บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 35 เทพมรณะ

       “ฮู้ว!”

                ตามแนวที่เขาพุ่งลงมามีลมพัดแรงราวกับมีดกรีดหน้าแต่หมิงอวี่ที่มีเกราะจักจั่นปีกบางอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย

               ยอดเขาเซิงหานที่อยู่ด้านหลัง กองหิมะถล่มลงมาทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวน้ำมหาศาลไหลทะลักราวกับปีศาจพุ่งกระโจนมาเพื่อกลืนกินตัวของเขา

               แต่หมิงอวี่ตกลงมาเร็วมากและเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย!

               ภูเขาเบื้องล่างขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของเขาหมิงอวี่เป็นดั่งดาวตกที่กำลังตกลงไปข้างล่างผ่านกระแสอากาศที่ไร้รูปลักษณ์

               จากความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ หากตกลงไปด้านล่างถ้าไม่ตายก็จะต้องบาดเจ็บสาหัสแน่แต่พอลงไปถึงกลางทาง หมิงอวี่กลับพลิกตัวกลางอากาศแล้วใช้เท้าแตะไปที่กลางอากาศอย่างแรง

               หมิงอวี่เหยียบอากาศจนกระจายกลายเป็นวงราวกับว่ากำลังเหยียบกระดานไม้แข็งอยู่เขาใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งเพื่อลดความเร็วในการตกจากนั้นก็ตกสู่พื้นในรูปแบบแนวทแยงมุม

               และการดีดตัวกลางอากาศนั้น มันก็คือทักษะการต่อสู้หลิงระดับสูง เท้าแตะเมฆา!

                เมื่อครึ่งเดือนก่อน หมิงอวี่ก็สามารถดีดตัวกลางอากาศได้หนึ่งครั้งแล้วดังนั้นเขาถึงได้มีความมั่นใจว่าเขาสามารถตกลงมาจากเขาสูงหมื่นฟุตได้

               หิมะด้านหลังของเขาถึงแม้จะถล่มลงมาอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้เปื้อนเสื้อผ้าของหมิงอวี่เลยแม้แต่น้อยเพียงแต่จะลำบากผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังปีนผาอยู่ที่ต้องถูกหิมะทับ แต่พวกเขามีร่างกายที่แข็งแกร่งคงไม่มีอันตรายถึงชีวิต

               “ยังเหลือเวลาอีก ... สิบวัน”

               หิมะด้านหลังถล่มลงมาอย่างหนักจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแต่หมิงอวี่ไม่หันกลับไปมองเลยแม้แต่นิดเดียว เขารีบวิ่งตรงไปข้างหน้าเหลือเวลาให้เขาได้เดินทางน้อยมากแล้วจึงต้องรีบกลับไปยังวังหลวง!

            เมื่อครู่หมิงอวี่ได้ประเมินดูแล้วนับตั้งแต่เวลาที่เขาออกมาจากวังหลวงนั้นผ่านไปแล้วห้าสิบวันเพราะฉะนั้นเหลือเวลาให้เขากลับไปที่วังหลวงแค่สิบวันเท่านั้น

               ตอนที่หมิงอวี่เดินทางมาถึงยอดเขาเซิงหานมันก็ผ่านไปแล้วประมาณครึ่งเดือนหรือก็หมายความว่า เขาจะต้องเร่งฝีเท้าของเขาให้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวถึงจะสามารถเดินทางกลับไปร่วมงานประลองของราชสำนักในวังหลวงได้ทัน!

                หมิงอวี่วิ่งไปตามเส้นทางของภูเขาหิมะ ตอนนี้บนพื้นมีลมหนาวแรงมากแต่ก็ไม่มีผลอะไรกับเขาเลย เมื่อบวกกับเวลาพักผ่อนด้วยก็เท่ากับว่าตอนนี้เขาวิ่งมาแล้วประมาณสองวัน

               จากนั้น หมิงอวี่ก็ใช้เงินไปอีกสามแสนเหรียญหยกดำซื้ออสูรระดับสามมาหนึ่งตัวนั่นคือ ม้าพายุ แล้วควบมันมุ่งหน้าตรงไปยังวังหลวงทันที

               ตอนที่อยู่เมืองเสวี่ยเยวี่ย หมิงอวี่เลือกนั่งรถม้าลมกรดก็เพื่อหลบเลี่ยงการถูกไล่สังหารแต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องรีบกลับไปยังวังหลวงให้เร็วที่สุด

               หลังจากมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกระดับกระชากวิญญาณ หมิงอวี่ก็มีพลังเพิ่มขึ้นอีกมากเขาไม่หวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงอีกต่อไป

               “ย่ะ!”

                ค่ำคืนมืดมิดลมแรง หมิงอวี่ควบม้าพายุอย่างรวดเร็วบนถนนที่รกร้างตอนนี้ใกล้ครบสิบวันแล้ว อีกแค่สามวันเขาก็จะสามารถกลับไปถึงวังหลวงได้แล้ว

               ตลอดทางมีเพียงเสียงฝีเท้าม้าวิ่งควบอยู่ แต่ก็มีลมปราณที่ไร้ร่องรอยตามหมิงอวี่มาด้วยพวกเขาเหมือนกับวิญญาณที่ตามติด ไม่ว่าหมิงอวี่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วมากแค่ไหนพวกเขาก็ตามมาทันอยู่ดี

               ไม่นานนัก หมิงอวี่ก็มาถึงทางตัน ตรงนี้มันเป็นกำแพงที่ไม่มีทางให้ไปต่อได้

               หมิงอวี่กระตุกเชือก ม้าพายุก็หยุดลงและหันหลังกลับมาอย่างเชื่อฟัง

               ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากทางด้านข้าง

               “อิอิ ... ”

               เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนปิดตาอยู่บนหลังคามือขวาของชายคนนั้นถือกระบี่สีดำ ส่วนด้านซ้ายของเขานั้นว่างเปล่า

               คนคนนี้ ก็คือคนที่หมิงอวี่ตัดแขนซ้ายของเขาไปในวันนั้น นักรบเลือดม่อ!

                ในเวลานี้ ที่หลังคาอีกฝั่งหนึ่งก็มีชายอีกสองคนปรากฏตัวขึ้น รูปร่างของพวกเขาไม่แตกต่างกับม่อเท่าไรคือมีรูปร่างผอมสูงเห็นกระดูก แต่ว่าพวกเขาทั้งหมดมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดกันทั้งหมด!

                คนด้านซ้ายปิดตาซ้ายข้างหนึ่ง มีรอยดาบฟันตาขวามีสีแดงราวกับสีเลือดดูดุร้ายมาก บนหัวไหล่ซ้ายของเขาก็มีลายปักคำว่า “จง”เอาไว้ ส่วนมือขวาของเขามีโซ่สีดำและกำลังควงโซ่นั้นอยู่กลางอากาศ

               คนทางขวามีดวงตาที่ยาวรี รูม่านตาของเขาเปล่งแสงเย็นยะเยือกออกมาบนมือทั้งสองข้างของเขาสวมถุงมือที่ติดกรงเล็บเหล็กเอาไว้มีตะขอเหมือนเอาไว้กระชากวิญญาณของเขา แล้วที่ด้านหลังเสื้อของเขานั้น ก็มีคำว่า“จง” ปักอยู่เหมือนกัน

               คนที่ถือโซ่มีชื่อว่าคู ส่วนคนที่สวมกรงเล็บเหล็กนั้นมีชื่อว่าโยว!

                ในเวลานี้ ม่อ คู โยว นักรบเลือดของหอว่านจงถึงสามคนมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้

               “ในที่สุดเจ้าก็รู้สักทีนะว่าหนีไม่รอดแล้ว จำไว้ มันคือชะตาของเจ้า”ม่อยังคงเสียบแหบแห้งเหมือนเดิม เขามองมายังหมิงอวี่ที่อยู่บนถนนน้ำเสียงเย็นชาอย่างมาก

               คูที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาว่า “หอว่านจงต้องการปลิดชีพใครไม่เคยต้องเอาตัวรอดไปวันๆ วันนี้ เจ้าตายแน่”

               ส่วนคนสุดท้ายอย่างโยวไม่พูดเลยแม้แต่คำเดียว เขานิ่งมากในฐานะนักฆ่า เขาเป็นแค่เครื่องมือสังหารเท่านั้นเขาทำเป็นแค่สังหารเป้าหมายให้ตายเร็วที่สุดเท่านั้น หลังจากที่เป้าหมายของเขาตายก็จะจากไปในทันที

