สายลมยามเย็นพัดเอื่อยเฉื่อยตัดผ่านทุ่งหญ้าสะบัดพริ้วหน้าหมู่บ้านอัลเทีย ท้องฟ้าเบื้องบนแปรเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วงหม่น ขับเน้นบรรยากาศอบอุ่นทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอันแสนยาวนาน หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดดั่งนรกภูมิในส่วนลึกของป่าเวเรนท์ได้เปิดฉากและปิดม่านลง ในที่สุดร่างอันสะบักสะบอมและบอบช้ำของ โจนาธาน เรน ก็หอบสังขารพยุงร่างกายที่เกือบจะเกินขีดจำกัด กลับมาถึงประตูลางของหมู่บ้านพร้อมกับเด็กสาวจอมเวท เอลิ มีร่า
ทันทีที่เงาร่างของทั้งสองปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสว่างสุดท้ายของวัน ชาวบ้านอัลเทียที่ตั้งตารอคอยด้วยความหวังและหวาดกลัวต่างพากันเบิกตากว้าง ก่อนที่ทุกคนจะรีบวิ่งกรูออกมาต้อนรับราวกับเห็นผู้มีพระคุณสูงสุดกลับมาจากสนามรบที่ไม่มีวันหวนคืน
"คุณเรน! คุณเรนกลับมาแล้วพวกเรา!" เสียงะโของชายหนุ่มเฝ้ายามดังลั่น
"พวกสัตว์ประหลาดและหมอกทมิฬในป่าหายไปหมดแล้วจริง ๆ ด้วย! ฟ้าเปิดแล้ว!" ชาวบ้านวัยกลางคนคนหนึ่งร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน
"ขอบคุณมากนะครับ! ขอบคุณพวกคุณทั้งสองคนจริง ๆ ที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้!"
เสียงกล่าวขอบคุณ ชื่นชม และสวดอ้อนวอนแด่ความกล้าหาญดังเซ็งแซ่ขึ้นรอบทิศทาง หญิงชราหลายคนถึงกับคุกเข่าสวดภาวนาให้แก่พรของพระแม่ไมอาร์ที่ปกป้องนักรบทั้งสอง เรนที่อยู่ในสภาพเสื้อโค้ตยุทธวิธีขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ทำเพียงยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากอย่างอ่อนแรง พลางโบกมือปฏิเสธความยิ่งใหญ่นั้นอย่างเป็กันเอง
"ไม่เป็ไรหรอกครับทุกคน... พวกเราแค่ออกไปทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นเอง" เรนกล่าวเสียงเรียบเหนื่อยหอบ
"หน้าที่อะไรกันคลาดเคลื่อนขนาดนั้นคะ..." เอลิที่เดินกะเผลกอยู่ข้าง ๆ แอบพึมพำเสียงเขียว ดวงตากลมโตตวัดค้อนมองชายหนุ่ม
"แต่สุดท้ายก็ยังรอดกลับมานอนหายใจทิ้งอยู่ตรงนี้นี่นา"
"นั่นมันไม่ใช่ประเด็นหลักเลยสักนิดค่ะ! คุณเล่นบุกเดี่ยวไปฟัดกับหัวหน้าลัทธิมืดขุนพลบ้าพลังขนาดนั้น ถ้าเกิดอะไรกับคุณขึ้นมาพวกเราจะทำยังไงคะ" เด็กสาวเริ่มขึ้นเสียงสูงด้วยความฉุนเฉียวปนเป็ห่วง จนชาวบ้านรอบข้างที่เห็นท่าทางก่นบ่นเหมือนคู่สามีภรรยาต่างพากันหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู บรรยากาศตึงเครียดตลอดหลายสัปดาห์มลายหายไปในพริบตา
หลังจากผ่านพ้นความวุ่นวายตรงหน้าประตูเมือง ทั้งสองก็รีบเดินทางไปยังบ้านพักส่วนกลางเพื่อรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดให้หัวหน้าหมู่บ้านรับทราบอย่างละเอียด ั้แ่เื่ราวการลักพาตัวชาวบ้านไปเป็เครื่องสังเวยเพื่อสร้างอสุรกาย พิธีกรรมบูยายัญอันบิดเบี้ยวของลัทธิโครนอส ตลอดจนการดับสูญอย่างถาวรของเอเรบัสและวิหารทมิฬใต้พิภพ
ข่าวกรรมการใหญ่ระดับพลิกผืนแผ่นดินนี้ ถูกส่งผ่านนกสื่อสารเวทมนตร์ตรงดิ่งไปยังเมืองหลวงของเขตการปกครองส่วนภูมิภาคทันทีในคืนนั้นเอง
สามวันต่อมา... หลังจากที่ทั้งสองได้รับการรักษาาแและฟื้นฟูพลังงานมานาจนกลับมาสมบูรณ์เกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
ภายในห้องโถงกลางอันโอ่อ่าของคฤหาสน์เ้าเมืองประจำภูมิภาค แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างกระจกสีสลับลายสะท้อนพื้นหินอ่อนขัดมันจนเงาวับ เรนและเอลิกำลังยืนอยู่ในท่าทีสำรวมเบื้องหน้าผู้ปกครองเมือง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดขุนนางผ้าไหมหรูหราขลิบทอง พยักหน้าช้า ๆ ด้วยสีหน้าพึงพอใจและยกย่องอย่างปิดไม่มิด
"พวกเ้าทั้งสองคน...ได้ช่วยชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์เอาไว้เป็จำนวนมากจากเงื้อมมือของพวกนอกรีต" เ้าเมืองเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "และที่สำคัญที่สุด คือการกำจัดสมาชิกระดับสูงอย่างเอเรบัสแห่งลัทธิโครนอสลงได้ นับเป็ผลงานที่ยอดเยี่ยมและเด็ดขาดเฉียบคมที่สุดในรอบหลายปีมานี้"
ขุนนางใหญ่โบกมือให้ข้ารับใช้ช้า ๆ ก่อนที่เขาจะยื่นถุงเงินทำจากหนังแกะเนื้อดีใบโตขนาดั์สองถุงลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงโลหะกระทบกันด้านในดังกรุ๊งกริ๊งหนักแน่น บ่งบอกถึงมูลค่ามหาศาล
"นี่คือรางวัลตอบแทนในความกล้าหาญและความเด็ดขาดของพวกเ้า จากกองคลังส่วนกลาง"
เอลิที่เห็นตัวเลขและน้ำหนักของถุงเงินถึงกับดวงตาส่องประกายระยับราวกับดวงดาวในคืนฟ้าเปิด "ย... เยอะมากเลยค่ะ! เยอะจนสามารถซื้ออุปกรณ์เวทมนตร์ระดับสูงและตุนเสบียงได้เป็ปี ๆ เลยนะคะคุณเรน!"
ในทางตรงกันข้าม เรนกลับทำเพียงปรายสายตาคมกริบมองถุงเงินตรงหน้าเพียงชั่วครู่หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลายังคงนิ่งสนิทไร้ซึ่งความตื่นเต้นตระหนก ชายหนุ่มก้มหัวลงเล็กน้อยตามมารยาทสากล "ขอบคุณมากครับ ท่านเ้าเมือง แบบนี้ค่อยคุ้มค่าเหนื่อยหน่อย"
เ้าเมืองวัยกลางคนจ้องมองปฏิกิริยาอันเฉยชาของชายหนุ่มพลางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะชอบใจในลำคอเบา ๆ "หืม? เ้าหนุ่มนี่ช่างน่าสนใจนัก... ได้รับเงินรางวัลจำนวนมากขนาดที่คนธรรมดาตั้งตัวได้แทบทั้งชีวิต แต่กลับไม่มีสีหน้าตื่นเต้นหรือโลภโมโทสันเลยงั้นหรือ? เ้าไม่้าสิ่งใดเพิ่มเติมแล้วหรืออย่างไร?"
เรนเงียบไปวิสัชนีหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับเ้าเมืองตรง ๆ ด้วยแววตาจริงจัง "ตอนนี้...ผมหิวมากกว่าครับ"
"...หืม? ว่าอย่างไรนะ?" เ้าเมืองถึงกับชะงักไปชั่วครู่
"ผมบอกว่าผมหิวข้าวมากครับ ั้แ่มาที่เมืองนี้ยังไม่ได้กินของอร่อยๆเลย" เรนย้ำประโยคเดิมช้า ๆ ท่าทางดูซีเรียสขึ้นมาทันตา "ระบบเผาผลาญในร่างกายของผมมันส่งสัญญาณเตือนว่าพลังงานขาดแคลนั้แ่เมื่อวานซืนแล้วครับ ข้าวปลาแทบไม่ได้ตกถึงท้องแบบเต็มอิ่มเลย"
ความเงียบสงัดเข้าเกาะกุมห้องโถงหรูหราไปอึดใจใหญ่ ข้ารับใช้และอัศวินเฝ้ายามต่างพากันอ้าปากค้างกับความตรงไปตรงมาอย่างไร้มารยาทขุนนางของชายตรงหน้า...ทว่าในวินาทีถัดมา ท่านเ้าเมืองกลับะเิเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งลั่นห้องโถง
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ! เ้ามันเป็คนแปลกคนจริง ๆ โจนาธาน เรน! เอาเถอะ! ไปหาอะไรใส่ท้องซะ! เมืองนี้มีอาหารเลิศรสมากมายรอเ้าอยู่!"
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ใจกลางย่านการค้าอันคึกคักของตัวเมือง เสียงฝีเท้าของสองนักผจญภัยก้าวเดินไปตามทางเดินหินศิลา
"คุณเรนคะ..." เอลิเดินตามหลังพลางกอกอก มุ่ยหน้ามองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุด
"ว่าไง เอลิ"
"พวกเราเพิ่งจะได้รับเงินรางวัลมาตั้งหลายแสนเอนเชี่ยนคอยด์นะคะ... เงินสด ๆ ที่สามารถซื้อคฤหาสน์ขนาดย่อม ๆ ได้เลยนะ"
"อืม แล้วมันทำไมหรอ?"
"แล้วสิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวสมองอันชาญฉลาดของคุณหลังจากรอดตายมาได้ คือเื่ของกินเนี่ยนะคะ!?" เด็กสาวขึ้นเสียงเล็กน้อยพยายามเค้นเอาเหตุผลเชิงปรัชญาจากเขา
"แน่นอนสิ" เรนตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด
"ทำไมล่ะคะ!? เงินตั้งมากมายขนาดนั้น น่าจะเอาไปวางแผนซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เสริม หรือไม่ก็หาที่พักหรู ๆ ปลอดภัยก่อนสิคะ!"
เรนหยุดเดินกะทันหันก่อนจะหันกลับมามองเอลิด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังเคร่งเครียด ราวกับกำลังประกาศทฤษฎีสมคบคิดระดับโลกที่จะสั่นคลอนมิติจักรวาล "เพราะว่าตอนนี้ท้องมันว่าง... และสำหรับมนุษย์เรา ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าสภาวะกล้ามเนื้อขาดสารอาหารเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกแล้ว"
"มันไม่ใช่เหตุผลที่ดูเท่สมกับเป็ฮีโร่ผู้ปราบจอมเวทีมืดเลยสักนิดค่ะ!" เอลิยกมือกุมขมับ รู้สึกเหนื่อยใจจนอยากเอาไม้เท้าเวทมนตร์สับหัวเขาสักทีสองทีให้หายกวนประสาท "เฮ้อ... งั้นก็เชิญเลยค่ะ อยากทานร้านไหน เดี๋ยวฉันคนนี้จะช่วยนำทางให้ในฐานะเ้ามือร่วม"
"งั้นเธอช่วยพาฉันไปร้านอาหารที่ทำเมนูนี้ได้อร่อยที่สุดในเมืองหน่อย"
"อยากกินอะไรล่ะคะ? เนื้อแกะย่างซอสไวน์แดง? หรือซุปข้นปูั์?"
เรนเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง รวบรวมสมาธิราวกับกำลังจะปลดปล่อยท่าไม้ตายขั้นสูงสุด ก่อนจะเอ่ยปากตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยศรัทธาอันแรงกล้า
"พิซซ่า"
"..." เอลิกะพริบตาปริบ ๆ "พิ...อะไรนะคะ?"
"พิซซ่าชีสเห็ดทรัฟเฟิล" เรนขยายความเพิ่ม "หน้าแป้งบางกรอบ แต่อัดแน่นไปด้วยชีสมอสซาเรลล่า และซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำเข้มข้นส่งตรงจากผืนป่าตะวันตก"
"เอ่อ... มันคืออาหารประเภทไหนกันคะนั่น...?" เด็กสาวพยายามนึกตามระบบอาหารของโลกนี้แต่ก็ไม่คุ้นชื่อ
"ถ้าหากร้านนั้นสามารถเพิ่มชีสได้... ก็บอกให้เขาเอาเพิ่มเข้าไปอีก" เรนยังคงร่ายมนต์ความหิวไม่หยุดดั่งคนโดนสิงดวงตาเป็ประกาย "ชีสสองเท่า... ไม่สิ สามเท่าไปเลย ชีสเยิ้ม ๆ ทะลัก ๆ จนแทบมองไม่เห็นแป้งด้านล่างนั่นแหละคือความถูกต้อง"
เอลิยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง สูดหายใจเข้าลึก ๆ "นี่คือความฝันสูงสุดของชายหนุ่มผู้กุมพลังเกินคนและเพิ่งจะกู้ชีพหมู่บ้านจากลัทธิมืดงั้นเหรอคะ..."
"ใช่ มีปัญหาตรงไหนรึเปล่า?"
"มีสิคะ!" เรนชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้าทันควัน "เครื่องดื่มสูตรพิเศษ...โค้กเย็น ๆ อัดแก๊สซ่าสลัดความเหนื่อยล้าในแก้วแช่แข็งจนเป็เกล็ดน้ำแข็งใส"
เด็กสาวถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ยาวเหยียด ส่ายหัวไปมาด้วยความยอมจำนนในความดื้อแพ่งด้านอาหารของชายหนุ่ม "คุณนี่มัน...เกินเยียวยาจริง ๆ ค่ะ เอาเถอะ! ตามฉันมา เมนูแป้งอบชีสเยิ้ม ๆ ของต่างแดนที่ว่านั่น ฉันพอจะรู้จักร้านหรูร้านหนึ่งที่ทำสไตล์ใกล้เคียงกันอยู่!"
ในเวลาต่อมา ณ ร้านอาหารตะวันตกชื่อดังประจำเมืองหลวงภูมิภาค บรรยากาศภายในตกแต่งด้วยไม้คลาสสิกอบอุ่น
กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอของเนย นม และเห็ดป่าโชยอวลอบอวลไปทั่วทั้งโต๊ะอาหารอาหารทันทีที่บริกรหนุ่มยกถาดไม้ขนาดั์มาวางลงตรงกลาง พิซซ่าถาดั์พิเศษขนาดสิบหกนิ้วที่ถูกอบด้วยเตาฟืนโบราณจนขอบแป้งเกรียมทองกรอบน่าทาน ชีสมอสซาเรลล่าสีเหลืองทองหลอมละลายเยิ้มตัวหยดติ๋ง ๆ เป็สายยาวเหยียด กลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์อันลุ่มลึกของเห็ดทรัฟเฟิลฟุ้งกระจายเตะจมูกอย่างรุนแรง
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของโจนาธาน เรน เปล่งประกายวาวโรจน์ระยับฉายแววปลาบปลื้มยิ่งกว่าตอนพบเจอแกนเวทมนตร์โบราณหรือผลึกคริสตัลศักดิ์สิทธิ์เสียอีก
"โอ้... ในที่สุด... สิ่งนี้แหละที่อารยธรรมมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อเยียวยาจิตใจ..." เรนพึมพำเสียงสั่นเบา ๆ
"ทำหน้าทำตาเหมือนกำลังจะเปิดศึกสู้กับัโบราณในตำนานเลยนะคะคุณเรน" เอลิที่นั่งฝั่งตรงข้ามเท้าคางมองพลางหลุดยิ้มขัน
"เอลิ...สิ่งนี้มันสำคัญยิ่งกว่าการปราบัโบราณเสียอีก" เรนกล่าวเตือนสติด้วยความจริงจัง
ก่อนที่ชายหนุ่มจะไม่ยอมเสียเวลาอีกแม้แต่วินาทีเดียว เขายื่นมือหนาไปหยิบชิ้นพิซซ่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ตัวชีสเหนียวนุ่มยืดตัวยาวเหยียดพาดผ่านอากาศชวนมอง เรนอ้าปากกว้างแล้วกัดกินเข้าไปคำโตทันที!
