ณ ป่าเมฆฝน
สุดท้ายแล้วการเข้าป่าเมฆฝนครั้งนี้ ก็ได้มีคุณหนูใหญ่ตระกูลลี่เข้าร่วมด้วยหลังจากได้รู้ว่าอูหมินจิงจะเข้ามาฝึกวิชาที่ป่าเมฆฝน ลี่อิงในฐานะคู่หมั้นของอูหมินจิง และ เป็คุณหนูใหญ่ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ธาตุปฐีจึงได้รบเร้าขอตามมาด้วย แต่ในครั้งนี้ด้วยเหตุผลที่้าฝึกวิชาคนทั้งหมดไม่ได้นำองครักษ์มาด้วย แต่อูหลินเฟิงคิดว่ายังไงก็ต้องมีองครักษ์ระดับหกสักคนแอบตามมาแบบลับๆ อยู่ดี
เมื่อได้กลับมาป่าเมฆฝนอูหลินเฟิงนำสัตว์อสูรหมาป่าขนเพลิงออกมาจากสร้อยมิติ สร้อยมิติเป็สร้อยที่อูไต้หรงมอบให้หลังจากได้รู้ว่าอูหลินเฟิงมีความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูร จึงได้มอบสร้อยมิติสำหรับเก็บสัตว์อสูรโดยเฉพาะให้อูหลินเฟิง
“หมาป่าขนเพลิงพวกนี้..แปลกมาก” จงิ่กล่าวหลังจากเห็นหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดตัว
“ข้าถึงได้เก็บเ้าแปดตัวนี้ไว้อย่างไรเล่า” อูหลินเฟิงตอบกลับ
“พี่ใหญ่อูหลินเฟิง พี่จงิ่ ข้าขอเสียมารยาทถามได้หรือไม่ ว่าหมาป่าพวกนี้แปลกอย่างไร” ลี่อิงถามด้วยความสงสัย หลังจากที่ได้ยินทั้งสองคุยกัน เพราะว่านางมองยังไงพวกนี้ก็คือสัตว์อสูรธรรมดา
“ไม่ต้องมากพิธีขนาดนี้ก็ได้ อีกหน่อยเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว” อูหลินเฟิงตอบกับลี่อิง แต่คนที่ดูจะขัดเขินกลับคำพูดนี้กลับไม่ใช่ลี่อิง
“พี่ใหญ่!!” อูหมินจิงเรียกพี่ชายตน โดนที่หน้าแดงราวกับลูกเชอร์รี่กลายเป็อูหมินจิงที่ขัดเขินกับคำพูดของพี่ชายแทน
“อะไรกันเ้าเขินงั้นหรือ คนที่ควรเขินควรเป็ลี่อิงไม่ใช่เ้านะน้องชาย” อูหลินเฟิงยังคงแซวน้องชายตัวเองก็ไป ส่วนอูหมินจิงนั้นหน้าแดงยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็พูดอะไรไม่ออกทำได้เพียงมองใบหน้าของลี่อิงเท่านั้น
“ข้าไม่แกล้งเ้าแล้ว…ลี่อิงเ้ารู้หรือไม่เหตุใดที่แห่งที่ถึงได้ชื่อว่าป่าเมฆฝน” อูหลินเฟิงเลิกแกล้งน้องชายตน หลังจากนั้นได้มาตั้งคำถามกับลี่อิง
“เพราะว่าป่าแห่งนี้มีสภาพอากาศที่ชื้นมากและมีฝนตกมากว่าสิบเดือนต่อปี” ลี่อิงตอบ
“ถูกต้อง แล้วในป่านี้ สัตว์ส่วนใหญ่จะมีธาตุไหน” อูหลินเฟิงถามต่อ
“ธาตุปฐี ธาตุวายุ ธาตุวารี อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว…หมาป่าพวกนี้มีธาตุเพลิงมันจึงแปลกที่สัตว์อสูรธาตุเพลิงจะมาอยู่ในป่าที่มีฝนเกือบทั้งปี” ลี่อิงตอบนางคิดได้เพราะการชี้นำของอูหลินเฟิง
