ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่66 ค่ำคืนที่มืดมิด

            ยามราตรีดึกสงัดบรรยากาศวังเวงเงียบเชียบ คืนนี้แสงจันทร์นั้นมืดมิด ดวงจันทร์ไม่ปรากฏบนท้องฟ้าดวงดาวส่องแสงพร่างพราวระยิบระยับ ลมเย็นพัดโชยให้ผู้คนหลับใหล ชาวบ้าน ขุนนางผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายต่างเข้านอน เหลือเพียงแต่ทหารเข้าเวรยาม

     

              นอกจวนขุนนางเสนาบดีกรมราชพิธีเงาดำหลายสิบร่างเคลื่อนย้ายไปมาท่ามกลางแสงดาว แสงไฟมืดสลัวภายในจวนยังคงมีให้เห็นเป็นบางจุดทหารรักษาจวนยังเฝ้าเวรยามเป็นมั่นคง

     

              เงาดำเหล่านั้นเคลื่อนย้ายผ่านกำแพงจวนอย่างเงียบเชียบทหารเข้าเวรไม่อาจรับรู้ได้ เสียงฝีเท้าที่กระทบใบไม้นั้นเบามาก คล้ายกระแสลมกระทบเบาๆ เป็นผู้มีวิชาตัวเบาสูงส่ง แตะลมบนอากาศแล้วทะยานไป ไร้ซึ่งร่องรอยจะพบเห็น

     

              จวบจนมาถึงหน้าตึกตะวันออกเงาดำนั้นก็หยุดลง การเคลื่อนไหวดุจเงาพราย โถมเข้าใส่องครักษ์อย่างฉับไวการลงมือย่อมเด็ดขาด! ทหารองครักษ์ล้มตายลงไปหลายสิบนายโดยที่ไม่ทันได้ต่อต้าน

     

              กระแสลมแรงผ่านพัดเข้ามาอีกครา หางตาของบุรุษพลันเห็นเงาดำชงเป่าที่นั่งรอหน้าตึกก็พลันลุกพรวด ดวงตาเปล่งประกายจ้องมองเงาดำที่เข้ามาในระยะสองก้าวก็จะถึงตัว

     

              ขวับ!

     

              ชงเป่าหลบกระบี่นั้นอย่างรวดเร็วฝ่ามือก็ตบไปที่ตัวกระบี่ที่แทงมาหยุดออกจากมือเงาดำนั้นจากนั้นก็บรรจงซัดหมัดคลื่นหยวนเข้าไปเต็ม ๆ เงาร่างนั้นลอยละลิ่วตกลงที่หน้าตึก!

     

              “รับมือ!! มีนักฆ่า!!” ชงเป่าคำรามสนั่นองครักษ์ยามนี้รับรู้แล้ว ต่างตื่นตัวอยู่ไม่คลาย อาวุธพร้อมสรรพถูกเตรียมพร้อม

     

              เงาดำเหล่าเมื่อไม่อาจหลบซ่อนแล้วก็คงได้แต่ปรากฏตัว เงาดำกระจ่างชัดขึ้นกลายเป็นคนชุดดำปิดหน้าสิบกว่าคนล้อมรอบตึกเข้ามา

     

              การปรากฏตัวของคนชุดดำทำให้ชงเป่ามีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนักมันรับรู้ได้ถึงกระแสพลังที่คนชุดดำเหล่านี้ปลดปล่อยออกมา “ระดับแก่นแท้พลัง!” นี่ทำให้ชงเป่าตกใจผู้ที่มามีระดับกำเนิดพลังด้วยกันถึงสองคน การรับมือในครั้งนี้ยากแล้วภายในจวนไม่มีใครอยู่ระดับนี้เลย จะต้านรับได้อย่างไร?

     

              “นครหลวงมีคนระดับนี้มากมายเช่นนี้เลยหรือ?ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้พลังมีมากมายดุจดั่งมัจฉาในสายธาร”ชงเป่าอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้

     

              ชั้นที่สามของตึกหลักมีดวงตาสามคู่จดจ้องลงมาที่หน้าตึกตะวันออก“ลงมือแล้ว” แววตาทั้งสามคู่เป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

     

              “เหตุใดพวกเขาจึงไม่ลงมืออย่างเงียบเชียบ?”หญิงสาวหนึ่งเดียวในห้องเอ่ยถาม

     

              ชายหนุ่มที่ค้างอยู่ในอาการมึนเมาเอ่ยตอบ“นั่นเพราะการลงมือแบบนั้นไม่มีประโยชน์แล้ว จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้ปิดบังไม่ได้แล้ว” จากนั้นชายหนุ่มก็หันมาออกคำสั่งกับชายอีกคนที่อยู่ด้านข้าง “พี่ชงหยงท่านให้คนไปแจ้งทหารรักษาพระนครนำทหารมาช่วยที่จวนงานนี้เราจะต้องจับเจ้าหนูสกปรกที่ลอบเข้ามาในยามวิกาลให้ได้!!” นัยน์ตาของชายหนุ่มเยียบเย็นไอสังหารเบาบางแผ่ซ่าน หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างก็ต้องขนลุกชูชัน

     

              เคร้ง เคร้ง!

