“ทุกคนดีใจกันมากเลยครับที่ประธานชม”
“ขนาดนั้นเลย”
“ครับ ก็ที่ผ่านมาประธานเคยชมทุกคนซะที่ไหนล่ะครับ มีแค่ด่าด่าด่า แล้วก็ด่า”
ฉันหันไปส่งค้อนโต ๆ ให้กับเขา
“ทุกคนดูกลัวพี่มาก แต่น้องโต๊สกลับดูไม่กลัวพี่เลย ทำไมล่ะ”
“พี่ไม่เห็นดูน่ากลัวตรงไหนเลย ออกจะน่ารัก” เขาชมฉันด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม
จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบวาบไปหมด เพิ่งจะเคยโดนคนชมเนี่ยแหละ
“ยิ่งเวลาที่รุ่นพี่จริงจังกับงานสภานักเรียน ก็ยิ่งดูน่ารักน่ามอง ที่ผมสมัครมาเป็เลขารุ่นพี่เพราะชอบมองใบหน้าเวลาจริงจังของรุ่นพี่นี่แหละครับ”
ตอนนี้ฉันรู้สึกเขินจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เดินไปข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ ถ้าจำไม่ผิดสภานักเรียนชุดนี้ทำงานร่วมกับฉันมาั้แ่สมัยแรกจนจบสมัยสอง นั่นแปลว่าน้องโต๊สก็ต้องดำรงตำแหน่งเป็เลขาของฉันมาตั้งนานแล้วสินะ แต่ทำไมในความทรงจำของฉันมันถึงไม่มีเื่ราวของเขาเลยนะ หรือเพราะตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็คนพูดมากอย่างนี้?
“เมื่อก่อนน้องพูดมากอย่างนี้หรือเปล่าคะ”
“อะไรกันครับพี่ ผมก็พูดมากมาตั้งนานแล้วนะ พี่เองต่างหากที่ไม่เคยสนใจเสียงของคนรอบข้างเลย”
ฉันหันไปมองเขา ก่อนจะเผยยิ้มออกมา
“ก็จริง วันนี้ทั้งวันพี่เลยกะว่าจะลองเปิดหูฟังเสียงของคนอื่นบ้าง”
“ฟังแค่เสียงผมคนเดียวก็พอแล้วมั้งครับ”
“เสียงน้องพี่ฟังจนเริ่มเบื่อแล้วล่ะค่ะ อยากลอง….”
ปึก!
ฉันยังพูดไม่ทันจบก็เดินชนเข้ากับใครสักคนก่อน โชคดีมีน้องโต๊สเข้ามารับตัวฉันไว้ได้ทันก่อนจะล้มลงไปนั่งกับพื้น
“ขอโทษนะพิ้งค์ เป็อะไรหรือเปล่า” เสียงพูดขอโทษมาพร้อมกับมือบางที่ยื่นมาจับมือฉัน
เสียงนี้มัน
“น้ำหวาน!”
“อุ๊ย ดีใจจัง พิ้งค์รู้จักชื่อเราด้วย”
ใช่จริง ๆ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันคือน้ำหวานจริง ๆ ด้วย
ฉันยิ้มกว้างอย่างดีใจ ดีใจจังที่ได้เจอน้ำหวานในวัยนี้
“ฉันก็ขอโทษด้วยนะที่เดินไม่ดูทาง”
“ไม่เป็ไร ๆ ถ้าพิ้งค์ไม่เป็ไรแล้ว เราขอตัวก่อนนะ”
“อืม”
ฉันมองแผ่นหลังของน้ำหวานจนลับตา ยัยหวานสมัยเรียนก็น่ารักดีนะเนี่ย จะว่าไปคนที่กล้าเรียกชื่อฉันตรง ๆ ก็มีแต่หวานนี่แหละ
“รุ่นพี่ดูดีใจนะครับที่ได้เจอรุ่นพี่คนนั้น”
“ก็ต้องดีใจสิ นั่นเพื่อนสนิทพี่นี่”
“อ่าว พวกพี่เป็เพื่อนสนิทกันหรอ มิน่าล่ะพี่คนนั้นถึงได้กล้าตั้งฉายาให้พี่ว่าประธานเผด็จการ”
“ว่าไงนะ! หวานน่ะหรอเป็คนตั้งฉายานั้นให้พี่!” ฉันหันไปถามอย่างใ
“ครับ ตอนแรกที่เริ่มมีข่าวลือเื่ฉายาของรุ่นพี่ ผมเห็นว่ามันทำให้รุ่นพี่เสียหาย เลยไปสืบดูว่าใครเป็คนตั้งฉายานี้ สุดท้ายก็ได้ความว่ารุ่นพี่คนเมื่อกี้เป็คนตั้งฉายานี้ให้รุ่นพี่เป็คนแรกครับ”
ฉันยืนอ้าปากค้างกลางอากาศ ที่แท้ยัยหวานก็เป็ตัวการแห่งฉายาเผด็จการของฉันนี่เอง เห็นทีเมื่อฉันได้กลับไปยังปัจจุบันเมื่อไหร่คงต้องไปสอบถามความเป็มาของเื่นี้จากนางหน่อยแล้ว
งาน่บ่ายเป็งานวันวาเลนไทน์ ซึ่งงานนี้ตอนแรกฉันในอดีตไม่อนุญาตให้จัดเพราะมันดูไร้สาระและไม่มีประโยชน์ต่อตัวนักเรียนและครู แต่เพราะนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนร่วมใจกันรวบรวมรายชื่อขอจัดงานนี้มาส่งฉัน สุดท้ายฉันเลยอนุญาตให้จัด แต่ต้องจัดงานออกมาอย่างสร้างสรรค์
มาถึงตรงนี้แล้วหลาย ๆ คนคงสงสัยว่าทำไมโรงเรียนของฉันสภานักเรียน โดยเฉพาะประธานนักเรียนอย่างฉันถึงได้ดูมีบทบาทหน้าที่สำคัญมากนัก ดูมีบทบาทและอำนาจมากกว่า ผ.อ. อีก นั่นก็เพราะโรงเรียนของเรามีรูปแบบการเรียนการสอนแบบโรงเรียนญี่ปุ่น ที่สภานักเรียนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโรงเรียน รวมทั้งมีอำนาจในการจัดการบริหารโรงเรียนแทน ผ.อ. ในบางเื่ และนี่ก็เป็เหตุผลประกอบที่ว่าทำไมฉันถึงได้มีงานให้ทำมากนัก
“จากนี้ไปจะเป็กิจกรรมแสดงละครสร้างสรรค์ของนักเรียน ม.ต้น และ ม.ปลายครับ ผมเองก็จะแสดงด้วย”
น้องโต๊สพูดด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้เราสองคนกำลังนั่งอยู่ในหอประชุมใหญ่ รอชมการแสดงของนักเรียนชั้นม.ต้น อยู่
“ยิ้มเก่งจังนะ พี่เองก็อยากยิ้มได้แบบนี้บ้างจัง”
“ก็ยิ้มสิครับ การยิ้มจะช่วยให้เราหน้าเด็กลงด้วยนะ” พูดแล้วก็ยิ้มกว้างมากกว่าเดิม
“ยิ้มมมม” เขายกนิ้วขึ้นดันแก้มตัวเองออกให้ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซีก
“น่าเกลียด” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเล่น ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมากับท่าทีของเขา
“เวลารุ่นพี่ยิ้มนี่ดูน่ารักมากนะครับ ยิ่งตอนหัวเราะยิ่งน่ามอง รุ่นพี่นี่ยิ้มทีโลกสดใสเลยนะครับเนี่ย”
“เว่อร์”
“พูดจริง ๆ นะ รอยยิ้มของรุ่นพี่โคตรสดใสอะ แล้วก็นะผมว่ายิ้มสดใสแบบนี้ดีกว่าการทำหน้าตึงเครียดแบบที่รุ่นพี่ชอบทำอยู่บ่อย ๆ ซะอีก จากนี้ไปก็ยิ้มบ่อย ๆ สิครับ บรรยากาศในสภานักเรียนคงจะผ่อนคลายขึ้นมากทีเดียว”
“พูดมากไปแล้วนะ ไม่ไปเตรียมตัวแสดงละครหรือไงกัน” ฉันรีบเอ่ยตัดบท หากปล่อยให้เขาพูดต่อ ตัวฉันคงได้เขินจนละลายไปกับเก้าอี้นี้แน่ ๆ คนอะไรพูดมากแล้วยังปากหวานอีก
“ก่อนไปผมมีอะไรจะขอรุ่นพี่ด้วยครับ”
“อะไร”
“รุ่นพี่ช่วยอยู่ดูผมแสดงละครจนจบหน่อยได้มั้ยครับ”
“ทำไมอะ พี่กะว่าอีกเดี๋ยวจะไปเดินดูงานข้างนอกหอประชุมหน่อยน่ะ”
“รอผมก่อนนะครับรุ่นพี่ ผมแสดงแปบเดียวเอง ไว้แสดงเสร็จแล้วเราค่อยไปดูด้วยกัน”
ฉันทำหน้าลังเลเล็กน้อย
“นะคร๊าบบบ” เขาเอ่ยอ้อน ซึ่งมันก็ดูน่ารักอยู่หรอกนะ
“ก็ได้”
“เย้ งั้นผมไปล่ะนะ พี่อยู่รอดูผมด้วยนะ”
“จ้า”
ฉันอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ จะว่าไปน้องโต๊สนี่ก็น่ารักนะเนี่ย หล่อด้วย ฉันแอบเห็นสาว ๆ หลายคนลอบมองเขาอยู่บ่อย ๆ
“เอ่อ ประธานคะ” เสียงเรียกจากด้านข้าง
“อ่อ มีอะไรหรอรองประธานนักเรียน งานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ คือพวกหนูแค่อยากจะขอมานั่งดูละครกับประธานด้วยน่ะค่ะ”
“นั่งกับฉัน?”
