หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ช่างน่าเกรงขามเสียจริง

             ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองหลินโจวนั้นคือตระกูลเลี่ยวอย่างไม่ต้องสงสัยตระกูลที่สืบทอดต่อกันมาช้านานเกือบสามร้อยปี และยังเป็นตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลินโจวอีกด้วยนับตั้งแต่ห้าร้อยปีก่อน หลังจากตระกูลเลี่ยวได้ถือกำเนิดผู้มีศักยภาพล้ำเลิศต่อเนื่องถึงสามรุ่นชื่อเสียงของตระกูลเลี่ยวในเมืองหลินโจวก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จวบจนกระทั่งปัจจุบันจึงได้กลายเป็นตระกูลที่คู่ควรกับอันดับหนึ่งของเมืองหลินโจวไปหลายปีมานี้อิทธิพลของตระกูลเลี่ยวในสำนักเทียนซิงก็ยิ่งเลื่องลือมากขึ้น

            โดยเฉพาะในสาขาลัวซาอิทธิพลของตระกูลเลี่ยวนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด

            ผู้ที่ทราบเรื่องราวภายในต่างรู้ดีชัดเจนว่าการล่วงเกินตระกูลเลี่ยวนั้นเท่ากับการรนหาที่ตายด้วยตัวเอง

            “พวกเขาทั้งสองอายุยังน้อยนัก เช่นนั้นส่งให้ข้านำกลับสาขาเทียนซิงไม่ดีกว่าหรือข้าจะสั่งสอนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น” เทียนซิงจื่อกล่าวเสนอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “อายุยังน้อย?”

            เลี่ยวอู่จี๋ปราดตามองทั้งสองคนพลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“อายุน้อยแต่ทำกับศิษย์สำนักเดียวกันได้อย่างเหี้ยมโหดเช่นนี้ นิสัยต้องอำมหิตวิปริตเป็นแน่หากไม่ลงโทษตักเตือนอย่างเด็ดขาดล่ะก็ ไม่แน่ว่าสักวันอาจก่อเรื่องและนำปัญหาร้ายแรงมาสู่สำนักเทียนซิงก็เป็นได้ท่านผู้ตรวจตรามู่ เจ้าสองคนนี้อาศัยพลังมหาศาลของตนทารุณเหล่าศิษย์สำนักเดียวกันอย่างโหดเหี้ยมตามกฎของสำนักเทียนซิงสมควรจะทำลายการบำเพ็ญของพวกเขา แล้วเนรเทศออกจากสำนักเทียนซิงไปซะ”

            ทำลายการบำเพ็ญ...

            การทำลายการบำเพ็ญให้สิ้นสำหรับผู้ฝึกตนไม่ว่าผู้ใดถือเป็นการโจมตีถึงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นหลินโม่เพิ่งทะลวงไปสู่ระดับหลอมปราณได้หากทำลายการบำเพ็ญลงทั้งยังถูกขับออกจากสำนักเทียนซิงล่ะก็ ต่อให้เป็นผู้มีศักยภาพสูงส่งแค่ไหนจากนี้ไปก็จะกลายเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์คนหนึ่งเท่านั้น

            ข้อเสนอนี้ของเลี่ยวอู่จี๋เท่ากับตัดวิถีแห่งการฝึกในอนาคตของหลินโม่ไปแล้ว

            “ที่ท่านอาวุโสเลี่ยวกล่าวมานั้นถูกต้องอย่างที่สุด ยึดตามกฎของสำนักเทียนซิงแล้วทั้งสองสมควรโดนโทษหนักเทียนซิงจื่อ ยามนี้ทั้งสองได้ทำเรื่องผิดพลาดมหันต์ แม้ว่าท่านจะเป็นหนึ่งในเจ้าสาขาของสี่สาขาใหญ่แต่ก็ปกป้องพวกเขาเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน ไยท่านต้องไหลไปตามน้ำขุ่นด้วย ผิดก็ต้องว่าตามผิดท่านถอยไปเสีย ข้าจะนำตัวทั้งสองคนไป” มู่อี้เอ่ยกับเทียนซิงจื่ออย่างไร้ซึ่งความเกรงใจน้ำเสียงที่พูดกับเทียนซิงจื่อในฐานะเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิงนั้นยังค่อนข้างเหยียดหยามอีกด้วย

            แม้ว่าเทียนซิงจื่อจะเป็นหนึ่งในเจ้าสาขาของสี่สาขาใหญ่ทว่าในฐานะอาวุโสระดับสูงแห่งสำนักเทียนซิงอย่างมู่อี้รู้ดีแก่ใจ ว่าที่เทียนซิงจื่อสามารถเป็นเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิงได้นั่นเป็นเพราะโชคช่วยล้วนๆก็เท่านั้น