“ถูกต้อง เ้าหัวไวดี” อูหลินเฟิงกล่าวชม
“ขอบคุณที่ชม…พี่ใหญ่อูหลินเฟิง” ลี่อิงตอบรับ
“ข้าเคยอ่านหนังสือมามาก หมาป่าขนเพลิง ไม่ใช่สัตว์อสูรดั้งเดิมของป่าเมฆฝนแน่นอน พวกรุ่นทวดของเ้าพวกนี้หากไม่อพยพมาเอง ก็ต้องโดนมนุษย์จับมาอาจเพื่อขายหรือเลี้ยง หากไม่หนีออกมาได้ก็ต้องมีคนเอามาปล่อยไว้ที่ป่าแห่งนี้ โดยปกติแล้วเ้าพวกนี้ไม่สมควรมีชีวิตรอดในป่าแห่งนี้ได้เพราะว่าความแข็งแกร่งของเพลิงพวกมันจะถูกกดเอาไว้จนไม่อาจแสดงพลังออกมาได้มากพอที่จะเป็ผู้ล่าได้” อูหลินเฟิงอธิบาย
“แต่ว่าพวกมันก็สามารถรอดมาได้…ทั้งยังสามารถพัฒนาได้ถึงระดับสี่” จงิ่กล่าวเสริม การที่หมาป่าพวกนี้มีเขตล่าที่เขตป่าชั้นในทั้งที่ความสามารถถูกลดทอนลง แสดงถึงความเก่งกาจของพวกมันทั้งแปดได้อย่างดี
“ข้าเลยคิดว่า ในสายเืของพวกมันก็น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือ วิวัฒนาการทำให้เพลิงของมันทนต่อน้ำได้ ข้าเลยตัดสินใจที่จะเก็บพวกมันไว้เพื่อศึกษาดู” อูหลินเฟิงอธิบายจนจบ
“เข้ามาคราวนี้เ้าจะพลังฝึกด้านใด” จงิ่ถามต่อ
“ต้องเป็การควบคุมสัตว์อสูร อาณาเขตลมปราณไร้ธาตุของข้าจะสามารถแสดงผลลัพธ์ได้ดีที่สุดกับการต่อสู้มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่พวกสัตว์อสูร นอกจากการลมปราณแล้วพวกมันก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์มาก ในเวลาหนึ่งเดือนก่อนการประลองล่าสัตว์อสูร การหาสัตว์อสูรเพิ่มมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝึกลมปราณ” อูหลินเฟิงตอบคำถาม
“แล้วเ้า้าสัตว์อสูรแบบไหน” จงิ่ถามต่อ
“วิหค ข้ามีวิชาที่สามารถมองเห็นได้ผ่านดวงตาของสัตว์อสูรที่อยู่ใต้อาณัติ ถ้าข้าสามารถหาสัตว์อสูรประเภทวิหคได้ ข้าก็จะได้มุมมองจากบนฟ้า” อูหลินเฟิงบอกความ้าของตน อูหลินเฟิงไม่อาจนำวิหคมรณะออกมาได้ ไม่เช่นนั้นตระกูลชุนจะต้องรู้แน่ว่าการาเ็ของอูไต้หรงเป็เื่หรอกลวงแน่นอน
ทั้งสี่เดินเข้ามาผ่านเขตชั้นนอกของป่าเมฆฝนโดยไม่โดนโจมตีเพราะป่าชั้นนอกมีแต่อสูรระดับต่ำการมีหมาป่าขนเพลิงสัตว์อสูรระดับกลางมาด้วย ทำให้ไม่มีสัตว์ระดับหนึ่งถึงสามกล้าเข้ามาโจมตี เขตชั้นในถึงจะเป็เขตของสัตว์อสูรระดับกลาง ระดับสี่ถึงหก ถึงตอนนั้นต่อให้มีหมาป่าขนเพลิงอยู่ด้วย สัตว์อสูรตัวอื่นก็ยังคงเข้ามาโจมตีอยู่ดี
กรร! กรร!
