ตอนที่ 15
หอไม้ดำ
สิ่งแรกที่เสวี่ยินึกถึงก็คือเื่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และเพราะเขาไม่ได้จ่ายเงินค่าที่พักเกือบหนึ่งเดือน จึงทำให้เสวี่ยิพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ซึ่งหากเขาจำเป็ต้องไปค้าขายของสูงค่าการแต่งตัวก็ต้องดูสมฐานะ หากแต่งกายเป็ยาจกเข้าไปคงยากที่จะค้าขายได้ราคา
ประการที่สองหากจะหลบหลีกการติดตามเขาก็จำเป็ต้องแปลงโฉมหน้าสักเล็กน้อย ทำให้เสวี่ยินึกถึงโรงงิ้วที่เพิ่งเดินผ่านมาในตอนที่กำลังเลือกซื้อเสื้อผ้า
ประการที่สามหากจะสลัดหลุดการติดตาม อาศัยพลังฝีมือของเขาในตอนนี้คงเป็ไปได้ยาก ดังนั้นเขาจำเป็ต้องได้ผู้อื่นออกแรงช่วยเหลือ เมื่อคิดได้ดังนั้นเสวี่ยิจึงเลือกที่จะตรงไปยังร้านขายยาเดิม ซึ่งเคยแนะนำเขาเื่การประมูลใหญ่ของหอไม้ดำ
หลังจากที่ได้คุยกับเ้าของร้าน ซึ่งรับรู้มาก่อนว่าเสวี่ยิเกี่ยวข้องกับจวนเ้าเมือง ทำให้เขายินยอมออกแรงช่วยเหลือ ทำให้เสวี่ยิสามารถปลอมตัวเป็คนขนสมุนไพร เพื่อหลบออกจากร้าน ก่อนที่เขาจะหามุมอับของเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวโฉมอีกครั้ง
เสวี่ยิบรรจงติดหนวดเคราบนใบหน้า เติมแต่งเนื้อหนังปลมอเล็กน้อย พร้อมทั้งรอยแผลเป็สายหนึ่งเพื่อให้ดูคมเข้มจริงจัง ก่อนจะใช้ผงแป้งแต่งสีชโลมไล้ไปทั่วร่าง เพื่อให้สีผิวเข้มขึ้น หลังจากนั้นก็เปลี่ยนชุดแต่งกายเป็เสื้อผ้าใหม่ ที่แม้ไม่ได้หรูหรานัก แต่ก็พอจะทำให้มองออกว่า น่าจะเป็นักบู๊ หรือผู้คุ้มกันของค่ายสำนักใหญ่ บวกกับใบหน้าที่แต่งแต้มใหม่ให้ดูมีอายุ และรอยแผลเป็ก็เหมือนเป็การเพิ่มประสบการณ์ในการท่องโลกให้กับตัวเอง
เมื่อเสวี่ยิออกจากมุมมืดมา เขาก็เปลี่ยนกลายเป็ผู้ฝึกตนวัยกลางคน ที่มีนามว่า...อี้เฟย ซึ่งตอนนี้ตั้งใจว่าจะให้มีศักดิ์ฐานะใหม่เป็ผู้คุ้มกันสินค้าจากดินแดนทางใต้ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างออกเดินทางท่องเที่ยว
.
.
.