            ปีนั้นเทียนซิงจื่อที่อยู่รุ่นเดียวกันเดิมเป็นคนไม่เฉลียวเท่าไรนัก อาศัยโชคช่วยในการสอบเข้าสาขาเทียนซิง ยามนั้นสาขาเทียนซิงยังมีศิษย์อยู่ไม่น้อยทว่าต่อมาเนื่องจากการสืบทอดของสาขาเทียนซิงได้ขายหายไป ศิษย์เหล่านั้นหากไม่ออกไปก็หาวิธีในการเข้าสู่อีกสามสาขาใหญ่ที่เหลือ ท้ายที่สุดจึงเหลือเพียงเทียนซิงจื่อผู้เดียวที่ยังคงอยู่ในสาขาเทียนซิง หลังจากเจ้าสาขารุ่นก่อนหายสาบสูญ ในฐานะศิษย์เพียงผู้เดียวของสาขาเทียนซิง เทียนซิงจื่อจึงถือโอกาสกลายเป็นเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิง

            แม้นจะเป็นเจ้าสาขาหากแต่การบำเพ็ญของเทียนซิงจื่อนั้นต่ำที่สุดจากทั้งสี่เจ้าสาขาใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้นผ่านไปเนิ่นนานหลายปี การบำเพ็ญของเทียนซิงจื่อก็ไม่มีการก้าวหน้ามาโดยตลอด อีกทั้งเขาไม่เคยฝึกฝนเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการสังเกตหมู่ดาวเพื่อที่จะสังเกตดวงดาวตามโหราศาสตร์ หลายปีมานี้จึงทัศนาจรไปทั่วสารทิศ

            หากไม่ใช่เพราะการสืบทอดของสาขาเทียนซิงขาดหายไปล่ะก็ไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งเจ้าสำนักก็ไม่มีทางเวียนมาถึงเทียนซิงจื่อได้แน่นอน

            “ท่านผู้ตรวจตรามู่ ท่านจะพาพวกเขาทั้งสองไปจริงๆ หรือ?” เทียนซิงจื่อถอนหายใจบางเบาพลางถามขึ้น

            “แน่นอน ความผิดที่ทั้งสองก่อนั้นร้ายแรงมหันต์ หากไม่นำตัวไปตำหนักกฎหมายแล้วผู้คนจะเชื่อถือได้อย่างไร?”มู่อี้เอ่ยเสียงเข้ม

            “เฮ้อ ข้าโน้มน้าวท่านแล้ว ในเมื่อท่านยังยึดมั่นอยู่อย่างนี้ เช่นนั้นข้าก็มิอาจพูดอันใดได้มากอีกต่อไปแล้วล่ะ”เทียนซิงจื่อส่ายหน้าอย่างหมดปัญญา

            เทียนซิงจื่อไม่ขัดขวางอีกต่อไปนั่นทำให้มู่อี้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยทว่าถึงเทียนซิงจื่อจะขัดขวางแล้วจะเป็นอย่างไรกัน? อย่างมากก็แค่แข็งข้อแล้วบังคับเทียนซิงจื่อให้ถอยไปก่อนอื่นนำตัวทั้งสองคนไปแล้วค่อยว่ากัน รอกลับถึงตำหนักกฎหมายและทำลายการบำเพ็ญของทั้งสองแล้วก็ค่อยๆจัดการสะสาง ต่อให้จะมีผู้ใดตามสืบเบื้องหลัง ขอเพียงมีเลี่ยวอยู่จี๋อยู่ ก็ไม่มีใครหน้าไหนยอมผิดใจกับตระกูลเลี่ยวเพื่อศิษย์สองคนนี้อย่างแน่นอน

            “พวกเจ้าทั้งสอง รีบมาหาข้าเดี๋ยวนี้” มู่อี้คว้ามือกลางอากาศพลังที่มองไม่เห็นพลันโอบจับร่างทั้งสองไว้แน่น

            “ผู้ตรวจตรามู่ ช่างน่าเกรงขามเสียจริงนะ”

            ทันใดนั้น เสียงสดใสพลันดังขึ้นหากแต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งโทสะคุกรุ่น

            จากที่ไกลๆ ชายชราผมสีขาวดอกเลาในชุดขาวสะอาดตากำลังค่อยๆเดินเข้ามา ทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนพื้น ระลอกคลื่นอันมีเอกลักษณ์พลันปรากฏ แม้จะดูเหมือนช้าทว่าความเร็วของชายชรากลับรวดเร็วอย่างน่าตกใจครั้นชายชราเข้ามาใกล้แล้ว เหล่าธารกำนัลทั้งหลายต่างพบว่าเพราะความเร็วอันน่าทึ่งทำให้เงาภาพติดตาด้านหลังของชายชราชุดขาวยังไม่ทันหายไปเสียด้วยซ้ำ

