จารึกที่ 220 : หวนคืนสู่วิถีอักขระ : หุ่นพิทักษ์บรรพกาลและการตวัดพู่กันนิรันดร์
ห้วงเวลาที่ความมืดมิดของราตรีกำลังจะถูกแทนที่ด้วยรุ่งอรุณ ทว่าภายในแดนลับสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทรานั้น กาลเวลาและแสงสว่างแห่งโลกภายนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้ ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงเป็นสีเลือดจางๆ ที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันหนักอึ้ง
บนยอดเขาที่ถูกครอบด้วยค่ายกลพรางตา แสงสีทองที่เคยแผ่ซ่านออกจากร่างของชายหนุ่มในชุดซอมซ่อ ค่อยๆ หดตัวกลับคืนสู่ภายในอย่างสงบเงียบ อาเจียสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ลมหายใจนั้นยาวนานและทรงพลังดุจพญามังกรจำศีลที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
"ความรู้สึกนี้มัน... ช่างวิเศษเหลือเกิน"
อาเจียพึมพำ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า แม้ดวงตาทั้งสองข้างจะยังคงถูกพันด้วยผ้าหยาบๆ ทว่าในมุมมองของ 'เนตรสูญตา' เขามองเห็นจุดตันเถียนของตนเองมิใช่เพียงแค่รอยร้าวที่สมานกัน แต่มันถูกขยายอาณาเขตให้กว้างใหญ่ขึ้นราวกับทะเลสาบที่ไร้ก้นบึ้ง ซ้ำยังถูกหล่อหลอมด้วยกลิ่นอายของ 'อักขระหลิง' จนมีความบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณเหนือกว่ายอดฝีมือระดับเดียวกันหลายสิบเท่า!
(ขอแสดงความยินดีด้วยนายท่าน! ในที่สุดท่านก็เลิกทำตัวเป็นเศษขยะเดินได้เสียที!)
เสียงกวนประสาทของพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ดังก้องในห้วงจิตอย่างเริงร่ามาจากภายในอกเสื้อของเขา (เช่นนี้ก็แปลว่าท่านสามารถวาดอักขระหาเงินมาซื้อศัสตราประกอบชิ้นใหม่ให้ข้าได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ! เตาหลอมของข้าหิวจนสั่นไปหมดแล้ว!)
'หุบปากไปเลยไอ้หุ่นหน้าเลือด! ข้าเพิ่งฟื้นตัว แกก็ทวงของเสียแล้ว!' อาเจียสบถด่าในใจอย่างหมั่นไส้
"หึ... ฟื้นฟูได้รวดเร็วและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก" นักพรตหมื่นอีแปะที่นั่งจิบสุราอยู่บนโขดหินข้างๆ เอ่ยขึ้น ชายชราหรี่ตามองอาเจียด้วยสายตาที่ลึกล้ำ
ในฐานะยอดคนบำเพ็ญอิสระผู้ซ่อนเร้นพลังระดับหลอมความว่างเปล่า สัมผัสวิญญาณของเขาจับสังเกตได้ถึง 'กลิ่นอายประหลาด' ที่แผ่ออกมาจากตันเถียนของศิษย์กำมะลอผู้นี้ มันมิใช่ปราณเซียนธาตุใดๆ ที่มีอยู่ตามกฎสวรรค์ ทว่ามันให้ความรู้สึกว่างเปล่าจนน่าขนลุก ราวกับมันสามารถกลืนกินสัจธรรมแห่งฟ้าดินได้
'วิถีที่เด็กนี่กำลังฝึกฝน... ไม่ใช่วิชามาร แต่ก็ไม่ใช่สัจธรรมแห่งเต๋า มันเก่าแก่ยิ่งกว่านั้น' นักพรตเฒ่าวิเคราะห์เงียบๆ ในใจ ทว่าก็ซ่อนความเคลือบแคลงไว้ภายใต้รอยยิ้มขี้ขลาดและหน้าเงิน "ในเมื่อเจ้ากลับมามีแรงแล้ว ศิษย์รัก... ก็ถึงเวลาทำงานใช้หนี้ก้อนโตของเจ้าเสียที ลุกขึ้น! เราจะมุ่งหน้าเข้าสู่แกนกลางของสุสานกันแล้ว"
อาเจียปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วลุกขึ้นยืน โสตประสาทและเนตรสูญตาของเขาเฉียบคมขึ้นจนน่ากลัว เขามองเห็นกระแสปราณวิญญาณของแดนลับที่ไหลเวียนบิดเบี้ยวไปมา และมองเห็นกลุ่มก้อนปราณเซียนแท้อันหนาแน่นที่อาจารย์แสร้งปล่อยออกมาระดับวิญญาณแรกเริ่มได้อย่างชัดเจน
"ท่านอาจารย์หน้าเลือด... เอ้ย! ท่านอาจารย์ขอรับ ข้าพร้อมแล้ว!" อาเจียประสานมือคารวะ
นักพรตเฒ่าไม่ถือสา เขาสะบัดมือเรียกนาวาเหินเวหาให้หดเล็กลงแล้วเก็บเข้าแขนเสื้อ จากนั้นจึงคว้าคอเสื้อของมหาเศรษฐีตาบอด พุ่งทะยานแหวกมิติไปข้างหน้าด้วยวิชาตัวเบาขั้นสุดยอด!
การเดินทางลึกเข้าไปในแดนลับเต็มไปด้วยอันตรายที่ซ่อนเร้น ทว่าด้วยวิชาเร้นกายของอาจารย์ผู้เฒ่า ผนวกกับเนตรสูญตาของอาเจียที่คอยบอกตำแหน่งรอยรั่วของค่ายกลดักจับมิติ ทำให้พวกเขาลัดเลาะผ่านด่านมรณะมาได้อย่างรวดเร็ว
จนกระทั่ง... ทั้งสองมาหยุดร่อนลงที่หน้าลานศิลาหยกขาวขนาดมหึมา
เบื้องหน้าของพวกเขาคือประตูสัมฤทธิ์บานยักษ์ที่สูงตระหง่านดุจภูเขา ทว่าสิ่งที่ทำให้อาเจียต้องชะงัก ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของประตู แต่มันคือสิ่งที่ยืนพิทักษ์อยู่เบื้องหน้าลานศิลา!
มันคือ หุ่นพิทักษ์บรรพกาล ขนาดมหึมาสูงสิบจั้ง จำนวนสี่ตน! พวกมันกำลังขยับตัวลาดตระเวนด้วยท่วงท่าที่สอดคล้องกัน ทวนศิลาในมือของพวกมันแผ่กลิ่นอายสังหารระดับแก่นทองคำขั้นปลาย!
"เวรล่ะ... นั่นมันไม่ใช่พยนต์เทวะธรรมดา!" อาเจียอุทาน เนตรสูญตาของเขาเพ่งทะลุผิวหินของพวกมันเข้าไป "ข้างในร่างกายพวกมัน ไม่มีศูนย์กลางพลังงาน... แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย 'บัญชาอักขระ' ระดับสูงนับหมื่นตัวที่เชื่อมต่อกันเป็นตาข่าย! หากทำลายบัญชาอักขระไม่ได้ พวกมันก็จะดึงปราณฟ้าดินมาฟื้นฟูตัวเองได้เรื่อยๆ!"
นักพรตหมื่นอีแปะลูบเคราแพะ แววตาฉายความเคร่งเครียด (ที่แสร้งทำขึ้นมา) "นี่คือกลไกฟ้าพิทักษ์สุสานของจริง... ปราณเซียนแท้ของข้าไม่อาจทำลายพวกมันพร้อมกันทั้งสี่ตนได้โดยไม่เสียเหงื่อ และหากเกิดการต่อสู้ยืดเยื้อ กลิ่นอายสังหารจะไปดึงดูดพวกสัตว์ประหลาดระดับวิญญาณแรกเริ่มด้านนอกให้ตามเข้ามาทันแน่... เจ้าหนู ใช้ดวงตาวิปริตของเจ้า หาจุดอ่อนและหาทางปิดการทำงานค่ายกลบังคับพวกมันได้ไหม! ถ้าให้ข้าออกแรง ข้าคิดค่าเหนื่อยเพิ่มนะเว้ย!"
"ปิดการทำงานหุ่นกลระดับแก่นทองคำสี่ตนพร้อมกันเนี่ยนะขอรับ! ท่านประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว!" อาเจียร้องลั่น
(อาเจีย... อย่าลืมสิว่าวิชาที่เจ้าถนัดที่สุดคือสิ่งใด) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังก้องขึ้นในห้วงจิตอย่างสงบ (ในเมื่อเจ้ามองเห็นโครงสร้างบัญชาอักขระของพวกมันทะลุปรุโปร่ง และตันเถียนของเจ้าก็ได้รับการยกระดับด้วยวิถีสูญตาแล้ว... เหตุใดเจ้าไม่ลอง 'เขียนทับ' บัญชาอักขระของพวกมันเสียเล่า?)
คำพูดของอาจารย์ในอดีตทำให้อาเจียเบิกตากว้าง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
"เขียนทับ... ใช่แล้ว! ในเมื่อพวกมันทำงานด้วยอักขระ ข้าก็แค่ใช้อักขระที่เหนือกว่าไปกลืนกินพวกมัน!"
อาเจียก้าวออกไปเบื้องหน้า มือขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ดึงเอา 'พู่กันนิรันดร์' ออกมา! ทันทีที่ศัสตราบรรพกาลปรากฏ ปลายพู่กันก็เปล่งประกายแสงสีทองอมม่วงเรืองรอง นักพรตเฒ่าลอบสังเกตพู่กันด้ามนั้นเงียบๆ ความสงสัยในใจยิ่งก่อตัวหนาแน่นขึ้น
หุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตน สัมผัสได้ถึงผู้บุกรุก พวกมันหันขวับมาทางอาเจีย ทวนยักษ์สี่เล่มถูกเงื้อขึ้นสูง เตรียมจะฟาดฟันลงมา!
"ช้าไปแล้วไอ้ก้อนหินโง่เขลา!"
อาเจียตวัดพู่กันไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการมองเห็น! เส้นสายสีทองสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็น อักขระหลิง ถึงสี่ตัวพร้อมกัน!
"วิถีแห่งสูญตา... การผสานอักขระระดับชั้นที่สี่!"
อาเจียสะบัดข้อมือ อักขระสูญตาทั้งสี่ตัวพุ่งทะยานเข้าปะทะกับหน้าอกของหุ่นพิทักษ์ทั้งสี่ตน ทว่ามันไม่ได้เกิดการระเบิด... อักขระหลิงกลับ 'ซึม' หายเข้าไปในร่างกายศิลาราวกับหยดน้ำที่หยดลงบนผืนทราย!
กึก...!
ร่างยักษ์ของหุ่นพิทักษ์ทั้งสี่หยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ทวนศิลาหยุดห่างจากศีรษะของอาเจียเพียงไม่กี่ชุ่น!
ในมุมมองของเนตรสูญตา อาเจียเห็นอักขระของเขาเข้าไปแทรกแซงและ 'กลืนกิน' ศูนย์กลางของบัญชาอักขระเดิมอย่างตะกละตะกลาม มันลบล้างคำสั่งสังหารจนกลายเป็นความว่างเปล่า ก่อนจะเขียนทับด้วยเจตจำนงแห่งผู้เป็นนายคนใหม่
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
หุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตน ลดทวนลง คุกเข่ากระแทกพื้นศิลาหยกขาวเสียงดังสนั่น ก่อนจะก้มศีรษะลงเบื้องหน้ามหาเศรษฐีตาบอดอย่างศิโรราบ!
นักพรตหมื่นอีแปะชะงักมือที่กำแส้ปัด แววตาอันลึกล้ำของยอดฝีมือฉายแววประหลาดใจเพียงเสี้ยววินาที 'เขียนทับค่ายกลวิญญาณโดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กลาง... อักขระประหลาดของเด็กนี่ชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว' ทว่าชายชรากลับตีหน้าตาย แสร้งแค่นเสียง "วิชาเจ้าเล่ห์นักนะไอ้หนู! เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นลูกสมุนในพริบตาเดียว!"
"วิชาหาเงินอย่างไรเล่าขอรับท่านอาจารย์!" อาเจียหัวเราะร่วน รีบเดินเข้าไปลูบคลำรอยต่อศิลาของหุ่นยักษ์ด้วยความหื่นกระหาย "หากแยกชิ้นส่วนศัสตราประกอบไปขายที่หอสุวรรณดารา ข้าต้องได้เงินไม่ต่ำกว่าสองแสนก้อนแน่ๆ!"
"เจ้าเด็กบัดซบ! หยุดความคิดที่จะแกะสลักหุ่นยามหน้าประตูเดี๋ยวนี้!" นักพรตเฒ่ารีบพุ่งเข้ามาเขกหัวอาเจีย "ขืนเจ้าแยกชิ้นส่วนพวกมัน ค่ายกลเชื่อมต่อของประตูสัมฤทธิ์นั่นก็จะพังลงมาทับพวกเราตายหมด! เลิกงกแล้วสั่งให้พวกมันผลักประตูสุสานซะ! สมบัติของจริงรออยู่ข้างใน!"
อาเจียลูบหัวตัวเองป้อยๆ อย่างแสนเสียดาย ก่อนจะพยักหน้าอย่างระแวดระวัง
"ข้างในมีอันตรายใดซ่อนอยู่ก็ไม่รู้ ข้าคงประมาทไม่ได้..." อาเจียตวัดมือไปเบื้องหน้า "ไอ้หุ่นหน้าเลือด! ในเมื่อเจ้าบ่นว่าหิว ก็ออกมาออกแรงทำงานแลกข้าวหน่อยก็แล้วกัน! ออกมา... เจ้าสัว!"
สิ้นคำสั่ง แสงสีทองหม่นสว่างวาบขึ้นจากอกเสื้อ ร่างของพยนต์เทวะในคราบ 'ราชันย์อเวจีกึ่งเซียน' พุ่งทะยานลงมายืนตระหง่านบนพื้นศิลา ปีกโลหะหกแฉกที่กลางหลังสะบัดออกตัดมิติอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว กลิ่นอายธาตุทองบรรพกาลแผ่ซ่านจนแม้แต่หุ่นพิทักษ์ศิลาทั้งสี่ยังต้องสั่นสะท้าน
(รับบัญชาขอรับนายท่าน! เตาหลอมของข้าพร้อมเผาผลาญทุกสิ่งแล้ว!) เจ้าสัวตอบรับด้วยความคึกคัก
"ไปช่วยพวกมันดันประตูซะ แล้วทำหน้าที่เป็นทัพหน้าคุ้มกันข้าให้ดี!"
อาเจียสั่งการ ก่อนจะตวัดพู่กันนิรันดร์สั่งให้หุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตนร่วมมือกับพยนต์เทวะเจ้าสัว หันไปผลักบานประตูสัมฤทธิ์ยักษ์ การทะลวงเข้าสู่แกนกลางของสุสาน... ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!