สีหน้าของสวีทงแฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง
เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงพลังการพยากรณ์ของหงจวินที่พุ่งเป้ามายังตน
สวีทงย่อมรู้ดีว่าครั้งนี้หงจวินไม่มีทางยอมรามือง่าย ๆ แน่นอน เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเกินไป
เขาจึงตัดสินใจนำดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าออกมาจากมุกโกลาหล การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไว้ก่อน หากหงจวินดึงเอาพลังแห่งวิถีสวรรค์มาใช้แล้วบังเอิญตรวจพบมุกโกลาหลเข้า เรื่องราวมันจะยิ่งยุ่งยาก การมีไพ่ตายซ่อนไว้เพิ่มอีกใบย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ
และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่สวีทงคาดการณ์ไว้ทุกประการ
ทันทีที่เขานำดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าออกมา จิตสัมผัสสอดส่องของหงจวินก็กวาดพุ่งเข้ามาถึงตัวทันที ในชั่วขณะนั้น แม้ทั้งสองจะมิได้เผชิญหน้ากันโดยตรง แต่ต่างฝ่ายต่างก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของกันและกัน
เมื่อหงจวินยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าซึ่งเป็นของสำคัญในการรังสรรค์มนุษย์ของหนวี่วาอยู่ในมือของสวีทง พลังแห่งวิถีสวรรค์ของเขาก็เหือดแห้งลงพอดี เขาจึงจำต้องตัดขาดการเชื่อมต่อกลับไป
ภายในวังจื่อเซียว สีหน้าของหงจวินมืดมนลงอย่างยิ่ง
หนวี่วา เล่าจื๊อ และพวกพ้องคนอื่น ๆ ต่างก็ลอบสังเกตเห็นความผิดปกติในสีหน้าของอาจารย์ ต่างก็พากันสงสัยใคร่รู้ว่าเรื่องอันใดที่ทำให้ท่านมรรคาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับเสียกิริยาได้ถึงเพียงนี้
“ท่านอาจารย์ มิทราบว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?” เล่าจื๊อเอ่ยถามลองเชิง
เมื่อได้ยินเสียงของเล่าจื๊อ หงจวินจึงได้สติ เขารีบปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาเฉยเมยดังเดิม
“เรื่องนี้ข้ารู้ความแล้ว ของสำคัญในการบรรลุปราชญ์ของหนวี่วายามนี้ตกอยู่ในมือของผู้อื่น ข้าจะต้องเดินทางไปจัดการด้วยตนเองสักครา พวกเจ้าจงรออยู่ที่นี่เถิด”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากหงจวิน ทุกคนต่างก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ศิษย์น้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ/ขอรับ”
ทุกคนค้อมกายคำนับ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ร่างของหงจวินก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว
ณ เขาคุนหลุน ลานเต๋าของสวีทง
สวีทงที่กำลังนั่งพักสายตาพลันเปลี่ยนสีหน้าในบัดดล
ที่หน้าประตูใหญ่ของลานเต๋า ร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ มิใช่ใครอื่น... แต่คือหงจวินนั่นเอง!
หัวใจของสวีทงกระตุกวูบ
หงจวินถึงกับดั้นด้นมาด้วยตนเองเชียวรึ! เรื่องนี้คงสั่นประสาทเขาไม่น้อยจริง ๆ
จะเอาอย่างไรดี? ข้าควรจะเปิดประตูให้เขาเข้ามาหรือไม่?
หากยอมให้เข้ามา แล้วหงจวินเกิดหน้ามืดตามัวลงมือกับข้าขึ้นมาจะทำอย่างไร?
