ลุศักราช ๑๑๐๔ ปีจอ จัตวาศก ถึง ณ วันขึ้นแปดค่ำเดือนหกกลางวันเพลาล่วงพระฉันเพล ชายหาดริมทะเลหัวเมืองตะวันออก
กองเกลือสีขาวพูนสูงเป็กรวยทรงแหลมเหมือนหมูู่เาขนาดย่อมนับร้อยที่เรียงรายอยู่ริมชายหาดบนริมชายหาดมีชาวนาเกลือราวเกือบสิบคนแต่ละคนล้วนใส่เสื้อหนาแขนยาวคลุมปกปิดหมดทั้งตัว มีงอบกันแดดใบใหญ่สวมไว้เพื่อป้องกันศีรษะจากแดดอันแรงกล้าที่แผดเผาหญิงชายเ่าั้กำลังช่วยกันใช้คราดรวมเกล็ดเกลือที่ตกผลึกจากน้ำทะเลที่ระเหยหายเหลือไว้เพียงแต่ทรัพย์บนดินสีขาวหม่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนเหล่านี้มาชั่วนาตาปี
“เพียง”กำลังใช้สองแขนจับคราดกวาดเม็ดเกลือขึ้นมาพูนไว้อย่างคล่องแคล่วเปลือกตาของหญิงสาวหรี่ลงจนเกือบปิดเพราะแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ที่สะท้อนเม็ดเกลือบนพื้นขึ้นสู่ตามันนั้นช่างกล้านัก
ความเหน็ดเหนื่อยเริ่มเกาะกินเพียงถอนหายใจออกเฮือกใหญ่ สองมือวางบนด้ามคราดที่ตั้งขึ้นเกยคางอย่างเกียจคร้านแล้วมองออกไปที่ทะเลอันเวิ้งว้างข้างหน้าสีครามของท้องทะเลและเม็ดทรายอันขาวสะอาดนั้นมันเป็สิ่งที่เพียงเห็นทุกเมื่อเชื่อวันจนเหนื่อยหน่าย
แล้วดวงตาของหญิงสาวก็เห็นสิ่งหนึ่งปรากฏที่ท้องทะเลห่างจากชายหาดเพียงไม่ถึงร้อยก้าว
คิ้วของเพียงขมวดมุ่นดวงตาที่ล้าแสงก็เพ่งมองสิ่งที่โผล่ขึ้นจากเหนือน้ำอย่างช้าๆแล้วม่านตาของหญิงสาวก็ขยายขึ้น เพื่อรับภาพที่นางไม่คาดคิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น
ชาวบ้านทุกคนบนชายหาดก็เห็นสิ่งเดียวกับที่เพียงเห็นบางคนถึงกับทำคราดหลุดออกจากมือ ปากอ้าค้างยืนจังงังมองไปที่จุดเดียวกันอย่างมิได้นัดหมาย
มันเป็ร่างของบุรุษผมยาวมีเพียงแสงแดดจ้า น้ำทะเล และสายลมเป็ภูษาปิดกายร่างขาวสะโอดสะองเคลื่อนเข้ามาจากทะเลช้าๆ คลื่นทะเลที่ซัดสาดใส่บุรุษประหลาดเป็ระลอกอยู่ตลอดเวลานั้นก็หาทำให้เรือนกายสูงโปร่งนั้นเสียสมดุลไม่ประหนึ่งถาโถมใส่ชะง่อนหินที่ตั้งตระหง่านท้าห้วงทะเลมาชั่วนาตาปี
ใบหน้าของเพียงร้อนผ่าวกายแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของบุรุษเปลือยผู้นั้นเป็สีขาวประหนึ่งหยวกกล้วยผมยาวสลวยที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำทะเลนั้นก็ต้องแสงสุรีย์เป็ประกายระยิบระยับประหนึ่งเกล็ดมณี
บุรุษปริศนาเคลื่อนเขามาจนถึงชายฝั่งใบหน้าเขานั้นเฉยเมยไม่แสดงความรู้สึกรู้สาอันใด เมื่อเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกคนก็พบว่าชายผู้นี้มีใบหน้าสวยเสลา ดวงเนตรรียาวใต้ขนตางอนหนาเป็แพจมูกงอนงามเหนือริมฝีปากแดงดุจแต้มชาดผิวกายขาวสะอาดละมุนตานั้นก็คล้ายดั่งกับว่าฝุ่นธุลีมิอาจจะแปดเปื้อนผิวกายชายผู้นี้ได้
เขาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของเพียงหญิงสาวหัวใจสั่นไหว มองไปที่แผงอกกำยำที่กระเพื่อมขึ้นช้าๆเพราะสูดลมหายใจลึกชื่นกรุ่นกลิ่นอายทะเล
“มึงคือผู้ใด!” เสียงหนี่งร้องดังขึ้น เป็เสียงของเ้าแสงชายหนุ่มที่แอบชอบอีเพียงมานานนั่นเอง หญิงสาวรู้ดีว่าไอ้แสงมันทั้งหึงทั้งอยากอวดเบ่งต่อหน้านาง
ชายผู้นั้นมองมาใบหน้าเหมือนอยากกล่าวคำบอกแต่มิอาจเอ่ยคำได้
“กูถามว่ามึงคือผู้ใด!”
อีเพียงหงุดหงิดมันไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงพูดจากันดีๆ มิได้
“มึงจงถอยออกไปเดี๋ยวนี้!” มันตวาด
ไม่ทันที่อีเพียงจะร้องห้ามคราดในมือของไอ้แสงก็ทิ่มตรงไปที่ใบหน้างามนั้น อีเพียงร้องกรี๊ดขึ้นในทันใดแต่ในทันใดนนั้นเองคราดนั้นก็หยุดกึก เพราะฝ่ามือของเขายกขึ้นมาจับคราดนั้นได้ทันท่วงที
“เฮ้ยมึง...” ไอ้แสงพยายามดันคราดสุดแรง มือของมันสั่นเทิ้มหน้าตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ตรงกันข้ามกับชายปริศนาที่สีหน้าเป็ปกติยังคงยืนหยัดมั่นคงดั่งก้อนศิลาไม่มีผิด
“ไอ้แสงมึงพอก่อน” นายบุญรอดรีบพูดขึ้น
“ย้ากกกก”เสียงไอ้แสงร้องดังทุ่มแรงไปสุดตัว แล้วไอ้แสงก็พุ่งไปข้างหน้าปลายคราดถูกชายผู้นั้นดึงผ่านร่างเขาไปร่างไอ้แสงถลาเลยผ่านไปข้างหลังเขาพร้อมกับชิงคราดในมือไอ้แสงมาถือไว้ส่วนตัวชายฉกรรจ์ที่ร่างใหญ่และหนากว่าเขาหลายเท่านั้นก็ล้มคะมำหน้าคว่ำลงไปอยู่บนหาดทราย
ทุกคนตกตะลึงไอ้แสงแม้จะไม่ใช่ครูมวยฝีมือดี แต่มันก็เป็ผู้ชายแข็งแรงในละแวกนี้มากคนหนึ่งทว่าชายร่างบางกว่าไอ้แสงคนนี้กลับทำให้มันกลายเป็เหมือนเด็กทะเลาะกับผู้ใหญ่ได้เลย
ผู้ชายหลายคนเตรียมพร้อมที่จะสู้คราดในมือแต่ละคนถูกกระชับไว้แน่น
ชายผู้นั้นปล่อยคราดในมือที่ชิงจากไอ้แสงได้ค่อยๆ หย่อนมันลงกับพื้นทรายอย่างสุภาพ
“ไอ้แสงพอ!” นายบุญรอดเอ่ยขึ้น “มึงจะรีบใช้กำลังไปทำไมวะ”
นายบุญรอดถอดหมวกออกใบหน้ากรำแดดผิวกร้านสีคล้ำเพราะทำงานหนักมาทั้งชีวิตจนล่วงเข้าวัยชราก็ถูกเปิดออกสิ่งแรกที่เขาทำนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชายหนุ่มอย่างไอ้แสงทำนั่นก็คือปลดผ้าที่คลุมใบหน้าของตัวเองออกแล้วยื่นให้ชายแปลกหน้าผู้นั้น
เขายิ้มฟันขาวดุจไข่มุกของเขาส่องประกายใบหน้าที่อยู่ใต้ผืนผ้ากันแสงแดดของอีเพียงร้อนผะผ่าวอีเพียงเห็นเขาก้มหัวลงให้พ่อของมันอย่างสุภาพ แล้วก็รับผ้านั้นไปพันรอบเอวปิดกั้นอวัยวะอันควรสงวนของตน
มันผู้นี้มิใช่คนสติไม่ดี
“ท่านคือผู้ใด”
ดวงตายาวรีของชายหนุ่มแสดงให้เห็นชัดว่าไม่อาจเข้าใจในภาษาของพวกเขา
“สงสัยเขาฟังพวกเราพูดไม่รู้เื่มั้ง”ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ชายปริศนาเอ่ยคำพูดออกมาทว่าไม่มีใครในที่นั้นเข้าใจความหมายของภาษาที่เขาพูดแม้แต่คนเดียว