            แม้ว่าชายชราชุดขาวจะเดินมาอย่างไม่มีท่าทีวางอำนาจทว่ากลับนำพาความกดดันมหาศาลมาสู่มู่อี้และพรรคพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำอย่างมู่อี้ความกดดันทำให้ร่างแข็งทื่ออยู่กับที่ มือที่ยื่นออกไปราวกับถูกแช่แข็งไว้อย่างไรอย่างนั้น

            สีหน้าของเลี่ยวอู่จี๋ซีดเผือดราวกับกระดาษอย่างน่าเวทนาเขาทราบดีว่าชายชราชุดขาวผู้นี้คือใคร ชายชราผู้นี้ไม่เพียงมีฐานะสุดพิเศษในสำนักเทียนซิงหากแต่ความอาวุโสนั้นยังสูงไปอีกระดับเสียจนน่าตกใจ

            “ท่านอาวุโสเฟิง ท่าน...ท่านมาได้อย่างไรกัน...” มู่อี้พูดขึ้นอย่างอ้ำอึ้ง

            “หากข้าไม่มา สหายน้อยของข้าคนนี้ก็คงถูกปรักปรำอย่างไม่ยุติธรรมเป็นแน่”เฟิงเทียนสิงปราดตามองมู่อี้อย่างเย็นชา

            ครั้นได้ยินเช่นนี้สีหน้าของมู่อี้ก็เปลี่ยนไปอีกครา

            อีกด้านหนึ่ง เลี่ยวอู่จี๋พลันตกตะลึงอยู่ในใจพลางมองหลินโม่ด้วยสายตาเหลือเชื่อ ‘สหายน้อย’ ความหมายของสองคำนี้แน่นอนว่าเขาเข้าใจเป็นอย่างดีนั่นคือต้องเป็นผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่คบหากันดั่งสหายร่วมรุ่นถึงจะเรียกเช่นนี้ได้

            เฟิงเทียนสิงคือใครกัน?

            ผู้ที่แม้แต่เจ้าสาขาทั้งสี่เห็นเข้าต่างต้องขานเรียกว่าท่านผู้อาวุโสด้วยความเคารพ

            อีกทั้งนิสัยของเฟิงเทียนสิงนั้นแปลกประหลาดเริ่มใช้ชีวิตอย่างสันโดษมาตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนก็ยังไม่เคยถามถึงเรื่องสำนักเทียนซิงเลยสักครากระทั่งว่าไม่ติดต่อกับผู้ใดทั้งสิ้น เอาแต่จดจ่อมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณเท่านั้น

            เด็กหนุ่มตรงหน้าคาดไม่ถึงว่าจะได้รับการยอมรับจากเฟิงเทียนสิงทั้งยังทำให้เฟิงเทียนสิงพูดคุยดั่งสหายร่วมรุ่นอีกด้วย

            “มู่อี้ เจ้าเป็นถึงผู้ตรวจตราแห่งสำนักเทียนซิง ควบคุมดูแลตำหนักกฎหมายมากกว่าครึ่งเดิมควรประพฤติตั้งตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เหล่าศิษย์ แต่เจ้าทำอันใดลงไป? ใช้อำนาจสลับเปลี่ยนโอสถหลอมปราณไปโดยพลการ ไม่นับต้องพูดถึงเรื่องประพฤติทุจริตแสวงผลเข้าตัวเจ้ามีตาแต่หามีแววไม่ นำโอสถหลอมปราณมอบแก่ศิษย์ธรรมดาไร้คุณสมบัติที่ควรมี ทว่ากลับปล่อยให้ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์และคุณสมบัติอันเหลือล้นนั้นเกือบหลุดมือไปอีกทั้งยังต้องประสบกับการปฏิบัติที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมเช่นนี้อีก” ยิ่งเฟิงเทียนสิงเอ่ยถึงตอนท้าย น้ำเสียงก็ยิ่งเน้นหนักมากขึ้น

            เหงื่อเย็นซึมซาบไปทั่วแผ่นหลังของมู่อี้เขาจึงรีบละล่ำละลักเอ่ยขึ้น “ท่านอาวุโสเฟิง...ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดให้โอกาสข้าอีกสักครั้ง...”

            “เจ้าไม่เหลือโอกาสอีกแล้ว” เฟิงเทียนสิงคำรามเสียงเย็นพลางยกสองมือขึ้นตบกลางอากาศว่างเปล่าพริบตาศาสตร์วิชาเวทย์โบราณสีเงินพลันกางออก  

            “ไม่...”

            มู่อี้ตะโกนร้องลั่นพยายามสกัดศาสตร์วิชาเวทย์โบราณที่รุกรานเข้ามา พลังเจินหยวนถูกเร่งการกระตุ้นขึ้นอย่างบ้าคลั่งไม่ว่าพลังเจินหยวนของเขาจะแข็งแกร่งสักเพียงใดก็มิอาจต้านทานเอาไว้ได้ ทำได้เพียงเบิกตามองดูศาสตร์วิชาเวทย์โบราณถาโถมเข้าสู่ร่าง    

            ปัง!

            เสียงระเบิดกึกก้องน่าตกใจดังขึ้นจากร่างของมู่อี้พลังอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนรุนแรง กระแทกสู่ร่างของมู่อี้จนกระเด็นไถลไปไกล วินาทีต่อมาเข่าทั้งสองพลันทรุดลงกับพื้นอย่างรุนแรงเลือดแดงฉานพุ่งกระอักออกจากปากชายชราอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ พลังเจินหยวนบนร่างแตกกระจายอย่างรวดเร็วและท้ายที่สุดก็สลายหายไป

            “เห็นแก่คุณงามความดีที่เจ้าสร้างขึ้นแก่สำนักเทียนซิงในหลายปีมานี้ ข้าจึงทำลายเพียงการบำเพ็ญของเจ้าแล้วไว้ชีวิตที่เอาแต่หาตัวรอดไปวันๆไว้ให้” เฟิงเทียนสิงยกสองแขนไพล่หลัง ท่าทางเคร่งขรึมเยือกเย็นอย่างถึงที่สุดพลังอันน่าเกรงขามที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ

            มู่อี้ที่บรรลุการบำเพ็ญไปถึงระดับสร้างฐานรากขั้นต้นแล้วนั้นคาดไม่ถึงว่าการบำเพ็ญทั้งหมดจะถูกทำลายลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว สีหน้าของเลี่ยวอู่จี๋พร้อมพรรคพวกและเหล่าอาวุโสระดับสูงทุกคนที่ย่ำแย่อยู่แล้วนั้นกลับย่ำแย่ลงยิ่งขึ้น

            หลินโม่จดจ้องเทียนเฟิงสิงด้วยสายตาประหลาดใจขีดสุดแม้จะรู้มานานแล้วว่าศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นแข็งแกร่งมาก ทว่ากลับยังไม่มีแนวคิดใดที่บอกได้ว่าศาสตร์วิชาเวทย์โบราณโดยรวมแล้วแข็งแกร่งแค่ไหนยามนี้จึงตระหนักได้ว่าพลังที่แท้จริงของเฟิงเทียนสิงนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด

            พลังของมู่อี้นั้นหลินโม่ก็สัมผัสมาแล้วด้วยตัวเองอานุภาพของหมัดก่อนหน้านี้ ไม่ต้องพูดว่าเขาแค่คนเดียวจะหยุดได้ ต่อให้มาอีกนับสิบก็ล้วนมิอาจต้านทานเอาไว้ได้ความแตกต่างในการบำเพ็ญของทั้งสองนั้นห่างชั้นกันราวกับอยู่คนละโลก

            แม้แต่มู่อี้ที่แข็งแกร่งก็ยังต้านการโจมตีของเฟิงเทียนสิงเอาไว้ไม่ได้แล้วในสำนักเทียนซิงนี้จะมีสักกี่คนที่ต้านทานเอาไว้ได้?

            “ข้ายังมีธุระต้องสะสาง ขอล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว” ครั้นเฟิงเทียนสิงเอ่ยกับหลินโม่ด้วยสีหน้าราบเรียบเสร็จร่างนั้นก็มลายหายไป

            “ยังอึ้งทำอันใดอยู่อีก ไปกันได้แล้ว” เทียนซิงจื่อกวักมือเรียกหลินโม่

            หลินโม่กระชับร่างเหลิงอู่เหยียนบนหลังแน่นขึ้นพลางเร้นกายตามเทียนซิงจื่อไป

            เหล่าศิษย์ในตำหนักส่วนที่สี่รวมทั้งเหล่าผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่ยืนบนหลังคา เพ่งมองแผ่นหลังของหลินโม่ พลันจิตใจก็ยิ่งสับสนวุ่นวายขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะศิษย์รุ่นใหม่ พวกเขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ‘เจ้าก้อนหินมูลทับโอ่ง’ ที่เคยอยู่รั้งท้ายของสายนอกมาโดยตลอดนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นมังกรสง่าท่ามกลางสายลมและหมู่เมฆาที่เริ่มทะยานโบยบินขึ้นสู่ท้องนภาแล้ว...

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน