่งต้องสกัดจากแหล่งน้ำใต้ผิวโลกในเขตหิมะเหนือสุดแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า สะอาดจนแม้จิตอัปมงคลยังมิอาจปนเปื้อนได้
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ...” เสียงสั่นเครือของแพทย์หลวงดังก้องในห้องรับรองลับภายในวังหลวง“...ถึงแม้จะพบบันทึกแล้วแต่ก่อนที่พระองค์กับท่านอ๋องทั้งสองจะได้รับยานั้น... จำเป็นต้อง ปลดปล่อยพลังพิษในกายเสียก่อน มิเช่นนั้น…”
เขาหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น เพราะคำว่า "ผลร้าย"ที่ตามมา ช่างร้ายแรงเกินกว่าผู้ใดจะเอ่ยตรง ๆ ได้
ฝ่าบาทอี้จงเหวิน เงียบงันไปเนิ่นนานสีพระพักตร์เคร่งเครียดราวแผ่นศิลา แม้พระองค์จะมีพลังภายในแกร่งกล้าเพียงใดแต่ฤทธิ์ของยาพิษลึกลับนี้กลับบิดเบือนแม้แต่เจตจำนงของจักรพรรดิ
อี้หานเฟิงและอี้เฟยหลง ก็เช่นกัน… พวกเขาเผชิญหน้ากับความจริงนี้อย่างเจ็บปวด หากมิอาจระงับพลังที่ครอบงำในใจได้วันหนึ่งอาจเผลอทำร้ายหญิงที่ตนรักสุดหัวใจด้วยมือของตนเอง
ในห้วงเวลานั้น...ความเงียบงันกลายเป็นพันธะสัญญาใหม่สัญญาว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยให้นางต้องแบกรับเงื้อมเงาแห่งพิษอีกต่อไป
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในจวนตระกูลฮวาฮวาเสี่ยวซีเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดแปลก
“เหตุใดกัน... ตั้งแต่วันงานศพท่านอ๋องทั้งสองกลับไม่มาหาข้าเลย…”
นางก้มหน้าลงช้า ๆมือบางลูบผืนผ้าอันเย็นเยียบตรงตัก ราวกับจะสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าในใจ
“หรือว่า... ข้าได้ทำอะไรผิดไปโดยไม่รู้ตัว...”
สายตาของนางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง...ดอกเหมยเริ่มผลิบานอีกครา ฤดูหนาวกำลังเคลื่อนไปทว่า...ความห่างเหินจากคนที่รักกลับยิ่งทวีความหนาวเหน็บในใจนางให้หนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม
เสียงฝีเท้าเบา ๆก้าวเข้ามาในเรือนรับรองยามค่ำ ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาทอแววสับสน...ทว่าเบื้องหน้านางกลับไม่มีใครอยู่เลย... นอกจากกล่องผ้าลายประหลาดกล่องหนึ่ง วางอยู่กลางโต๊ะ กล่องที่ไม่มีใครในจวนเคยเห็นมาก่อน...