     

              การปะทะได้เริ่มขึ้นแล้วฝ่ายองครักษ์เสียเปรียบเป็นอย่างมาก ล้มตายไปอย่างรวดเร็วจากยี่สิบนายเหลือไม่ถึงสิบคน บนกายของชงเป่ามีเลือดไหลนอง บาดแผลสดใหม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดทั้งแปดคนเข้ามาล้อมวงกันหลังชนหลังประจันหน้ากับศัตรู!

     

              “ฆ่า!!” ชายชุดดำแผดเสียงแหบพร่าออกคำสั่ง!คนชุดดำที่เหลือคล้ายว่าจะเป็นลูกสมุนก็ลงมือ มีเพียงชายชุดดำสองคนยืนนิ่งอยู่คนหนึ่งเป็นผู้ออกคำสั่ง อีกคนหนึ่งคล้าว่าจะเป็นรองหัวหน้าจึงไม่ได้ลงมือทั้งสองปลดปล่อยพลังระดับแก่นแท้พลังออกมาอยู่เนือง ๆสะกดข่มฝ่ายชงเป่าไว้

     

              ปัง!!

     

              การลงมือของคนชุดดำถูกหยุดไว้ม่านแสงสีเหลืองอ่อนปรากฏขึ้น!

     

              ค่ายกลดวงดาวแปดทิศ!

     

              รูปขบวนเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนครั้งนี้คนมากขึ้นขอบเขตดวงดาวก็กว้างขึ้น ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สำคัญคือการสอดประสานของดวงดาวหากผู้พิทักษ์ค่ายมีฝีมืออ่อนด้อย ไม่เคยฝึกร่วมกันมาค่ายดวงดาวนี้ก็คงเหมือนไข่ไก่แล้ว อันที่จริงตำแหน่งมากค่ายกลก็ยิ่งมีประสิทธิภาพแต่หากค่ายกลไม่สอดประสานก็จะกลายเป็นภาระ ชงเป่าจึงไม่ได้ตั้งค่ายกลแต่แรก

     

              ค่ายกลนี้เป็นค่ายกลเฉพาะที่หนิงเฉียนฝึกฝนให้กับทหารคนสนิทร้อยนายของตนได้รับมาหรือบัญญัติขึ้นเองก็ไม่ทราบเนื่องจากเป็นค่ายกลเฉพาะคนส่วนใหญ่จึงไม่รู้วิธีรับมือจุดเด่นจุดอ่อนก็ยากจะคาดเดา

     

              ครั้งที่อยู่จวนอ๋องก็ไม่ได้สำแดงพลังค่ายกลแม้แต่น้อยได้แต่ป้องกันตามคำสั่งของนายน้อย แต่ครั้งนี้ชงเป่าตั้งใจจะใช้ค่ายกลนี่สังหาร!!

     

              “ดาวหางพิฆาต!”

     

              แปรขบวนคล้ายลูกศรสังหารผู้พิทักษ์ส่งพลังไปที่ชงเป่าที่อยู่ประจันหน้าพลังไหลมารวมกันชงเป่ารับรู้ได้ถึงพลังที่เพิ่มสูงขึ้น คล้ายจะก้าวข้ามระดับพลังที่มีอยู่ไปแล้วรัศมีสีเรืองรองเหลืองนวลส่องประกายครอบคลุมไปด้วยประกายแสงแดงเพลิงอันรุ่มร้อนชงเป่าเหวี่ยงกระบอกออกคลื่นพลังนั่นก็กลางเป็นลำแสงพุ่งใส่คนชุดดำ

     

            ตู้ม!!!!

             

            สิ้นชีพในพริบตา!

     

              การจู่โจมที่รวดเร็วรุนแรงผลาญร่างชายชุดดำไปหลายคนประหนึ่งดาวหางที่ลุกโชนพุ่งชนร่างแหลกลาญ

     

              ชงเป่าอึ้งงันกับพลังที่ปลดปล่อยไปตั้งแต่ใช้ค่ายกลดวงดาวนี้มามันยังไม่เคยใช้กระบวนทัพนี้เลย อานุภาพรุนแรงมาก! ไม่อาจคาดเดาได้เลยหากว่ามันฝึกฝนสำเร็จค่ายกลนี้จะส่งผลรุนแรงเพียงใด!!

     

              ชายชุดดำผู้นำทั้งสองตกอยู่ในความตกตะลึง! “พลังของค่ายกล? ร้ายกาจ!!”

     

              การเหวี่ยงกระบองเพียงครั้งเดียวของชงเป่าก็ได้คร่าชีวิตคนชุดดำไปถึงห้าคนแต่ถึงอย่างนั้นฝ่ายชงเป่าก็ยังเป็นรองอยู่ด้วยจำนวนคน และศักยภาพอยู่ดีพลังที่ปลดปล่อยออกไปสูญเสียไปอย่างมากร่างกายเริ่มโอนเอนลมปราณในร่างเริ่มพร่องโหว่ ไม่อาจโจมตีได้อีกแล้ว...

     

              แววตาของชงเป่าปรากฏความเศร้าสลด ทว่าก็ยังค้ำยืนไม่ไหวติงค่ายกลแปรรูปขบวนกลับมาดังเดิม กลายเป็นตั้งรับอย่างเต็มรูปแบบ รอคอยคนมาช่วยแต่หากไม่มีก็จะกลายเป็นรอคอยความตาย...

     

              “หึ ค่ายกลนี้สิ้นฤทธิ์แล้ว! เร็วเข้ารีบโจมตี!!” ชายชุดดำออกคำสั่งแล้วก็มือโจมตีค่ายกลทันที

     

              ปัง ปัง ปัง!!

     

              ค่ายกลถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องสีหน้าของผู้พิทักษ์ต่างซีดเผือด คล้ายจะอ่อนแรงโรยรา

     

              “ป้องกันเอาไว้! อย่าได้ท้อถอยไม่นานกำลังเสริมก็จะมา!!” ชงเป่าแผดเสียงขึ้น ใบหน้าก็ดุดันส่งเสียงสร้างความฮึกเหิม เมื่อผู้พิทักษ์นึกถึงกำลังเสริมและการรอดชีวิตก็บังเกิดความฮึกเหิมตามต้านทานไว้สุดกำลังต่างฝ่ายต่างสู้รบอย่างแข็งขันไม่มีใครยอมใคร

     

              ในที่สุดแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็ส่องมาถึงกองทหารรักษาพระนครหลายร้อยนายวิ่งเข้าจวนเสนาบดีกรมราชพิธีแล้วมุ่งหน้ามายังตึกตะวันออก เสียงฝีเท้าหนักดังอื้ออึง กลุ่มคนชุดดำก็ถอนกำลังหนีไปชงเป่าไม่ได้ไล่ตาม องครักษ์ทั้งแปดล้มลงกับพื้นสลบไปพวกมันใช้แรงในการต้านรับไปจนหมด เรียกได้ว่าทุ่มสุดตัวตราบใดที่ยังมีความหวังพวกมันก็ยังคงสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ!

     

              กองทหารรักษาพระนครติดตามไปชายหนุ่มทอดสายตามองอย่างเหยียดหยาม “กองทหารรักษาพระนคร? รักษารึ? ช่างไม่มีโยชน์!”กว่าที่ทหารรักษาพระนครจะมาได้เวลาก็ผ่านล่วงเลยมาเกือบสองเค่อ (1 เค่อ = 15นาที) หากมาเร็วกว่านี้องครักษ์คงไม่ตายอย่างมากมายการป้องกันช่างหละหลวม จากนั้นชายหนุ่มก็เบือนหน้าไปทางองครักษ์ของตน

     

              หนิงเฟยหลงยิ้มบางมองดูเหล่าองครักษ์อย่างตื้นตันมันขอบคุณองครักษ์ทั้งหลายจากใจ ทั้งขอโทษทั้งขอบคุณหากไม่ใช่เพราะมันมีแผนการคงไม่ต้องสูญเสียองครักษ์ไปถึงยี่สิบกว่าคนหากมันลงมือได้ แม้ว่าไม่อาจจะสังหารแก่นแท้พลังทั้งสองได้ แต่คนชุดดำที่เหลือคงต้องตายหมดการสูญเสียก็จะไม่เยอะเท่านี้

     

              “ตระกูลถู ช่างบ้าดีเดือดคิดว่ามีอำนาจอยู่ในมือก็จะใช้กับผู้ใดได้หรือ!!” หนิงเฟยหลงคำรามอย่างโกรธแค้น สิ้นแล้วซึ่งความอดกลั้น! เสียงคำรามสะท้านไปทั่วตัวคนในตึกหลัก มีใครบ้างที่ไม่ได้ยินเสียงนี้มาพร้อมกับไอสังหารที่ท้วมท้น!!ไม่ต้องบอกเลยว่าชายหนุ่มแค้นเคืองตระกูลถูมากเพียงใด ชงหยงและหนิงอันอันเงียบสนิททั้งสองยังอยู่ในอาการหวาดกลัว

     

              “ไหน ๆพวกเจ้าก็ชอบความวุ่นวายเช่นนั้นข้าก็จะส่งเสริมความวุ่นวาย!” กล่าวจบชายหนุ่มก็สะบัดร่างเดินออกจากห้องที่อยู่ไปยังห้องของตนที่ตึกตะวันออก

     

              ปัง! ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ชายหนุ่มลงมือ โต๊ะที่เคยอยู่ด้านข้างมันก็พังลงหนิงอันอันและชงหยงมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มจนลับสายตานัยน์ตาเผยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย

     

              ..........

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน