ทะลุมิติเป็นคุณแม่ลูกสามในยุคเซียนบรรพกาล

    ตอนที่40 ท่านเซียนเหม่ยอยากเลี้ยงสัตว์

    ความเย้ายวนของต้นท้อเพลิงวิญญาณทำให้ทั้งสามคนชะล่าใจ กระโดดข้ามกำแพงไปทันทีเพื่อตรวจสอบ

    ก้วนหลี่ที่กำลังจิกข้าวอยู่หันไปมองหน้าบ้าน ทันใดนั้นน้ำเสียงมันก็ไม่น่าอภิรมย์นัก “ปลาซิวปลาสร้อยงั้นหรือ แถมดูจากกลิ่นอายน่าจะมาจากนิกายเจ็ดกระบี่ เป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับเย่เฟิง...”

    หากเป็นสหายของเย่เฟิงแล้วก้วนหลี่ดันเผลอเผาเข้ามีหวังหลังจากนี้มองหน้ากันไม่ติด ดังนั้นมันจึงต้องคอยสอดแนมอย่างเงียบๆ เพื่อดูสามคนนั้นว่าจะทำเช่นไรต่อไป

    เมื่อข้ามรั้วเข้ามาในบ้านของเหม่ยอิง สิ่งแรกที่ทำให้หลินเสี่ยวหมิงประหลาดใจก็คือพลังวิญญาณอันหนาแน่น

    “น่าแปลกจริงแท้ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชนบทไร้สำนักศักดิ์สิทธิ์ใด เหตุใดเล่าจึงมีพลังวิญญาณพลุ่งพล่านถึงขีดสุด สถานที่แห่งนี้ดีกว่าถ้ำบำเพ็ญเพียรของข้าเสียอีก หากข้าอาศัยอยู่ที่นี่ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีวรยุทธจะก้าวหน้า การกลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่งแท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องยาก” หลินเสี่ยวหมิงกำหมัดแน่น เริ่มวาดฝันเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง

    “ดูโน่นสิ ต้นท้อเพลิงวิญญาณนับไม่ถ้วน พระเจ้าข้าตาฝาดหรือเปล่าเนี่ย ที่นี่ไม่ใช่ป่าวิญญาณไร้อาสัญเสียหน่อย เหตุใดจึงมีต้นท้อเพลิงวิญญาณไกลสุดลูกหูลูกตาเยี่ยงนี้” หนึ่งในชายชุดดำมีสีหน้าตะลึงงัน เมื่อเห็นต้นท้อของเหม่ยอิง

    ส่วนป่าวิญญาณไร้อาสัญที่เขากล่าวถึงคือป่าวิญญาณที่เต็มไปด้วยอันตราย ด้านในมีสัตว์อสูรพำนักอยู่ แต่ขณะเดียวกันพลังวิญญาณในสถานที่แห่งนั้นก็หนาแน่น ทำให้เกิดต้นวิญญาณต่างๆ นับไม่ถ้วนที่มีราคาสูงในตลาด

    “หากเก็บทั้งหมดนี่เอาไปขาย จะได้หินวิญญาณเท่าไหร่กันนะ” ชายในชุดดำเริ่มนับนิ้วมือ หลินเสี่ยวหมิงที่อยู่ข้างๆ ขบฟันกรอด

    “บ้าชะมัด การค้นพบนี้มันมากเกินไปหากข้ามาเพียงคนเดียวล่ะก็ ต้นท้อเพลิงวิญญาณทั้งหมดนี้จะเป็นของข้าเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้...น่าเจ็บใจนัก!” ถึงหลินเสี่ยวหมิงจะคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว

    หนึ่งในหน่วยเงาทมิฬกระโดดตัวสูงหลายจั้ง มือยึดจับกิ่งต้นท้อเพลิงวิญญาณ มองดูลูกท้อที่สุกได้ที่ด้วยความโลภ เขาเอื้อมมือไปหยิบ หมายมั่นเก็บผลท้อเพลิงวิญญาณไว้ในถุงจักรวาล