มิใช่ว่าสวีทงเป็นโรคระแวงกลัวคนจะมาทำร้าย แต่หงจวินผู้นี้ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวตนที่เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมผู้หนึ่ง
ยามนี้เขาได้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางแผนการของหงจวิน จนอีกฝ่ายถึงกับต้องบากหน้ามาหาถึงที่ ไม่แน่ว่าหงจวินอาจจะตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เขาสร้างปัญหาในอนาคตได้อีก โดยการกำจัดเขาให้สิ้นซากไปเสียเลย
ในขณะที่สวีทงกำลังใช้ความคิด สุรเสียงของหงจวินก็ดังกังวานเข้ามาจากภายนอกลานเต๋า
“สหายเต๋าทงเทียน ข้าผินเต้า*[1]หงจวิน วันนี้เดินทางมาเพราะมีเรื่องสำคัญจักขอความช่วยเหลือ มิทราบว่าสหายเต๋าจะสะดวกออกมาพบกันสักคราได้หรือไม่”
หงจวินแทนตนเองว่า ‘ผินเต้า’ ทั้งยังเรียกสวีทงว่า ‘สหายเต๋า’
สวีทงได้ยินแล้วรู้สึกพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น แม้แต่ตัวหงจวินเองในยามที่เรียกทงเทียนว่าสหายเต๋า สีหน้าของเขาก็ดูพิกลไม่แพ้กัน
ทั้งที่ตามลิขิตสวรรค์ คนตรงหน้าควรจะเป็นศิษย์ของเขา แต่ยามนี้กลับต้องมาสนทนากันในฐานะผู้ที่มีฐานะเท่าเทียมกัน
เมื่อนึกถึงจุดนี้ หงจวินก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดในตัวสวีทงมากขึ้นไปอีก
ส่วนสวีทงนั้นกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
จะยอมพบหน้าดีหรือไม่? หากยอมพบ เก้าในสิบส่วน หงจวินย่อมต้องมองทะลุถึงพลังบำเพ็ญของข้าแน่
แต่หากไม่ยอมพบ เรื่องนี้ก็คงหาทางจบไม่ได้
หากยื้อเวลาออกไปนานกว่านี้ มีหวังหงจวินได้ระเบิดโทสะแน่ และอาจจะทำให้วิถีสวรรค์ขุ่นเคืองตามไปด้วย
อย่างไรเสีย วันนี้ข้าก็ต้องส่งมอบดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้านี้ให้ถึงมือหงจวินให้ได้
เฮ้อ... ถ้าตอนนี้ข้ามีร่างอวตารจากการตัดสามกิเลสก็คงจะดีไม่น้อย
สวีทงรำพึงออกมาด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
แม้ความแข็งแกร่งของวิถีตัดสามกิเลสจะสู้การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังไม่ได้ แต่มันมีข้อดีคือสามารถแยกตัวตนออกมาได้ถึงสามร่าง ต่อให้อวตารตายตกไป ขอเพียงใช้เวลาขัดเกลาใหม่ก็สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้
ในขณะที่สวีทงกำลังกลัดกลุ้ม เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นที่ข้างหู
[ติ๊ง! ตรวจพบว่ามรรคาจารย์หงจวินเดินทางมาถึงหน้าลานเต๋าของโฮสต์เพื่อขอพบ ท่านจะออกจากด่านเพื่อต้อนรับหรือไม่ โปรดเลือกทางเลือกของท่าน]
[ทางเลือกที่ 1: ออกจากด่านในทันที สำแดงพลังบำเพ็ญที่แท้จริง และมอบดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าให้แต่โดยดี รางวัล: เตาหลอมโกลาหล]
[ทางเลือกที่ 2: ออกจากด่านในทันที เพื่อขับไล่หงจวินให้พ้นไป และเก็บดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไว้กับตัว รางวัล: ไม้บรรทัดวัดนภาหงเหมิง]
[ทางเลือกที่ 3: ปฏิเสธการออกจากด่านด้วยตนเอง รางวัล: อภิญญา ‘หนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์’]
เมื่อเห็นตัวเลือกทั้งสามนี้ สวีทงถึงกับมีเส้นสีดำพาดผ่านหน้าผากด้วยความระอาใจ
ไอ้ระบบบ้านี่... ครั้งนี้เลือกง่ายจนไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแฮะ
ตัวเลือกแรกและตัวเลือกที่สองถูกปัดทิ้งไปทันที
จะให้ออกจากด่านไปแสดงพลังให้หงจวินเห็นงั้นรึ? มีหวังหงจวินได้จดชื่อข้าไว้ในบัญชีหนังหมาชแน่นอน และข้าคงไม่มีชีวิตรอดผ่านมหันตภัยชำระกัลป์รอบนี้ไปได้แน่
ส่วนตัวเลือกที่สองยิ่งบ้าบอเข้าไปใหญ่ การทำเช่นนั้นไม่ใช่เพียงแค่การล่วงเกินหงจวิน แต่เป็นการประกาศตนเป็นศัตรูกับทั้งหงจวินและวิถีสวรรค์พร้อมกัน
ใครจะไปรับมือไหว!
ดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเกี่ยวข้องกับการบรรลุปราชญ์ของคนอีกหลายคน เขาเอาของสิ่งนี้มาข่มขู่หงจวินเพื่อต่อรองผลประโยชน์ได้ แต่มิอาจครอบครองไว้เพียงผู้เดียวโดยถาวรเด็ดขาด มิฉะนั้นของสิ่งนี้จะเปลี่ยนจากวาสนากลายเป็น ‘ยันต์เรียกมัจจุราช’ ฉบับเสริมพลังทันที
สวีทงมิใช่คนเขลา เรื่องหาเรื่องใส่ตัวโดยมิได้ประโยชน์ เขาไม่มีวันทำแน่นอน
ดังนั้น ตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือข้อสาม
ทว่าข่าวดีก็มีอยู่เช่นกัน รางวัลของตัวเลือกที่สามคืออภิญญาหนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์!
แม้เขาจะไม่ได้ใช้วิถีตัดสามกิเลส แต่หากมีวิชานี้ เขาก็สามารถส่งร่างอวตารออกไปพบหงจวินแทนได้ เช่นนี้เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าพลังบำเพ็ญที่แท้จริงจะถูกเปิดเผย และไม่ต้องเสี่ยงถูกหงจวินลงมือสังหารด้วยตนเอง
เรียกได้ว่ายิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สวีทงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
“ระบบ ข้าเลือกข้อสาม”
[ติ๊ง! โฮสต์ทำการเลือกเรียบร้อย มอบรางวัลอภิญญา ‘หนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์’ ระดับสมบูรณ์!]
พริบตานั้น อภิญญาหนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์พลันสลักลึกเข้าไปในมโนสำนึกของสวีทง ทั้งยังบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมใช้งานได้ทันที
อย่างที่คิด ของจากระบบย่อมเป็นของล้ำค่าแน่นอน!
สวีทงประสานมือร่ายคาถา ทันใดนั้น เงาร่างสามสายพลันอุบัติขึ้นรอบกายเขา
ทั้งสามคนสวมอาภรณ์ละม้ายคล้ายคลึงกัน แต่กลิ่นอายพลังกลับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสองร่างที่มีกลิ่นอายใกล้เคียงกับเล่าจื๊อและหยวนสื่อ ส่วนพลังบำเพ็ญนั้น สวีทงจงใจควบคุมให้อยู่ในขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นสูงสุดเท่านั้น
“คารวะสหายเต๋า” เงาร่างทั้งสามประสานมือคำนับ
สวีทงพยักหน้าตอบรับ
“ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ พวกเราล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ยามนี้หงจวินยืนรออยู่หน้าลานเต๋า คาดว่าคงจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา มิทราบว่าสหายท่านใดจะอาสาออกไปพบเขาแทนข้าหรือ?”
“ข้าผินเต้าขออาสาออกไปพบปะกับมรรคาจารย์หงจวินผู้นั้นเอง”
สิ้นเสียง เงาร่างที่มีรูปลักษณ์และกลิ่นอายใกล้เคียงกับสวีทงมากที่สุดก็ก้าวออกมา
สวีทงมองดูแล้วก็เข้าใจทันที ร่างนี้คือตัวแทนของ ‘ทงเทียน’ ในสามวิสุทธิ์นั่นเอง เช่นนี้ย่อมดีที่สุด เพราะหงจวินจะได้ไม่ต้องระแวงหรือจับพิรุธได้ง่ายนัก
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็รบกวนสหายแล้ว”
“ข้าขอตัวก่อน”
พูดจบ สวีทงก็อาศัยพลังของมุกโกลาหลจัดวางม่านพลังซ้อนทับภายในลานเต๋าอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้หงจวินแอบสอดส่องเข้ามาพบร่างจริงที่แฝงกลิ่นอายปราชญ์
ส่วนอวตารตนนั้น ก็ก้าวเดินออกจากลานเต๋าไปพบกับหงจวินในทันที
ที่ภายนอกลานเต๋า หงจวินจ้องมองบานประตูด้วยสายตาคมปราบ
เจ้าเดรัจฉาน... หากคราวนี้ข้ามาถึงหน้าประตูแล้วเจ้ายังไม่ยอมโผล่หัวออกมาอีกล่ะก็ อย่าได้หาว่าข้าไร้เมตตา!
[1] ผินเต้า (贫道) คือ คำเรียกแทนตัวเองของผู้บำเพ็ญ