บทที่116 รวบรวมกำลัง
ผู้อาวุโสเจียงท่านตาของเฉียวชิงซานทะยานออกไปฟาดฝ่ามือสยบเหล่าอาวุโสและคนที่คิดขัดขวางมันส่วนผู้อาวุโสอีกผู้ที่สนับสนุนเฉียวหลิ่วซานก็เคลื่อนผ่านเหล่าคนที่ระเนระนาดส่งดรรชนีหวังปิดชีพตัวปัญหาที่อาจเพาะขุมอำนาจมาแข่งขันกับขุมอำนาจของพวกตนทันทีหนึ่งดรรชนีนี้จึงเป็นดรรชนีที่ไร้ปราณีมากที่สุดเท่าที่ฟางหวินเคยประสบพบมา
“เราท่านมิเคยมีความบาดหมางตัวตนข้ามิเคยมีจุดยืนในสายตาท่านมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสอย่างพวกท่านเพียงเพราะพลังอำนาจจึงคิดลงมือปลิดชีพคนดั่งผักปลาเช่นนี้"
คำกล่าวของฟางหวินแม้เจือด้วยความหวั่นวิตกสั่นเครือต่อดรรชนีที่มุ่งหมายเอาชีวิตแต่มันก็เชื่อมั่นในคำกล่าวของอาจารย์อย่างฮุ่ยจวิน มันจึงยืนหยัดมิหลบจากดรรชนีที่ร้ายกาจนี้
ผู้ใดเห็นก็ต่างคิดว่าฟางหวินต้องตกตายพวกมันจึงได้แต่คำรามก้องให้อาวุโสผู้นั้นหยุดมือ ทว่าฟางหวินกลับสร้างความตื่นตะลึงจนตาเบิกค้างให้แก่พวกมันบุรุษหนุ่มก้นครัวผู้ที่มิได้โดดเด่นผู้นี้ ผู้ที่อดีตมิเคยได้รับการเหลือบแล มันกลับซุกซ่อนไว้ด้วยพรสวรรค์ที่พรรคภูษาทมิฬแห่งนี้มิอาจพานพบ
ฟางหวินกลับเป็นผู้เข้าถึงในมหาวิถีวจนะปัญญาผู้หนึ่ง!
ตั้งแต่ที่มันได้เรียนรู้วิชาแพทย์จากฮุ่ยจวินด้วยสติปัญญาที่รวดเร็วนี้ของมันทำให้ฮุ่ยจวินมองเห็นความพิเศษที่ปกปิดซ่อนเร้น และก็เพราะความสามารถพิเศษซ่อนเร้นเช่นนี้ฮุ่ยจวินจึงกล้าให้มันออกมาเผชิญหน้ากับเหล่าผู้อาวุโสที่ร้ายกาจที่สุดในพรรคให้มันได้แสดงฝีมือและให้มันได้แสดงตัวตนที่แท้จริงให้ทุกผู้ได้ประจักษ์!
ฟางหวินรู้ตนมานานแล้วในมหาวิถีที่ตนสัมผัสถึงมันจึงมักศึกษาตำราต่างๆ มากมายกับผู้อาวุโสที่ใจดีผู้หนึ่งในพรรค มันไม่เพียงได้ศึกษาตำราเท่านั้นมันยังได้ลองสร้างค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ของตนขึ้นมา แต่มันไม่ฝักใฝ่ในพลังอำนาจและพลังฝีมือมากเท่าไหร่สิ่งที่มันสร้างจึงมิได้พัฒนาหรือสามารถใช้ออกเป็นรูปเป็นร่างได้ ทว่านับแต่ได้คำนับฮุ่ยจวินเป็นอาจารย์ได้ยกกฎเกณฑ์ที่มันมิเคยเข้าใจให้อาจารย์ได้รับฟัง อาจารย์ของมันอย่างฮุ่ยจวิน ผู้ที่มีระดับปัญญาและเข้าใจในกฎเกณฑ์มาหลายแขนงจึงสามารถปรับปรุงแลชี้แนะกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมแก่ฟางหวินได้
ด้วยสติปัญญาของฮุ่ยจวินกอปรกับความพยายามแลไม่ย่อท้อของฟางหวิน ทำให้ในตอนนี้ฟางหวินสามารถสร้างค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ค่ายกลหนึ่ง!