    สหายที่อยู่หน่วยเดียวกันก็เริ่มเคลื่อนไหว เห็นเช่นนั้นหลินเสี่ยวหมิงจึงไม่สามารถชักช้าได้ เขาต้องแข่งกับทั้งสองคน รวบรวมผลท้อกลับไปให้มากที่สุด ดังนั้นการแข่งขันจึงเริ่มต้นขึ้นโดยเขาลืมไปเลยว่าตนเดินทางมาจัดการกับเหม่ยอิง

    ในบ้านเหม่ยอิงกำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโม ก้วนหลี่กินอิ่มแล้วนอนอยู่บนพื้น แต่ยังสังเกตคนทั้งสามที่กำลังแสดงเป็นลิงอยู่บนต้นไม้

    “คนพวกนี้ดูท่าว่าจะไม่มาดี แต่อย่างใดก็ตามพวกเขามาจากนิกายเจ็ดกระบี่ เป็นไปได้ไหมว่าหากฆ่าพวกเขาเย่เฟิงจะโกรธแล้วฟ้องเซียนเหม่ย...” ก้วนหลี่ยังคงชั่งใจถึงผลได้ผลเสีย แต่ถ้าหากหลินเสี่ยวหมิงไม่ใส่ชุดนิกายแบบเดียวกับเย่เฟิงเขาก็คงลงมือนานแล้ว

    ในขณะนั้นเองเหม่ยอิงกล่าวขึ้นลอยๆ ว่า “แปลกจริงแท้ ซื้อไก่มาให้มันออกไข่เหตุใดมันจึงออกไข่แค่ตัวเดียว เป็นไปได้หรือไม่ที่อีกตัวไร้ประโยชน์ คนขายผู้นั้นหลอกข้า บางทีข้าคงต้องกลับไปยังตลาดเมืองฉางเล่อหรือไม่ก็จับไก่ถอนขนต้มกินจนเปื่อยเสีย โทษฐานที่มันไม่ออกไข่ วันๆ ไม่ทำอะไรดีแต่กินแล้วก็นอน ไร้ประโยชน์ชะมัด”

    ก้วนหลี่ที่กินอิ่มแล้วพลันกระพือปีก ดูหวาดระแวงสุดขีดยามได้ยินสิ่งที่เหม่ยอิงกล่าว

    “ท่านเซียนกำลังไม่พอใจข้า แบบนี้แย่แน่ แบบนี้แย่แน่ พรุ่งนี้ข้าต้องใช้วิชาเคลื่อนเงาเพื่อสร้างไข่อีกใบ แบบนั้นจะได้ไข่ใบที่สอง...ไม่สินั่นมันไม่เพียงพอ จากคำกล่าวเมื่อครู่ของท่านเซียนข้าทำตัวไร้ประโยชน์เกินไป กล่าวอีกนัยหนึ่งตอนนี้เย่เฟิงไม่อยู่ข้าจึงจำเป็นต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์ จัดการกับทรราชย์ทั้งสาม!”

    “ต้องใช่! ต้องใช่แน่ๆ ท่านเซียนรู้ว่าคนเหล่านั้นมาร้ายแต่ขี้เกียจแสดงฝีมือ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ระดับอย่างท่านเซียนแม้แต่ยักษ์สายฟ้ายังไม่คณามือ ท่านไม่ทำให้มือตนเองสกปรกด้วยการแตะต้องพวกชั้นต่ำหรอก มันคือหน้าที่ของข้า ดังนั้นเย่เฟิงถึงคนเหล่านั้นจะเป็นสหายเจ้าก็อย่าได้โกรธข้าเลย ข้าเพียงทำตามคำสั่งของท่านเซียน!”

