ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 321 : ปฐมบทแห่งความว่างเปล่า

จารึกที่ 321 : ปฐมบทแห่งความว่างเปล่า : เสียงสะท้อนจากสุสานบรรพชน


บรรยากาศ ณ ใจกลางหุบเขาสูญตา เงียบงันจนน่าสะพรึงกลัว ไร้ซึ่งเสียงสายลม ไร้ซึ่งเสียงแมลง มีเพียงความกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านออกมาจาก 'แผ่นศิลาจารึก' ขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มหานาวาปราณสูญตาที่ลอยลำอยู่นิ่งสงบ ดูเล็กจ้อยประดุจมดปลวกเมื่อเทียบกับศิลาศิลาสีเทาหม่นที่ไร้ซึ่งการสลักเสลาใดๆ นอกจากรอยขีดสีดำทมิฬเพียงขีดเดียวที่พาดผ่านกึ่งกลาง


รอยขีดนั้นมิได้เปล่งประกายแสงเจิดจ้า หรือปลดปล่อยปราณทำลายล้าง ทว่ามันกลับดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง แม้กระทั่งแสงสว่างและกาลเวลา เมื่อทอดสายตามองลึกลงไปในรอยหมึกนั้น จิตวิญญาณคล้ายถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวที่ไม่มีวันสิ้นสุด


ฉินมู่หลางผู้มีจิตเจตจำนงกระบี่ที่กล้าแข็งที่สุดในหมู่สหาย พยายามเพ่งมองรอยขีดนั้น ทว่าเพียงชั่วลมหายใจ ร่างของยอดกระบี่พลันสั่นสะท้าน กระบี่นิรันดร์ในฝักส่งเสียงร้องคร่ำครวญราวกับหวาดกลัว เลือดสีสดหยดหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปากของเขา


"อย่าได้เพ่งมองมันด้วยจิตสังหาร หรือความพยายามที่จะทำความเข้าใจด้วยตรรกะของกระบี่"


เสียงทุ้มลึกของมู่เฉินดังกังวานขึ้น ร่างโปร่งแสงของอดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระลอยตัวออกมายืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มสหาย แววตาของเขาที่ทอดมองศิลาจารึกเต็มไปด้วยความยำเกรงและความรวดร้าวที่ฝังลึกมานานนับพันปี


"นี่คือปฐมบทแห่งมหาเวทสูญตา... รอยขีดแรกที่บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักหมื่นอักขระได้ทิ้งไว้ก่อนที่ท่านจะดับสูญ มันมิใช่วิชาที่ใช้เพื่อเข่นฆ่า ทว่ามันคือ 'ร่องรอยของการขัดขืน' ต่อกฎเกณฑ์ของวัฏสงสาร หากพวกเจ้าใช้เจตจำนงของตนเองเข้าไปปะทะ มันจะสะท้อนความบกพร่องในเต๋าของพวกเจ้ากลับมาบดขยี้จุดตันเถียนจนแหลกสลาย"


อาเจียก้าวเดินออกมายืนเคียงข้างอาจารย์ ร่างกายของเด็กหนุ่มยังคงบอบช้ำจากการฝืนใช้สมการอักขระเบิกทางผ่านพายุกาลเวลา ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขากลับสาดประกายความกระหายรู้ที่ไม่อาจดับมอด


"ท่านอาจารย์ขอรับ..." อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "รอยขีดนี้... ข้าสัมผัสได้ว่ามันยังไม่สมบูรณ์ มันเหมือนกับบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นเพียงครึ่งท่อน แล้วผู้แต่งก็ถูกบังคับให้หยุดปลายพู่กัน"


มู่เฉินลูบเคราของตนเอง รอยยิ้มขมขื่นปรากฏบนใบหน้า "สายตาของเจ้าแหลมคมนัก อาเจีย... ในยุคบรรพกาล สำนักหมื่นอักขระของพวกเราคือศูนย์กลางแห่งความรู้ ผู้บำเพ็ญเพียรต่างแสวงหาความจริงผ่านตัวอักษร ทว่าเมื่อบรรพชนผู้ก่อตั้งเริ่มตระหนักถึง 'ความว่างเปล่า' หรือ อักขระหลิง (零) ท่านพบว่าสวรรค์เบื้องบนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงกรงขังที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยว... เมื่อท่านตวัดพู่กันขีดเส้นนี้ขึ้นเพื่อจะรื้อถอนกรงขัง ทัณฑ์สวรรค์ระดับราชันย์เทวะ (Divine Sovereign) ก็ฟาดฟันลงมาลบล้างตัวตนของท่านไปจากเอกภพ"