หอไม้ดำ...เป็โดมทรงครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ถัดจากเขตค้าขายของเมืองหยกม่วงไปทางเหนืออีกราวสิบลี้ ซึ่งเป็เขตอิทธิพลของกลุ่มสมาคมพ่อค้า ซึ่งเป็กลุ่มที่รวมตัวกันของตระกูลพ่อค้าใหญ่หลายตระกูล มีผู้นำกลุ่มนามเฟยอี้หยิน
แม้ผู้คนในตระกูลพ่อค้าส่วนใหญ่มีระดับฝึกตนไม่สูงส่งเทียบเท่าตระกูลใหญ่อื่น ๆ แต่กลับมีทักษะลับอื่น ๆ ที่ตกทอดมาในตระกูล รวมถึงของอาวุธ ชุดเกราะ และของวิเศษมากมาย นี่ยังไม่นับความร่ำรวยของพวกมัน ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าดูแคลนกลุ่มสมาคมพ่อค้า และถ้านับกันตามจริงอิทธิพลของกลุ่มสมาคมพ่อค้านั้น ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าขุมกำลังของจวนเ้าเมืองเลยด้วยซ้ำไป เพียงแต่พ่อค้ามักร้อยเล่ห์ และไม่เปิดเผยกลเม็ดไพ่ตายให้ผู้คนได้รับรู้ แถมพวกมันเน้นอ่อนนอกแข็งใน การแสดงออกต่อผู้คนจึงมักอ่อนน้อมเป็หน้าด่าน แต่ยามติดตามทวงถามหนี้สิน ได้แต่กำกับความว่า รวดเร็ว รุนแรง ฉับไว ไร้ร่องรอย
แม้งานหอไม้ดำจะขึ้นชื่อว่าเป็การประมูล แต่ก่อนจะเข้าสู่โดมใหญ่เพื่อรับชม ยังต้องเสียเงินเหรียญอีกถึงห้าเหรียญทอง ซึ่งหากนับว่าเป็ตระกูลมั่งคั่งทั่วไป เงินห้าเหรียญล้วนไม่นับเป็อย่างไรได้ แต่หากเป็ชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป ห้าเหรียญก็เพียงพอให้ครอบครัวพวกมันใช้จ่ายรวมกันได้ทั้งเดือนเลยทีเดียว
เสวี่ยิที่ตอนนี้ปลอมตัวเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าโดมใหญ่ มองดูเหรียญในถุงเงินของตัวเอง ก็ต้องแอบถอนหายใจ เพราะในถุงเหลือเหรียญทองอีกเพียงแค่สามสิบเหรียญเท่านั้น แถมค่าเช่าห้องยิ่งใกล้วันทดสอบ การเปิดห้องพักใหม่ราคายิ่งถีบตัวสูง แต่เมื่อเสวี่ยิคิดถึงยาเม็ดที่พนักงานร้ายยายังมิอาจประเมินราคาได้ เขาก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง จึงได้ควักเหรียญทองออกมาถือไว้ และก้าวเดินออกไปยังประตูทางเข้า
"สหายท่านนี้ ้าเข้าร่วมประมูล หรือว่านำสินค้ามาขายเ้าคะ" ผู้เก็บค่าเข้าชมเป็หญิงสาวหน้าตาดี หุ่นสะโอดสะองในชุดวับแวมของหญิงสาว ยิ่งดึงดูให้ผู้คนหยุดชมดู นับั้แ่เสวี่ยิถูกมู่จินหลันหักอก ความคิดคำนึงเื่อิสตรีก็ลดน้อยถอยลง ตั้งใจว่าจะมุ่งมั่นฝึกปรือให้เก่งกาจก่อน ค่อยกลับมาคิดฟุ้งซ่านในเื่ราวของความรักทีหลัง แม้จะมีบางครั้งที่ไม่อาจควบคุมจิตใจตัวเองบ้าง แต่ก็เป็เพราะอิสตรีที่เขาพบนั้นมีความงดงามเกินกว่าจะต้านทาน
เสวี่ยิยื่นเหรียญทองส่งให้ พร้อมเอ่ย"ข้า้าทั้งขายสินค้า และมาชมดูการประมูล" โดยมิได้เหลือบแลหญิงสาวแม้แต่น้อย
พนักงานเก็บเงินแย้มยิ้มอีกครา "หากเป็เช่นนั้น นายท่านผู้นี้ก็เชิญที่ประตูฝั่งซ้าย เดี๋ยวจะมีผู้คนของหอไม้ดำมานำท่านไปยังห้องประเมินเ้าค่ะ" เสวี่ยิพยักหน้ารับ
ที่มุมไกลออกไปมีผู้คนกลุ่มหนึ่ง ล้วนจับตามองดูผู้คนที่เดินผ่านทางเข้ามา พร้อมสังเกตและจดบันทึกเื่ราวไว้เป็ข้อมูล "ชายแปลกหน้าที่ไม่เคยพบเห็น หาได้สนใจสตรี แถมนำสิ่งของมาเข้าประมูล เฟยซาเ้าสั่งคนจับตาดู หากของที่นำมาล้วนล้ำค่า ก็สั่งคนจับตา หากคราหน้ากลับมาอีกสมาคมพ่อค้าได้ต้อนรับขับสู้ถูก"
หลังจากผ่านทางเข้าประตูมาแล้วเสวี่ยิก็เดินตรงไปยังประตูซ้ายมือตามคำแนะนำ ด้านในประตูตั้งโต๊ะไว้ร่วมสิบตัว และทุกโต๊ะล้วนมีผู้ประเมินควบคุมอยู่ เมื่อเห็นเสวี่ยิเดินเข้ามา พนักงานคนหนึ่งก็ชี้ให้เสวี่ยิตรงไปยังโต๊ะที่ยังว่าง เสวี่ยิโค้งศีรษะขอบคุณเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปยังโต๊ะตัวที่สี่
"สหายท่านนี้ ได้โปรดแสดงสิ่งของที่จะเข้าร่วมประมูลด้วยขอรับ" น้ำเสียงของผู้ประเมินล้วนสุภาพน่าฟัง แถมกริยายังให้เกรียติผู้คนอย่างยิ่ง
"เออ..."เสวี่ยิไม่เคยมีประสบการณ์ค้าขายเช่นนี้มาก่อน จึงเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้าง แต่พนักงานก็หาได้แสดงท่าทีดูถูก กลับเอ่ยกับเขาว่ามิต้องรีบร้อน แถมยังหันมาสั่งให้ผู้คนยกน้ำชามาให้เสวี่ยิอีกด้วย
เสวี่ยิยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าที่หอการค้าแห่งนี้ ช่างเข้าใจจิตใจผู้คน และเพราะจุดนี้เองยิ่งนานวันยิ่งทำให้กิจการการค้าของพวกมันมีแต่รุ่งเรืองขึ้น
"ข้า้าให้ท่านช่วยประเมินโอสถในขวดนี้ ซึ่งข้า้าจะนำไปเข้าร่วมการประมูล" เสวี่ยิวางขวดโอสถเก่าลงบนโต๊ะ ก่อนจะผลักมันไปไว้ตรงหน้าผู้ประเมินด้วยความประหม่า
"อืม...สูดดมจากกลิ่นที่เล็ดลอดออกมา ข้างในนี้คงเป็โอสถเปลวเพลิง" เพียงคำเอ่ยลอย ๆ ก่อนที่จะเปิดจุกออกสูดดมก็ทำเอาเสวี่ยินับถือในความสามารถของผู้ประเมิน "งั้นข้าจะเปิดมันออกมาตรวจสอบละนะขอรับ" เสวี่ยิพยักหน้ารับ จุกขวดก็ถูกดึงเปิดออก ไอเผ็ดร้อนพวยพุ่งออกมา ดวงตาของผู้ประเมินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มันจะใช้คีมคีบเม็ดยาขึ้นมามองดู ก่อนจะหลับตาพริ้ม ลงมือใช้โสตแห่งการรับรู้กลิ่นสูดดมตัวยาเข้าไป "โอสถนี้ไม่ธรรมดาเลย ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้เป็นักปรุงยาใช่หรือไม่"
ยามพลั้งเผลอเสวี่ยิสองหูไม่ได้ฟังคำโดยชัด กลับตกปากรับคำไปโดยบังเอิญ เพราะั้แ่ก้าวเข้ามาจิตใจก็กระสับกระส่ายลุ้นผลการประเมิน รวมถึงสายตายังคอยสอดส่องมองดูโต๊ะประเมินอื่น ๆ เห็นสมบัติล้ำค่ามากมายที่ผู้คนนำมาเข้าร่วมอย่างตื่นตา จึงเกิดความสับสนเข้าใจผิดกันขึ้นมา
"อา..."ผู้ประเมินทุกคนล้วนได้รับสั่งสอนอบรมมา ว่าให้พิเคราะห์ผู้ที่นำโอสถล้ำค่าทุกชนิดมาร่วมประมูล เพราะนักปรุงยานั้นเป็เหมือนห่านทองคำของพ่อค้า ดังนั้นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีต่อนักปรุงยาล้วนจำเป็ และหากได้ทำสัญญาเป็นักปรุงยาในสังกัดได้ยิ่งวิเศษกว่า "เช่นนั้นนี่เอง ถ้าเช่นนั้นล้วนเชิญท่านไปยังห้องรับรองที่ด้านหลังก่อน"