ฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 74 หลอมโอสถ

            ฮวาชีเยว่พยักหน้าและมองจี้เฟิงอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณ พี่จี้! ข้าต้องขอโทษจริงๆ นะเจ้าคะที่ทำให้ท่านเสียเวลาไปมาก”

            ” ฮ่าๆ น้องชีเยว่เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เราอยากจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน! ”

            จี้จิงหัวเราะอย่างเต็มที่หวงฝู่ฉางอวี๋หันหน้ามาเล็กน้อย เขามองฮวาชีเยว่ด้วยความชื่นชม “ท่านหญิงจิ่งฮวาปฏิบัติต่อลูกชายบุญธรรมของท่านราวกับบุตรแท้ๆข้าประทับใจจริงๆ! ”

            ฮวาชีเยว่จ้องมองเข้าอย่างเฉยชาไม่มีความรักอยู่ในดวงตาของนางเลยแม้แต่น้อย

            องค์ชายใหญ่ค่อนข้างสงสัยมีหญิงสาวมากมายต้องการที่จะเป็นพระชายาของเขา

            ฮวาชีเยว่กลับไม่สนใจ ราวกับว่านางไม่ได้ใส่ใจในตัวของเขาเลยสักนิด

            “ขอบคุณสำหรับคำชม ฝ่าบาทหม่อมฉันต้องไปแล้วเพคะ” เมื่อพูดจบ ฮวาชีเยว่ก็ออกจากห้องโถงเดินไปยังห้องด้านในกับเทียนซีและอวิ๋นสือโม่

            ก้าวย่างของอวิ๋นสือโม่รวดเร็วราวกับดาวตกเขาดูราวกับพยายามจะสลัดพวกนางทิ้ง

            ฮวาชีเยว่หน้างอชายผู้นี้วันนี้จะต้องเสียสติไปเป็นแน่ บางครั้งเขาก็ปฏิบัติต่อนางด้วยความใกล้ชิดสนิทสนม ตอนนี้ เขาช่างเย็นชาและห่างเหิน

            ฮวาชีเยว่อุ้มเทียนซีเอาไว้ในอ้อมแขนของนางและเร่งตามเขาไป ท่าเท้าส่งวิญญาณของนางไม่เพียงใช้รับมือกับศัตรูได้เท่านั้นมันยังสามารถใช้ช่วยเพิ่มความเร็วของนางได้อีกด้วย

            ปิงอี่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากด้านหลังและตกตะลึง

            สตรีนางนี้ดูบอบบางยิ่งแต่ทันทีที่นางสำเร็จท่าเท้าส่งวิญญาณ นางก็แข็งแกร่งยิ่งนักภายในชั่วพริบตา นางก็เดินแซงอวิ๋นสือโม่และนำหน้าเขาไปไกล

            เฮ้อ ถ้าคุณชายแต่งงานกับสตรีนางนี้เขาจะรักษาตัวเองเอาไว้ได้รึเปล่านะ?

            อวิ๋นสือโม่พาฮวาชีเยว่เข้าไปในห้องหลอมโอสถ

            มันเป็นหอโอสถขนาดใหญ่มังกรร่อนหงส์รำถูกแกะสลักเอาไว้ที่มุมบนสุดของหอ ทำให้หอดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม

            ภายในทางเดินสีเงินเหล็กจะสามารถมองเห็นเสาแปดต้นตั้งตระหง่านอยู่ แต่ละต้นวางเตาหลอมโอสถเอาไว้ เตาหลอมโอสถพวกนั้นมีขนาดใหญ่มาก แต่ละใบสูงกว่าผู้ชายธรรมดาสองช่วงศีรษะ

            ชายหนุ่มหกถึงเจ็ดคนกำลังเดินไปรอบๆห้องหรือไม่ก็คอยดูไฟ ฮวาชีเยว่จูงมือเทียนซีเข้าไป เพดานสูงปกคลุมไปด้วยควันไฟดูเหมือนความฝันอย่างยิ่ง ราวกับดินแดนของเทพเซียน ราวกับความฝัน