“ค่ะ ประธานจะอนุญาตมั้ยคะ” รองประธานนักเรียนพูดเสียงหวาด ๆ พลางมองฉันอย่างกลัว ๆ
“ก็นั่งสิ ฉันเองก็อยากนั่งดูละครกับพวกเธอเหมือนกัน” พูดแล้วก็ยิ้มบาง ๆ
ใบหน้าที่กังวลของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็ยิ้มดีใจ ก่อนจะพากันเข้ามานั่งรอบตัวฉัน
“รู้สึกตื่นเต้นจังเลยค่ะ ไม่เคยได้มีโอกาศนั่งใกล้ชิดกับประธานแบบนี้มาก่อนเลย” หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมเอ่ยพูดอย่างตื่นเต้น ก่อนเพิ่งจะคิดได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไป แล้วรีบก้มหน้าอย่างกลัว ๆ ว่าจะโดนต่อว่า
“วันหลังก็มานั่งด้วยกันอีกสิ ฉันไม่กัดหรอกนะ” ฉันพูดแล้วขำออกมาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศอึมครึมเริ่มผ่อนคลายลง
สภานักเรียนคนอื่น ๆ จึงเริ่มที่จะกล้าพูดคุยกับฉันอย่างเป็กันเองมากขึ้น
ฉันรู้สึกดีใจเหมือนกันที่ทุกคนเข้ามาพูดคุยกับฉันอย่างนี้ อาจเพราะวันนี้ฉันไม่ได้ตึงเหมือนทุก ๆ วันที่ผ่านมา ทุกคนจึงกล้าที่จะเข้ามาหาฉันมากขึ้น
การย้อนกลับมาอดีตในครั้งนี้นับว่าเป็สิ่งที่ดีจริง ๆ ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลยล่ะ โดยเฉพาะเื่ของการเข้าสังคมและการทำงาน เราไม่ควรจริงจังกับงานมากจนเกินไป จนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัดหรือเครียดไปด้วย แล้วเราก็ควรที่จะปรับตัวเข้าหาผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ให้ผู้อื่นปรับตัวเข้าหาเราอยู่ฝ่ายเดียว
อย่างของฉันนี่คือที่ผ่านมาฉันไม่ยอมลดตัวลงไปหาคนอื่น ๆ เลย เอาแต่ทำหน้านิ่ง ๆ แล้วก็บังคับให้คนอื่นทำหน้านิ่งตาม ทำตัวจริงจังตาม นั่นจึงทำให้ไม่ค่อยมีคนชอบฉันสักเท่าไหร่ แต่พอฉันลองปรับตัวใหม่ ลองยิ้มให้คนอื่นบ้าง ยอมลดกำแพงของตัวเองลงแล้วลองเป็ฝ่ายปรับตัวเข้าไปหาผู้อื่นแทน นั่นก็ทำให้คนอื่น ๆ ที่เคยกลัวฉันคลายความกลัวลง แล้วกล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับฉันมากขึ้น
แบบนี้ดูมีความสุขมากกว่าการอยู่คนเดียวตั้งเยอะแหนะ
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋ากระโปรงนักเรียน แต่เพราะเสียงในห้องประชุมนั้นดังมาก เลยทำให้ไม่ได้ยินเสียง