พ่อค้ารถเข็นชี้นิ้วไปที่ตรอกข้างๆ ก่อนจะดันรถของตัวเองเดินต่อโดยไม่หันกลับมา
"ไม่วุ่นวายนักที่นั่น"
หลินเย่เดินเข้าไปตามเส้นทางนั้น กลิ่นเปลี่ยนไปทีละนิดจากกลิ่นอาหารและโลหะของถนนใหญ่ กลายเป็นกลิ่นที่เขารู้จักดีกว่า กลิ่นของดินแห้ง รากไม้ และตัวยาที่ซึมเข้าเนื้อไม้มาเป็นเวลานาน เขาเดินตามกลิ่นนั้นไปเรื่อยๆ จนถึงปลายซอย แล้วจึงพบว่าร้านสมุนไพรแห่งนี้หดตัวเข้าไปในตรอกแคบราวกับชายชราที่พยายามหลบแดดบ่ายอย่างไรอย่างนั้น ป้ายไม้หน้าร้านผุพังจนตัวอักษร "เรือนพฤกษา" เลือนรางเหลือเพียงรอยสลักจางๆ หลังคากระเบื้องดินเผาสีหม่นมีตะไคร่เกาะหนาแน่นจนดูราวกับมีชีวิต
หลินเย่ก้าวพ้นขอบประตูเข้าไป กลิ่นแรกที่ปะทะไม่ใช่กลิ่นหอมปรุงแต่ง หากเป็นกลิ่นของดินและรากไม้แห้งกรัง ผสมกับกลิ่นขมจางๆ ของตัวยาที่ซึมลึกอยู่ในเนื้อไม้มานับสิบปี ผนังด้านหนึ่งของร้านคือตู้ลิ้นชักไม้ขนาดมหึมาสูงจรดเพดาน ลิ้นชักสีเข้มขัดมันเงาวับด้วยมือของคนที่เปิดปิดซ้ำกันนับหมื่นครั้ง บนหน้าลิ้นชักแต่ละช่องไม่มีป้ายชื่อบอกไว้เลยสักช่อง กระถางสำริดสำหรับบดยาเขียวคล้ำด้วยสนิมกาลเวลาตั้งอยู่บนโต๊ะไม้หนักที่มีรอยบิ่นตามมุม
แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้ซี่เล็กๆ ทอดลงมาเป็นลำแสงยาว เห็นฝุ่นผงลอยล่องนิ่งๆ อยู่ในอากาศ ความวุ่นวายของเมืองฟางหรงด้านนอกถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงเพียงบางๆ สำหรับหลินเย่ ที่นี่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับห้องของกู่เหวยมากกว่าที่ใดในเมืองนี้
"จะหาอะไร เจ้าหนู"
เสียงแหบพร่าดังมาจากหลังกองม้วนกระดาษที่วางระเกะระกะ มองไม่เห็นตัวคน เขาไม่ได้ตกใจ หลินเย่คารวะก่อนแล้วจึงพูดตรง
"ข้ามาหาสมุนไพรสี่ชนิดเพื่อปรุงโอสถขอรับ ไม่ทราบว่าท่านจะมีหรือไม่"
ร่างชราค่อยๆ โผล่ออกมาจากหลังกองกระดาษ ใบหน้ามีรอยกาลเวลาลึก หนวดเคราขาวยาว มือที่จับกล้องยาสูบนั้นมีรอยดำของยาสมุนไพรที่ไม่มีวันล้างออกได้หมด
"ร้านข้ามีสมุนไพรทุกชนิด เจ้าอยากได้สิ่งใดเพียงเอ่ย"
"ชิงเหอห้าต้น ฉีหยานสามต้น หวงจิงสองข้อ เปลือกต้นหงฉีสี่ต้นขอรับ"
ชายชราจับหนวดเคราพลางครุ่นคิด แล้วค่อยๆ เปิดลิ้นชักหลังร้านทีละช่องอย่างแม่นยำโดยไม่ต้องก้มมองนาน นำสมุนไพรมาวางเรียงบนโต๊ะ ชี้นิ้วนับให้ครบทีละกอง
"ชิงเหอห้าต้น ฉีหยานสามต้น หวงจิงสองข้อ เปลือกต้นหงฉีสี่ต้น หนึ่งเหรียญเงิน"
ราคานี้แพงจนสะดุด หรือนี่คือราคาปกติของที่นี่ ที่ตระกูลหลินให้เด็กไปเก็บเองในป่าแทนที่จะซื้อ บางทีตระกูลก็หลอกใช้แรงโดยที่ไม่บอกว่าของพวกนี้มีมูลค่าเพียงใด
"เหตุใดเจ้าจึงหลอมโอสถด้วยหญ้าชิงเหอเล่าเจ้าหนู"
