ฮวาชีเยว่พยักหน้าและมองจี้เฟิงอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณ พี่จี้! ข้าต้องขอโทษจริงๆ นะเจ้าคะที่ทำให้ท่านเสียเวลาไปมาก”
” ฮ่าๆ น้องชีเยว่เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เราอยากจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน! ”
จี้จิงหัวเราะอย่างเต็มที่หวงฝู่ฉางอวี๋หันหน้ามาเล็กน้อย เขามองฮวาชีเยว่ด้วยความชื่นชม “ท่านหญิงจิ่งฮวาปฏิบัติต่อลูกชายบุญธรรมของท่านราวกับบุตรแท้ๆข้าประทับใจจริงๆ! ”
ฮวาชีเยว่จ้องมองเข้าอย่างเฉยชาไม่มีความรักอยู่ในดวงตาของนางเลยแม้แต่น้อย
องค์ชายใหญ่ค่อนข้างสงสัยมีหญิงสาวมากมายต้องการที่จะเป็นพระชายาของเขา
ฮวาชีเยว่กลับไม่สนใจ ราวกับว่านางไม่ได้ใส่ใจในตัวของเขาเลยสักนิด
“ขอบคุณสำหรับคำชม ฝ่าบาทหม่อมฉันต้องไปแล้วเพคะ” เมื่อพูดจบ ฮวาชีเยว่ก็ออกจากห้องโถงเดินไปยังห้องด้านในกับเทียนซีและอวิ๋นสือโม่
ก้าวย่างของอวิ๋นสือโม่รวดเร็วราวกับดาวตกเขาดูราวกับพยายามจะสลัดพวกนางทิ้ง
ฮวาชีเยว่หน้างอชายผู้นี้วันนี้จะต้องเสียสติไปเป็นแน่ บางครั้งเขาก็ปฏิบัติต่อนางด้วยความใกล้ชิดสนิทสนม ตอนนี้ เขาช่างเย็นชาและห่างเหิน
ฮวาชีเยว่อุ้มเทียนซีเอาไว้ในอ้อมแขนของนางและเร่งตามเขาไป ท่าเท้าส่งวิญญาณของนางไม่เพียงใช้รับมือกับศัตรูได้เท่านั้นมันยังสามารถใช้ช่วยเพิ่มความเร็วของนางได้อีกด้วย
ปิงอี่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากด้านหลังและตกตะลึง
สตรีนางนี้ดูบอบบางยิ่งแต่ทันทีที่นางสำเร็จท่าเท้าส่งวิญญาณ นางก็แข็งแกร่งยิ่งนักภายในชั่วพริบตา นางก็เดินแซงอวิ๋นสือโม่และนำหน้าเขาไปไกล
เฮ้อ ถ้าคุณชายแต่งงานกับสตรีนางนี้เขาจะรักษาตัวเองเอาไว้ได้รึเปล่านะ?
อวิ๋นสือโม่พาฮวาชีเยว่เข้าไปในห้องหลอมโอสถ
มันเป็นหอโอสถขนาดใหญ่มังกรร่อนหงส์รำถูกแกะสลักเอาไว้ที่มุมบนสุดของหอ ทำให้หอดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
ภายในทางเดินสีเงินเหล็กจะสามารถมองเห็นเสาแปดต้นตั้งตระหง่านอยู่ แต่ละต้นวางเตาหลอมโอสถเอาไว้ เตาหลอมโอสถพวกนั้นมีขนาดใหญ่มาก แต่ละใบสูงกว่าผู้ชายธรรมดาสองช่วงศีรษะ
ชายหนุ่มหกถึงเจ็ดคนกำลังเดินไปรอบๆห้องหรือไม่ก็คอยดูไฟ ฮวาชีเยว่จูงมือเทียนซีเข้าไป เพดานสูงปกคลุมไปด้วยควันไฟดูเหมือนความฝันอย่างยิ่ง ราวกับดินแดนของเทพเซียน ราวกับความฝัน
กลิ่นโอสถมากมายตลบอบอวลอยู่ในหอ บ้างก็หอมหวานบ้างก็เปรี้ยว เผ็ด หรือขม เทียนซีดมฟุดฟิดจนคันจมูก
“เทียนซีเจ้าจะหายหลังจากที่อยู่ที่นี่ สักพักเจ้าจะชินกับกลิ่นพวกนี้ไปเอง เข้าใจหรือไม่?” ฮวาชีเยว่ยิ้ม เทียนซีกะพริบตา มีความเจ้าเล่ห์อยู่ในแววตาของเขา
อวิ๋นสือโม่เดินอาดๆ ไปยังเตาหลอมโอสถตรงกลางชาวหนุ่มแปดคนเดินเข้ามาหาเขาและโค้งคำนับด้วยความเคารพ จากนั้นพวกเขาจึงผละไปยังห้องสมุนไพรเพื่อเตรียมตัวยาอื่นๆ
อวิ๋นสือโม่วางปทุมหงสาเกล็ดน้ำค้างลงไปในเตาหลอมโอสถกลุ่มควันสีม่วงลอยขึ้นมาในทันที กลิ่นอันชวนให้มึนเมากระจายไปทั่วทั้งหอกลบกลิ่นโอสถอื่นจนหมดสิ้น
“เป็นโอสถที่มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้!ทันทีที่วางลงไป มันก็กลบกลิ่นของโอสถอื่นๆ จนหมด”
“ใช่เป็นโอสถวิเศษที่หายากอย่างไม่น่าเชื่อ! ”
“ได้เห็นมันข้าไม่เสียดายอะไรในชีวิตอีกแล้ว” ชายหนุ่มทั้งแปดคนหัวเราะเบาๆ อวิ๋นสือโม่กวาดสายตามองพวกเขาและพวกเขาก็เงียบเสียงลงทันที
หลังจากที่พวกเขาจัดยาเสร็จพวกเขาต่างก็พากันลอบมองฮวาชีเยว่ พวกเขารู้สึกว่าสตรีชุดขาวผู้นี้มีพลังอันน่าอัศจรรย์ แม้กระทั่งสำเร็จท่าเท้าผนวกวิญญาณที่สูญหายไปกว่าพันปีนางต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถชั้นเลิศเป็นแน่
ลูกศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งส่งช้อนคันเล็กที่เต็มไปด้วยสมุนไพรสีดำให้กับอวิ๋นสือโม่อวิ๋นสือโม่รับมันมา ปกคลุมสมุนไพรสีดำนั้นด้วยพลังวิญญาณจนมันเริ่มส่งเสียงร้องภายในไม่กี่วินาทีมันก็ละลายกลายเป็นยาน้ำสีดำ
ช่างเป็นพลังปราณที่ยอดเยี่ยม!
ฮวาชีเยว่ตื่นตะลึงอย่างเงียบๆนางไม่รู้ว่าอวิ๋นสือโม่อยู่ในระดับขั้นไหนแล้ว ลมปราณของเขาก็คงจะต้องแข็งแกร่งมากเช่นกัน!
เทียนซีปล่อยมือจากฮวาชีเยว่นางกำลังจดจ่ออยู่กับการดูอวิ๋นสือโม่หลอมโอสถจนไม่ได้สังเกตเทียนซีแม้แต่น้อยเด็กน้อยวิ่งไปทางด้านหนึ่ง ขอสมุนไพรสีน้ำเงินมาจากนักจัดสมุนไพรหนุ่มคนหนึ่งแล้วกินมันเข้าไป
ในที่สุดฮวาชีเยว่ก็เห็นเทียนซีและนางก็ตื่นตระหนกจนแทบเสียสติ สมุนไพรบางชนิดนั้นกินไม่ได้เด็ดขาด!
“เทียนซี เจ้ากินอะไรเข้าไปคายออกมาเร็วเข้า! ” นี่เป็นครั้งแรกที่ฮวาชีเยว่ตะคอกลูกชายของนางเทียนซีแลบลิ้นออกมาด้วยรอยยิ้ม ชี้ไปยังสมุนไพรสีน้ำเงิน
“นั่นคือโสมสีน้ำเงินมันช่วยลดความกระวนกระวาย และเพิ่มการไหลเวียนของพลังปราณและเลือดได้ กินเข้าไปก็ไม่เป็นไรถึงเทียนซีจะยังเป็นแค่เด็ก แต่เขาก็รู้เรื่องนี้ดีกว่าเจ้าเขาต้องเป็นอัจฉริยะตัวจริงเป็นแน่” เสียงของอวิ๋นสือโม่ลอยข้ามมาจากด้านหลัง
ฮวาชีเยว่ได้ยินเขาและเริ่มรู้สึกหมดกำลังใจในทันที
นางจำเป็นต้องเมินเฉยต่อคำพูดของอวิ๋นสือโม่อวิ๋นสือโม่ให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ของเขาออกไปหมดแล้ว เหลือแค่ฮวาชีเยว่ เทียนซีและตัวเขาเองที่ยังอยู่ในหอโอสถ
เทียนซีเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ดังนั้นจึงถือว่ามีพวกเขาแค่สองคนอยู่ภายในห้องชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน มันดูไม่ดีนัก
“เทียนซีกินนี่แล้วไปนอนพักซะ เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา เจ้าก็จะสามารถพูดได้” อวิ๋นสือโม่หยิบเม็ดโอสถสีน้ำเงินออกมาจากเตาหลอมฮวาชีเยว่เบิกตากว้างราวกับไข่มุกกลมเกลี้ยง
“เร็วถึงเพียงนี้? ”
ฮวาชีเยว่ถามด้วยความประหลาดใจ
อวิ๋นสือโม่เหลือบมองนางด้วยแววตาเหยียดหยามราวกับเยาะหยันความไม่รู้ของนาง สีหน้าของเขาเย็นชาไร้อารมณ์ “เป็นเจ้าหรือข้าที่เป็นผู้หลอมโอสถ? ”
ฮวาชีเยว่ทำปากยื่น นางดุด่าเขาอยู่ในใจเงียบๆบุรุษคนนี้ใจแคบยิ่งนัก!
เทียนซีกินยาเข้าไปอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นหนึ่งเค่อ เขาก็รู้สึกเปลือกตาหนักอึ้งล้มลงบนตัวของฮวาชีเยว่ และนอนหลับไป
ฮวาชีเยว่อุ้มเขาให้ไปนอนที่ม้านั่งยาวแม้ว่าที่นี่จะเป็นหอหลอมโอสถ แต่ก็ไม่ได้ร้อนอะไรเลยมีลมพัดเข้ามาจากทางหน้าต่างบนหลังคา สลายไอร้อนทั้งหมดที่อยู่ด้านใน
ฮวาชีเยว่กลัวว่าเขาอาจจะเป็นหวัดนางหยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมร่างเล็กๆ ของเขาเอาไว้
อวิ๋นสือโม่ยืนอยู่ด้านข้างเตาหลอม เพิ่มตัวยาที่เหล่านักหลอมโอสถน้อยลงไปในเตาทีละน้อยๆ
กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของโอสถโชยมาจากเตาหลอมอีกครั้ง
ฮวาชีเยว่เดินไปและเห็นว่าเตาหลอมโอสถกำลังเปล่งแสงไอร้อนโอบล้อมอย่างทั่วถึงนางถอยหลังไปสองก้าวขณะที่ดูอวิ๋นสือโม่หลอมโอสถของเขาเงียบๆ
ในบางครั้ง อวิ๋นสือโม่ก็จะใช้พลังวิญญาณของเขาเข้าช่วยไอระเหยที่ลอยขึ้นมีประกายสีรุ้ง แม้กระทั่งกลิ่นของโอสถก็เปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน
ฮวาชีเยว่หันไปมองร่างเล็กๆ บนม้านั่ง “ท่านอ๋อง ข้าหวังว่า...ว่าเขาจะสามารถสูญเสียความทรงจำก่อนหน้านี้ของเขาไปได้ทั้งหมดเราจะเก็บไว้แค่ความทรงจำตอนที่เขาและข้าได้พบกับเป็นครั้งแรกเท่านั้นมันเป็นไปได้หรือไม่? ”
อวิ๋นสือโม่มองนางเงียบๆ “ได้ เป็นไปได้ แต่ทำไม? ”
ทำไม?