    ก้วนหลี่คิดเป็นตุเป็นตะแต่แท้จริงแล้วเหม่ยอิงแค่อยากให้แม่ไก่ออกไข่เยอะๆ ต่างหาก เพราะหากไม่ออกไข่เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก ไม่สู้ไปซื้อตัวใหม่แล้วเอาตัวที่ไม่ไข่จับถอนขนตุ๋นจนเปื่อยกินดีกว่า

    ก้วนหลี่ไม่อยากถูกกินดังนั้นคราวนี้มันจึงลงมือรวดเร็ว พลังของหงส์เพลิงสามารถเผาผลาญได้ทุกสิ่ง ดังนั้นเพียงแค่มันสะบัดปีกเบาๆ กลุ่มคนโง่อย่างหลินเสี่ยวหมิงที่กำลังขโมยลูกท้อจึงกลายเป็นเถ้าถ่าน

    ไม่เหลือแม้แต่ศพ ราวกับเศษธุลีที่ปลิวไปตามอากาศ

    “แค่นี้ท่านเซียนก็คงจะพอใจแล้วกระมัง” จัดการเสร็จก้วนหลี่ก็แอบหันไปมองเหม่ยอิง โดยหวังจะได้รับคำชม

    “นี่คือยุคเซียนโบราณ สัตว์ป่ามีอยู่จำนวนมากข้าไม่สามารถเข้าป่าไปไกลได้ คงจะดีไม่น้อยหากมีสัตว์หลงเข้ามา แบบนั้นคงช่วยข้าได้เยอะเลย” เหม่ยอิงนั่งอยู่บนเก๋งแทะเมล็ดแตงโม แต่ถ้อยคำของนางกลับทำให้ก้วนหลี่คิดว่านี่คือภารกิจสำหรับมัน

    “เข้าใจล่ะ นอกจากท่านเซียนเหม่ยจะเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของวิเศษแล้วยังตั้งใจเลี้ยงสัตว์ด้วย และสัตว์พวกนั้นหากกินของวิเศษทุกวันย่อมเบิกปัญญาในวันหน้า พวกมันจะกลายเป็นสัตว์อสูรที่มีความนึกคิด ในขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นผู้พิทักษ์ของท่านเซียนเหม่ย และเพื่อการนั้นข้าต้องออกไปจับสัตว์!”

    “ว่าแต่ท่านเซียนอยากได้สัตว์ชนิดใด ไก่งั้นหรือ...อืมก็น่าจะเป็นไปได้ หากแม่ไก่ออกไข่จำนวนมากข้าก็แค่ทำเหมือนกับว่าตัวเองออกไข่ แล้วก็วัวนม...อืมต้องหาวัวนมมาด้วย ท่านเซียนมีลูกสามคนเด็กๆ กำลังโตต้องกินนมจะได้แข็งแรง แล้วอะไรอีก...ผึ้งไง! นำรังผึ้งมาไว้ที่นี่ท่านเซียนเหม่ยจะได้กินน้ำผึ้ง วิเศษ! ฮ่าฮ่า ข้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ ที่คิดสิ่งที่ท่านเซียนต้องการออกมาได้!”

    “เอาล่ะสงสัยข้าต้องแข่งกับเวลา พรุ่งนี้เช้าท่านเซียนเหม่ยตื่นมาจะต้องตกใจที่เห็นสัตว์จำนวนมาก ข้าควรจะออกเดินทางวันนี้” ก้วนหลี่กระพือปีกเล็กๆ ของมันและหาเวลาออกไปข้างนอกเพื่อให้เหม่ยอิงประทับใจ

    ......

    เย่เฟิงขึ้นกระบี่บินเพื่อไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย สำนักเต๋าอนันตกาลคือสิ่งที่เขาเลือก นี่คือสำนักอันดับหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์วิญญาณ แทนที่จะเลือกสำนักอันดับสองอย่างบรรจบแดนที่มีความปลอดภัยกว่า นั่นหมายความว่าเย่เฟิงมีจิตใจแน่วแน่ในการทำภารกิจของท่านเซียน

    “นี่หรือสำนักเต๋าอนันตกาล” เย่เฟิงเก็บกระบี่บินไว้ในถุงจักรวาล หลังจากเดินทางโดยไม่หยุดพักในที่สุดเขาก็มาถึงที่หมาย ด้านหน้าคือวงแหวนขนาดใหญ่ลอยอยู่บนท้องฟ้า นั่นคือที่ตั้งของสำนัก เพียงสิ่งปลูกสร้างก็แสดงให้เห็นถึงความงดงามที่สูงศักดิ์ ไม่เหมือนกับบางสำนักที่แสดงภาพลักษณ์แย่ๆ

    เย่เฟิงไม่กล้าทำตัวหุนหันพลันแล่น เขาเลือกที่จะเข้าไปยังเมืองใกล้ๆ กับสำนักเพื่อพักผ่อน ในขณะเดียวกันก็คอยสำรวจว่ามีศิษย์จากสำนักเต๋าอนันตกาลหลงมาหรือไม่

    นี่คือวิธีที่ฉลาดแทนที่จะจับคนหน้าทางเข้าสำนัก เย่เฟิงเลือกที่จะทำตัวเป็นโจร กลมกลืนไปกับฝูงชนเพื่อรอตกปลา วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เย่เฟิงชอบนักแต่ต้องทำ เพราะความประมาทนำมาซึ่งความล้มเหลว อีกอย่างนี่คือการลักพาตัว จะให้มีสิ่งใดผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด

    หลังจากเดินเล่นในเมืองสองสามวันเย่เฟิงก็พบเป้าหมาย เขาชื่อคุณชายเหอหนาน เป็นศิษย์ของสำนักเต๋าอนันตกาลที่ชอบมาเดินเล่นเมืองต้าซานบ่อยๆ

    ทีแรกเย่เฟิงคิดจะลักพาตัวอีกฝ่ายกลับไปให้เหม่ยอิง ส่วนเรื่องที่ก้วนหลี่ฝากฝังคงต้องติดไว้ก่อน แต่หลังจากสืบสาบว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงศิษย์โง่เขลาที่กำลังจะถูกขับออกจากสำนัก เย่เฟิงจึงล้มเลิกแผนการลักพาตัวกลับไปหาเหม่ยอิง

    “ขยะนี้ไร้ประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าใบหน้าของเขาจะใช้ไม่ได้” แผนต่อไปของเย่เฟิงคือขโมยใบหน้าของเหอหนาน ศิษย์ไร้คุณภาพที่กำลังถูกขับออกจากสำนัก

    หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะออกมาจากหอคณิกายามดึกดื่นเย่เฟิงก็ลงมือแบบไร้เสียง ใช้เพียงฝักกระบี่เหอหนานก็สลบ จากนั้นเย่เฟิงจับเขามัดไว้ในโรงเตี๊ยม เริ่มขโมยใบหน้าด้วยหน้ากากของก้วนหลี่ หลังจากนั้นจึงปิดผนึกสถานที่ไว้ด้วยยันต์ลับ ป้องกันไม่ให้เหอหนานออกมา

    เย่เฟิงในสภาพสวมชุดสำนักเต๋าอนันตกาลเดินทางกลับไปที่สำนัก ในใจมีความตื่นเต้นอยู่ เพราะเขารู้ดีว่าการเดินเข้าไปข้างในไม่ต่างจากเส้นทางสู่นรก แต่กระนั้นก็ต้องเสี่ยง

    ข้างหน้าเป็นประตูและป้ายสำนัก ลอยเหนือศีรษะเปล่งแสงสีทอง นี่คือการตรวจเช็คคนที่เข้ามาข้างในผ่านแสงจากป้ายด้านบน เย่เฟิงจับป้ายคำสั่งแสดงตัวตนของเหอหนานในมือแน่นก่อนจะเดินเข้าไปในสำนัก

    ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสงบนป้ายยังคงเหมือนเดิม เย่เฟิงถอนหายใจโล่งอก แล้วเดินเข้าไปด้วยความผ่อนคลาย ทว่าในสำนักเต๋าอนันตกาลกลับมีสายตาคู่หนึ่งตื่นขึ้น มองไปยังทิศทางของเย่เฟิง

    “หนูตัวนี้มาจากที่ใด ทำไมถึงคิดว่าข้าไม่สามารถสัมผัสเจ้าได้” ชายในชุดสีแดงเดินออกมาจากตำหนักวงแหวน

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติเป็นคุณแม่ลูกสามในยุคเซียนบรรพกาล ที่คุณอ่าน