"วัตถุดิบหาง่าย สรรพคุณพอใช้งานขอรับ"
ชายชราหยิบกล้องยาสูบมาสูบ นั่งฮวบลงบนเก้าอี้ไม้โยกเยกเก่าๆ พ่นควันออกมาอย่างสบายอารมณ์ "หากเจ้ายังยึดหลักใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำ ฝีมือโอสถของเจ้าจะไม่ก้าวหน้าเอา"
หลินเย่นิ่งเงียบ ไม่ตอบ ไม่โต้ ชายชราพ่นควันออกมาอีกครั้ง มองหน้าเขาอยู่สักครู่อย่างคนที่กำลังประเมินว่าจะพูดต่อดีหรือไม่
"ดูจากอายุเจ้า ตอนนี้คงกำลังฝึกหลอมโอสถขั้นสองอยู่ล่ะสิ การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิชาโอสถ ข้ามีของดีจะแนะนำ"
ตาเฒ่าผู้นี้หวังจะค้ากำไร ตรอกซอกซอยเงียบๆ แบบนี้ เขาอาจเป็นลูกค้ารายแรกของวันก็ได้ หลินเย่จึงรีบชิงพูดเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะลุกไปเปิดแผงสมุนไพรราคาแพงมาเสนอ
"ข้ามีทรัพย์สินน้อยนิด ไม่เหมาะกระมัง"
มือของชายชราหยุดอยู่กับถุงยาที่กำลังจะหยิบ แล้วชูนิ้วขึ้นมาราวกับพลันคิดถึงข้อเสนออื่นได้ "เจ้าเป็นนักปรุงโอสถ ของของเจ้าอาจมาค้าขายกับข้าได้" เขาลูบคางอีกครั้ง "ทว่ามันก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโอสถ"
หลินเย่หยิบขวดแก้วขาวที่ใส่โอสถสองเม็ดออกมา มือยกขึ้น แล้วชะงักไว้ก่อน "สิ่งที่ท่านจะบอกคือโอสถแลกกับสมุนไพรได้หรือขอรับ"
ชายชราเป่ากล้องยาสูบออกมาเบาๆ "ถูกต้อง"
เขายื่นขวดให้ ชายชรารับไปเขย่าเบาๆ นับเม็ด แล้วเทลงบนฝ่ามือ หยิบแว่นขึ้นมาส่องทีละจุดอย่างละเอียด ใบหน้าที่ไม่แสดงอะไรมากตลอดเวลานั้นค่อยๆ เปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วขยับขึ้นข้างหนึ่ง แล้วก็ขยับกลับลงมาในอึดใจถัดมา
นั่นแหละคือสัญญาณ
"คุณภาพขั้นสองเกือบจะถึงขั้นสามเลยหรือ" เสียงออกมาเบาราวกับพูดกับตัวเอง "แถมสรรพคุณของมันยังอยู่ในระดับสูงอีก" เขาวางโอสถลงบนฝ่ามือ มองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันขึ้นมาที่หลินเย่ "นี่เจ้าเป็นคนหลอมมันหรือ"
หลินเย่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง คำตอบตรงๆ อาจทำให้ราคาเปลี่ยน การโกหกเพื่อทดสอบปฏิกิริยาน่าสนใจกว่า
"เปล่าขอรับ ศิษย์พี่ของข้าเป็นคนหลอมมันขึ้นมา เขามอบให้ข้าหลังหลอมเสร็จ"
"สองเม็ดนี้แลกของที่อยู่บนโต๊ะทั้งหมดได้หรือไม่ ชิงเหอห้าต้น ฉีหยานสามต้น หวงจิงสองข้อ เปลือกต้นหงฉีสี่ต้น"
"ไม่เป็นไรขอรับ ข้ามีหนึ่งเหรียญเงินพอดิบพอดี" เขายื่นเหรียญออกไป
ชายชราทำเสียงกระเดาะลิ้นเบาๆ ท่าทางกำลังประเมินอยู่ในหัว มูลค่าของสิ่งที่ถืออยู่ในมือนั้นมากกว่าของตรงหน้าอย่างชัดเจน แล้วเขาก็พูดออกมาก่อนที่เหรียญจะทันถึงมือ
"ชิงเหอสิบห้าต้น ฉีหยานเก้าต้น หวงจิงหกข้อ เปลือกต้นหงฉีสิบสองต้น ขาดตัว"
หลินเย่วางมือลงครู่หนึ่ง ประเมินตัวเลขในหัว สมุนไพรที่เสนอมามากกว่าที่ขอไปสามเท่า ราคารวมประมาณสามเหรียญเงิน หากเอาไปหลอมก็น่าจะได้โอสถเกือบสองขวดเต็มในกรณีที่โชคดี สองเม็ดแลกวัตถุดิบที่จะไปทำได้อีกสิบเม็ด เลขในหัวคำนวณเสร็จก่อนที่ปากจะตัดสินใจ ตาเฒ่าจิ้งจอกผู้นี้คงคิดเอากำไรอยู่บ้าง ราคานี้ก็ไม่น่าเกลียดเมื่อเทียบกับปริมาณที่จะได้กลับไป
"ตกลง"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับเก็บเหรียญเงินกลับคืนเข้าถุง ชายชราเป่ากล้องยาสูบออก ยิ้มเล็กน้อยอย่างคนที่รู้สึกว่าชนะไปเพียงครึ่งเดียว แม้จะได้ราคาที่ต้องการ ก็ไม่ได้ราคาถูกที่สุดจากเด็กคนนี้อยู่ดี แล้วจึงเริ่มเก็บสมุนไพรต่างๆ ที่วางเรียงบนโต๊ะใส่ถุง
ทันควันนั้นเอง หลินเย่วางขวดแก้วขาวอีกใบลงบนโต๊ะ เสียงดังตึ้ง ใบนี้หนักกว่าใบแรกอย่างเห็นได้ชัด
"ข้ามีอีกห้าเม็ด ยังแลกเปลี่ยนได้หรือไม่ขอรับ"
เขาไม่ได้คิดถึงกำไร คิดถึงแต่ปริมาณสมุนไพรที่จะได้กลับไป ฉีหยานกับหวงจิงที่ต้องใช้เวลาเดินเขาทั้งวันกว่าจะหาได้แค่ต้นสองต้น หากได้กลับไปมากพอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบตลอดการแข่งขัน
ชายชราเริ่มเหงื่อตก "ไอ้นี่ มีก็มี ทว่าเจ้ากะจะเหมาข้าหมดร้านเลยหรือ"
หลินเย่นิ่งเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง "หากท่านไม่ตกลง ข้าจะเก็บ" มือของเขาที่กำลังจะหยิบขวดกลับถูกกล้องยาสูบของชายชราเคาะห้ามไว้เสียก่อน
"เดี๋ยวๆ"
ชายชราครุ่นคิดอีกครา ปริมาณที่ต้องให้ครั้งนี้มหาศาล มูลค่าก็มหาศาลเช่นกัน ซวนปานไม้จันทน์ดำปรากฏขึ้นในมือ นิ้วกรีดกรายดีดเม็ดลูกคิดอย่างต่อเนื่อง เสียงเม็ดไม้กระทบกันดังถี่รัวอยู่ในร้านที่เงียบ เม็ดสุดท้ายดีดขึ้นกระทบขอบรางดังปัง แล้วชายชราก็ถอนหายใจออกมา
"ชิงเหอห้าสิบสามต้น ฉีหยานสามสิบสองต้น หวงจิงเจ็ดข้อ เปลือกต้นหงฉีสี่สิบสองต้น รวมทั้งหมดเจ็ดเม็ด ขาดตัว" เขาหยุด "ทว่าเจ้าหนูนี่กะรีดไถให้หมดร้านข้าเลยหรือ"
หลินเย่มองหน้าชายชราโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ชายชราถอนหายใจอีกครั้ง แล้วก็พยักหน้า
"ข้าตกลง"
สมุนไพรกองใหญ่เรียงรายอยู่กับพื้น จำนวนมากกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่ต้นหลายเท่า
"ท่านมีตะกร้าสานให้ข้าขนมันไปหรือไม่"
ชายชราเกาหัว แล้วก็หันมาพร้อมท่าทางที่ดูสงสัยอย่างแท้จริง "เจ้าไม่มีแหวนมิติหรือ"
คำนั้นเด้งขึ้นมาในหัวทันที แหวนมิติ เขาเคยเห็นกู่เหวยใช้ เคยเห็นกงหยางฮ่าวใช้ เคยสงสัยมาตลอดว่าพวกมันคืออะไร บัดนี้จึงได้คำตอบชัดเจน ของวิเศษสำหรับเก็บสิ่งของต่างๆ ไว้ภายใน
"ไม่มีขอรับ"
ชายชรากวาดตาดูร่างของเขาจากหัวจรดเท้าด้วยท่าทางที่อ่านออกว่ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง "นี่เจ้ายากจนข้นแค้นมาจากที่ใดกันหรือ ถึงไม่มีมัน"
หลินเย่ไม่ตอบ เพียงมองร่างของชายชราที่กำลังค้นของหาตะกร้าสานไปพลางบ่นไปพลาง
"ราคามันเท่าใดขอรับ"
"สี่สิบเหรียญเงิน"
แพงเกินเอื้อมถึงในตอนนี้
ชายชราบรรจุสิ่งของจนเต็มตะกร้า หลินเย่สะพายมันขึ้นหลังด้วยท่าทางที่คุ้นเคย น้ำหนักของสมุนไพรกองนี้ไม่ต่างจากถังน้ำที่แบกขึ้นเขามาทั้งชีวิต แล้วเขาก็ก้าวออกจากร้าน
กลิ่นมาก่อน
ไม่ใช่กลิ่นสมุนไพรแห้งที่ซึมอยู่ในผนังร้าน หากเป็นกลิ่นอ่อนๆ ที่ลอยเข้ามาพร้อมลมตรอก กลิ่นดอกไม้ที่ไม่ได้พยายามจะหอม มันแค่อยู่ที่นั่น จากนั้นเสียงฝีเท้าจึงตามมา เบาและสม่ำเสมอ ไม่รีบ ไม่ชะลอ เขายังอยู่ใกล้ขอบประตู ตะกร้าบนหลังพร้อมออกไปแล้ว เท้ากลับไม่ก้าว
ร่างที่เดินเข้ามานั้นสูงพอๆ กับเขา เสื้อคลุมสีม่วงเข้มชายปักไหมเงินบางๆ ห่อหุ้มลำตัวพอดี ผมรวบด้วยปิ่นไม้สีเข้มเพียงชิ้นเดียว ไม่มีเครื่องประดับอื่นใด มือข้างหนึ่งถือถุงผ้าผูกปิดแน่น นางไม่ได้มองหลินเย่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เดินตรงเข้าไปในร้านอย่างคนที่รู้อยู่แล้วว่าจะไปที่ใด ไม่แหงนดูป้าย ไม่กวาดตาหาสิ่งใด ฝีเท้าพาไปที่จุดเดิมโดยไม่ต้องคิด
"ผู้อาวุโสเยี่ยจือ ข้ามีสินค้าที่อยากได้"
น้ำเสียงนั้นเรียบ ออกมาอย่างคนที่ไม่ต้องการการตอบสนองพิเศษ แค่บอกให้รู้ ชายชราบนเก้าอี้โยกเยกวางกล้องยาสูบลงโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่ง ยืนขึ้น เดินมาหาโดยไม่มีการต่อรองหรือไต่ถามแม้แต่คำเดียว ต่างจากเมื่อครู่จนหลินเย่สังเกตได้ในทันที
มือของเขากำขอบตะกร้าไว้แน่น สายตาอยู่ที่ร่างสีม่วงนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เสื้อคลุมที่นางใส่มาเดินในตรอกแคบแห่งนี้แพงกว่าสมุนไพรที่เขาซื้อมาทั้งหมดรวมกันหลายเท่า ตะกร้าบนหลังของเขาหนักขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
เขากวาดตาออกไปที่ปากตรอกตามนิสัย แล้วก็พบว่ามีร่างหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น สตรีสวมชุดคลุมสีดำ ยืนพิงผนังตรอกในท่าทางที่ดูสบาย แววตากลับคมและจดจ่อ บอกว่าไม่ได้มาพักผ่อน มันจับอยู่ที่ร่างสีม่วงข้างในร้านโดยไม่กะพริบ ไม่ขยับ ราวกับว่าทุกอย่างในตรอกนี้ไม่มีอยู่จริงนอกจากสิ่งที่กำลังดูอยู่
สองคน หนึ่งข้างใน หนึ่งข้างนอก
หลินเย่ถอนสายตากลับมา ก้าวถอยหลังไปชิดผนังร้านฝั่งตรงข้ามเล็กน้อย แล้วก้มหน้าลงทำเป็นจัดตะกร้าบนหลังให้แน่นขึ้น