หลงเซี่ยวเจ๋อรู้ว่าวันนี้มู่จื่อหลิงต้องเข้าไปเปลี่ยนยาให้หลงเซี่ยวหนานจึงมาหานางแต่เช้าตรู่ เพื่อรอเข้าวังพร้อมกัน
เขารู้ว่าพี่สะใภ้สามเข้าวังไปตามลำพังนั้นไม่ปลอดภัยแม้เขาจะมิได้ทรงอำนาจเท่าพี่สาม แต่ช่วงเวลาสำคัญก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง
ครั้งนี้หลงเซี่ยวเจ๋อมาหามู่จื่อหลิงอย่างสำรวมอาการยิ่งนักมิกล้าพูดวาจาเรื่อยเปื่อยอีก เขาเกรงว่าพี่สะใภ้สามจะมิยอมให้เขาไปด้วยไล่เขาลงจากรถม้าอีก จากนั้นนางก็เข้าไปในวังตามลำพัง หากประสบเรื่องใดเข้าจะทำอย่างไรดังนั้นครั้งนี้เขาต้องเชื่อฟัง มิกล้าพูดมากไปแม้สักประโยค
เดิมทีเสี่ยวหานก็ต้องการติดตามไปด้วยทว่ามู่จื่อหลิงมิอยากให้นางไป เสี่ยวหานบริสุทธิ์ไร้เดียงสานางมิอยากให้ไออัปมงคลในวังหลวงมาแปดเปื้อนเสี่ยวหาน
ครานี้จึงเป็นครั้งแรกที่มู่จื่อหลิงไม่ได้ปฏิเสธหลงเซี่ยวเจ๋อมิให้เข้าวังเป็นเพื่อนนางรู้ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อหวังดีกับนาง จึงต้องการเข้าวังเป็นเพื่อนนางต่อให้เกิดเหตุอันใดขึ้น ก็คงไม่เกิดเรื่องกับหลงเซี่ยวเจ๋อ นางจึงไม่กังวลใจ
ก่อนที่นางจะขึ้นรถนางจึงเตรียมตัวให้พร้อมรับฟังคุยโวโอ้อวดของหลงเซี่ยวเจ๋อแต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือตลอดทั้งทางหลงเซี่ยวเจ๋อเงียบผิดปกติความเงียบทำให้นางไม่คุ้นชินเล็กน้อย มีเพียงแค่ยามที่นางถามเขาเขาจึงจะตอบหนึ่งถึงสองประโยคเป็นครั้งคราวไป มิเช่นนั้นเขาก็จะไม่ส่งเสียงใดๆ เลย
ตลอดทั้งทางหลงเซี่ยวเจ๋อกล่าววาจาไม่เกินสามประโยคจนกระทั่งยามที่ใกล้จะลงรถม้า มู่จื่อหลิงอดทนไม่ไหวในที่สุดจึงยื่นมือไปอังหน้าผากของหลงเซี่ยวเจ๋ออย่างประหลาดใจ บ่นพึมพำกับตัวเองว่า“น่าแปลกนัก มิได้เป็นไข้นี่”
หลงเซี่ยวเจ๋อสัมผัสถูกมือเล็กเย็นเยียบใบหน้าก็พลันแดงเรื่อขึ้นมา ติ่งหูร้อนจัด พี่สะใภ้สามกำลังกระทำสิ่งใดเหตุใดต้องลูบใบหน้าเขาอย่างไม่มีเหตุผลเช่นนี้
“สาม...พี่สะใภ้สามท่าน...ท่านทำสิ่งใด” สายตาของหลงเซี่ยวเจ๋อเหลือบขึ้นมองมือเล็กขาวผ่องบนหน้าผากตนเองถามอย่างติดอ่าง
มู่จื่อหลิงไม่รับรู้ถึงความผิดปกติของหลงเซี่ยวเจ๋อโดยสิ้นเชิงเก็บมือไปด้วยความฮึดฮัด ท่าทางหมองเศร้า แล้วตบบ่าของหลงเซี่ยวเจ๋อกล่าวชี้แนะด้วยน้ำใสใจจริง “หากป่วยอย่าลืมมาบอกกับพี่สะใภ้สามพี่สะใภ้สามต้องรักษาเจ้าจนหายแน่”
กล่าวจบนางก็คว้าล่วมยาขึ้นมาสะพายบนหลังลงจากรถไปไม่หันกลับมา
และหลงเซี่ยวเจ๋อก็โง่งมลงอย่างที่สุดเขาป่วยที่ใดกัน เขาปกติอย่างยิ่ง เข้าใจหรือไม่ วันนี้พี่สะใภ้สามเป็นอันใดไปปฏิบัติต่อเขาด้วยท่าทางผิดแปลก ยังกล่าววาจาที่พิลึกเช่นนั้นคนที่ป่วยมิใช่พี่สะใภ้สามหรือ?
-
ตำหนักหนานเหอ
“ข้าน้อยคารวะหวางเฟยองค์ชายหก” กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยอยู่ที่หน้าประตูเห็นมู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวเจ๋อก่อน กล่าวทำความเคารพโดยพร้อมเพรียงกัน
“เหอะ!” หลงเซี่ยวเจ๋อแค่นเสียงเย็นอย่างยโสทุกครั้งที่เขาทำผิด กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยจะกระตือรือร้นยิ่งกว่าสิ่งใด เพียงแค่พี่สามสั่งพวกเขาก็จะแบกตนไปไว้ที่อวี่กงอย่างไร้ปรานี ไม่ไว้หน้ากันแม้แต่น้อยยามนี้มามีมารยาทกับเขาถึงเพียงนี้ เขาไม่ซาบซึ้งเสียหรอก
มู่จื่อหลิงเห็นท่าทางโมโหเหมือนเด็กๆของหลงเซี่ยวเจ๋อก็อับจนวาจา หันไปพูดกับกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยว่า“สองสามวันนี้องค์ชายห้ามีอาการผิดปกติหรือไม่”
“ทุกอย่างล้วนปกติดีหวางเฟยวางใจ” กุ่ยหยิ่งกล่าวอย่างนอบน้อม
“อืม” มู่จื่อหลิงส่งเสียงตอบรับแล้วก้าวเข้าไป
หลงเซี่ยวหนานเอนพิงเบาะอ่านหนังสือเงียบๆเพียงลำพัง เห็นมู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวเจ๋อเข้ามา เขาจึงวางหนังสือในมือลงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
“พี่ห้านี่คือพี่สะใภ้สาม เป็นนางที่รักษาโรคทางสมองของท่านจนหาย” หลงเซี่ยวเจ๋อเปิดปากกล่าวแนะนำขึ้นก่อน
“คารวะพี่สะใภ้สาม” หลงเซี่ยวหนานมองมาทางมู่จื่อหลิงพยักหน้าน้อยๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบมู่จื่อหลิงส่วนมู่จื่อหลิงพบเขาสองครั้งก็ล้วนเป็นยามที่เขาสลบมิได้สติเรื่องเกี่ยวกับนางนั้นเขาเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้เพียงแต่ว่าเขาเองก็เหมือนคนอื่นๆ ไม่คิดว่าคุณหนูใหญ่ผู้โง่เขลาไม่มีวิชาความรู้แห่งจวนสกุลมู่ผู้นั้นจะสามารถรักษาโรคทางสมองที่ทรมานตนมาหลายปีจนหายกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตตน
วันนี้เพียงได้พบในแวบแรกดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นของนาง ทอประกายเสียจนคนหวั่นไหวทั่วทั้งกายแผ่กลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์ ทำให้คนมิอาจเมินเฉยไปได้เป็นจริงดังที่ว่าสิ่งที่เห็นด้วยตาของตนจึงจะเป็นความจริง คำบอกเล่าข้างนอกนั้นมิอาจเชื่อถือได้
“องค์ชายห้าไม่จำเป็นต้องมากพิธีคิดเสียว่าเปิ่นหวางเฟยเป็นเพียงหมอธรรมดาที่มาเปลี่ยนยาให้ท่านก็พอมิต้องระมัดระวังเช่นนี้” มู่จื่อหลิงชี้ไปที่ผ้าพันแผลของเขา กล่าวยิ้มๆหลงเซี่ยวหนานผู้นี้มารยาทดีนัก ห่างกับหลงเซี่ยวเจ๋อราวฟ้ากับเหวไร้วิธีจะเปรียบเทียบ
สองครั้งก่อนยามที่ได้พบหลงเซี่ยวหนานทั่วทั้งตัวอยู่ในสภาพอเนจอนาถอย่างที่สุดวันนี้เขาแต่งกายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อาภรณ์สีขาวราวหิมะท่าทางมีมารยาทสุภาพ คงแก่เรียน ต่อให้บนศีรษะมีผ้าพันแผลที่พันไว้หนาๆ ก็มิอาจปิดบังดวงหน้าหล่อเหลาของเขาได้ในเวลานี้มิสามารถจินตนาการได้เลยว่ายามที่บุรุษสุภาพอ่อนโยนถูกโรคทรมานนั้นมีสภาพเช่นใด
นางพบพระโอรสของฮ่องเต้มาสามคนแล้วเหตุใดจึงไม่มีใครเหมือนกันสักคน ผู้หนึ่งเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ผู้หนึ่งส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจราวกับนกกระจอกเทศส่วนอีกผู้หนึ่งทั้งสุภาพและอ่อนโยน นิสัยจะต่างกันเกินไปแล้ว
“พี่ห้าที่ข้าพูดมิผิดเลยใช่หรือไม่เล่า พี่สะใภ้สามมิใช่แค่รูปโฉมงดงามเท่านั้นวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นมิตรต่อผู้อื่น ไม่วางมาดเลยแม้แต่น้อย” หลงเซี่ยวเจ๋อเริ่มตบตูดม้า[1] อย่างลืมตัวอีกครั้งน้ำเสียงเหมือนจะแฝงไปด้วยแววโอ้อวดอยู่ในที
มู่จื่อหลิงกลอกตาใส่เขานางเป็นมิตรต่อผู้อื่น? หมอนี่ลืมเรื่องที่นางถีบเขาลงจากรถม้าไปแล้วหรือ?
“พี่สะใภ้สามไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้จริงๆ”หลงเซี่ยวหนานยิ้มน้อยๆ เขามิอาจปฏิเสธได้เลย พี่สะใภ้สามงดงามจริงๆแม้จะดูสูงส่งและเพียบพร้อม แต่กลับปราศจากมาดหรือท่าทีใดๆทำให้ผู้อื่นอดมิได้ที่จะอยากคบค้าสมาคมกับนาง
“ท่านไปนั่งลงตรงนั้นก่อน”มู่จื่อหลิงไม่อยากฟังสองคนยกยอตนเองอีกต่อไปแล้วชี้ไปที่เบาะนั่งด้านข้างพลางพูดกับหลงเซี่ยวหนาน แม้นางจะชอบถูกผู้อื่นชมเชยแต่ถูกบุรุษร่างสูงใหญ่ยืนล้อมนางแล้วกล่าวชม นางจะขัดเขินเอาได้ เข้าใจหรือไม่
“เช่นนั้นต้องลำบากพี่สะใภ้สามแล้ว”หลงเซี่ยวหนานกล่าวอย่างอ่อนโยน กล่าวจบเขาจึงเดินไปนั่งบนเบาะนั่งอันนั้น
มู่จื่อหลิงวางล่วมยาไว้บนโต๊ะใช้ลายนิ้วเปิดออก ภาพตรงหน้าก็เชื่อมต่อกับสมอง
“หืม พี่สะใภ้สามท่านใส่ข้าวของไว้มากมายขนาดนี้ เหตุใดกล่องจึงเบาถึงเพียงนั้น” หลงเซี่ยวเจ๋อถามอย่างสงสัย
ครั้งก่อนเขาสงสัยกล่องของมู่จื่อหลิงนักอยากดูมาตลอด นางเพิ่งเปิดออก เขาจึงยื่นหัวเข้ามาอย่างไม่รีรอวางข้าวของไว้จำนวนมากจริงด้วย แต่ต่อให้เป็นกล่องไม้กลวงๆ ก็ไม่เบาถึงเพียงนี้ยิ่งไปกว่านั้นพี่สะใภ้ยังใส่ของเอาไว้จำนวนมาก