“เป็นไปไม่ได้!”
“สวะอย่างเจ้าจะมีพรสวรรค์ฟ้าประทานได้อย่างไร"
หนึ่งดรรชนีของอาวุโสผู้นั้นกำลังจะทะลวงใส่แผ่นอกของฟางหวินค่ายกลที่ราวกับหมากกระดานหนึ่งก็กางออก แม้ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์นี้จะอ่อนด้อยไร้เจตจำนงแต่ก็เพียงพอให้ฟางหวินรอดพ้นจากดรรชนีได้อย่างหวุดหวิด และก็เพียงพอให้ทุกผู้ที่ตื่นตะลึงค้างทุกผู้ที่มีใจเอนเอียงมาหามันเพราะซาบซึ้งในคุณธรรม ได้เริ่มปรากฏความยำเกรงพร้อมเลือกที่จะมาสนับสนุนแลอยู่ภายใต้อาณัติอย่างเต็มตัวพวกมันเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ถูกทำลายพลังญาณ ในโลกแห่งแสงสว่างจากเทวะวจนะเช่นนี้การมีผู้ที่โผล่พ้นจากแสงแห่งวจนะมาจุติยังกลางพรรค นี่นับเป็นนิมิตรหมายอันดีแก่อนาคตของพรรคเป็นอย่างมาก
เมื่อเป็นเช่นนี้แรงฮึกเหิมที่อยากปกป้องฟางหวินจึงยิ่งเพิ่มทวีคูณหลายผู้แทบจะสละชีวิตเพื่อจัดการสองผู้อาวุโสเพื่อให้ฟางหวินอยู่รอด แต่สองผู้อาวุโสนั้นแม้แตกตื่นตกใจถึงขีดสุดที่เห็นมหาวิถีวจนะก่อเกิดบนตัวของเจ้าสวะแต่นั่นก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งพลัง พวกตนยังสามารถกำจัดมันให้ตกตายโดยพลันได้ คิดดังนี้สองพลังลมปราณจึงยิ่งเร่งเร้าผู้ใดหวังมาขัดขวางพวกมันเป็นต้องสิ้นท่ามิอาจหยัดยืน ส่งให้สองผู้อาวุโสที่หันมาจับมือร่วมกันชั่วคราวส่งพลังโจมตีต่อเนื่องเพื่อปลิดชีพฟางหวินได้
ทุกผู้ที่คิดขัดขวางล้วนเบิกตา
“หยุดมือ"
ฟางหวินปรากฏสีหน้าแตกตื่นรวมถึงขาได้กระตุกคืนกลับหลังอย่างลืมตัวพลังวจนะปัญญาเมื่อครู่คือที่สุดของมันแล้ว มันในตอนนี้ทำอะไรมิได้อีก
“อาจารย์”
เสียงแผ่วเบาหลุดจากปากของฟางหวินชุดคลุมแพรเงินก็โบกสะบัดขึ้นที่เบื้องหน้าของมันทันใด
“เจ้าทำได้ดีมาก”
ฮุ่ยจวินปรากฏพร้อมกับสองดรรชนีซ้ายขวาที่ยื่นออกวาจากล่าวต่ออย่างราบเรียบ
“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"
สิ่งที่ทำให้ทุกผู้ซึ่งอยู่ภายในบริเวณโดยรอบนี้ต้องตื่นตระหนกแลเบิกตามิอาจเชื่อมากกว่าการได้เห็นมหาวิถีวจนะปัญญาของฟางหวินนั่นคือสองดรรชนีที่ว่างเปล่าดูไร้พิษสงคู่นี้ของบุรุษในชุดแพรเงิน ทั้งที่เห็นเพียงดรรชนีคู่หนึ่งที่แทงสวนออกไปดรรชนีที่มิสมควรจะน่าหวาดหวั่นอันใด แต่เพียงจรดลงยังร่างของสองผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งรองจากอดีตประมุขพรรคสองผู้อาวุโสก็กลับกลายเป็นผู้ไร้ซึ่งพลังฝีมือในทันที
สองดรรชนีทำลายพลังฝีมือสองชราเพียงชั่วพริบตา!