“มันคงมากับเรือสำเภาแล้วเรือแตกมายังที่นี่ล่ะมั้ง”
สายตาของชายหนุ่มผู้นั้นไม่มีแววแห่งความเข้าใจนอกจากสายตาสอดส่ายพินิจพิจารณาผู้คนที่อยู่รอบข้างทุกคนในที่นั้นก็จ้องมองดูชายหนุ่มเป็ตาเดียวด้วยเช่นกัน
“คนรอดจากเรือแตกประสาอะไรเป็แบบนี้”ไอ้แสงที่เสียหน้า แต่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่มือบุรุษผู้นี้เลยก็เอ่ยขึ้น
“เออใช่ คนเรือแตกที่ข้าเคยเห็นหากไม่เป็ศพลอยน้ำมา ก็หมดสติแทบเอาชีวิตไม่รอดนี่มันอะไร ผิวพรรณผ่องใส แถมมีเรี่ยวแรงสู้กับคน มันเป็ผีพรายหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“คนผู้นี้มีสิ่งใดเหมือนผีหรือผีอะไรปรากฎตัวตอนกลางวันแสกๆ หรือมึงเคยเห็นผี มึงบอกกูที” หญิงผู้หนึ่งเอ่ยถาม
ทุกคนเงียบในที่นี้ไม่มีใครผู้ใดเคยเห็นผีกันสักคน อย่าว่าแต่ผีตอนกลางวันเลยเพียงแค่ผีหลอกหลอนที่เป็เื่เล่า ทั้งเปรต ทั้งกระสือ ผีตายห่าตายโหงคนที่นี่ก็ไม่เคยมีใครเห็นตัวเป็ๆ กันสักคน
“คนเขาน่าเวทนาถึงเพียงนี้ยังไปหาว่าเขาเป็ผี ไอ้คนคิดนี่มันมักริษยาคนอื่นใจจืดใจดำกันเสียจริง”
“เห็นมันรูปงามหรอกกระมังนี่คงเห็นไอ้นั่นของมันแล้วเลยไม่ใช่อยากได้มันเป็ผัวหรอกหรือ”
“ไอ้เหี้ยมึงมันคิดสกปรก”
“พอๆๆๆ”บุญรอดตัดบทขึ้นมา “มันแน่ชัดแล้วว่าไอ้เ้านี่มันไม่ใช่ผี แต่ข้าก็ไม่ไว้ใจมันข้าจะเอามันไปจำตรุเอาไว้ก่อน แล้วค่อยดูท่าทีมันอีกที”
ตรุ...แค่ได้ยินเพียงก็ย่นจมูกแล้วที่ขังคนที่เป็บ่อขุดลงดินแล้วใช้แผ่นไม้ปิด มันทั้งเหม็นทั้งอึดอัดคนผู้นี้ไปอยู่ในที่แบบนั้นจะไม่ล้มป่วยเอาหรอกหรือเพียงอยากจะะโบอกให้เขาหนีไปให้ไกลก่อนที่จะถูกจับกุมตัวแต่ดูสายตาเรียวรีนั่นแล้ว นอกจากคำถามว่า “ท่านเป็ใคร”คนผู้นี้ก็ไม่น่าเข้าใจอะไรได้อีก
“ท่านตามข้ามาเถิดประเดี๋ยวข้าจะหาอะไรให้ท่านกินรองท้องก่อน” บุญรอดที่ยื่นไมตรีให้เป็คนแรกก็ยื่นมือไปจับแขนชายปริศนาผู้นี้ แล้วก็ดึงตัวเขาไป
เพียงไม่สบายใจคนคนนี้ก็เห็นชัดแล้ว ว่าไม่ใช่คนที่จะจัดการได้โดยง่ายถ้าตอนที่จะจับคนนี้เข้าตรุ แล้วเกิดเขาไม่ยอมขึ้นมาจะไม่าเ็ล้มตายกันหรอกหรือ ต่อให้พ่อตัวเองแสดงไมตรีไว้ก่อนแล้วล่อลวงทีหลังถึงยังไงตอนจำตรุก็ต้องรู้ตัวอยู่ดี หากได้ลงไม้ลงมือกันคนผู้นี้ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนก็ไม่น่าจะรับมือคนจำนวนมากไหวขนาดนี้พอคิดมาถึงตรงนี้ เพียงก็ได้ขบฟันแน่นเพราะตัวเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตกลงแล้วตัวเองห่วงใครกันแน่
ร่างเปลือยของเขายังติดตรึงในความจำของเพียง
แต่แล้วพอถึงเวลาจริงๆเพียงก็ต้องประหลาดใจหลังจากที่ชายปริศนาผู้นั้นกินข้าวปลาอาหารลงท้องอย่างกับยัดทะนานแล้วพ่อบุญรอดพาชายผู้นั้นไปที่ตรุเขากลับลงไปแต่โดยดีแล้วก็นั่งนิ่งราวกับเด็กน้อยที่เชื่อฟังเพียงเห็นเขาเอนกายลงนอนแล้วหลับตาลงราวกับตรุที่ทั้งเหม็นทั้งแข็งนั้นเป็เตียงที่นุ่มสบาย
หัวใจของเพียงเต้นแรงเมื่อเห็นดวงตาใต้ขนตางอนหนาของเขาปิดลง จมูกของเขาโด่งงามได้รูปปากเขานั้นแดงสดใสทั้งที่เพิ่งขึ้นจากน้ำทะเลผิวของเขายิ่งพิศยิ่งกระจ่างใสประหนึ่งจะเรืองรองออกมาเพียงไม่เคยเห็นชายผู้ใดรูปงามถึงขนาดนี้มาก่อนเลยหญิงสาวอยากจะนั่งมองเขาอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ ไม่อยากไปไหนเลย
“อีเพียง!”
คนโดนเรียกสะดุ้ง
“มึงไปทำงานมึงมานั่งอะไรตรงนี้” บุญรอดดุลูกสาว
หญิงสาวไม่กล้าขัดคำพ่อรีบลุกไปจากตรุ ผู้เฒ่ามองผ่านกรงไม้ที่ลั่นดาลแ่าปิดหลุมตรุเอาไว้แล้วก็ทอดถอนใจเขาผ่านโลกนี้มามากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็อะไรบุญรอดคิดว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คนชั่วช้าแต่สิ่งที่ชายผู้นี้มีนั้นก็โดดเด่นเกินคนธรรมดา
มาก็ไม่ธรรมดาลักษณะท่าทีก็เหนือคนปกติ ความหวาดระแวงเกาะกุมจิตใจชายเฒ่าเขาจะทำอย่างไรกับชายผู้นี้ดี? ท้ายที่สุดก็คิดตก นี่ไม่ใช่เื่ที่ตัวเองจะจัดการมันเป็หน้าที่ของคนที่มีอำนาจมากกว่าคนเป็ผู้ใหญ่บ้านเช่นเขา
พรุ่งนี้กูจะไปแจ้งกรมการเมือง– ผู้เฒ่าคิด แล้วก็เดินจากไป
“เริ่มต้นที่นี่แหละฝ่าา”
“ไอ้มองโกลมันตามมาไม่ถึงที่นี่แน่นอน”
“ค้ำแผ่นดินเชิดชูหนานซ่ง”
เสียงผู้คนมากมายร่ำร้องอยู่ในห้วงความคิดชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ สดับเสียงผู้คนนับแสนร้องะโในโสตประสาทตัวเอง
หัวใจของเขาสั่นไหว เขาไม่ชอบมันเลย เขาไม่เคยชอบผืนน้ำเลยแม้ผ่านน้ำทะเลมานานแล้ว แต่พอแตะผืนน้ำที่ทั้งลึกทั้งกว้างทีไร
จ้าวปิ่งไม่เคยชอบผืนแผ่นมหานทีเลย