               เพราะเรื่องของหนึ่งเดือนก่อน ทำให้หอว่านจงต้องส่งคูกับโยวมาด้วยเพราะต้องการฆ่าหมิงอวี่ให้ตายให้ได้ เพื่อไม่ให้เขามีโอกาสใดๆ อีก

               ปกติแล้ว การเจอนักรบเลือดคนหนึ่งก็เหมือนเจอเทพมรณะมาจุติแต่ในเวลานี้มีนักรบเลือดอยู่ถึงสามคน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยจิตสังหารมันสามารถฆ่าคนให้ตายได้เลย

               แต่หมิงอวี่กลับกระโดดลอยตัวขึ้นบนหลังม้าพายุ และยืนอยู่บนหลังม้าจากนั้นก็พูดว่า “ไร้ผู้คน ที่นี่เหมาะมากที่จะฆ่าคน”

               “ถูกต้อง” ม่อมองไปที่หมิงอวี่แล้วยิ้มแสยะครั้งที่แล้วถูกหมิงอวี่ฟันแขนซ้ายขาดไป เขาได้รับความอัปยศอย่างมากเขารู้ว่าหมิงอวี่มีพรสวรรค์สูงมาก ดังนั้น เขาไม่มีทางยอมให้หมิงอวี่พัฒนาเติบโตต่อไปได้อีกวันนี้หมิงอวี่จำเป็นต้องตายเท่านั้น!

                หมิงอวี่กลับยิ้มแล้วพูดว่า “ที่ข้าหมายถึง คือฆ่าเจ้านะ”

               ที่จริงหมิงอวี่รู้อยู่แล้วว่านักรบเลือดสามคนตามเขามา ดังนั้น เขาถึงตั้งใจเดินทางมายังที่เงียบสงบไร้ผู้คนแบบนี้!

               “ไม่รู้จักที่ตายซะแล้ว”

               ม่อคำรามเสียง ลมปราณพลุ่งพล่านขึ้นมา จากนั้นก็กระโดดลงมาจากหลังคาแล้วพุ่งแทงกระบี่มาที่หมิงอวี่เขาเหมือนกับเป็นหนึ่งเดียวกับยามวิกาล กระบี่กุ่ยเจี้ยนของเขานั้นมืดเหมือนกับความมืดมิดพุ่งโจมตีอย่างไร้เสียงมาตรงหน้าของหมิงอวี่

               “วิญญาณ”

               วินาทีที่ม่อลงมือหมิงวี่ก็นำน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ในหัวใส่ไปที่จุดเซินถิงสัมผัสแห่งวิญญาณของเขาถูกเปิดออกในทันที

               กระบี่กุ่ยเจี้ยนที่รวดเร็วอย่างมากเมื่ออยู่ตรงหน้าของหมิงอวี่มันกลับช้าลงไปหลายเท่า หมิงอวี่เอียงหัวไปเล็กน้อยตัวเฉียดผ่านหน้ากระบี่ไป

               ม่อรู้สึกงงมากแต่ก็พลิกกระบี่กุ่ยเจี้ยนในมือแล้วฟันใส่หมิงอวี่อีกครั้ง แต่หมิงอวี่ก็ยังหลบไปได้อีก

               ไม่ว่ากระบี่กุ่ยเจี้ยนของม่อนั้นจะทางทะลุหรือมุดไปมุมไหนหมิงอวี่ก็เหมือนจะรู้ล่วงหน้าไปหนึ่งก้าว เขาสามารถหลบได้ในทุกครั้ง ไม่กี่อึดใจเขาก็ปล่อยไปแล้วห้ากระบวนท่าแต่ไม่มีกระบวนท่าไหนที่สามารถทำอันตรายหมิงอวี่ได้เลย

               “การเคลื่อนไหวของเจ้ามันช้าเกินไปแล้ว”

               หมิงอวี่หลบกระบี่ของม่อได้อีกครั้งจากนั้นก็ซัดหมัดที่เต็มกำลังไปบนตัวของม่อ ทำให้เขากระเด็นไปไกล

               “เจ้า!”

                ม่อตกตะลึงอย่างมาก เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หมิงอวี่ใช้กระบี่ต่อหน้าเขายังต้องระวังและรับมืออย่างทุลักทุเลอยู่เลยแต่ตอนนี้เขากลับสามารถหลบกระบี่ของเขาได้อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้ามันเหลือเชื่อเกินไป!

                แต่ว่า ม่อกลับยิ้มมุมปาก เพราะคูกับโยวฉวยโอกาสลอบโจมตีขนาบข้างเข้ามา

               คูฟาดโซ่เหล็กในมือออกมา มันพุ่งรัดไปยังมือซ้ายของหมิงอวี่ราวกับอสรพิษในทันที

               เมื่อหมิงอวี่หันกลับไปมอง โยวก็กำลังกางกรงเล็บพุ่งเข้าใส่เขาเขาทำมือเป็นรูป “ไม้กางเขน”ราวกับว่ากรงเล็บของเขานั้นจะฉีกท้องไส้ของหมิงอวี่จนขาดเพื่อให้เขาตายในกระบวนท่าเดียว!

                “กางแขนสีเลือด”

               “พัวะ”

               กระบี่เฟิงโหวในมือของหมิงอวี่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คมกระบี่ยังไม่ทันได้ชักออกมาฝักกระบี่ก็ชนเข้ากับกรงเล็บเหล็กอย่างรุนแรงแล้ว

               ได้ยินแค่เสียงระเบิด อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ลมปราณของทั้งสองฝ่ายระเบิดตัวออกจนพื้นแตกเป็นรอยกำแพงทั้งสองข้างถนนสะเทือนจนเป็นรูและถล่มลงมา

               แต่ว่าฝักกระบี่ในมือของหมิงอวี่กลับสามารถต้านกางเขนสีเลือดเอาไว้ได้ อย่าลืมว่าตอนนี้หมิงอวี่มีพลังเทียบเท่ากับราชสีห์สองพันตัว แต่พลังของโยวนั้นเทียบเท่าแค่ราชสีห์หนึ่งพันตัวเท่านั้นแล้วจะสู้หมิงอวี่ได้อย่างไรกัน!

                “ไสหัวไป”

               หมิงอวี่ใช้เท้าขวาถีบจนโยวกระเด็นไป จากนั้นก็ใช้มือซ้ายกระชากคูมา

               คูตกตะลึงอย่างมากเพราะบนโซ่มีพิษที่ร้ายแรงอยู่ คนทั่วไปเมื่อแตะถูกเพียงเล็กน้อยผิวหนังก็เน่าเปื่อยแล้วแต่หมิงอวี่กลับไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

               แต่เขาจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะว่าเป็นเพราะเกราะจักจั่นปีกบางของหมิงอวี่เขาจะไปกลัวพิษกัดกร่อนได้อย่างไรกัน?

               ประสบการณ์การต่อสู้กับลางสังหรณ์บอกกับคูว่าจะให้หมิงอวี่กระชากตัวเขาไปไม่ได้เขาเลยทิ้งโซ่ในมือของเขาในทันทีแล้วกระโดดถอยหลังไป แต่หมิงอวี่ฟาดโซ่กลับไปเพราะต้องการให้คูตกลงมาจากกลางอากาศจนพื้นเป็นหลุมขนาดใหญ่

               แต่ในเวลานี้เอง ก็มีเสียงคำรามแหบแห้งแหลมดังขึ้นมาจากด้านหลังม่อจับจังหวะ แล้วลอบโจมตีมาจากด้านหลังอีกครั้ง

               “หมิงอวี่ ตายใต้กระบี่ร้องไห้ของข้ามันถือเป็นเกียรติอันสูงสุดของเจ้าแล้ว!”

                “อย่างนั้นหรือ?”

               หมิงอวี่หันหลังกลับแล้วชักกระบี่เฟิงโหวออกมา จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังออกมาจากกระบี่แสงเจิดจ้าที่เย็นชามีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วของเสียงถูกแทงออกไป

               ชั่วพริบตา พลังอันมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ก็พุ่งปะทะเข้ามาทำให้กระบี่กุ่ยเจี้ยนระเบิดและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

               กระบี่ในมือของหมิงอวี่ฟันมาที่แขนขวาของม่อ เลือดสาดเต็มพื้นไปหมด!

                “ไม่!”

                ม่อร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ตอนนี้เขาแขนขาดทั้งสองข้างแล้วเขากลายเป็นคนแขนด้วน! ม่อคุกเข่าลงกับพื้นตัวสั่นไปทั้งตัว สายตาของเขาเลื่อนลอย ตอนนี้เขากลายเป็นคนพิการจริงๆ แล้ว!

                “นี่ คือเพลงกระบี่ร้องไห้ที่แท้จริงเลยสินะ”    

               เสียงของหมิงอวี่ดังขึ้นมาในหูของม่อ มันคล้ายกับถูกน้ำสาดใส่หน้าทำให้สติของเขาแตกกระเจิงกระบี่ร้องไห้วิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา แต่ตอนนี้หมิงอวี่เรียนมันแค่เดือนเดียวก็สามารถเอาชนะเขาที่เรียนมันกว่าสิบปีได้แล้วมันทำให้ม่อรู้สึกว่ารับความจริงเรื่องนี้ไม่ได้เลย

               ม่อคิดว่ามันเป็นเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งมากที่สุดแต่กระบี่ของหมิงอวี่รวดเร็วกว่าเขาหลายเท่า โหดเหี้ยมมากกว่าเขาหลายเท่าจิตวิญญาณแห่งกระบี่ก็แข็งแกร่งมากกว่าเขาหลายเท่า เขาเข้าใจแล้วว่าพรสวรรค์ของหมิงอวี่เหนือกว่าเขาจริงๆ แม้แต่เคล็ดลับสิบหน้าสุดท้ายของ “เพลงกระบี่ร้องไห้”ที่เขาศึกษาทำความเข้าใจมาเป็นสิบปี หมิงอวี่ก็เรียนรู้ได้หมดเลย!

                วินาทีที่หมิงอวี่แทงกระบี่เข้าใส่ม่อ ความภูมิใจในกระบี่ของม่อก็แตกสลายหายไปจนหมด!

                “อ๊า!”

                ม่อเองก็ทนรับความกระทบกระเทือนจิตใจแบบนี้ไม่ได้เขาพยายามออกแรงเอาหัวโขกกับพื้น อยากจะโขกให้ตายไปเลย

               พอเห็นม่อที่ไร้เรี่ยวแรง หมิงอวี่ก็อดขำไม่ได้

               ตอนนั้นม่อเคยบอกก่อนจะหนีไปว่าจะทำให้เขาตายอย่างอนาถ แต่กลายเป็นว่าวันนี้เขากำลังเอาหัวโขกพื้นให้ตายตายอย่างอนาถและน่าสมเพชด้วย

               แต่ทุกอย่างนี้ม่อทำตัวเองทั้งนั้น หากไม่ใช่เพราะม่อ เฮยจีก็คงไม่บาดเจ็บหนักหมิงอวี่ก็ไม่ต้องคุ้มกันเฮยจีอย่างตื่นกลัวแบบนั้น พูดได้เลยว่าทุกอย่างมันเป็นกรรมตามสนอง

               แต่ว่า คนที่สั่งการอยู่เบื้องหลังของม่ออย่างพระสนมหลี่ต่างหากที่เป็นคนร้ายที่แท้จริง!

                หมิงอวี่หันแล้วเดินไปหาคูกับโยวที่บาดเจ็บหนักที่พื้นพวกเขามองมาที่หมิงอวี่ด้วยความตื่นกลัว ราวกับว่ามีเทพมรณะกำลังจะมาปลิดชีพพวกเขา! หมิงอวี่ไม่ลังเลใจเลยที่จะปาดคอของคูกับโยวที่กำลังตื่นกลัว จากนั้นหมิงอวี่ก็นำศพของนักรบเลือดทั้งสามคนเก็บใส่ถุงเก็บของไป

               นักรบเลือดทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดคนของหอว่านจงมีคนดูแลที่แตกต่างกันออกไปม่อ คู และโยวอยู่ในสังกัดของใคร ขุนนางชั้นสูงของราชวงศ์รู้กันดี

               เดิมทีหมิงอวี่กำลังเครียดเลยว่าไม่มีหลักฐาน แต่ตอนนี้เขามีศพเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถเอาผิดพระสนมหลี่ที่คิดจะสังหารเขาได้แล้ว!

                หมิงอวี่กลับขึ้นไปบนหลังม้า และหายไปจากถนนทางตันนี้ในทันที

               งานประลองยุทธ์ของราชสำนักที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันที่จะมีเหล่าผู้กล้าจำนวนมากมารวมตัวกันโดยมีเยี่ยซีเป็นตัวเด่นของงานนี้ งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะเปิดฉากขึ้นองค์ชายสิบเจ็ดที่ถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน กำลังจะกลับไปแล้ว ...

               ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว!

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน