หลังจากจัดการเรื่องบริษัทและห้องทำงานเสร็จสิ้น เฉินโจวก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญของการประชุม นั่นคือการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันสำหรับการแข่งขันครั้งใหม่ ทันทีที่เอ่ยถึงเรื่อง "เด็กฝาก" ที่หลิวจื้อหมิงเคยสร้างวีรกรรมไว้ ทุกสายตาในห้องก็พุ่งตรงไปยังเพื่อนตัวดีอย่างพร้อมเพรียง ราวกับจะทวงถามความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
หลิวจื้อหมิงที่สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากบรรดาเพื่อนพ้อง ก็รีบยกมือโบกไปมาพร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ เจื่อนๆ "เฮ้! ทุกคน ใจเย็นๆ ก่อนสิ อย่ามองมาด้วยสายตาแบบนั้นเลยน่า คนที่ฉันพามาด้วยคราวนี้ รับรองว่าไม่มีปัญหาแบบครั้งก่อนแน่นอน! ฉันขอเอาหัวเป็นประกันเลย คราวนี้ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลจริงๆ"
เขาพยายามยืนยันหนักแน่น พลางเสริมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น "คนที่มาครั้งนี้ฉันรู้จักเป็นการส่วนตัว เป็นคุณแม่ที่นิสัยน่ารักมากๆ ผู้ช่วยก็เป็นลูกสาวที่น่ารักเหมือนกัน จำคู่คุณแม่กับลูกสาวที่เคยปรากฏตัวในคลิปวิดีโอที่ผ่านมาได้ไหม? นั่นแหละ! พวกเขาคือคนที่ฉันแนะนำมาในครั้งนี้"
บรรดาเพื่อนๆ มองหน้ากันอย่างลังเล แต่เมื่อพิจารณาจากน้ำเสียงที่จริงจังของหลิวจื้อหมิง พวกเขาก็เริ่มคล้อยตาม คิดว่าเพื่อนคนนี้คงจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองอีกแล้วกระมัง...
สุดท้าย พวกเขายังต้องการผู้เข้าแข่งขันเพิ่มอีกสองทีม แต่จู่ๆ จื่อซวานหมิงก็เสนอไอเดียที่น่าสนใจ
"การแข่งขันครั้งนี้เราเพิ่มเป็นสี่ทีมดีไหมคะ? เพิ่มจากครั้งก่อนมาอีกหนึ่งทีม จะทำให้การแข่งขันดูน่าสนใจและเข้มข้นขึ้น แถมยังเปิดโอกาสให้กับผู้สมัครได้มากขึ้นด้วย ตอนนี้บริษัทของเราก็มีประสบการณ์จากการจัดการแข่งขันครั้งแรกมาแล้ว อีกอย่าง เรายังมีสิทธิ์ใช้ห้องครัวของคณะคหกรรมศาสตร์ได้ฟรีอีกสิบครั้ง
เพียงแต่หลังจากใช้ฟรีไปแล้วห้าครั้ง เราควรจะเข้าไปพูดคุยกับคณบดีเกี่ยวกับราคาเช่าหลังจากนั้น ว่าถ้าเราต้องการเช่าต่อ จะคิดราคาเท่าไหร่ และเราสามารถต่อรองกับทางมหาวิทยาลัยได้อีกกี่ครั้ง ถ้าทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถตกลงราคาที่เราเสนอได้ เราก็ต้องเตรียมมองหาห้องครัวใหม่สำหรับจัดการแข่งขันหลังจากที่ใช้ฟรีครบสิบครั้ง"
ทุกคนเห็นด้วยกับข้อเสนอของจื่อซวานหมิง การเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าการมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในภายหลัง พวกเขาจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะดำเนินการตามแผนนี้
เฉินโจวจึงเริ่มแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับสมาชิกแต่ละคนอย่างชัดเจน "หวังหง นายรับหน้าที่คิดหัวข้อวัตถุดิบที่จะใช้ในการแข่งขันครั้งนี้ และจัดหาวัตถุดิบทั้งหมดมาให้เหมือนกับครั้งที่แล้วนะ ส่วนจินหงเหว่ย นายจะเป็นโปรดิวเซอร์ของการจัดการแข่งขันครั้งนี้ มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดแผนงาน และสามารถสั่งการจ้างทีมงานเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดแคลนได้เลย นอกจากนี้ จินหงเหว่ย นายช่วยติดต่อไปที่เจิ้งฟาง เพื่อทาบทามให้เขากลับมาเป็นพิธีกรในรายการของเราอีกครั้ง และถ้าเป็นไปได้ เราน่าจะทำสัญญาระยะยาวกับเธอไปเลย ส่วนเรื่องระยะเวลาและค่าตัว นายสามารถตัดสินใจเบื้องต้นได้เลย"
จากนั้น เฉินโจวก็หันไปมอบหมายงานให้กับคู่หูเพื่อนซี้? "หลิวจื้อหมิงกับเกาอิ้ง พวกนายสองคนรับหน้าที่ติดต่อสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันเบื้องต้น ช่วยกันพิจารณาว่าผู้สมัครคนไหนที่น่าสนใจและเหมาะสมกับการแข่งขันครั้งนี้"
ส่วนเหลียนเริ่นก็ได้รับมอบหมายให้คัดเลือกผู้สมัครจากข้อความที่แฟนๆ ช่องส่งเข้ามา "เหลียนเริ่น เธอช่วยเข้าไปอ่านข้อความที่แฟนๆ ช่องส่งเข้ามา เลือกทีมที่น่าสนใจ แล้วนัดหมายให้ผู้สมัครเหล่านั้นมาสัมภาษณ์เบื้องต้นกับหลิวจื้อหมิงและเกาอิ้งด้วยนะ"
สำหรับจื่อซวานหมิงนั้น เฉินโจวมอบหมายงานที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและตรงความสามารถให้กับเธอ "จื่อซวานหมิง คุณช่วยดูเรื่องข้อกฎหมายและเขียนแผนงานกฎเกณฑ์สำหรับการทำงานและผู้เข้าแข่งขัน รวมถึงกองเชียร์ให้รัดกุมด้วยนะ ครั้งที่แล้วเราไม่มีการควบคุมหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นในครั้งนี้เราจะต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น"
สุดท้าย เฉินโจวก็สรุปบทบาทของตัวเอง "ส่วนตัวฉันเอง จะคอยดูภาพรวมของทุกฝ่าย ว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไขปรับปรุงบ้าง และคอยประสานงานช่วยเหลือในส่วนที่ทุกคนต้องการ"
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับการแบ่งงานในครั้งนี้ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความร่วมมือและความกระตือรือร้น หลังจากพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกันอีกเล็กน้อย ก็ถึงเวลาเลิกประชุมงานทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง
ขณะที่จื่อซวานหมิงกำลังจะลุกเดินออกจากห้อง เฉินโจวก็เอ่ยทักขึ้นด้วยความเป็นห่วง "จื่อซวานหมิง เดี๋ยวผมเดินไปส่งเหมือนครั้งก่อนนะครับ ตอนนี้มันเย็นมากแล้ว เดินทางคนเดียวอาจจะไม่ปลอดภัย ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า"
จื่อซวานหมิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นในใจ เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความห่วงใยที่เฉินโจวแสดงออกมาอย่างชัดเจน การปฏิเสธน้ำใจของเขาในครั้งนี้คงจะดูใจร้ายเกินไป เธอจึงพยักหน้าตอบรับคำชวนของเขาอย่างนุ่มนวล
ด้านเฉินโจว แม้ภายนอกจะแสดงสีหน้านิ่งสงบ แต่ภายในใจกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จื่อซวานหมิงไม่ได้ปฏิเสธ นั่นหมายความว่าเธอเริ่มเปิดใจและไว้วางใจเขาแล้วสินะ
ระหว่างที่เดินเคียงข้างกัน เฉินโจวชวนจื่อซวานหมิงพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบ หรือเรื่องสัพเพเหระเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งเฉินโจวรวบรวมความกล้าเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
"จื่อซวานหมิง คราวก่อนตอนที่คุณขึ้นรถแท็กซี่กลับ ผมกังวลใจมากเลย กลัวว่าโชเฟอร์คนนั้นจะทำอะไรคุณหรือเปล่า กลับไปผมเลยคิดหาวิธีว่า นอกจากผมจะจดทะเบียนรถแท็กซี่ที่คุณนั่งแล้ว น่าจะมีวิธีอื่นที่ทำให้สบายใจมากกว่านี้ จื่อซวานหมิง... ผมขอแชตโอเพนแชตส่วนตัวของคุณได้ไหมครับ? คุณลองบอกมาว่าปกติคุณนั่งรถแท็กซี่จากจุดนี้ไปถึงบ้านใช้เวลากี่นาที ผมจะได้ทักไปเช็กว่าคุณถึงบ้านปลอดภัยดีไหม หรือถ้าคุณถึงก่อน ก็พิมพ์มาบอกผมก่อนก็ได้ ไม่ทราบว่าคุณจะรังเกียจวิธีนี้ไหมครับ?"
จื่อซวานหมิงได้ยินคำพูดนั้นก็ถึงกับชะงักเท้า หันไปมองหน้าเฉินโจวด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยของเธอสั่นระริก เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานคนนี้ จะแสดงความห่วงใยต่อเธอได้มากขนาดนี้ "ทำไมเขาถึงเป็นห่วงฉันมากขนาดนี้? หรือว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน?" ความสงสัยมากมายผุดขึ้นในความคิดของเธอ "แล้วฉันควรจะทำตามที่เขาบอกดีไหม?"
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเข้าแอปพลิเคชันแชตโอม แล้วสแกน QR Code เพื่อเพิ่มเฉินโจวเป็นเพื่อน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความซาบซึ้ง "เฉินโจว... ฉันขอบคุณมากนะคะ ที่คุณเป็นห่วงฉันขนาดนี้ งั้นเราสองคนก็มาสแกนเป็นเพื่อนกันเถอะ ถ้าฉันถึงหน้าบ้านแล้วจะรีบทักแชตไปบอกว่าถึงแล้ว
ปกตินั่งรถแท็กซี่จากจุดนั้นไปถึงหน้าบ้านฉันไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง เต็มที่ก็ไม่เกินสี่สิบนาที เฉินโจว... ถ้าฉันยังไม่ทักแชตไปหานาย แล้วนายแชตไปแล้วฉันไม่ตอบกลับ ถึงตอนนั้นคงรบกวนด้วยนะคะ เพราะมีโอกาสสูงจริงๆ ที่อาจจะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน"
เฉินโจวยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด ตอบกลับจื่อซวานหมิงด้วยความดีใจ "จื่อซวานหมิง ขอบคุณที่เชื่อใจผมนะครับ แค่คุณไม่รังเกียจวิธีนี้ ผมก็รู้สึกดีใจมากแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ผมจะรีบโทรแจ้งตำรวจทันที บอกหมายเลขทะเบียนรถแท็กซี่คันนั้น และเส้นทางที่เขาควรจะผ่าน เพื่อให้ตำรวจตามหาคุณให้เร็วที่สุด"
จื่อซวานหมิงได้ยินดังนั้น หัวใจของเธอก็เต้นผิดจังหวะ ตึกตักๆ ดังขึ้นอย่างชัดเจน เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเฉินโจวที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับสายตาที่แสนอบอุ่นคู่นี้ดี
ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงจุดจอดรถแท็กซี่ เฉินโจวเดินไปเปิดประตูรถให้จื่อซวานหมิง พร้อมกับจ้องมองไปยังคนขับรถแท็กซี่อย่างระมัดระวัง พลางเตือนตัวเองให้จดจำใบหน้า รูปร่าง รวมถึงชื่อและรูปถ่ายที่ติดอยู่ในรถเพื่อให้ผู้โดยสารเห็น หวังว่าข้อมูลเหล่านั้นจะไม่ใช่ของปลอม เมื่อเห็นจื่อซวานหมิงขึ้นไปนั่งด้านหลังรถเรียบร้อยแล้ว เขาก็ส่งยิ้มให้เธออย่างให้กำลังใจ
รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกไป และแน่นอนว่าเฉินโจวไม่ลืมที่จะจดหมายเลขทะเบียนรถคันนั้นไว้ในสมุดบันทึก แต่ในใจเขาก็แอบสงสัยว่าเขาตาฝาดไปหรือไม่ เพราะตอนที่รถกำลังเลี้ยวออกไป เขาเห็นจื่อซวานหมิงหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะอาลัยอาวรณ์
ระหว่างทางเดินกลับห้องพัก เฉินโจวเหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย หลิวจื้อหมิงและเหลียนเริ่นกำลังเดินจับมือกันอยู่ แม้จะมองเห็นจากระยะไกล แต่เขาก็มั่นใจว่าเป็นคนทั้งสอง สรุปว่าพวกเขาคบกันแล้วจริงๆ สินะ? คบกันมานานแล้ว หรือเพิ่งจะเริ่มต้นความสัมพันธ์? แต่ช่างมันเถอะ เรื่องของพวกเขาสองคนมันไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
เมื่อถึงห้องพัก เฉินโจวนั่งลงบนเตียงและครุ่นคิดถึงสายตาสุดท้ายที่จื่อซวานหมิงมองมา เขาพยายามคิดทบทวนอยู่นานว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า ก่อนที่จะสงบสติอารมณ์และตัดสินใจว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ค่อยว่ากันทีหลัง เพราะในตอนนี้ถึงเวลาที่เขารอคอยแล้ว นั่นคือการรับภารกิจที่สามจากระบบ
เขาเปิดหน้าจอระบบและกดไปที่ [รับ] ของภารกิจที่สาม... ความตื่นเต้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับกำลังจะเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่ที่คาดเดาไม่ได้