สองผู้อาวุโสล้วนเบิกตาค้างมิอาจเชื่อในสิ่งที่ตนกำลังประสบแต่โลหิตที่กระอักออกมาคำใหญ่ พร้อมกับความเจ็บปวดรวมถึงความรู้สึกอันว่างเปล่าแลโล่งเตียนของชีพจรจุดตันเถียนนั้นพวกมันจะมิเชื่อว่านี่คือเรื่องจริงก็คงจะมิได้ พวกมันกลับมีชะตาชีวิตจบสิ้นเช่นเดียวกับผู้เป็นนายที่ตนเลือกติดตาม
ฮุ่ยจวินถอนสองดรรชนีออกจากสองร่างที่นิ่งค้างชั่วอึดใจสองร่างชราจึงโงนเงนแลล้มพับลงด้วยอาการธาตุไฟเข้าแทรกเพราะมิอาจทำใจในเรื่องที่ตนต้องสูญเสียได้เสียพลังญาณนับว่าบอบซ้ำมาเกินพอ ไหนเลยจะต้องเสียพลังลมปราณแลพลังฝีมือทั้งหมดอีกกลับกลายเป็นคนพิการเช่นนี้ยังจะประคองจิตใจได้อย่างไร
สองขั้วอำนาจที่เคยแบ่งแยกหวังชิงตำแหน่งประมุขพรรคได้ถูกทำลายลงในตอนนี้ทุกสายตาต่างจ้องมองที่ฮุ่ยจวินด้วยความหวั่นเกรง แต่เมื่อเห็นท่าทีและคำกล่าวของฟางหวินทุกผู้จึงรู้สึกคลายใจและมีความยินดีปรากฏขึ้นมา
นอกจากคนในพรรคจะปรากฏผู้มีวาสนาแห่งเทวะวจนะแล้วอาจารย์ของมันก็ยังเป็นยอดฝีมือปริศนาที่มิอาจประเมินค่าได้ เห็นทีความหวังที่พรรคภูษาทมิฬจะกลับมาโชติช่วงอีกครั้งคงอยู่มิไกลเกินเอื้อมแล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้จึงไม่มีใครที่จะไม่คุกเข่าลงต่อหน้าของฟางหวินซึ่งก็ทำให้ฟางหวินรู้สึกตกใจและประหม่ามิน้อย
“พวกท่านทำอะไรลุกขึ้นเถิด”
เหล่าคนจากพรรคภูษาทมิฬทุกผู้ยังคงก้มหน้า
“พวกเรากลับมีตาแต่หามีแวว"
“ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก”
“นับแต่นี้ไปพวกเราทุกผู้ขอไถ่โทษต่อท่านพวกเราจะรับใช้แลภักดีต่อท่านด้วยชีวิต"
ฟางหวินเข้าใจความหมายในวาจาของคนเหล่านี้มันจึงรีบกล่าว
“ข้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอให้พวกท่านรับใช้หรือภักดีอันใดพวกท่านเพียงปฏิบัติกับข้าดังเดิมเถิด"
เหล่าคนจากพรรคภูษาทมิฬกลับกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
“หากท่านไม่ยินยอมที่จะเป็นประมุขพวกเราจะก้มหัวอยู่เช่นนี้"
ฟางหวินมีสีหน้ายุ่งยากก่อนที่มันจะมองไปยังฮุ่ยจวินอาจารย์ของตน ฮุ่ยจวินจึงผงกศีรษะให้แก่มัน ฟางหวินสูดลมหายใจเข้าแล้วกล่าวออกไป
“ข้าจะเป็นประมุขให้แก่พวกท่านก็ได้แต่พวกท่านต้องยินดีที่จะร่วมไปกับปณิธานของข้าและท่านอาจารย์"
คนเหล่านั้นปรากฏสีหน้ายินดีขอเพียงฟางหวินรับเป็นประมุข ขอเพียงอาจารย์ผู้ไร้นามคนนั้นของมันยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันพวกมันก็พร้อมจะสืบสานไปกับปณิธานของประมุขทั้งสิ้น
“ต่อให้บุกน้ำลุยไฟพวกเราก็จะไม่ปริปากบ่น”