            กลิ่นโอสถมากมายตลบอบอวลอยู่ในหอ บ้างก็หอมหวานบ้างก็เปรี้ยว เผ็ด หรือขม เทียนซีดมฟุดฟิดจนคันจมูก

            “เทียนซีเจ้าจะหายหลังจากที่อยู่ที่นี่ สักพักเจ้าจะชินกับกลิ่นพวกนี้ไปเอง เข้าใจหรือไม่?” ฮวาชีเยว่ยิ้ม เทียนซีกะพริบตา มีความเจ้าเล่ห์อยู่ในแววตาของเขา

            อวิ๋นสือโม่เดินอาดๆ ไปยังเตาหลอมโอสถตรงกลางชาวหนุ่มแปดคนเดินเข้ามาหาเขาและโค้งคำนับด้วยความเคารพ จากนั้นพวกเขาจึงผละไปยังห้องสมุนไพรเพื่อเตรียมตัวยาอื่นๆ

            อวิ๋นสือโม่วางปทุมหงสาเกล็ดน้ำค้างลงไปในเตาหลอมโอสถกลุ่มควันสีม่วงลอยขึ้นมาในทันที กลิ่นอันชวนให้มึนเมากระจายไปทั่วทั้งหอกลบกลิ่นโอสถอื่นจนหมดสิ้น

            “เป็นโอสถที่มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้!ทันทีที่วางลงไป มันก็กลบกลิ่นของโอสถอื่นๆ จนหมด”

            “ใช่เป็นโอสถวิเศษที่หายากอย่างไม่น่าเชื่อ! ”

            “ได้เห็นมันข้าไม่เสียดายอะไรในชีวิตอีกแล้ว” ชายหนุ่มทั้งแปดคนหัวเราะเบาๆ อวิ๋นสือโม่กวาดสายตามองพวกเขาและพวกเขาก็เงียบเสียงลงทันที

            หลังจากที่พวกเขาจัดยาเสร็จพวกเขาต่างก็พากันลอบมองฮวาชีเยว่ พวกเขารู้สึกว่าสตรีชุดขาวผู้นี้มีพลังอันน่าอัศจรรย์ แม้กระทั่งสำเร็จท่าเท้าผนวกวิญญาณที่สูญหายไปกว่าพันปีนางต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถชั้นเลิศเป็นแน่

            ลูกศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งส่งช้อนคันเล็กที่เต็มไปด้วยสมุนไพรสีดำให้กับอวิ๋นสือโม่อวิ๋นสือโม่รับมันมา ปกคลุมสมุนไพรสีดำนั้นด้วยพลังวิญญาณจนมันเริ่มส่งเสียงร้องภายในไม่กี่วินาทีมันก็ละลายกลายเป็นยาน้ำสีดำ

            ช่างเป็นพลังปราณที่ยอดเยี่ยม!

            ฮวาชีเยว่ตื่นตะลึงอย่างเงียบๆนางไม่รู้ว่าอวิ๋นสือโม่อยู่ในระดับขั้นไหนแล้ว ลมปราณของเขาก็คงจะต้องแข็งแกร่งมากเช่นกัน!

            เทียนซีปล่อยมือจากฮวาชีเยว่นางกำลังจดจ่ออยู่กับการดูอวิ๋นสือโม่หลอมโอสถจนไม่ได้สังเกตเทียนซีแม้แต่น้อยเด็กน้อยวิ่งไปทางด้านหนึ่ง ขอสมุนไพรสีน้ำเงินมาจากนักจัดสมุนไพรหนุ่มคนหนึ่งแล้วกินมันเข้าไป

            ในที่สุดฮวาชีเยว่ก็เห็นเทียนซีและนางก็ตื่นตระหนกจนแทบเสียสติ สมุนไพรบางชนิดนั้นกินไม่ได้เด็ดขาด!

