หากฉู่จี้เฟิงตายไป นางไม่เพียงแต่จะไร้ที่พึ่ง แต่ยังต้องเป็หญิงม่ายติดอยู่ในจวนหลิงอ๋องไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสได้ออกจากที่นี่อีก
เมื่อก้าวออกจากห้อง นางเพิ่งรู้ว่าสถานที่นี้คือเรือนหลังของเรือนชูอวิ๋น
ภายในลานไม่มีบ่าวไพร่สักคน นางได้ยินมาั้แ่เมื่อวานแล้วว่าภายในเรือนนี้มีเพียงฉางอู๋อิ่งที่รับหน้าที่รับใช้ฉู่จี้เฟิง
ยังไม่ทันได้เดินไปถึงตัวเรือนหลัก ก็เห็นคนสองคนยืนสนทนากันอยู่ตรงหน้าประตูห้องโถงกลาง
“องครักษ์ฉาง เมื่อวานนี้พระชายาซื่อจื่อยังดีๆ อยู่ เหตุใดถึงได้ตายไปแล้วล่ะ ถึงแม้ซื่อจื่อจะไม่้าให้พระชายาซื่อจื่อไปคารวะพระชายา แต่คงไม่ถึงกับต้องหาเหตุผลเช่นนี้หรอกนะ”
“หากเ้าไม่เชื่อ ก็ไปดูเองสิว่านางสิ้นใจแล้วหรือยัง ไหนๆ เ้าก็มาถึงที่นี่แล้ว ก็ช่วยเรียกคนให้เอาม้วนเสื่อมาห่อศพซูอิ่นเย่ว์แล้วนำไปโยนทิ้งที่สุสานร้างด้วยก็แล้วกัน!”
ซูอิ่นเย่ว์จำได้ว่าคนแรกที่พูดคือหมัวมัวคนสนิทของพระชายาหลิงอ๋อง ส่วนอีกคนคงเป็ฉางอู๋อิ่ง จากคำพูดของเขา เห็นได้ชัดว่าฉู่จี้เฟิงไม่ได้คิดจะปกป้องนางจริงๆ แต่เพียง้าต่อต้านแม่เลี้ยงเท่านั้น
ก็ถูกแล้ว นางกับฉู่จี้เฟิงไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน แถมยังเป็ต้นเหตุให้เขาถูกพิษซ้ำซ้อน เช่นนั้นจะยังคาดหวังให้เขาจัดพิธีศพให้นางอย่างสมเกียรติได้หรือ
ซูอิ่นเย่ว์ขยับตัวเล็กน้อย แต่กลับทำให้หลี่หมัวมัวมองเห็นเข้า นางรีบก้าวเท้าเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“พระชายาซื่อจื่อยังอยู่ดีมิใช่หรือ เ้าสาวที่เพิ่งแต่งเข้ามาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปคารวะพระชายา!”
ฉางอู๋อิ่งหันกลับมา พอเห็นว่าซูอิ่นเย่ว์ยังมีชีวิตอยู่ก็ถึงกับตกตะลึง
เมื่อคืนซูอิ่นเย่ว์แทบไม่เหลือลมหายใจ น่าจะทนไม่ถึงรุ่งสาง เหตุใดนางจึงยังรอดอยู่ได้ หรือว่านางเองก็มีกำลังภายในที่สามารถควบคุมพิษได้?
“ข้าจะไปเรียกซื่อจื่อ”
ซูอิ่นเย่ว์เอ่ยแล้วเดินไปยังเรือนหลัก แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไม่กี่ก้าว ก็มีสายลมพัดผ่าน ฉางอู๋อิ่งได้มายืนขวางนางไว้ที่หน้าบันไดแล้ว
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ซื่อจื่ออาการทรุดหนัก จะให้ลุกขึ้นมาเดินได้อย่างไร ท่านช่วยไปคารวะพระชายาหลิงอ๋องแทนก็แล้วกัน”
นางเป็ต้นเหตุที่ทำให้เ้านายของเขาถูกพิษร้ายแรง แล้วยังมีหน้าจะไปขอให้ซื่อจื่อปกป้องอีก? ฝันไปเถอะ!
ซูอิ่นเย่ว์เงยหน้ามอง เห็นสีหน้าของฉางอู๋อิ่งเรียบนิ่ง ทว่าดวงตากลับฉายแววเ็า
นางเข้าใจได้ในทันที ดูเหมือนว่าอาการของฉู่จี้เฟิงจะแย่ลงจนทำให้ฉางอู๋อิ่งมองนางเป็ศัตรูไปแล้ว
หลี่หมัวมัวมองสถานการณ์ตรงหน้า นางรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
ดูท่าแล้ว เมื่อคืนฉู่จี้เฟิงเพียงแค่เกิดสนุกชั่วครู่ ไม่ได้ใส่ใจซูอิ่นเย่ว์เลยแม้แต่น้อย
หลี่หมัวมัวเหลือบตามองซูอิ่นเย่ว์ด้วยแววตาเหยียดหยาม
“พระชายาซื่อจื่อจะมัวรออะไรอยู่ หรือว่าต้องให้พวกองครักษ์เชิญท่านไป”
ซูอิ่นเย่ว์เหลือบมององครักษ์หลายคนที่ยืนอยู่ตรงประตูเรือน ดูท่าว่านางคงหลีกเลี่ยงเื่นี้ไม่ได้เสียแล้ว
พระชายาหลิงอ๋องพำนักที่เรือนทิงเส่ว์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเรือนชูอวิ๋น
ตลอดทาง ซูอิ่นเย่ว์ไม่เห็นร่องรอยของการไว้ทุกข์แม้แต่น้อย ราวกับว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นางถือโอกาสทบทวนความทรงจำ โชคดีที่เ้าของร่างเดิมไม่ใช่คนโง่ ก่อนออกเรือนยังได้สืบเื่ราวของจวนหลิงอ๋องไว้บ้าง
หลิงอ๋องเป็เชื้อพระวงศ์ที่ตกอับ ได้รับเกียรติจากบุตรชายเป็หลัก เขาย่อมไม่กล้าพูดออกมาว่าฉู่จี้เฟิงฆ่าคน
ส่วนพระชายาหลิงอ๋องให้กำเนิดบุตรธิดาหนึ่งชายหนึ่งหญิง บุตรชายของนาง ‘ฉู่มั่วหยาง’ เมื่อสามปีก่อนเดินทางไปศึกษาที่สำนักศึกษาเจียงหนานและแทบไม่กลับมาเลย หลิงอ๋องเองก็ดูแคลนนางที่อายุมากและหมดความงาม จึงไม่ค่อยไปหานางที่เรือนนัก ด้วยเหตุนี้ เมื่อบุตรีของนางเติบโตถึงวัยปักปิ่น จึงยังไม่ได้แยกเรือนออกไป
เมื่อมาถึงเรือนทิงเส่ว์ หลี่หมัวมัวกลับไม่พานางเข้าไปในทันที นางกล่าวว่า “พระชายาซื่อจื่อโปรดรอสักครู่ บ่าวขอเข้าไปแจ้งก่อน”
พูดจบ นางก็เดินเข้าไปในห้อง
ขณะนี้เป็เวลายามเฉินสามเค่อ [1] แสงแดดเจิดจ้า ซูอิ่นเย่ว์ยืนรออยู่ที่ลานเรือนเพียงครู่เดียว เหงื่อก็เริ่มซึมออกมาทั่วหน้าผาก
าแที่หน้าผากและหัวไหล่ของนางยังไม่ได้ทายา เมื่อัักับเหงื่อก็ยิ่งแสบขึ้น
ผ่านไปสักพัก ก็ยังไม่เห็นหลี่หมัวมัวออกมา ภายในห้องกลับมีเสียงหัวเราะครึกครื้นดังลอดออกมาเป็ระลอก สีหน้าของซูอิ่นเย่ว์เ็าขึ้นทันที
ดูท่าพระชายาหลิงอ๋องจะตั้งใจแสดงอำนาจข่มขวัญนางั้แ่แรก
นางไม่เสียเวลารออีกต่อไป เมินเฉยต่อบ่าวที่พยายามขวางไว้ เดินตรงเข้าไปในห้องโถงกลาง
ภายในมีสตรีหลายคนกำลังสนทนากันอย่างออกรส พอเห็นซูอิ่นเย่ว์ก้าวเข้ามา เสียงสนทนาก็เงียบลงในทันที
พระชายาหลิงอ๋องนั่งอยู่ในตำแหน่งหลัก สวมชุดกระโปรงปักลายวิหคสีเขียวอ่อน แม้จะแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างประณีต แต่ก็ไม่อาจปกปิดความอิดโรยบนใบหน้าได้
ทางด้านขวาของพระชายาคือบุตรีนาม ‘ฉู่จิ้งเสียน’ บนใบหน้าแต้มเครื่องสำอางบางเบา สวมชุดกระโปรงจีบสีชมพูอมส้ม ซึ่งขับให้ผิวของนางดูขาวผ่อง โครงหน้าหวานละมุน มีเค้าโครงบางส่วนคล้ายพระชายาหลิงอ๋อง
ส่วนทางซ้าย มีอนุสองคนนั่งอยู่ คือเสิ่นซื่อ [2] และหลัวซื่อ
ทั้งสองล้วนยังสาวและงดงาม แม้เป็เพียงอนุภรรยา แต่เสื้อผ้าเครื่องประดับกลับไม่ได้ด้อยกว่าพระชายาหลิงอ๋องเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเสิ่นซื่อที่กำลังตั้งครรภ์ได้แปดเดือน นางสวมสร้อยไข่มุกเนื้องามบนลำคอ เพียงมองก็รู้ว่ามีมูลค่าสูง ดูท่าจะได้รับความโปรดปรานจากหลิงอ๋องไม่น้อย
ทันทีที่พระชายาหลิงอ๋องเห็นซูอิ่นเย่ว์ แววตาของนางราวกับมีพายุโหมกระหน่ำ มือใต้แขนเสื้อกำแน่นเป็หมัด
กำลังจะเอ่ยปากตำหนิ ซูอิ่นเย่ว์กลับย่อตัวคารวะเสียก่อน พลางกล่าวอย่างนอบน้อม “ลูกสะใภ้คอยอยู่ด้านนอกเสียนาน กลัวว่าท่านแม่จะรอจนเหนื่อย จึงเข้ามาคารวะก่อน”
พระชายาหลิงอ๋องเป็คนมากประสบการณ์ นางเก็บซ่อนความขุ่นเคืองในแววตาอย่างแเี พยักหน้ารับด้วยท่าทีสุขุม จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งยังไม่ได้เชิญซูอิ่นเย่ว์ให้นั่ง หรือให้บ่าวยกน้ำชาให้
ซูอิ่นเย่ว์ไม่รีบร้อน กล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ในเมื่อลูกสะใภ้คารวะท่านแม่แล้ว เช่นนั้นจะออกไปยืนคอยต่อ”
พระชายาหลิงอ๋องจิบชาอย่างสง่างาม แสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ “พูดอะไรของเ้า ข้าเคยสั่งให้เ้าถูกลงโทษยืนรอเสียเมื่อไหร่”
“ไม่ใช่หรือเ้าคะ ลูกสะใภ้ยืนตากแดดอยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้เรียกให้เข้ามาคารวะ ข้าย่อมเข้าใจว่าเป็การลงโทษ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวด้วยรอยยิ้ม ดูไร้เดียงสา ทว่าทุกคำพูดล้วนมีความหมายแฝง “ในเมื่อไม่ใช่การลงโทษ เช่นนั้นลูกสะใภ้ก็ขอนั่งพักสักครู่”
พูดจบ นางก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างฉู่จิ้งเสียนอย่างไม่ลังเล
ฉู่จิ้งเสียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะขยับตัวออกห่าง พร้อมกล่าวเบาๆ “สมแล้วที่มาจากบ้านนอก”
เหล่าบ่าวไพร่แอบหัวเราะกันเบาๆ
ซูอิ่นเย่ว์สวมเสื้อผ้าธรรมดาเกล้ามวยเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับใดๆ เทียบกับบ่าวของจวนอ๋องแล้ว ยังดูซอมซ่อยิ่งกว่า
สตรีเช่นนี้ได้แต่งเข้าจวนอ๋องเป็พระชายาซื่อจื่อ นับเป็โชควาสนาโดยแท้!
พระชายาหลิงอ๋องคาดไม่ถึงว่าซูอิ่นเย่ว์จะหน้าหนาถึงเพียงนี้ จึงไม่รู้จะรับมืออย่างไร ซ้ำนางยังเอ่ยเรียก ‘ท่านแม่’ สลับกับ ‘ลูกสะใภ้’ ได้อย่างเป็ธรรมชาติ ทำให้ดูเหมือนปฏิบัติตามมารยาทอย่างครบถ้วน จนพระชายาหลิงอ๋องไม่มีข้ออ้างที่จะตำหนินางได้
กลับเป็เสิ่นซื่อที่ร้อนใจอยากแสดงความภักดีต่อนายหญิง นางกล่าวอย่างไม่พอใจ
“พระชายาหลิงอ๋องยังไม่อนุญาต เ้ายังกล้านั่งลงอีกหรือ ซูเจี้ยนจิ่นสั่งสอนลูกสาวเช่นนี้หรือ”
“พี่เสิ่นลืมไปแล้วหรือ นางถูกพากลับมาจากชนบท ไม่เคยเรียนรู้กฎระเบียบเหล่านี้ ย่อมเป็เื่ปกติ” หลัวซื่อกล่าวเสริม “พระชายาหลิงอ๋อง นางแต่งเข้ามาแล้ว สมควรได้รับการอบรมให้รู้กฎของจวนอ๋องเสียบ้าง จะได้ไม่ให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะจวนของพวกเรา”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ลุกขึ้น เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าเพิ่งแต่งเข้ามา ไม่รู้กฎระเบียบในจวนย่อมเป็เื่ปกติ แต่พวกท่านอยู่ในจวนอ๋องมานานแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงดูเหมือนไม่รู้กฎระเบียบมากกว่าข้าเสียอีก”
ทั้งสองชะงักไป ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าทันที และจ้องซูอิ่นเย่ว์ด้วยความโกรธ
“พวกเราไม่รู้กฎระเบียบตรงไหน!” เสิ่นซื่อที่ตั้งครรภ์อยู่อารมณ์ร้อนเป็ทุนเดิม จึงตวาดกลับทันที
“ข้าถูกคนหามเกี้ยวเข้าประตูจวนมาเป็พระชายาซื่อจื่ออย่างถูกต้อง เป็นายหญิงโดยชอบธรรม ส่วนพวกท่านเป็เพียงอนุของหลิงอ๋อง ไม่มีบรรดาศักดิ์เป็ทางการ พูดให้ชัดก็คือเป็เพียงบ่าว กระทั่งผ่านเข้าผ่านออกก็ต้องใช้ประตูข้าง เช่นนั้นพวกท่านจะมีสิทธิ์อะไรมาอบรมข้า” ซูอิ่นเย่ว์นั่งตัวตรงราวกับต้นไผ่ คำพูดชัดเจนตรงไปตรงมา
เชิงอรรถ
[1] ยามเฉินสามเค่อ เทียบหน่วยเวลายุคจีนโบราณกับหน่วยเวลาปัจจุบันคือ 07:45 น.
[2] ซื่อ คือ คำเรียกหญิงที่แต่งงานแล้ว โดยใช้แซ่เดิมของตนนำหน้าคำว่าซื่อ