มู่เฉินทอดถอนใจ มองดูพู่กันนิรันดร์ที่อยู่ในมือของอาเจีย "พู่กันด้ามนั้น คือศัสตราระดับตำนานที่รอดพ้นจากการทำลายล้างในยุคนั้นมาได้ 


แม้แต่ข้าผู้เป็นศิษย์คนสุดท้ายเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ยังไม่คู่ควรที่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน... จนกระทั่งข้ากลายเป็นเพียงวิญญาณที่สถิตอยู่ภายใน จึงได้เข้าใจว่า พู่กันนิรันดร์ มิได้มีไว้เพื่อเขียนอักขระให้สวยงาม ทว่ามันมีไว้เพื่อ 'สืบทอด' เจตจำนงที่ยังเขียนไม่จบของบรรพชน"


คำกล่าวของมู่เฉินทำให้บรรยากาศบนเรือหนักอึ้ง สำนักหมึกวารีที่พวกเขาจากมา แท้จริงแล้วคือเศษซากที่หลงเหลือจากการถูกกวาดล้างของสำนักหมื่นอักขระในอดีต


อาเจียกำพู่กันนิรันดร์แน่น ความรู้สึกรับผิดชอบที่หนักอึ้งประดุจขุนเขากดทับลงบนบ่า เขาไม่ได้หวาดกลัว ทว่าเขากำลังวิเคราะห์ 'ต้นทุน' ที่ต้องจ่าย หากเขาเลือกที่จะก้าวเดินบนมรรคานี้ต่อไป


"ในเมื่อสวรรค์ใช้ความตายมาหยุดยั้งความจริง... เช่นนั้น ข้าก็จะเป็นผู้สานต่อความจริงนั้นให้ประจักษ์" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ทว่าดุดัน "พวกมันอ้างตนเป็นผู้รักษาสมดุล ทว่ากลับหวาดกลัวเพียงขีดหมึกเส้นเดียว ช่างเป็นสัจธรรมที่น่าสมเพชยิ่งนัก!"


การตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรมของอาเจีย เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เขาไม่ได้ประกาศว่าจะทำลายสวรรค์เพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเอง ทว่าเขาประกาศว่าจะทวงคืน 'ความจริง' ให้แก่วัฏสงสาร!


อาเจียทะยานร่างลงจากมหานาวาปราณสูญตา ปลายเท้าสัมผัสลงบนลานหินกว้างเบื้องหน้าแผ่นศิลาจารึก


ทันทีที่เขาก้าวล่วงเข้าสู่อาณาเขตของศิลา แรงกดดันที่ไร้รูปร่างก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายประหนึ่งคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรคลั่ง! กระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแหลกสลาย ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนส่งเสียงครางต่ำ รอยร้าวที่เพิ่งสมานตัวเริ่มปริแตกออกอีกครั้ง เลือดสีสดไหลซึมออกจากมุมปากและจมูกของเด็กหนุ่ม


"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นอุทานพร้อมกัน ทำท่าจะทะยานตามลงไป


"หยุดอยู่ตรงนั้น!" มู่เฉินตวาดลั่น กางม่านวิญญาณขวางกั้นพวกนางไว้ "นี่คือบททดสอบแห่งมรรคาที่เขาต้องเผชิญเพียงลำพัง! หากพวกเจ้าเข้าไป รอยขีดบรรพกาลจะถือว่าพวกเจ้าคือผู้บุกรุก และจะบดขยี้พวกเจ้าด้วยกฎเกณฑ์แห่งการลบล้างในพริบตา!"


อาเจียยกมือซ้ายขึ้นเป็นเชิงห้ามสหาย ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นสะท้าน ทว่าเขากัดฟันฝืนยืนหยัดตระหง่าน เขาไม่ได้เร่งเร้าปราณเซียนแท้เพื่อต่อต้านแรงกดดัน ทว่าเขาค่อยๆ ปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งห้า และเปิดรับ 'มหาภาวะซวี' เข้าสู่จิตวิญญาณ


'แรงกดดันนี้... มิใช่การโจมตี ทว่ามันคือการตรวจสอบรากฐาน' อาเจียวิเคราะห์ในความเงียบ 'หากข้าใช้ความแข็งกร้าวเข้าปะทะ ข้าก็จะถูกความแข็งกร้าวที่เหนือกว่าบดขยี้... อักขระสูญตา คือการยอมรับ คือการปล่อยวางให้สรรพสิ่งไหลผ่าน...'


อาเจียผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด เขาปล่อยให้เจตจำนงแห่งความว่างเปล่าแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจร แทนที่จะต้านทาน เขากลับทำตัวให้เป็นเสมือน 'ผืนกระดาษที่ว่างเปล่า' เพื่อรองรับน้ำหนักของรอยหมึกบรรพกาล


วูบ...


แรงกดดันที่แทบจะบดขยี้วิญญาณพลันอันตรธานหายไป อาเจียสามารถยืนได้อย่างมั่นคงเบื้องหน้าศิลาจารึก ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น!


ในช่วงเวลาที่ท้องฟ้าของแผ่นดินเร้นลับเริ่มเปลี่ยนสี บรรยากาศรอบลานหินพลันบิดเบี้ยว กาลเวลาในอาณาเขตนี้ไม่ได้เดินไปข้างหน้า หรือย้อนกลับหลัง ทว่ามันกำลัง 'ซ้อนทับ' กันอย่างบ้าคลั่ง!


เงาดำนับสิบสายค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากรอยแยกของมิติรอบๆ ศิลาจารึก พวกมันมิใช่ปีศาจหรืออสูรร้าย ทว่าพวกมันคือ 'เงาสะท้อน' ของเหล่าอัจฉริยะแห่งสำนักหมื่นอักขระในอดีตกาล ที่เคยดันทุรังเข้ามาศึกษาศิลานี้และต้องจบชีวิตลง! ร่างของพวกเขากลายเป็นเถ้าถุลี ทว่าเจตจำนงที่หมกมุ่นและปณิธานที่ยังไม่บรรลุ ได้ถูกความแปรปรวนของกาลเวลาจองจำไว้ กลายเป็น 'พิทักษ์ชนแห่งความล้มเหลว'


"จิตวิญญาณที่ถูกพันธนาการด้วยความล้มเหลว..." อาเจียหรี่ตาลง มองดูเงาดำเหล่านั้นที่เริ่มแผ่กลิ่นอายความอาฆาตแค้นออกมา "นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรยึดติดกับความสำเร็จ จนหลงลืมวิถีแห่งเต๋า"


เงาดำร่างหนึ่งที่ถือพู่กันหยกสีเลือด พุ่งทะยานเข้าหาอาเจียด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากอากาศ ปลายพู่กันของมันตวัดวาด 'อักขระอัคคีทำลายล้าง' ระดับสูงกลางอากาศธาตุ ทะเลเพลิงสีชาดที่ร้อนระอุจนสามารถหลอมละลายขุนเขากวาดโถมเข้าใส่อาเจีย!


"อันตราย!" เฟิงอี้หรานที่อยู่บนเรือตะโกนลั่น "นั่นมันวิชาอัคคีผลาญสวรรค์! วิชาที่หายสาบสูญไปแล้วของตระกูลเฟิงในยุคบรรพกาล!"

อาเจียไม่ถอยหนี เขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ทว่าไม่ได้วาดอักขระเพื่อต่อสู้ด้วยกำลัง


"ท่านผู้อาวุโส... เพลิงของท่านร้อนแรง ทว่ามันกลับแผดเผาจิตวิญญาณของท่านเองมานับหมื่นปี... ข้าขออนุญาตชำระล้างความปวดร้าวนี้ให้แก่ท่าน!"


