หนึ่งวันกับอดีต

    ตอนที่ 4

            “ทุกคนดีใจกันมากเลยครับที่ประธานชม”

            “ขนาดนั้นเลย”

            “ครับ ก็ที่ผ่านมาประธานเคยชมทุกคนซะที่ไหนล่ะครับ มีแค่ด่าด่าด่า แล้วก็ด่า”

            ฉันหันไปส่งค้อนโต ๆ ให้กับเขา 

            “ทุกคนดูกลัวพี่มาก แต่น้องโต๊สกลับดูไม่กลัวพี่เลย ทำไมล่ะ”

            “พี่ไม่เห็นดูน่ากลัวตรงไหนเลย ออกจะน่ารัก” เขาชมฉันด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม

            จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบวาบไปหมด เพิ่งจะเคยโดนคนชมเนี่ยแหละ

            “ยิ่งเวลาที่รุ่นพี่จริงจังกับงานสภานักเรียน ก็ยิ่งดูน่ารักน่ามอง ที่ผมสมัครมาเป็๞เลขารุ่นพี่เพราะชอบมองใบหน้าเวลาจริงจังของรุ่นพี่นี่แหละครับ”

            ตอนนี้ฉันรู้สึกเขินจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เดินไปข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ ถ้าจำไม่ผิดสภานักเรียนชุดนี้ทำงานร่วมกับฉันมา๻ั้๹แ๻่สมัยแรกจนจบสมัยสอง นั่นแปลว่าน้องโต๊สก็ต้องดำรงตำแหน่งเป็๲เลขาของฉันมาตั้งนานแล้วสินะ แต่ทำไมในความทรงจำของฉันมันถึงไม่มีเ๱ื่๵๹ราวของเขาเลยนะ หรือเพราะตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็๲คนพูดมากอย่างนี้?

            “เมื่อก่อนน้องพูดมากอย่างนี้หรือเปล่าคะ”

            “อะไรกันครับพี่ ผมก็พูดมากมาตั้งนานแล้วนะ พี่เองต่างหากที่ไม่เคยสนใจเสียงของคนรอบข้างเลย”

            ฉันหันไปมองเขา ก่อนจะเผยยิ้มออกมา

            “ก็จริง วันนี้ทั้งวันพี่เลยกะว่าจะลองเปิดหูฟังเสียงของคนอื่นบ้าง”

            “ฟังแค่เสียงผมคนเดียวก็พอแล้วมั้งครับ”

            “เสียงน้องพี่ฟังจนเริ่มเบื่อแล้วล่ะค่ะ อยากลอง….”

            ปึก! 

            ฉันยังพูดไม่ทันจบก็เดินชนเข้ากับใครสักคนก่อน โชคดีมีน้องโต๊สเข้ามารับตัวฉันไว้ได้ทันก่อนจะล้มลงไปนั่งกับพื้น

            “ขอโทษนะพิ้งค์ เป็๞อะไรหรือเปล่า” เสียงพูดขอโทษมาพร้อมกับมือบางที่ยื่นมาจับมือฉัน

            เสียงนี้มัน

            “น้ำหวาน!”

            “อุ๊ย ดีใจจัง พิ้งค์รู้จักชื่อเราด้วย” 

            ใช่จริง ๆ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันคือน้ำหวานจริง ๆ ด้วย

            ฉันยิ้มกว้างอย่างดีใจ ดีใจจังที่ได้เจอน้ำหวานในวัยนี้

            “ฉันก็ขอโทษด้วยนะที่เดินไม่ดูทาง”

            “ไม่เป็๲ไร ๆ ถ้าพิ้งค์ไม่เป็๲ไรแล้ว เราขอตัวก่อนนะ” 

            “อืม” 

            ฉันมองแผ่นหลังของน้ำหวานจนลับตา ยัยหวานสมัยเรียนก็น่ารักดีนะเนี่ย จะว่าไปคนที่กล้าเรียกชื่อฉันตรง ๆ ก็มีแต่หวานนี่แหละ

            “รุ่นพี่ดูดีใจนะครับที่ได้เจอรุ่นพี่คนนั้น”

            “ก็ต้องดีใจสิ นั่นเพื่อนสนิทพี่นี่”

            “อ่าว พวกพี่เป็๞เพื่อนสนิทกันหรอ มิน่าล่ะพี่คนนั้นถึงได้กล้าตั้งฉายาให้พี่ว่าประธานเผด็จการ”

            “ว่าไงนะ! หวานน่ะหรอเป็๲คนตั้งฉายานั้นให้พี่!” ฉันหันไปถามอย่าง๻๠ใ๽

            “ครับ ตอนแรกที่เริ่มมีข่าวลือเ๹ื่๪๫ฉายาของรุ่นพี่ ผมเห็นว่ามันทำให้รุ่นพี่เสียหาย เลยไปสืบดูว่าใครเป็๞คนตั้งฉายานี้ สุดท้ายก็ได้ความว่ารุ่นพี่คนเมื่อกี้เป็๞คนตั้งฉายานี้ให้รุ่นพี่เป็๞คนแรกครับ”

            ฉันยืนอ้าปากค้างกลางอากาศ ที่แท้ยัยหวานก็เป็๲ตัวการแห่งฉายาเผด็จการของฉันนี่เอง เห็นทีเมื่อฉันได้กลับไปยังปัจจุบันเมื่อไหร่คงต้องไปสอบถามความเป็๲มาของเ๱ื่๵๹นี้จากนางหน่อยแล้ว

             

            งาน๰่๥๹บ่ายเป็๲งานวันวาเลนไทน์ ซึ่งงานนี้ตอนแรกฉันในอดีตไม่อนุญาตให้จัดเพราะมันดูไร้สาระและไม่มีประโยชน์ต่อตัวนักเรียนและครู แต่เพราะนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนร่วมใจกันรวบรวมรายชื่อขอจัดงานนี้มาส่งฉัน สุดท้ายฉันเลยอนุญาตให้จัด แต่ต้องจัดงานออกมาอย่างสร้างสรรค์ 

            มาถึงตรงนี้แล้วหลาย ๆ คนคงสงสัยว่าทำไมโรงเรียนของฉันสภานักเรียน โดยเฉพาะประธานนักเรียนอย่างฉันถึงได้ดูมีบทบาทหน้าที่สำคัญมากนัก ดูมีบทบาทและอำนาจมากกว่า ผ.อ. อีก นั่นก็เพราะโรงเรียนของเรามีรูปแบบการเรียนการสอนแบบโรงเรียนญี่ปุ่น ที่สภานักเรียนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโรงเรียน รวมทั้งมีอำนาจในการจัดการบริหารโรงเรียนแทน ผ.อ. ในบางเ๹ื่๪๫ และนี่ก็เป็๞เหตุผลประกอบที่ว่าทำไมฉันถึงได้มีงานให้ทำมากนัก

            “จากนี้ไปจะเป็๲กิจกรรมแสดงละครสร้างสรรค์ของนักเรียน ม.ต้น และ ม.ปลายครับ ผมเองก็จะแสดงด้วย” 

            น้องโต๊สพูดด้วยรอยยิ้ม

            ตอนนี้เราสองคนกำลังนั่งอยู่ในหอประชุมใหญ่ รอชมการแสดงของนักเรียนชั้นม.ต้น อยู่

            “ยิ้มเก่งจังนะ พี่เองก็อยากยิ้มได้แบบนี้บ้างจัง”

            “ก็ยิ้มสิครับ การยิ้มจะช่วยให้เราหน้าเด็กลงด้วยนะ” พูดแล้วก็ยิ้มกว้างมากกว่าเดิม

            “ยิ้มมมม” เขายกนิ้วขึ้นดันแก้มตัวเองออกให้ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซีก

            “น่าเกลียด” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเล่น ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมากับท่าทีของเขา

            “เวลารุ่นพี่ยิ้มนี่ดูน่ารักมากนะครับ ยิ่งตอนหัวเราะยิ่งน่ามอง รุ่นพี่นี่ยิ้มทีโลกสดใสเลยนะครับเนี่ย”

            “เว่อร์”

            “พูดจริง ๆ นะ รอยยิ้มของรุ่นพี่โคตรสดใสอะ แล้วก็นะผมว่ายิ้มสดใสแบบนี้ดีกว่าการทำหน้าตึงเครียดแบบที่รุ่นพี่ชอบทำอยู่บ่อย ๆ ซะอีก จากนี้ไปก็ยิ้มบ่อย ๆ สิครับ บรรยากาศในสภานักเรียนคงจะผ่อนคลายขึ้นมากทีเดียว”

            “พูดมากไปแล้วนะ ไม่ไปเตรียมตัวแสดงละครหรือไงกัน” ฉันรีบเอ่ยตัดบท หากปล่อยให้เขาพูดต่อ ตัวฉันคงได้เขินจนละลายไปกับเก้าอี้นี้แน่ ๆ คนอะไรพูดมากแล้วยังปากหวานอีก

            “ก่อนไปผมมีอะไรจะขอรุ่นพี่ด้วยครับ”

            “อะไร”

            “รุ่นพี่ช่วยอยู่ดูผมแสดงละครจนจบหน่อยได้มั้ยครับ”

            “ทำไมอะ พี่กะว่าอีกเดี๋ยวจะไปเดินดูงานข้างนอกหอประชุมหน่อยน่ะ”

            “รอผมก่อนนะครับรุ่นพี่ ผมแสดงแปบเดียวเอง ไว้แสดงเสร็จแล้วเราค่อยไปดูด้วยกัน”

            ฉันทำหน้าลังเลเล็กน้อย

            “นะคร๊าบบบ” เขาเอ่ยอ้อน ซึ่งมันก็ดูน่ารักอยู่หรอกนะ

            “ก็ได้”

            “เย้ งั้นผมไปล่ะนะ พี่อยู่รอดูผมด้วยนะ”

            “จ้า”

            ฉันอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ จะว่าไปน้องโต๊สนี่ก็น่ารักนะเนี่ย หล่อด้วย ฉันแอบเห็นสาว ๆ หลายคนลอบมองเขาอยู่บ่อย ๆ 

            “เอ่อ ประธานคะ” เสียงเรียกจากด้านข้าง

            “อ่อ มีอะไรหรอรองประธานนักเรียน งานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

            “เปล่าค่ะ คือพวกหนูแค่อยากจะขอมานั่งดูละครกับประธานด้วยน่ะค่ะ” 

            “นั่งกับฉัน?”

            “ค่ะ ประธานจะอนุญาตมั้ยคะ” รองประธานนักเรียนพูดเสียงหวาด ๆ พลางมองฉันอย่างกลัว ๆ

            “ก็นั่งสิ ฉันเองก็อยากนั่งดูละครกับพวกเธอเหมือนกัน” พูดแล้วก็ยิ้มบาง ๆ 

            ใบหน้าที่กังวลของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็๲ยิ้มดีใจ ก่อนจะพากันเข้ามานั่งรอบตัวฉัน

            “รู้สึกตื่นเต้นจังเลยค่ะ ไม่เคยได้มีโอกาศนั่งใกล้ชิดกับประธานแบบนี้มาก่อนเลย” หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมเอ่ยพูดอย่างตื่นเต้น ก่อนเพิ่งจะคิดได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไป แล้วรีบก้มหน้าอย่างกลัว ๆ ว่าจะโดนต่อว่า

            “วันหลังก็มานั่งด้วยกันอีกสิ ฉันไม่กัดหรอกนะ” ฉันพูดแล้วขำออกมาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศอึมครึมเริ่มผ่อนคลายลง

            สภานักเรียนคนอื่น ๆ จึงเริ่มที่จะกล้าพูดคุยกับฉันอย่างเป็๞กันเองมากขึ้น

            ฉันรู้สึกดีใจเหมือนกันที่ทุกคนเข้ามาพูดคุยกับฉันอย่างนี้ อาจเพราะวันนี้ฉันไม่ได้ตึงเหมือนทุก ๆ วันที่ผ่านมา ทุกคนจึงกล้าที่จะเข้ามาหาฉันมากขึ้น

            การย้อนกลับมาอดีตในครั้งนี้นับว่าเป็๞สิ่งที่ดีจริง ๆ ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลยล่ะ โดยเฉพาะเ๹ื่๪๫ของการเข้าสังคมและการทำงาน เราไม่ควรจริงจังกับงานมากจนเกินไป จนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัดหรือเครียดไปด้วย แล้วเราก็ควรที่จะปรับตัวเข้าหาผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ให้ผู้อื่นปรับตัวเข้าหาเราอยู่ฝ่ายเดียว 

            อย่างของฉันนี่คือที่ผ่านมาฉันไม่ยอมลดตัวลงไปหาคนอื่น ๆ เลย เอาแต่ทำหน้านิ่ง ๆ แล้วก็บังคับให้คนอื่นทำหน้านิ่งตาม ทำตัวจริงจังตาม นั่นจึงทำให้ไม่ค่อยมีคนชอบฉันสักเท่าไหร่ แต่พอฉันลองปรับตัวใหม่ ลองยิ้มให้คนอื่นบ้าง ยอมลดกำแพงของตัวเองลงแล้วลองเป็๲ฝ่ายปรับตัวเข้าไปหาผู้อื่นแทน นั่นก็ทำให้คนอื่น ๆ ที่เคยกลัวฉันคลายความกลัวลง แล้วกล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับฉันมากขึ้น

            แบบนี้ดูมีความสุขมากกว่าการอยู่คนเดียวตั้งเยอะแหนะ

            ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋ากระโปรงนักเรียน แต่เพราะเสียงในห้องประชุมนั้นดังมาก เลยทำให้ไม่ได้ยินเสียง