“ว่าแต่ท่านประมุขท่านกับอาจารย์มีปณิธานใดหรือ”
ฟางหวินประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่ดังแลฟังชัด
“ขจัดกลียุคปัดเป่าโภยภัยแก่ปฐพี นี่ก็คือปณิธานของพวกเรา"
เห็นความตั้งใจและเห็นทิศทางที่พรรคจะได้เชิดหน้าชูตาอย่างภาคภูมิแทนที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคสุนัขรับใช้ดั่งอดีตที่ผ่านมาเช่นนี้ เหล่าคนในพรรคก็รู้สึกฮึกเหิมแลกระตือรือร้นอย่างมิเคยเป็นมาก่อน
“ช่างเป็นปณิธานที่ดีจริงๆ”
“พวกเราจะปฏิเสธปณิธานที่ประเสริฐเช่นนี้ได้อย่างไร"
จากนั้นพวกมันก็ต่างพากันตะโกนก้องสรรเสริญฟางหวินขึ้นมาทันใด
“ท่านประมุข!”
“ท่านประมุข!”
“ท่านประมุข!”
มารดาของฟางหวินมิคิดว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะเกิดขึ้นกับบุตรชายตนนางจึงมีน้ำตาที่รื้อชื้นขึ้นมาด้วยความยินดี ส่วนฟางหวินนั้นก็ไม่มัวชื่นชมยินดีกับตำแหน่งที่ตนได้รับมันรีบให้คนนำผู้อาวุโสทั้งสองที่หวังฆ่ามันไปรักษา พร้อมให้คนไปรับตัวบิดาคืนกลับสู่พรรคทันใดซึ่งเพราะมันเป็นคนเช่นนี้ ฮุ่ยจวินจึงได้เลือกมันเป็นส่วนสำคัญในแผนการล่าตั้งแต่ต้น
ฟางหวินเทิดทูนฮุ่ยจวินไว้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพรรคเหล่าคนจากพรรคภูษาทมิฬต่างไม่มีใครกล้าคิดว่าไม่เหมาะสม เพราะสองดรรชนีที่มันใช้ออกนั่นก็สามารถสยบความกล้าแลความคิดคัดค้านของทุกผู้ไปหมดแล้ว พวกมันเคารพยำเกรงประมุขพรรคคนใหม่ฉันใดพวกมันก็เคารพที่ปรึกษาที่ร้ายกาจผู้นี้ฉันนั้น
เมื่อสะสางเรื่องราวความวุ่นวายในพรรคได้ฟางหวินก็เข้ามาคารวะขอบพระคุณฮุ่ยจวินอาจารย์ตนที่ทำให้ชีวิตอันแสนอับโชคในอดีตของมันมีแสงสว่างขึ้นมาได้คราแรกมันหวังแค่ให้มารดาหายจากอาการป่วย หวังให้บิดามีชีวิตอันสุขสงบจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไกลเกินกว่าความฝันที่มันวาดไว้ยิ่งนัก
“พระคุณของอาจารย์ข้ามิอาจทดแทนได้หมดจริงๆ"
ฮุ่ยจวินรีบย่อกายไปรับร่างมันขึ้นมา
“ขอเพียงเจ้ายืนหยัดในเส้นทางแห่งความเที่ยงตรงและมากด้วยคุณธรรมดังเดิมเท่านี้ก็นับเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ประเสริฐแล้ว”
“ข้าจะยึดมั่นในคุณธรรมมิให้เลือนหาย"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“แล้วอย่าลืมฝึกฝนแลทบทวนในกฎเกณฑ์แห่งวจนะปัญญาของเจ้าด้วยวาสนานี้ของเจ้าต้องขัดเกลามันให้ถึงที่สุด”
ฟางหวินผสานมือ
“ขอรับท่านอาจารย์"
การรวบรวมพรรคให้คืนกลับเป็นหนึ่งแน่นอนว่านับเป็นเรื่องใหญ่ในแผ่นดินแคว้นซานทั้งยังเป็นข่าวคราวที่แพร่ขจรขจายไปทั่วปฐพีแดนตะวันตก ผู้คนล้วนให้ความสนใจว่าเหตุใดตัวตนนอกสายตาอย่างบุตรนอกสมรสของอดีตประมุขถึงเบียดขึ้นชิงอำนาจของสองขั้วที่มีพลังอำนาจได้จึงเกิดเป็นความสงสัยว่ามันได้รับการช่วยเหลือจากขุมกำลังหรือยอดฝีมือท่านใด
หลายคนอยากรู้ถึงตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังของฟางหวินนี้จึงเกิดการสืบข่าวคราวมิหยุดหย่อน ฉายาแพทย์ไร้นามจึงเริ่มเป็นที่สนใจของเหล่าชาวยุทธ์มากยิ่งขึ้นยิ่งแพทย์ไร้นามผู้นี้เป็นคนๆ เดียวกับแพทย์ไร้นามผู้เคยมีคุณงามความดี ช่วยเหลือผู้คนทุกข์ยากตามเมืองต่างๆแถวแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตก ชื่อเสียงของมันนี้จึงเป็นที่โจษขานอย่างรวดเร็ว พอเอ่ยถึงนามนี้แถวแคว้นซานและเว่ยเสียงสรรเสริญจากหลายแห่งก็แทบจะดังมาอย่างพร้อมเพรียง
ข่าวคราวนี้ได้ไปถึงพรรคเอกยาจกแล้วด้วยพรรคเอกยาจกมีเครือข่ายขอทานแทบจะทั่วทั้งปฐพีฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะที่แคว้นซานก็มีคนของพรรคจำนวนไม่น้อยข่าวคราวในเรื่องนี้จึงถูกส่งมายืนยันกับปู้ชิงเถา แพทย์ไร้นามผู้เป็นน้องร่วมสาบานของมันคือคนในข่าวลือจริงๆ
เมื่อได้เห็นเส้นทางที่เลือกเดินของผู้เป็นน้องร่วมสาบานปู้ชิงเถามันก็แทบเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งว่าน้องร่วมสาบานของตนคิดทำสิ่งใด มันจึงพึมพำขึ้นอย่างแผ่วเบา
“ต้องการกำลังคนสินะ"
พอกล่าวคำนี้ออกมามันก็ลุกยืนแล้วหันไปถามผู้อาวุโสคนสนิท
“ตอนนี้สำนักกระบี่ไร้เงาเป็นเช่นไรบ้าง"
ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าวตอบอย่างรวดเร็ว
“นับแต่เจ้าสำนักของพวกมันกลับมาจากแม่น้ำร้อยลี้กลับกลายเป็นคนเลอะเลือนใช้การมิได้พวกมันก็ถูกเหล่าผู้ฝึกญาณลอบเล่นงานจนระส่ำ แต่ศึกนอกว่าลำบากแล้ว ศึกภายในกลับยิ่งรุนแรงกว่าส่งให้พวกมันอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก แทบจะไม่เหลือคราบภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ดั่งในอดีตแล้ว"
ปู้ชิงเถาถามต่อ
“แล้วท่าทีของนิกายเทวะวจนะเล่า"
“พวกมันดูเหมือนจะไม่เหลือบแลสุนัขรับใช้ของตนแม้เพียงนิด"
ปู้ชิงเถาผงกศีรษะก่อนลุกเดินขึ้น
“เช่นนั้นไปกันเถอะ"
ขอทานอาวุโสผู้นั้นขมวดคิ้ว
“ไปที่ใดหรือท่านประมุข"
ปู้ชิงเถาทอดสายตาสู่ทิศเหนือ
“ถามถึงที่ใดย่อมไปที่นั่น”
“พรรคเราพึ่งฟื้นฟู”
ปู้ชิงเถาตอบอย่างมั่นใจ
“เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว"