จารึกที่ 235 : ผลกรรมแห่งความบ้าบิ่น : เงื่อนไขการหลอมหญ้าวิญญาณ
ภายในห้องรับรองพิเศษที่เคยอบอวลไปด้วยความปีติของการพบพาน บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของอาเจีย ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของบรรดาสหายที่ยืนล้อมรอบเตียงไม้หอมพันปีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เพ้ย! พวกเจ้าถอยไปให้ห่างกว่านี้หน่อย ปราณกระบี่ปราณเพลิงของพวกเจ้านั่นแหละจะทำให้ชีพจรไอ้หนูนี่ขาดเร็วขึ้น!"
นักพรตหมื่นอีแปะตะโกนก้อง ชายชรากระโดดข้ามโต๊ะไม้หอมเข้ามา สีหน้าของตาเฒ่าเคร่งเครียดถึงขีดสุด ชายชราตวัดแส้ปัดสกัดกั้นพลังปราณของคนหนุ่มสาว แม้ระดับพลังที่แผ่ออกมาจะถูกจงใจกดทับไว้เพียง 'วิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย' เพื่อไม่ให้เหล่าอัจฉริยะจากเจ็ดมหาอำนาจรอบข้างสงสัย ทว่าความบริสุทธิ์ของปราณเซียนแท้ที่ถูกบีบอัดอยู่ภายในนั้นกลับลึกล้ำสุดหยั่งคาด!
นิ้วเหี่ยวย่นจี้สกัดจุดชีพจรของอาเจียด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า การส่งพลังถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำระดับ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' ปราณเซียนเส้นเล็กๆ ที่ถูกบีบอัดจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ทะลวงเข้าอุดรอยรั่วของเส้นชีพจรที่กำลังพังทลายได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่เกิดแรงกระแทกให้ร่างกายของศิษย์ต้องบอบช้ำเพิ่ม
ดวงตาที่เคยเห็นแต่แก่เงินของตาเฒ่าบัดนี้ฉายแววจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายชรารวบแส้ปัดพลางมองถาดหยกที่บรรจุ 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' 唤魂开明草 (ฮ่วนหุนไคหมิงเฉ่า) แล้วถอนหายใจยาว
"ผลกรรม... นี่คือผลกรรมของการเข้าไปก้าวก่ายวิถีฟ้าดิน"
"ท่านผู้อาวุโส หมายความว่าอย่างไร?" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือของนางยังคงกุมด้ามกระบี่สีเงินประกายรุ้งไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "เขาบาดเจ็บเพราะช่วยสำนักหมึกวารีฝ่าวงล้อม หรือเพราะเหตุใดกันแน่?"
"ทั้งสองอย่างนั่นแหละนังหนู!" นักพรตเฒ่าแค่นเสียง "ไอ้หนูนี่มันรอดตายมาได้ด้วยความโชคดีปนความมั่วซั่ว มันฝืนใช้วิชาประหลาดของมันลบกฎเกณฑ์เอาชีวิตรอดมาตลอดทาง แถมเมื่อครู่ยังรนหาที่ตายด้วยการเอาหินอะไรก็ไม่รู้ไปเพิ่มพลังให้ศาสตราวิเศษอีก ร่างกายมนุษย์น่ะไม่ใช่กระโถนที่จะรับแรงสะท้อนกลับได้ไม่จำกัดหรอกนะ!"
ในห้วงจิตที่มืดมิดของอาเจีย เตาหลอมปราณจำลองที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวประดุจเครื่องปั้นดินเผาที่ใกล้จะแตกสลาย เสียงทุ้มต่ำของปรมาจารย์มู่เฉินดังก้องขึ้นอย่างเยือกเย็น
(อาเจีย... วิถีที่เจ้าเดิน มันล้ำเส้นสวรรค์ไปไกลแล้ว) มู่เฉินเอ่ยเตือน วิญญาณเซียนของเขายืนหยัดอย่างมั่นคง แผ่พลังประคองรอยร้าวในห้วงจิต (การที่เจ้าเอาหินดำนั่นหล่อเลี้ยงวิญญาณศาสตรา เท่ากับไปกระตุ้นวงจรพลังงานให้ทำงานรุนแรงเกินไป พลังที่ไหลย้อนกลับมามันหนักหน่วงกว่าเตาหลอมจำลองของเจ้าจะรับไหว นี่คือราคาที่ต้องจ่าย... เจ้าต้องแบกรับแรงกดดันนี้ให้ได้)
อาเจียรู้สึกประดุจถูกขุนเขานับหมื่นลูกทับถม ร่างกายหนักอึ้งและเจ็บปวดร้าวลึกถึงกระดูก เขากัดฟันตอบกลับในห้วงจิตด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
'ถ้าข้า... ไม่ซื้อมันมา... ข้าก็โดนพลังนั่นบดขยี้แทนไม่ใช่หรือขอรับ... ข้าก็แค่เลือกวิธีที่ตายน้อยที่สุด... แต่นึกถึงศิลาปราณหมื่นก้อนที่เสียไป ข้าก็ปวดใจจนอยากจะกระอักเลือดแล้ว...'
(ความงกของเจ้ามันกู่ไม่กลับจริงๆ ทว่าผลลัพธ์ในยามนี้คือเส้นชีพจรของเจ้าแหลกเหลวหมดแล้ว) มู่เฉินระบายลมหายใจวิญญาณ (ตอนนี้มีทางเดียว... เจ้าต้องหลอมรวม 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' เพื่อสร้างแกนกลางขึ้นมาใหม่! แต่มันมีเงื่อนไขที่โหดร้ายนัก)
อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภายใต้ผ้าพันแผลเปื้อนเลือด ภาพเบื้องหน้ามีเพียงความมืดและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกท้อที่คุ้นเคย หลินชิงเสวี่ยที่ดักจับจังหวะหัวใจของเขาได้ รีบถลาเข้ามาประคองร่างของเขาไว้
"อาเจีย! เจ้าฟื้นแล้ว!"
"ชิงเสวี่ย... ข้ายังไม่ตาย..." อาเจียไอค่อกแค่ก แต่ก็ยังมิวายปั้นหน้าทะเล้น "แต่อย่าเพิ่งกอดแน่นสิ... เสื้อผ้าไหมฟ้าตัวนี้ข้าเพิ่งตัดมาตั้งแพง เลือดข้าเลอะหมดแล้ว... เงินที่ข้าจ่ายเปย์พวกเจ้าไป... ข้ายังถอนทุนคืนไม่คุ้มเลยนะ..."
"ไอ้บ้าหน้าเงิน! ปางตายขนาดนี้ยังจะห่วงของนอกกายอยู่อีกรึ!" เฟิงอวี้หรานตะโกนลั่น แววตาของดาวนำโชคแดงก่ำ แม้ปากจะด่าแต่ก็ก้าวเข้ามาประคองอีกข้าง "พวกเรามีโอสถประสานชีพจรบรรพกาลที่เจ้าประมูลมาให้ รีบกินเข้าไปสิโว้ย!"
"ไม่ได้!" นักพรตหมื่นอีแปะขัดขึ้นทันควัน "โอสถนั่นรักษาได้แค่เปลือกนอก แต่สิ่งที่พังทลายอยู่ข้างในคือ 'ฐานราก' ของเขา มีเพียงหญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตรต้นนี้เท่านั้นที่จะเยียวยาได้... แต่การหลอมรวมมันในสภาพที่ตันเถียนร้าวเช่นนี้ ไอ้หนู... เจ้าต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ทรมานยิ่งกว่าโดนฟ้าผ่าเป็นร้อยเท่า!"
ชายชรามองหน้าศิษย์ตัวเองด้วยสายตาเคร่งเครียด "เจ้าต้องห้ามหมดสติ ห้ามใช้ยาระงับความปวด และห้ามถอยหนีแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าต้องใช้สติตื่นรู้ทั้งหมดประคองพลังในตันเถียน เพื่อบังคับให้มันดูดซับปราณวิญญาณจากหญ้าวิเศษ หากเจ้าพลาด... ไม่เพียงตาจะบอดตลอดกาล แต่วิญญาณเจ้าก็จะแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!"
"พี่อาเจีย... อย่าทำเลยนะ มันเสี่ยงเกินไป..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ร้องไห้โฮ กอดแขนเขาไว้แน่น
ฉินมู่หลางที่ยืนนิ่งมานาน ก้าวออกมาข้างหน้า เจตจำนงกระบี่ที่เคยแหลมคมบัดนี้แผ่ออกมาคุ้มครองรอบเตียงอย่างเงียบเชียบ "สหายเจีย... ในเส้นทางนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ... เจ้าพร้อมจะรับผลกรรมนี้เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดหรือไม่?"
อาเจียยิ้มกว้าง เลือดสีดำไหลย้อยลงตามมุมปาก เขาไม่ใช่คนกล้าหาญมาแต่กำเนิด ความจริงแล้วเขาเกลียดความเจ็บปวดและรักชีวิต (รวมถึงเงินทอง) ยิ่งกว่าสิ่งใด ทว่าเมื่อนึกถึงตอนที่เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน ปล่อยให้มิตรสหายต้องหลั่งเลือดปกป้องเขา... ความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นก็ลุกโชน
เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบหญ้าสีเขียวมรกตที่วางอยู่บนถาดหยกขึ้นมา
"ในเมื่อข้าตัดสินใจดึงพลังนั่นมาใช้... ข้าก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับมัน! อย่างน้อย... ข้าก็จ่ายเงินไปตั้งสามแสนแปดหมื่นศิลาปราณ จะปล่อยให้มันเสียของไม่ได้เด็ดขาด!"
ชายหนุ่มหันไปมองรอบๆ "อวี้หราน มู่หลาง ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... รบกวนพวกเจ้าช่วยคุ้มกันห้องนี้ให้ข้าด้วย ไม่ว่าข้าจะกรีดร้องเยี่ยงไร หรือเกิดเรื่องวิปริตอะไรขึ้น... ห้ามใครเข้ามาขวางข้าเด็ดขาด!"
หลินชิงเสวี่ยพยักหน้าทั้งน้ำตา นางชักกระบี่สีเงินประกายรุ้งออกมาตั้งท่าเตรียมพร้อม เย่ปิงอวิ๋นกระชับพู่กันกระบี่เหมันต์ในมือแน่น บรรยากาศในห้องรับรองพิเศษพลันเปลี่ยนเป็นสมรภูมิตึงเครียด
อาเจียหลับตาลง ภายใต้ผ้าพันแผลเปื้อนเลือด ชายหนุ่มยัดหญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตรเข้าปากทันที!
"อ๊ากกกกกกกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องเจ็บปวดดังก้องทะลวงม่านปราณป้องกันออกมา ร่างของอาเจียกระตุกอย่างรุนแรงประดุจปลาถูกทุบหัว ไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์เริ่มพวยพุ่งออกจากดวงตาและทุกขุมขนของเขา พร้อมๆ กับแสงสีเงินยวงที่เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่งในจุดตันเถียน เพื่อทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองชักนำปราณโอสถเข้าสู่ศูนย์กลาง
ความเจ็บปวดระดับที่สามารถฉีกกระชากวิญญาณถาโถมเข้าใส่อาเจีย ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จิตใต้สำนึกอันวุ่นวายของเขากลับสั่งการอย่างผิดพลาด! แทนที่จะใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการควบคุมพลัง เขากลับเผลอปล่อยปราณเซียนสายหนึ่งไปกระตุ้นเตาหลอมจำลองที่ร้าวอยู่แล้วให้หมุนเร็วกว่าเดิม!
"เพล้ง!"
เสียงแตกหักดังกังวานในห้วงจิตของทุกคนในห้อง! เตาหลอมปราณจำลอง... แตกสลายแล้ว!