วาจาที่เปล่งออกมาช่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและรันทดใจ อาเจียใช้วิถี 'ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม' แม้กระทั่งกับวิญญาณที่ไร้สติสัมปชัญญะ! เขาไม่ได้ทำเพื่อเสแสร้ง ทว่าการกล่าวเช่นนี้ คือการปรับ 'เต๋าประจำตน' ของเขาให้อยู่ในจุดที่สูงกว่าความอาฆาตแค้นของศัตรู

ปลายพู่กันนิรันดร์ตวัดอย่างนุ่มนวล อาเจียวาดอักขระธาตุ 'วารี' ผสานกับอักขระหลิง (零)


"สมการสูญตา... วารีไร้รูป ดับสูญอัคคี!"


อาเจียไม่ได้สร้างกำแพงน้ำขนาดยักษ์เพื่อปะทะ ทว่าเขาส่งเส้นสายอักขระวารีที่แฝงความว่างเปล่า แทรกซึมเข้าไปใน 'โครงสร้าง' ของทะเลเพลิงสีชาด ทันทีที่อักขระสูญตาสัมผัสกับแกนกลางของคาถา เพลิงที่บ้าคลั่งพลันสูญเสียจุดศูนย์ถ่วง กฎเกณฑ์ของการเผาผลาญถูกรื้อถอนจากภายใน ทะเลเพลิงสลายกลายเป็นเพียงไอหมอกอุ่นๆ ที่พัดผ่านร่างของอาเจียไปอย่างไร้รอยขีดข่วน


เงาดำที่ถือพู่กันหยกชะงักงัน อักขระหลิงที่แฝงอยู่ในไอหมอกได้ลอยเข้าไปประทับบนหน้าผากของมัน คลายปมความยึดติดในจิตใจ เงาดำนั้นค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง บริสุทธิ์และหลุดพ้น


"เขา... เขาไม่ได้โจมตีเพื่อสังหาร ทว่าเขาโจมตีเพื่อรื้อถอนสมการของศัตรู!" ฉินมู่หลางเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง "นี่คือการต่อสู้ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง การมองเห็นโครงสร้างที่เปราะบางที่สุดในวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด!"


ทว่า การปลดปล่อยวิญญาณดวงหนึ่ง กลับกระตุ้นความโกรธเกรี้ยวของเงาดำที่เหลืออีกนับสิบ!


พวกมันพุ่งกรูกันเข้ามาพร้อมกัน! ค่ายกลบังคับนับสิบรูปแบบถูกวาดขึ้นกลางอากาศ ทั้งกระบี่ปราณ อสนีบาต และพายุทรายมรณะ ถาโถมเข้าใส่อาเจียราวกับวันสิ้นโลก! นี่คือการโจมตีจากอดีตอัจฉริยะที่เคยอยู่ขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มขั้นสูงสุด หรือแม้กระทั่งขอบเขตสวรรค์!


อาเจียถอยร่นไปสามก้าว เลือดพุ่งออกจากปากจากการถูกแรงกระแทกของปราณที่หนาแน่นเกินไป ทารกวิญญาณในจุดตันเถียนสั่นสะเทือนอย่างหนัก


"อาเจีย! ถอยออกมา!" หลินชิงเสวี่ยตะโกน ร่างของนางทะยานลงจากเรือโดยไม่สนคำทัดทานของมู่เฉิน กระบี่หยกเย็นในมือตวัดรำ กางอาณาเขตเหมันต์นิรันดร์เข้าปกป้องด้านหลังของเขา


"ศิษย์น้อง ข้ามาช่วยแล้ว!" เย่ปิงอวิ๋นและฉินมู่หลาง ทะยานตามลงมาติดๆ ปราณพฤกษาและเจตจำนงกระบี่ผสานกันเป็นกำแพงปะทะกับพายุคาถา เฟิงอี้หรานปลดปล่อยเพลิงอัคคีบรรพกาลเข้าสนับสนุน


ตูมมมม!


แรงระเบิดจากการปะทะทำให้ลานหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สหายทั้งสี่กระเด็นถอยหลัง กระอักเลือดออกมาพร้อมกัน การเผชิญหน้ากับเงาบรรพชนนับสิบพร้อมกัน เป็นสิ่งที่เกินกำลังของพวกเขาไปมาก


"พวกเจ้า... ลงมาทำไม!" อาเจียหอบหายใจรุนแรง


"หากเจ้าคิดจะแบกรับวัฏสงสารไว้ผู้เดียว... ก็จงตัดพวกข้าออกจากกองมรดกของสำนักเสียเถิด!" เฟิงอี้หรานแค่นหัวเราะ แม้ปากจะเปื้อนเลือด ทว่าแววตากลับดุดัน "สหายร่วมเป็นร่วมตาย หากต้องตายหน้าป้ายหลุมศพบรรพชน ก็ถือว่าไม่เลวร้ายนัก!"


อาเจียมมองดูสหายที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อปกป้องเขา ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่หัวใจที่เคยอ้างว้าง เขาตระหนักแล้วว่า การก้าวเดินบนมรรคาแห่งหมื่นอักขระ ไม่อาจพึ่งพาเพียงสติปัญญาอันโดดเดี่ยว ทว่าต้องอาศัย 'สายใย' ที่เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน


"เช่นนั้น... ข้าจะขอประสานรากฐานของพวกเจ้า เข้ากับสมการของข้า!" อาเจียประกาศกร้าว แววตาของเขาสาดประกายความบ้าบิ่นและสติปัญญาที่เหนือล้ำ


เขาหันไปวาดอักขระกลางอากาศด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน


"อี้หราน! ปลดปล่อยเพลิงอัคคีให้ถึงขีดสุด ไม่ต้องสนใจรูปแบบ!"


"มู่หลาง! แทรกเจตจำนงกระบี่เข้าไปในแกนกลางเพลิง!"


"ปิงอวิ๋น! ใช้ปราณพฤกษาหล่อเลี้ยงพวกมัน!"


"ชิงเสวี่ย! ใช้โสตสวรรค์ค้นหาจุดเชื่อมต่อมิติของเงาเหล่านั้น!"


อาเจียรับหน้าที่เป็น 'ผู้ควบคุมวงดุริยางค์แห่งเต๋า' เขาไม่ได้ใช้พลังปราณของตนเองเข้าปะทะ ทว่าเขาใช้พู่กันนิรันดร์ วาดอักขระหลิง (零) นับพันตัว เข้าไป 'ร้อยเรียง' พลังของสหายทั้งสี่เข้าด้วยกัน!


เมื่ออัคคี กระบี่ พฤกษา และความเยือกเย็น ผสานกันผ่านตัวกลางคือความว่างเปล่า มันมิได้เกิดการทำลายล้าง ทว่ามันก่อเกิดเป็น 'มหาค่ายกลวัฏจักรบรรพกาล' ที่หมุนวนอย่างสมบูรณ์แบบ!


"ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม... และบัดนี้ ข้าจะขอย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่า!" อาเจียคำรามลั่น


มหาค่ายกลที่เกิดจากการผสานพลังของสหาย แผ่ขยายออกคลุมร่างของเงาบรรพชนทั้งสิบ อักขระหลิงทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับคาถาที่พวกมันโจมตีมา และส่งผ่านไปยังปราณพฤกษาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังชีวิต จากนั้นส่งต่อให้เจตจำนงกระบี่และอัคคีเพื่อแผดเผาความยึดติดของพวกมัน!


นี่คือการ 'ผสานอักขระระดับสูง' ที่อาเจียเพิ่งคิดค้นขึ้นสดๆ ร้อนๆ! ท่ามกลางความเป็นความตาย เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการใช้อักขระเพียงลำพัง ทว่าเขาสามารถดึงเอาเต๋าของผู้อื่นมาเป็นส่วนหนึ่งในสมการของตนเองได้!


"อ๊ากกก!"


เงาบรรพชนกรีดร้อง มิใช่ด้วยความเจ็บปวดทางกาย ทว่าโครงสร้างวิชาที่พวกมันภาคภูมิใจ กำลังถูกอาเจียรื้อถอนและแปรสภาพให้กลายเป็นพลังแห่งการชำระล้าง! อักขระบังคับที่พวกมันวาดขึ้น แตกสลายทีละตัว ทีละตัว กฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันในอดีต ถูกมหาค่ายกลวัฏจักรบรรพกาลเกลี่ยจนเรียบเนียน


เมื่อสมการความแค้นถูกแก้จนสมบูรณ์ เงาดำทั้งสิบก็หยุดชะงัก พวกมันทิ้งอาวุธและพู่กันในมือลง หันมามองอาเจียและกลุ่มสหายด้วยแววตาที่สงบสุข ก่อนจะประสานมือคารวะ และสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง ลอยเข้าสู่แผ่นศิลาจารึกอย่างสงบ


การต่อสู้จบลงแล้ว... ไม่ใช่ด้วยการนองเลือดอย่างบ้าคลั่ง ทว่าจบลงด้วยการใช้ปัญญา ความเข้าใจในโครงสร้างอักขระ และความผูกพันของมิตรสหาย


สหายทั้งสี่ทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พลังปราณในร่างถูกสูบออกไปจนแทบเหือดแห้ง ทว่ารอยยิ้มแห่งชัยชนะและความภาคภูมิใจกลับปรากฏบนใบหน้าของทุกคน


อาเจียเดินโซเซเข้าไปใกล้แผ่นศิลาจารึกอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีแรงกดดันใดๆ แผ่ออกมาต่อต้านเขาอีกต่อไป


เขายกมือขวาขึ้น สัมผัสลงบนรอยขีดสีดำบรรพกาล


วูบ...


ภาพนิมิตสุดท้ายไหลบ่าเข้าสู่จิตสำนึกของอาเจีย มันคือภาพของปฐมปรมาจารย์ผู้เขียนรอยขีดนี้ ท่านหันมามองอาเจียผ่านกาลเวลานับหมื่นปี รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหวังปรากฏบนใบหน้า


"ความว่างเปล่า... มิใช่จุดจบ ทว่ามันคือผืนผ้าใบที่รอคอยการแต่งแต้ม... สวรรค์ทำลายข้า เพราะข้าพยายามจะฉีกผ้าใบผืนนี้ ทว่าเจ้า... เจ้ากลับเรียนรู้ที่จะถักทอมันขึ้นมาใหม่... วิถีแห่งหมื่นอักขระ มิเคยสูญสิ้น"


เสียงกระซิบนั้นดังก้องในวิญญาณ ก่อนจะเลือนหายไป


อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาสาดประกายความตระหนักรู้ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ทารกวิญญาณในจุดตันเถียนที่เคยมีรอยร้าว บัดนี้ได้ผสานตัวกันจนสมบูรณ์แบบ และเปล่งประกายสีทองอร่ามที่แฝงด้วยเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า!


การสะสมประสบการณ์ การเผชิญหน้ากับความล้มเหลว และการทำความเข้าใจโครงสร้างของอักขระอย่างแท้จริง ได้ผลักดันให้อาเจียก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง! เขาไม่ได้ทะลวงขั้นพลังอย่างปาฏิหาริย์ ทว่ารากฐานความเข้าใจเต๋าของเขา บัดนี้ได้ก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตที่สามารถมองเห็น 'ช่องโหว่' ของกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ได้อย่างชัดเจน!


"ขอบคุณปฐมปรมาจารย์ ที่ชี้แนะ" อาเจียก้มศีรษะลงคารวะศิลาจารึก


มู่เฉินที่ลอยอยู่บนเรือ มองดูภาพนั้นด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า เขาตระหนักแล้วว่า ศิษย์คนนี้ ได้ก้าวข้ามเขาไปแล้ว และกำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่บรรพชนใฝ่ฝัน


"การรื้อถอนสวรรค์..." อาเจียหันกลับมามองสหายที่กำลังฟื้นฟูพลัง "มิใช่การทำลายล้างเอกภพ ทว่ามันคือการแก้สมการที่พวกมันเขียนผิดพลาดมานับหมื่นปี... และบัดนี้ ข้าพร้อมแล้วที่จะเริ่มเขียน 'กฎเกณฑ์ใหม่' ลงบนผืนผ้าใบแห่งวัฏสงสาร"


การเดินทางในหุบเขาสูญตาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ความลับของอักขระบรรพกาลยังรอการค้นพบ ทว่าราชันหมื่นอักขระในวันนี้ มิใช่เด็กหนุ่มที่หนีตายจากการไล่ล่าอีกต่อไป เขาคือผู้ที่พร้อมจะท้าทายราชันย์เทวะ (Divine Sovereign) ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
4.21M 3107
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
971K 2377
ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

นิยาย แฟนตาซี
127K 373
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
6.78M 1459
หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
355K 668
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852