งั่ม...
รสััแรกที่กระทบลิ้นคือความกรอบนอกนุ่มในของเนื้อแป้ง ตามมาด้วยความมันเข้มข้นกลมกล่อมของชีสสองเท่าที่ทะลักเต็มปาก และปิดท้ายด้วยกลิ่นอายอันหรูหราหอมละมุนตลบอบอวลของเห็ดทรัฟเฟิลดำที่ซึมลึกเข้าสู่ทุกโสตประสาทรับรส ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเคี้ยวอย่างเชื่องช้า ละเลียดชิมทุกความสุขราวกับเวลารอบตัวถูกหยุดหมุนด้วยเวทมนตร์ขั้นสูง
"อร่อย...อร่อยเป็บ้าเลยให้ตายเถอะ..." เรนครางในลำคออย่างมีความสุขล้นพ้น
เอลิเห็นท่าทางหลุดเก๊กของอดีตสายลับผู้เ็าและดุดันในสนามรบ บัดนี้กลับพ่ายแพ้ราบคาบให้แก่พิซซ่าชีสเพียงชิ้นเดียว เด็กสาวก็ถึงกับะเิเสียงหัวเราะสดใสออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงหัวเราะของเธอทำให้ค่ำคืนอันเหนื่อยล้าแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นหัวใจอย่างน่าประหลาด
ยามดึกสงัด... หลังจากที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจและใช้จ่ายเงินรางวัลจับจ่ายใช้สอยภายในตัวเมืองจนหนำใจแล้ว ทั้งสองก็พากันเดินทอดน่องออกมารับลมเย็นนอกตัวเมือง จนกระทั่งมานั่งพักผ่อนอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ผืนหญ้านุ่มขนาดย่อมที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองศิลาใหญ่
ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ปลอดโปร่งและมืดมิดสนิทไร้ซึ่งหมู่เมฆหมอกมาบดบัง แสงไฟจากตัวเมืองด้านล่างส่องประกายสลัว ๆ ทว่าเมื่อแหงนหน้ามองขึ้นสู่ผืนนภาเบื้องบน กลับพบกับภาพอันน่าอัศจรรย์ใจดั่งสรวง์... หมู่ดาวจักรวาลนับล้าน ๆ ดวงส่องแสงระยับระยับ ทอประกายระยิบระยับประดับประดาอยู่เต็มผืนฟ้ากว้างราวกับเศษอัญมณีที่ถูกโปรยปรายลงบนผ้ากำมะหยี่สีดำเข้ม ทางช้างเผือกทอดยาวเป็ทางสีเงินจาง ๆ ผ่านเส้นขอบฟ้า
เอลินั่งชันเข่ากอดขาตัวเองเอาไว้แน่น สูดรับสายลมหนาวพัดเอื่อยพัดผ่านเส้นผมสีทองสว่าง เธอมองดูความงดงามของดวงดารานิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบไปสังเกตเห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย
เรนไม่ได้กำลังมองดูดาวเหมือนเธอ... ทว่าในเวลานี้ มือหนาทั้งสองข้างของเขากำลังถือและลูบคลำกล่องไม้ขนาดเล็กใบหนึ่งอยู่อย่างแ่เบาและระมัดระวัง
กล่องไม้ใบนั้นมีสภาพเก่าคร่ำคร่า ผิวไม้มีรอยขูดขีดและซีดจางตามกาลเวลา ทว่าโครงสร้างและลวดลายการประกอบกลับดูแปลกตา มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยีของโลกใบนี้เลยแม้แต่น้อย มันดูเรียบหรู คลาสสิก และแฝงไปด้วยกลไกซับซ้อนบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ด้านใน
"นั่น... กล่องอะไรเหรอคะคุณเรน?" เอลิเอ่ยปากถามทำลายความเงียบด้วยความอยากรู้
เรนก้มมองกล่องไม้ใบเล็กลงในมืออยู่ครู่หนึ่ง แววตาสีน้ำเงินเข้มที่เคยดุดันและเฉียบคมอยู่เสมอกลับอ่อนแสงลงช้า ๆ ั์ตาสะท้อนภาพความทรงจำบางอย่างอันแสนไกลโพ้น น้ำเสียงที่เขาเอ่ยตอบออกมานั้น อ่อนโยนและทุ้มต่ำลงกว่าปกติอย่างที่เอลิไม่เคยััได้มาก่อน
"...มันเรียกว่า Memory Box น่ะ"
"กล่อง... ความทรงจำ?" เด็กสาวทวนคำภาษาแปลก ๆ นั้นช้า ๆ
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบา ๆ นิ้วโป้งขยับลูบผ่านรอยสลักจาง ๆ บนฝากล่องอย่างทะนุถนอม "อืม... มันคือของขวัญวันเกิดชิ้นสุดท้ายที่ฉันได้มาน่ะ"
"ของขวัญวันเกิดงั้นเหรอคะ? ใครเป็คนให้คุณมาเหรอ?" เอลิขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อย เอียงคอถามด้วยความสนใจ เพราะตลอดระยะเวลาที่ได้ร่วมเดินทางและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา เรนแทบไม่เคยปริปากเอ่ยถึงเื่ราวส่วนตัว ครอบครัว หรืออดีตความเป็มาของตัวเองให้เธอฟังเลยแม้แต่ประโยคเดียว เขาเหมือนเงาร่างลึกลับที่โผล่มาจากความว่างเปล่า
เรนเงียบเสียงไปชั่วอึดใจ สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านใบหน้าคมคายของเขาจนเส้นผมสีดำขยับไหว ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาสั้น ๆ
"พ่อของฉันเอง..."
เอลิชะงักกึกไปเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงมวลอารมณ์อันหนักอึ้งทว่าอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากคำพูดนั้น
"ตอนที่ฉันอายุได้แปดขวบพอดี..." เรนเริ่มเปิดปากเล่าเื่ราวความหลังช้า ๆ สายตาขยับเลื่อนจากกล่องไม้ในมือ ขึ้นไปจับจ้องยังหมู่ดาวดารานับล้านดวงที่กำลังส่องประกายอยู่เบื้องบนไกลโพ้น "พ่อของฉัน... เขาเป็นักวิทยาศาสตร์ เป็คนที่ฉลาดมาก เป็คนที่มองการณ์ไกลและเข้าใจโลกใบนี้มากกว่าใคร ๆ และเขาก็มักจะชอบพูดประโยคหนึ่งให้ฉันฟังอยู่เสมอเวลาที่เรานั่งดูดาวด้วยกันแบบนี้..."
ชายหนุ่มเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยประโยคคำสอนนั้นออกมาด้วยความรู้สึกที่ฝังลึกในก้นบึ้งของหัวใจ
"ความทรงจำ... คือสมบัติที่มีมูลค่าและมีค่ามากที่สุดของมนุษย์เรา"
ต่อให้วันหนึ่งในอนาคต เราจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เสื้อผ้า อาวุธ หรือบ้านให้กลับไป... แต่ตราบใดที่เรายังคงจำได้ดีว่า 'ตัวเราเองเคยเป็ใคร' และเคยรักใคร... เราก็จะไม่วันเลือนหายหรือดับสูญไปจากโลกใบนี้อย่างแท้จริง
เอลินั่งนิ่งฟังถ้อยคำเ่าั้ด้วยความตั้งใจ กระแสลมหนาวโชยพัดผ่านร่างของคนทั้งสองพัดพาเอาความเงียบสงัดดั่งห้วงอวกาศเข้าปกคลุมเนินเขา ทว่าใจของเด็กสาวกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและเข้าใจในตัวตนของชายหนุ่มตรงหน้ามากขึ้นกว่าเดิม
เธอทอดสายตามองดูใบหน้าด้านข้างของเรนที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้า แววตาของเขาในยามนี้ไม่ได้ดูเหมือน ผู้ล่าแห่งรัตติกาล ที่ไร้ความปรานีอีกต่อไป แต่เขาดูเหมือนเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงบ้านอันแสนไกลที่ไม่มีวันกลับไปได้อีกแล้ว
"คุณ...กำลังคิดถึงคุณพ่อสินะคะ" เอลิเอ่ยถามเสียงแ่เบาราวกับกลัวเสียงของตัวเองจะไปทำลายความทรงจำอันงดงามนั้น
เรนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ สลัดความดราม่าทิ้งไปเล็กน้อย "...ก็นิดหน่อยน่ะ"
"แค่นิดหน่อยเองเหรอคะ?" เอลิแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ พลางหรี่ตาจับผิดอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
"อืม นิดหน่อยสิ ระดับฉันแล้วไม่มีมานั่งดราม่าร้องไห้ขี้มูกโป่งหรอก ยัยซื่อบื่อ"
"โกหกคลาดเคลื่อนชัด ๆ เลยค่ะ! และใครเป็ยัยซื่อบื่อมิทราบ!" เด็กสาวจับไต๋ได้ทันควันพลางชี้หน้า "สายตาของคุณเมื่อกี้มันไม่ได้บอกว่านิดหน่อยเลยสักนิด เพราะตอนที่คุณมองและลูบกล่องใบนั้น... คุณมองมันเหมือนมันเป็สมบัติพัสถานล้ำค่าและสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณเลยต่างหากล่ะคะ แววตาอ่อนโยนแบบนั้นน่ะ โกหกฉันไม่ได้หรอกนะ!"
คำพูดต้อนตรง ๆ และแสนรู้ของเอลิ ทำให้เรนถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มหันมาสบตากับเด็กสาวผมทองตรง ๆ ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย... เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน จริงใจ และไร้ซึ่งการเสแสร้งกวนประสาทใดๆ อย่างที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อนตลอดการเดินทาง
"นั่นสินะ...คงจะจริงของเธอแฮะ...ตาดีเหมือนกันนี่" เรนยอมรับออกมาตรง ๆ อย่างหมดท่า
หลังจากนั้น... ทั้งสองคนก็นั่งอยู่เคียงข้างกันบนเนินเขาเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล ดวงตาทั้งสองคู่แหงนมองขึ้นสู่ห้วงดาราจักรนับล้านดวงที่ยังคงทำหน้าที่ส่องแสงสว่างไสวอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย โดยไม่มีใครเอ่ยปากพูดคำใด ๆ ออกมาขัดจังหวะความเงียบงันนี้อีกเลย
เพราะในบางครั้ง... ความเงียบสงัดอันนิ่งสงบ ก็สามารถทำหน้าที่บอกเล่าเื่ราว ความรู้สึก และความผูกพันในใจได้ลึกซึ้งและมากกว่าถ้อยคำพูดนับพันนับหมื่นคำ
และภายใต้ผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยับระยับในค่ำคืนค่ำนี้... ฉากการผจญภัยและาอันเหนื่อยล้าบทหนึ่งของพวกเขาได้เปิดฉากและสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ พร้อมๆ กับการเริ่มต้นและถักทอสายสัมพันธ์ของเื่ราวบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าเดิม... กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้าในอนาคตอันใกล้