ทันทีที่เข้ามาถึงเขตชั้นใน คนทั้งสี่ก็ได้รับการต้อนรับจากฝูงหมาในขนเหล็กเก้าตัว ดูจากท่าทางแล้วหมาในขนเหล็กกับหมาป่าขนเพลิงคงเป็ศัตรูที่แย่งเหยื่อกันบ่อย เพียงแต่ตอนนี้มีหมาในขนเหล็กหนึ่งตัวมีระดับพลังระดับสี่ขั้นสูงแล้ว ส่วนตัวอื่น ๆ ระดับเพียงระดับสี่ขั้นต้นเท่านั้น
“มีพวกมาต้อนรับเราเยอะเลย” จงิ่กล่าวจากนั้นก็ผนึกลมปราณวายุเข้าที่ดาบของตนเนื่องจากธาตุดั้งเดิมของหมาป่าขนเหล็กคือปฐี ปราณวายุจึงสามารถชนะทางได้
“จงิ่ร่วมมือกับน้องรอง…เ้าสองคนรับมือกับจ่าฝูง ข้า ลี่อิงกับหมาป่าขนเพลิงจะจัดการกับอีกแปดตัวที่เหลือ” อูหลินเฟิงบอกกับทุกคน
ขรรร!! โป่ววว
หมาในจ่าฝูงได้ออกคำสั่งให้จู่โจม หมาในทั้งแปดจึงกระโจนออกมาทันที อูหลินเฟิงได้ออกคำสั่งให้หมาป่าขนเพลิงโจมตีเช่นกัน
อูหมินจิงก็ได้ผนึกลมปราณอัสนีที่กระบี่และเท้าของตนพุ่งผ่านฝูงหมาในตรงไปที่จ่าฝูงทันที โดยที่จงิ่ก็ทะยานร่างตามไปติดๆ
เคร้ง เคร้ง เสียงดาบและกระบี่ปะทะเข้ากับขนของหมาในขนเหล็ก
“ขนของมันแข็งมาก” อูหมินจิงบอก
“ไม่ต้องห่วง..ปราณอัสนีของเ้าได้เปรียบของมัน โจมตีไปเรื่อยๆ ไม่นานร่างของมันจะทนต่ออัสนีของเ้าไม่ไหว” จงิ่บอกกับอูหมินจิง
“ได้เลย..พี่จงิ่” เมื่อได้ยินดังนั้น อูหมินจิงจึงเร่งปราณของตนให้แรงยิ่งขึ้น หมาในขนเหล็กที่โดนรุมโดยจงิ่ที่ใช้ปราณวายุกับอูหมินจิงที่ใช้ปราณอัสนี เมื่อโดนธาตุที่แพ้ทางจึงทำได้เพียงตั้งรับเท่านั้น
ทางด้านของอูหลินเฟิงกับลี่อิง ลี่อิงแม้เป็คุณหนูใหญ่ตระกูลลี่ แต่พร์ของนางไม่ได้โดดเด่นเท่าจงิ่หรืออูหมินจิงนางเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามขั้นสูงเท่านั้น
ปราณปฐี โกเลมศิลา
ตระกูลลี่เป็ตระกูลผู้ใช้ปราณปฐีและเพลงหมัด ใช้ร่างกายของตนเองประสานธาตุดินเพื่อออกเพลงหมัด ลี่อิงที่เป็สตรีจึงไม่ได้ฝึกแบบบุรุษในตระกูล นางจึงใช้ปราณของตนสร้างโกเลมออกมาเพื่อใช้วิชาเพลงหมัดแทนตนเอง โกเลมของลี่อิงมีความสูงเกือบสี่เมตร อีกทั้งยังมีความหนาและทนทานสูง
ลี่อิงสั่งให้โกเลมจับตัวของหมาในขนเหล็กสองตัวที่กำลังต่อสู้กับหมาป่าขนเพลิง เมื่อหมาในขนเหล็กโดนจับตัวได้ อูหลินเฟิงก็ออกคำสั่งให้หมาป่าขนเพลิงโจมตีทันที หมาป่าขนเพลิงได้ผนึกปราณเพลิงที่เขี้ยวของพวกมันจากนั้นกัดเข้าที่คอของหมาในขนเหล็กจนจมเขี้ยว หมาในทั้งสองจึงตายทันที เมื่อหมาในตายลี่อิงได้สั่งโกเลมไปจับหมาป่าอีกสองตัว ไม่นานอีกสองตัวก็ได้ตายเหมือนสองตัวแรก ไม่นานหมาในทั้งหมดก็ได้ตายลง
ส่วนตัวจ่าฝูงไม่นานก็ไม่อาจทนต่อปราณอัสนีและปราณวายุที่โจมตีอย่างต่อเนื่องสุดท้ายก็โดนกระบี่ของอูหมินจิงแทงเข้าสู่หัวใจตายในที่สุด