            “เทียนซี เจ้ากินอะไรเข้าไปคายออกมาเร็วเข้า! ” นี่เป็นครั้งแรกที่ฮวาชีเยว่ตะคอกลูกชายของนางเทียนซีแลบลิ้นออกมาด้วยรอยยิ้ม ชี้ไปยังสมุนไพรสีน้ำเงิน

            “นั่นคือโสมสีน้ำเงินมันช่วยลดความกระวนกระวาย และเพิ่มการไหลเวียนของพลังปราณและเลือดได้ กินเข้าไปก็ไม่เป็นไรถึงเทียนซีจะยังเป็นแค่เด็ก แต่เขาก็รู้เรื่องนี้ดีกว่าเจ้าเขาต้องเป็นอัจฉริยะตัวจริงเป็นแน่” เสียงของอวิ๋นสือโม่ลอยข้ามมาจากด้านหลัง

            ฮวาชีเยว่ได้ยินเขาและเริ่มรู้สึกหมดกำลังใจในทันที

            นางจำเป็นต้องเมินเฉยต่อคำพูดของอวิ๋นสือโม่อวิ๋นสือโม่ให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ของเขาออกไปหมดแล้ว เหลือแค่ฮวาชีเยว่ เทียนซีและตัวเขาเองที่ยังอยู่ในหอโอสถ

            เทียนซีเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ดังนั้นจึงถือว่ามีพวกเขาแค่สองคนอยู่ภายในห้องชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน มันดูไม่ดีนัก

            “เทียนซีกินนี่แล้วไปนอนพักซะ เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา เจ้าก็จะสามารถพูดได้” อวิ๋นสือโม่หยิบเม็ดโอสถสีน้ำเงินออกมาจากเตาหลอมฮวาชีเยว่เบิกตากว้างราวกับไข่มุกกลมเกลี้ยง

            “เร็วถึงเพียงนี้? ”

            ฮวาชีเยว่ถามด้วยความประหลาดใจ

            อวิ๋นสือโม่เหลือบมองนางด้วยแววตาเหยียดหยามราวกับเยาะหยันความไม่รู้ของนาง สีหน้าของเขาเย็นชาไร้อารมณ์ “เป็นเจ้าหรือข้าที่เป็นผู้หลอมโอสถ? ”

            ฮวาชีเยว่ทำปากยื่น นางดุด่าเขาอยู่ในใจเงียบๆบุรุษคนนี้ใจแคบยิ่งนัก!

            เทียนซีกินยาเข้าไปอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นหนึ่งเค่อ เขาก็รู้สึกเปลือกตาหนักอึ้งล้มลงบนตัวของฮวาชีเยว่ และนอนหลับไป

            ฮวาชีเยว่อุ้มเขาให้ไปนอนที่ม้านั่งยาวแม้ว่าที่นี่จะเป็นหอหลอมโอสถ แต่ก็ไม่ได้ร้อนอะไรเลยมีลมพัดเข้ามาจากทางหน้าต่างบนหลังคา สลายไอร้อนทั้งหมดที่อยู่ด้านใน

            ฮวาชีเยว่กลัวว่าเขาอาจจะเป็นหวัดนางหยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมร่างเล็กๆ ของเขาเอาไว้

            อวิ๋นสือโม่ยืนอยู่ด้านข้างเตาหลอม เพิ่มตัวยาที่เหล่านักหลอมโอสถน้อยลงไปในเตาทีละน้อยๆ

            กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของโอสถโชยมาจากเตาหลอมอีกครั้ง

            ฮวาชีเยว่เดินไปและเห็นว่าเตาหลอมโอสถกำลังเปล่งแสงไอร้อนโอบล้อมอย่างทั่วถึงนางถอยหลังไปสองก้าวขณะที่ดูอวิ๋นสือโม่หลอมโอสถของเขาเงียบๆ

            ในบางครั้ง อวิ๋นสือโม่ก็จะใช้พลังวิญญาณของเขาเข้าช่วยไอระเหยที่ลอยขึ้นมีประกายสีรุ้ง แม้กระทั่งกลิ่นของโอสถก็เปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน

            ฮวาชีเยว่หันไปมองร่างเล็กๆ บนม้านั่ง “ท่านอ๋อง ข้าหวังว่า...ว่าเขาจะสามารถสูญเสียความทรงจำก่อนหน้านี้ของเขาไปได้ทั้งหมดเราจะเก็บไว้แค่ความทรงจำตอนที่เขาและข้าได้พบกับเป็นครั้งแรกเท่านั้นมันเป็นไปได้หรือไม่? ”

            อวิ๋นสือโม่มองนางเงียบๆ “ได้ เป็นไปได้ แต่ทำไม? ”

            ทำไม?

            ฮวาชีเยว่ไม่ได้ยกคิ้วงามประณีตของนางขึ้นด้วยซ้ำ “องค์หญิงฮุ่ยเจินโหดร้ายยิ่งนัก ความทรงจำเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร? ”

            นางยังคงจำได้ถึงวันที่เทียนซีพบกับองค์หญิงฮุ่ยเจิน เขาหวาดกลัวเสียจนน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มไม่ยอมหยุด

            ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฮวาชีเยว่ไม่ต้องการเก็บความทรงจำอันดำมืดเหล่านั้นไว้ในหัวใจของลูกชายนางถึงอย่างไร นางในชาติก่อนก็ติดค้างเทียนซีมากเกินไป

            “ย่อมได้แต่เจ้าต้องตกลงรับเงื่อนไขข้อหนึ่ง”

            เปลวไฟลุกโชนจู่ๆก็ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของอวิ๋นสือโม่มันเป็นไฟเวทที่สร้างขึ้นจากพลังพลังวิญญาณของเขา

            เขาโยนไฟเวทเข้าไปยังเตาหลอมและมันก็เริ่มปะทุขึ้นเสียงปะทุยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ สมุนไพรที่อยู่เหนือเตากำลังเดือดพล่าน

            “เงื่อนไขอะไร? ”

            “มาเป็นลูกศิษย์ของข้า”

            ฮวาชีเยว่เกือบจะกระอักเลือดออกมาเมื่อได้ยินคำตอบของเขา

            เป็นลูกศิษย์ของอวิ๋นสือโม่?

            ไม่ นางเคยเป็น“วัตถุดิบไร้ค่า” แล้วนางกลายมาเป็นสินค้ายอดเยี่ยมได้อย่างไรกัน?

            ทำไมทุกคนจึงพยายามเอาใจนางราวกับว่านางเป็นโอสถวิเศษหายาก?

            “แต่เจ้าจะฝึกฝนจิตใจของเจ้าเมื่อเจ้ากลายมาเป็นศิษย์ของข้าแล้วข้าจะสอนเจ้าเรื่องการปฏิบัติตัว ไม่สอนเจ้าเรื่องการหลอมโอสถหรือลมปราณ” อวิ๋นสือโม่เสริม

            ฮวาชีเยว่รู้สึกได้ว่าเลือดที่นางอยากจะพ่นออกมาจับตัวเป็นก้อนอยู่ในลำคอนางไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

            เรื่องบ้าอะไรกัน?

            อวิ๋นสือโม่หมายความว่า นางไม่รู้ว่าควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไรอย่างนั้นหรือ?

            ฮวาชีเยว่จ้องมองใบหน้าอันหล่อเหล่าราวกับปีศาจของเขาอย่างเกลียดชังขนตาของเขางอนยาว แสงอาทิตย์สาดส่องมาจากหน้าต่างบนหลังคาห่อหุ้มร่างของเขาด้วยลำแสงสีทอง เขาดูอ่อนโยนยิ่งขึ้นกว่าเดิมสง่างามราวกับเทพเซียน

            บนใบหน้าอันโดดเด่นของอวิ๋นสือโม่ทุกเส้นโค้งล้วนสมบูรณ์แบบ ฮวาชีเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกและกดมือลงบนหัวใจที่กระสับกระส่ายของนาง

            ความทรงจำของเทียนซี...นางไม่อยากให้เขามีความทรงจำอันดำมืดเหล่านั้นจริงๆ นางจะทำทุกอย่างเพื่อเขา!

            “ก็ได้ ข้าตกลง! ” ฮวาชีเยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่น ราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับความตาย

            อวิ๋นสือโม่มองนางโดยปราศจากอารมณ์ “เจ้าไม่สามารถเสียใจต่อการตัดสินใจครั้งนี้ได้ไม่ว่าจะเมื่อไรไม่อย่างนั้น... ในเมื่อข้าทำให้เขาลืมได้ ข้าก็สามารถทำให้เขาจดจำได้เช่นกัน”

            เป็นคำขู่ที่ยั่วยุยิ่งนัก!

            ฮวาชีเยว่เกือบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นนั้นอวิ๋นสือโม่ก็ “ล้อเล่น” ใช่หรือไม่? เขาบอกราวกับว่ากำลังล้อนางเล่นอยู่ได้อย่างไรกัน?

            ทั้งๆ ที่เกิดทุกอย่างขึ้นฮวาชีเยว่ก็ยังคงวางเทียนซีไว้ก่อนเสมอ ต่อให้นางจะแยกเขี้ยวออกมานางก็ต้องเก็บเงียบไว้

            อวิ๋นสือโม่ส่งพลังวิญญาณเข้าไปในเตาหลอมอย่างต่อเนื่องหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หยดเหงื่อเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา

            ฮวาชีเยว่ยืนอยู่ที่ด้านข้างนางมองดูเขาเสร็จสิ้นกระบวนการอันซับซ้อนและชื่นชมอยู่คนเดียวเงียบๆไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนต่างก็กล่าวว่านักหลอมโอสถคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดฮวาชีเยว่รู้สึกว่า นางไม่สามารถจดจำกระบวนการอันซับซ้อนเช่นนี้ได้แม้ว่าจะได้มองดูทุกขั้นตอนด้วยตัวเองก็ตาม

            อวิ๋นสือโม่เหลือบมองฮวาชีเยว่ที่ยืนอยู่ที่ด้านข้าง นางยืนว่างราวกับนกที่เกาะบนกิ่งไม้ เขาพูดอย่างเย็นชา “เช็ดเหงื่อให้ข้า! ”

            ฮวาชีเยว่ตกใจ ดวงตาของนางเบิกกว้างจ้องมองอวิ๋นสือโม่ “ท่านอ๋องข้าไม่ใช่สาวใช้ของท่าน และข้าก็ไม่ใช่ทาสของท่าน ข้าจะสามารถทำเรื่องใกล้ชิดเช่นนั้นกับท่านได้ยังไงกัน? ”

            อวิ๋นสือโม่เลิกคิ้วขึ้น เขากล่าวอย่างมีความหมาย “แต่เจ้าเป็นศิษย์ของข้า”

            เขาเอาแต่อ้างว่านางเป็นศิษย์ของเขาฮวาชีเยว่รู้สึกขนลุก ทำไมนางถึงได้ยอมรับชายหน้าหนาเช่นนี้เป็นอาจารย์ของนางกันนะ?

            อย่างไรก็ตาม นางก็ยังหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายออกมาเงียบๆและเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของอาจารย์ผู้ไร้ยางอายของนางอย่างอ่อนโยน

            สิ่งที่รบกวนฮวาชีเยว่ก็คือเหงื่อของเขามีกลิ่นเฉพาะของโอสถ

            กลิ่นโอสถจากเตาหลอมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทำให้เหงื่อไหล อวิ๋นสือโม่สีหน้าขาวซีดลงเรื่อยๆ จนขาวราวกับหิมะ ใบหน้าปราศจากสีเลือดแม้แต่หยดเดียว

            เหงื่อของเขาราวกับถูกคั้นออกมาไหลออกมาจากรูขุมขนไม่หยุดหย่อนฮวาชีเยว่ที่อยู่ข้างกายเขาคอยเช็ดเหงื่อกลิ่นโอสถของเขาด้วยผ้าเช็ดหน้าปักลายของนาง

            เมื่อแสงในหอหลอมโอสถค่อยๆ อ่อนแสงลง ในที่สุดอวิ๋นสือโม่ก็ตบฝ่ามือทั้งสองของเขาลงไปที่เตาหลอมส่งพลังวิญญาณเข้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฮวาชีเยว่ยืนอยู่เคียงข้างรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ผันผวนอยู่เป็นระยะ

            ดูเหมือนว่าจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิให้ได้เมื่อหลอมโอสถนี่เป็นปัญหาที่ยากทีเดียว

    คล้ายกับเรื่องฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199