ฮวาชีเยว่ไม่ได้ยกคิ้วงามประณีตของนางขึ้นด้วยซ้ำ “องค์หญิงฮุ่ยเจินโหดร้ายยิ่งนัก ความทรงจำเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร? ”
นางยังคงจำได้ถึงวันที่เทียนซีพบกับองค์หญิงฮุ่ยเจิน เขาหวาดกลัวเสียจนน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มไม่ยอมหยุด
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฮวาชีเยว่ไม่ต้องการเก็บความทรงจำอันดำมืดเหล่านั้นไว้ในหัวใจของลูกชายนางถึงอย่างไร นางในชาติก่อนก็ติดค้างเทียนซีมากเกินไป
“ย่อมได้แต่เจ้าต้องตกลงรับเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
เปลวไฟลุกโชนจู่ๆก็ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของอวิ๋นสือโม่มันเป็นไฟเวทที่สร้างขึ้นจากพลังพลังวิญญาณของเขา
เขาโยนไฟเวทเข้าไปยังเตาหลอมและมันก็เริ่มปะทุขึ้นเสียงปะทุยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ สมุนไพรที่อยู่เหนือเตากำลังเดือดพล่าน
“เงื่อนไขอะไร? ”
“มาเป็นลูกศิษย์ของข้า”
ฮวาชีเยว่เกือบจะกระอักเลือดออกมาเมื่อได้ยินคำตอบของเขา
เป็นลูกศิษย์ของอวิ๋นสือโม่?
ไม่ นางเคยเป็น“วัตถุดิบไร้ค่า” แล้วนางกลายมาเป็นสินค้ายอดเยี่ยมได้อย่างไรกัน?
ทำไมทุกคนจึงพยายามเอาใจนางราวกับว่านางเป็นโอสถวิเศษหายาก?
“แต่เจ้าจะฝึกฝนจิตใจของเจ้าเมื่อเจ้ากลายมาเป็นศิษย์ของข้าแล้วข้าจะสอนเจ้าเรื่องการปฏิบัติตัว ไม่สอนเจ้าเรื่องการหลอมโอสถหรือลมปราณ” อวิ๋นสือโม่เสริม
ฮวาชีเยว่รู้สึกได้ว่าเลือดที่นางอยากจะพ่นออกมาจับตัวเป็นก้อนอยู่ในลำคอนางไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
เรื่องบ้าอะไรกัน?
อวิ๋นสือโม่หมายความว่า นางไม่รู้ว่าควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไรอย่างนั้นหรือ?
ฮวาชีเยว่จ้องมองใบหน้าอันหล่อเหล่าราวกับปีศาจของเขาอย่างเกลียดชังขนตาของเขางอนยาว แสงอาทิตย์สาดส่องมาจากหน้าต่างบนหลังคาห่อหุ้มร่างของเขาด้วยลำแสงสีทอง เขาดูอ่อนโยนยิ่งขึ้นกว่าเดิมสง่างามราวกับเทพเซียน
บนใบหน้าอันโดดเด่นของอวิ๋นสือโม่ทุกเส้นโค้งล้วนสมบูรณ์แบบ ฮวาชีเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกและกดมือลงบนหัวใจที่กระสับกระส่ายของนาง
ความทรงจำของเทียนซี...นางไม่อยากให้เขามีความทรงจำอันดำมืดเหล่านั้นจริงๆ นางจะทำทุกอย่างเพื่อเขา!
“ก็ได้ ข้าตกลง! ” ฮวาชีเยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่น ราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับความตาย
อวิ๋นสือโม่มองนางโดยปราศจากอารมณ์ “เจ้าไม่สามารถเสียใจต่อการตัดสินใจครั้งนี้ได้ไม่ว่าจะเมื่อไรไม่อย่างนั้น... ในเมื่อข้าทำให้เขาลืมได้ ข้าก็สามารถทำให้เขาจดจำได้เช่นกัน”
เป็นคำขู่ที่ยั่วยุยิ่งนัก!