“เจ้าหลีกออกไป” มู่จื่อหลิงพูดพลางดึงหูของหลงเซี่ยวเจ๋อดึงศีรษะที่ด้อมๆ มองๆ ของเขาออก ข้าวของเหล่านี้เป็นแค่เพียงภายนอกเท่านั้นในช่องลับนางยังใส่ของไว้จำนวนมาก แต่หลงเซี่ยวเจ๋อมองไม่เห็น
“อูย...เจ็บพี่สะใภ้สามเบาหน่อย ข้าเจ็บ” หลงเซี่ยวเจ๋อร้องดังเกินความจริงไปมากเหตุใดพี่สะใภ้สามจึงได้ใจแคบเช่นนี้ เขาเพียงดูเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทำไมต้องดึงหูเขาด้วย
มู่จื่อหลิงปล่อยหลงเซี่ยวเจ๋อนำของที่จำเป็นต้องใช้ออกมา จากนั้นปิดกล่องลงดัง ‘ปัง’ ในกล่องมีความลับอยู่จะให้ผู้อื่นรู้ได้อย่างไร
“พี่สะใภ้สาม”หลงเซี่ยวเจ๋อมองมู่จื่อหลิงด้วยท่าทางน่าสงสาร ราวกับไม่ยอมแพ้ อยากรู้สาเหตุที่กล่องมีน้ำหนักเบา
“เอาเถิด น้องหก หากยังยืดเยื้อต่อไปข้าคงมิต้องเปลี่ยนยาแล้ว”หลงเซี่ยวหนานมองหลงเซี่ยวเจ๋ออย่างจนปัญญาพลางกล่าวขึ้นเหตุใดน้องหกจึงได้เลอะเลือนเช่นนี้ นอกจากพี่สามที่จัดการเขาได้แล้วผู้ใดก็ล้วนจนปัญญากับเขา
แต่หลงเซี่ยวเจ๋อได้ฟังวาจาของหลงเซี่ยวหนานแล้วก็ยังไม่สนใจมองไปที่มู่จื่อหลิงด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้เหมือนว่าจะต้องรู้ความเป็นมาเป็นไปนี้ให้ได้
“อยากรู้? ต้องลิ้มลองน้ำยามี่ลู่ที่เพิ่มอานุภาพแล้วเสียก่อนจากนั้นข้าจะบอกเจ้า” มู่จื่อหลิงกล่าวด้วยใบหน้าไม่มีพิษมีภัย
หลงเซี่ยวเจ๋อผู้นี้ไม่ใช้ไม้แข็งกับเขาเสียหน่อยเป็นไม่ได้เดิมทีตลอดทางที่มากับนางวันนี้ หลงเซี่ยวเจ๋อมิได้พูดสักเท่าไรนางยังคิดว่าหลงเซี่ยวเจ๋อเป็นอันใดไป ยามนี้ดูท่าว่านางจะคิดมากไปเองแค่มาถึงตำหนักหนานเหอก็กลับมาฮึกเหิมดั่งมังกรประหนึ่งเสือ
หลงเซี่ยวเจ๋อฟังถึงประโยคนี้ก็ส่ายศีรษะอย่างเร็วแรงปิดปากอย่างเชื่อฟัง เขาคิดในใจอย่างไร้เดียงสาว่าเขาจะหาวิธีทำยาถอนพิษน้ำยามี่ลู่ ต่อไปจะมิต้องกลัวพี่สะใภ้สามอีก
หลงเซี่ยวหนานยิ้มอย่างรู้เท่าทันที่แท้พี่สะใภ้สามก็มีวิธีจัดการน้องหกที่เอ้อระเหยลอยชายผู้นี้
จัดการหลงเซี่ยวเจ๋อเสร็จมู่จื่อหลิงก็เริ่มเปลี่ยนยาให้หลงเซี่ยวหนาน
ยามนี้นางอยู่ใกล้หลงเซี่ยวหนานยิ่งนักนางแกะผ้าพันแผลบนศีรษะของหลงเซี่ยวหนานออกทีละชั้น แขนเสื้อยาวๆ จึงปัดผ่านคลอเคลียใบหน้าหล่อเหลาของหลงเซี่ยวหนานกลิ่นหอมสดชื่นของหญิงสาวโชยเข้าจมูกเป็นระลอก!
ใบหน้าของหลงเซี่ยวหนานค่อยๆแดงเรื่อขึ้นมา ตั้งแต่ต้นจนจบได้แต่กลั้นหายใจไว้มิกล้าหายใจออกและทันทีที่มู่จื่อหลิงเริ่มทำงาน ก็ใจจดใจจ่ออยู่กับงานตรงหน้าไม่รับรู้ความผิดปกติของคนด้านข้างอย่างสิ้นเชิง
ราวกับผ่านไปครึ่งศตวรรษในที่สุดมู่จื่อหลิงก็พันผ้าพันแผลใหม่เสร็จสิ้นแล้วนางก็จัดเก็บของโดยมิได้สนใจผู้ใด
หลงเซี่ยวหนานผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบานี่เป็นครั้งแรกที่เขาอยู่ใกล้ชิดกับเด็กผู้หญิงถึงขนาดนี้ สวรรค์รู้ว่าเมื่อครู่หัวใจของเขาขึ้นมาอยู่ที่ลำคอเกือบกระเด็นกระดอนออกมา
ขณะนี้เองหลงเซี่ยวเจ๋อที่อยู่ด้านข้างมาโดยตลอดก็เหมือนจะพบความผิดปกติบนใบหน้าของหลงเซี่ยวหนานเขาถามอย่างกังวลใจ “พี่ห้า ท่านมิได้เป็นอันใดใช่หรือไม่ เหตุใดหน้าจึงได้แดงเล่าเจ็บมากใช่หรือไม่”
มู่จื่อหลิงได้ยินเสียงของหลงเซี่ยวเจ๋อจึงหันไปมองหลงเซี่ยวหนานสวรรค์ เหตุใดหน้าจึงแดงเช่นนั้น
นางรีบเดินไปด้านข้างหลงเซี่ยวหนานมองบาดแผลที่พันเอาไว้ ถามอย่างกังวล “ท่านเป็นอย่างไร ข้าพันแน่นไปใช่หรือไม่ทำให้ท่านเจ็บแล้ว ให้ข้าพันให้ใหม่เถิด”
หลงเซี่ยวหนานได้ยินว่ามู่จื่อหลิงจะทำใหม่อีกรอบใบหน้าก็ยิ่งแดงเรื่อ เขาหลบมือที่ยื่นมาของมู่จื่อหลิงอย่างขัดๆ เขินๆ “แค่กๆไม่เป็นไร อาจเป็นเพราะในห้องอบอ้าวเกินไป ครู่เดียวก็ดีขึ้นแล้ว”
“ไม่เป็นไรก็ดีในห้องอบอ้าวเกินไปจริงๆ ท่านเป็นคนป่วย ต้องเปิดหน้าต่างเยอะหน่อยอากาศต้องถ่ายเท เช่นนี้จึงจะหายเร็ว อีกทั้งไม่อนุญาตให้ใช้สมองหนักจนเกินไปพยายามอ่านหนังสือพวกนี้ให้น้อยลง” มู่จื่อหลิงเห็นหลงเซี่ยวหนานไม่เป็นไรก็ลอบผ่อนลมหายใจตอนเข้ามาเมื่อครู่เห็นเขาอ่านหนังสือจึงถือโอกาสเตือนไปด้วย
หลงเซี่ยวหนานก็ค่อยๆ คลายอาการขัดเขินลงกล่าวเสียงเบา “ข้ารู้แล้ว ขอบคุณพี่สะใภ้สามมาก”
“องค์ชายมิต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกลเช่นนี้ข้ายังมีธุระ คงไม่อยู่ต่อแล้ว เก็บยาพวกนี้เอาไว้ ยังต้องเปลี่ยนยาอีกสองครั้งข้าเขียนวิธีเอาไว้แล้ว หาหมอที่เชื่อถือได้มาเปลี่ยนให้ต่อไปข้าเองก็มิต้องมาแล้วเช่นกัน” มู่จื่อหลิงนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ยังต้องแลกโฉนดที่หอสุราเยวี่ยอวี่จึงไม่อยากอยู่นาน
การเปลี่ยนยาที่เหลืออีกสองครั้งเป็นเรื่องง่ายหมอธรรมดาทั่วไปก็สามารถเปลี่ยนได้สถานที่น้ำลึกไฟโหมเช่นวังหลวงหากไม่มาได้ก็พยายามไม่มาแล้วกันอีกทั้งเรื่องที่นางเข้าวังมา ต้องลอยไปเข้าหูคนบางกลุ่มแล้วเป็นแน่อาศัยตอนที่ยังไม่มีคนมาจับผิด รีบหนีก่อนดีกว่า
ทว่าความคิดนั้นสมบูรณ์แต่ความจริงกลับหินนัก จะหลีกหนีเรื่องวุ่นวายเสียให้ได้ ทว่าเรื่องวุ่นวายมักจะตามราวีไม่หยุดหย่อน
ยามนี้เองประตูก็เปิดออกมีแขกที่มิได้รับเชิญผู้หนึ่งก้าวเข้ามา......
--------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตบตูดม้าหมายถึง ประจบสอพลอ