ฮวาชีเยว่เกือบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นนั้นอวิ๋นสือโม่ก็ “ล้อเล่น” ใช่หรือไม่? เขาบอกราวกับว่ากำลังล้อนางเล่นอยู่ได้อย่างไรกัน?
ทั้งๆ ที่เกิดทุกอย่างขึ้นฮวาชีเยว่ก็ยังคงวางเทียนซีไว้ก่อนเสมอ ต่อให้นางจะแยกเขี้ยวออกมานางก็ต้องเก็บเงียบไว้
อวิ๋นสือโม่ส่งพลังวิญญาณเข้าไปในเตาหลอมอย่างต่อเนื่องหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หยดเหงื่อเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา
ฮวาชีเยว่ยืนอยู่ที่ด้านข้างนางมองดูเขาเสร็จสิ้นกระบวนการอันซับซ้อนและชื่นชมอยู่คนเดียวเงียบๆไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนต่างก็กล่าวว่านักหลอมโอสถคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดฮวาชีเยว่รู้สึกว่า นางไม่สามารถจดจำกระบวนการอันซับซ้อนเช่นนี้ได้แม้ว่าจะได้มองดูทุกขั้นตอนด้วยตัวเองก็ตาม
อวิ๋นสือโม่เหลือบมองฮวาชีเยว่ที่ยืนอยู่ที่ด้านข้าง นางยืนว่างราวกับนกที่เกาะบนกิ่งไม้ เขาพูดอย่างเย็นชา “เช็ดเหงื่อให้ข้า! ”
ฮวาชีเยว่ตกใจ ดวงตาของนางเบิกกว้างจ้องมองอวิ๋นสือโม่ “ท่านอ๋องข้าไม่ใช่สาวใช้ของท่าน และข้าก็ไม่ใช่ทาสของท่าน ข้าจะสามารถทำเรื่องใกล้ชิดเช่นนั้นกับท่านได้ยังไงกัน? ”
อวิ๋นสือโม่เลิกคิ้วขึ้น เขากล่าวอย่างมีความหมาย “แต่เจ้าเป็นศิษย์ของข้า”
เขาเอาแต่อ้างว่านางเป็นศิษย์ของเขาฮวาชีเยว่รู้สึกขนลุก ทำไมนางถึงได้ยอมรับชายหน้าหนาเช่นนี้เป็นอาจารย์ของนางกันนะ?
อย่างไรก็ตาม นางก็ยังหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายออกมาเงียบๆและเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของอาจารย์ผู้ไร้ยางอายของนางอย่างอ่อนโยน
สิ่งที่รบกวนฮวาชีเยว่ก็คือเหงื่อของเขามีกลิ่นเฉพาะของโอสถ
กลิ่นโอสถจากเตาหลอมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทำให้เหงื่อไหล อวิ๋นสือโม่สีหน้าขาวซีดลงเรื่อยๆ จนขาวราวกับหิมะ ใบหน้าปราศจากสีเลือดแม้แต่หยดเดียว
เหงื่อของเขาราวกับถูกคั้นออกมาไหลออกมาจากรูขุมขนไม่หยุดหย่อนฮวาชีเยว่ที่อยู่ข้างกายเขาคอยเช็ดเหงื่อกลิ่นโอสถของเขาด้วยผ้าเช็ดหน้าปักลายของนาง
เมื่อแสงในหอหลอมโอสถค่อยๆ อ่อนแสงลง ในที่สุดอวิ๋นสือโม่ก็ตบฝ่ามือทั้งสองของเขาลงไปที่เตาหลอมส่งพลังวิญญาณเข้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฮวาชีเยว่ยืนอยู่เคียงข้างรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ผันผวนอยู่เป็นระยะ
ดูเหมือนว่าจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิให้ได้เมื่อหลอมโอสถนี่เป็นปัญหาที่ยากทีเดียว