สามวันผ่านไป นับจากคืนที่ม่าน์ลืมตามองเขา หลิงเฟิงตื่นขึ้นในกระท่อมไม้เก่าหลังวัดร้างชายเมือง กลิ่นยาต้มขมปร่าคลุ้งอยู่ในอากาศ เสียงฟืนแตกเปรียะในเตาดินดังเป็จังหวะช้าๆ เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้เพดานไม้ที่มีคราบน้ำฝนค่อยๆ ชัดขึ้นในสายตา ก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในกายตน—บางอย่างที่อุ่นและเย็นพร้อมกัน ไหลวนอยู่ลึกใต้ลิ้นปี่ เหมือนมีสายธารสองสายไหลขนานกันโดยไม่ปะทะ
“ตื่นแล้วหรือ เด็กเอ๋ย” เสียงแหบของชายชราดังจากมุมห้อง ตาเฒ่าป๋ายเหอนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อ ผมขาวยาวสยายลงบ่า ดวงตาขุ่นมัวเหมือนหมอกยามเช้า ทว่ากลับแฝงประกายที่หลิงเฟิงไม่อาจมองทะลุ “เ้าหลับไปสามวัน ร่างกายของเด็กธรรมดาคงทนพิษพลังที่ปะทุในตัวไม่ไหว แต่เ้า…ไม่ใช่เด็กธรรมดาอีกต่อไปแล้ว”
หลิงเฟิงพยายามลุกขึ้นนั่ง แขนสั่นเทา เขามองมือตัวเองที่ยังพันผ้าอยู่ ภาพคืนนั้นวกกลับมา—อสูรหกตา รอยแยกสีเืกลางตลาด เสียงกรีดร้องของชาวเมือง และความร้อนที่ะเิออกจากอกเขาราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงเล็กถือกำเนิด “ป้าซู…เสี่ยวถาว” เขาเอ่ยชื่อแรกที่ผุดขึ้นในใจ เสียงแตกพร่า “พวกเขา—”
“ปลอดภัยดี” ป๋ายเหอตัดบทอย่างนุ่มนวล “หญิงชราแกร่งกว่าที่เ้าคิด ส่วนเด็กหญิงนั่นเฝ้าถามหาเ้าทุกวัน ข้าไล่กลับไปนอนเมื่อครู่นี้เอง” แววตาของหลิงเฟิงผ่อนลง น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว เขารีบเช็ดทิ้งอย่างเขินอาย แต่ชายชรากลับส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ต้องอาย น้ำตาที่หลั่งเพื่อคนอื่น คือสิ่งที่ทำให้พลังของเ้าต่างจากของเซวียนตู—แต่นั่นเป็เื่ของวันข้างหน้า”
“เซวียน…ตู?” หลิงเฟิงเลียนเสียงนั้น รู้สึกถึงความหนาวเย็นประหลาดวิ่งซ่านไปตามสันหลังราวกับร่างกายของเขาจำชื่อนี้ได้ก่อนที่สมองจะรู้จัก ป๋ายเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจยาว เขายกมือกวักเบาๆ เปลวไฟในเตาดินวูบสูงขึ้น ก่อนจะแปรเป็ภาพเลือนรางลอยอยู่กลางอากาศ “ก่อนเ้าจะเลือกเส้นทางใด เ้าควรรู้ก่อนว่าโลกที่เ้าจะก้าวเข้าไปนั้น แท้จริงแล้วเป็เช่นไร นั่งลงเถิด แล้วฟังตำนานที่ผู้คนลืมเลือนไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
“เหนือฟ้าของเมืองชายม่านที่เ้าเห็นเรืองสองสีทุกคืน ไม่ใช่แสงเหนือ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างที่ชาวเมืองเล่าขาน” เสียงของป๋ายเหอแ่ลงเหมือนกำลังเล่านิทานก่อนนอน ทว่าทุกคำกลับหนักอึ้ง “มันคือ ‘ม่าน์’ แนวกั้นที่เทพยุคาสร้างขึ้นเพื่อแยกสองพิภพออกจากกัน สีทองคือซีกบูรพา—แดนแห่งชี่ สำนักเซียน และวิถีดาบ สีครามคือซีกประจิม—แดนแห่งมานา อาณาจักร และศาสตร์เวท สองพิภพที่ไม่ควรัักัน เพราะธรรมชาติของพลังทั้งสองนั้นขัดแย้งกันดั่งไฟกับน้ำ”
ภาพในเปลวไฟแปรเปลี่ยน เป็แผ่นดินสองผืนที่คั่นด้วยม่านแสงระยิบระยับทอดยาวสุดสายตา “นานนับพันปี ม่านทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ สองพิภพเติบโตโดยไม่รู้จักกัน ต่างเชื่อว่าตนคือโลกทั้งใบ จนกระทั่ง…” เปลวไฟวูบแดงฉาน “เมื่อร้อยปีก่อน เกิดสิ่งที่ภายหลังถูกเรียกขานว่า ‘การปะทะ’”
“ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครเป็ผู้เริ่ม” ป๋ายเหอหรี่ตา “บ้างว่าเซียนผู้ทะเยอทะยานแห่งบูรพาพยายามทะลุม่านเพื่อหาความเป็ะที่แท้จริง บ้างว่าจอมเวทแห่งประจิมเปิดประตูมิติด้วยความบังเอิญ แต่ผลลัพธ์นั้นเหมือนกัน—ม่าน์ที่ไม่เคยสั่นไหว เกิด ‘รอยร้าว’ ขึ้นเป็ครั้งแรก และเมื่อชี่กับมานาที่ขัดแย้งกันได้ไหลมาปะทะกันตรงรอยร้าวนั้น ฟ้าทั้งผืนก็ลุกเป็ไฟ”
“แผ่นดินแตก ทะเลเดือด สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้รอยร้าวกลายพันธุ์เป็ ‘อสูรรอยแยก’ อย่างที่เ้าได้เห็นเมื่อคืนนั้น เซียนและจอมเวทนับหมื่นล้มตายในชั่วข้ามคืน อารยธรรมที่รุ่งเรืองทั้งสองฝั่งถูกเผาราบ ผู้รอดชีวิตต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็ต้นเหตุ จากความไม่รู้จัก กลายเป็ความเกลียดชัง และความเกลียดชังนั้น…สืบทอดมาจนถึงวันนี้”
หลิงเฟิงฟังอย่างกลั้นหายใจ เขานึกถึงม่านสองสีที่เขาเฝ้ามองมาั้แ่จำความได้ คิดเสมอว่ามันงดงาม ไม่เคยรู้เลยว่าเื้ัความงามนั้นคือาแของทั้งสองโลก “แล้ว…เมืองชายม่านล่ะครับ ทำไมถึงตั้งอยู่ตรงนี้”
“เพราะเมืองชายม่านตั้งคร่อมรอยร้าวที่ใหญ่ที่สุดพอดี” ป๋ายเหอตอบ “เป็จุดที่ม่านบางที่สุด เป็แผลที่ลึกที่สุด ชาวเมืองเ้าใช้ชีวิตอยู่บนปากเหวระหว่างสองพิภพมาตลอดโดยไม่รู้ตัว นั่นคือเหตุที่ทำไมที่นี่ฟ้าจึงไม่เคยมืดสนิท และทำไมรอยแยกจึงปริออกบ่อยกว่าที่ใด เพียงแต่ที่ผ่านมา ข้า…กับคนอย่างข้า คอยปิดมันเงียบๆ ก่อนชาวเมืองจะทันรู้”
“คนอย่างท่าน” หลิงเฟิงทวนคำ “ท่านเป็ใครกันแน่ ตาเฒ่า”
ชายชรายิ้มจางๆ เปลวไฟในเตาหรี่ลงกลับสู่ปกติ “ข้าคือ ‘ผู้พิทักษ์ม่าน’ คนสุดท้าย หลังการปะทะ ผู้รอดชีวิตจากทั้งสองพิภพที่ยังมีสติพอจะมองข้ามความแค้น ได้ร่วมกันตั้งวิถีหนึ่งขึ้นมา—วิถีที่ไม่ขึ้นกับบูรพาหรือประจิม มีหน้าที่เดียวคือเฝ้าม่าน คอยเย็บรอยร้าว และคอยจับตา ‘ผู้ที่อยากให้ม่านพังทลาย’ พวกเรามีกันนับร้อยในยุคนั้น บัดนี้…เหลือเพียงข้าผู้เดียว”
ความเงียบปกคลุมกระท่อม มีเพียงเสียงฟืนแตก หลิงเฟิงรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอันมหึมาในน้ำเสียงของชายชรา เขาจึงเอ่ยอย่างลังเล “แล้วคนที่อยากให้ม่านพังทลาย…คือเซวียนตูใช่ไหมครับ”
ป๋ายเหอผงกศีรษะช้าๆ ดวงตาขุ่นมัวฉายแววหนักอึ้ง “‘เ้าผู้ตัดม่าน เซวียนตู’ อดีตผู้พิทักษ์เช่นเดียวกับข้า แต่เขามองลึกกว่าพวกเรา เขาเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีม่าน ก็จะมีรอยร้าว มีรอยร้าวก็จะมีหายนะไม่สิ้นสุด ทางออกเดียวในสายตาเขา…คือฉีกม่านทิ้งทั้งผืน รวมสองพิภพให้เป็หนึ่ง แล้วปกครองมันด้วยมือของเขาเอง เพื่อ ‘สันติภาพนิรันดร์’ ตามที่เขานิยาม เขาหลอมทั้งชี่และมานาเข้าไว้ในกายจนกลายเป็ะ และนับแต่นั้น เขาก็คือเงาเื้ัทุกรอยแยกที่ปริขึ้นทั่วแผ่นดิน”
“หลอมทั้งชี่และมานา…” หลิงเฟิงก้มมองอกตัวเองโดยไม่ตั้งใจ มือกุมเสื้อแน่นขึ้น สองสายธารในกายเขายังคงไหลขนานกันอยู่ตรงนั้น เขาไม่ต้องถามก็เข้าใจว่าทำไมชายชราจึงมองเขาด้วยสายตาเช่นนั้น—สายตาที่ปนความหวัง ความหวาดหวั่น และความเศร้าเข้าด้วยกัน
“ใช่” ป๋ายเหอตอบคำถามที่ยังไม่ถูกถาม “สิ่งที่ตื่นในกายเ้า คือ ‘แก่นสองพิภพ’ พลังเดียวกับที่เซวียนตูใช้เวลานับร้อยปีกว่าจะหลอมขึ้นได้ แต่เ้า…เกิดมาพร้อมกับมัน ข้าพบเ้าเป็ทารกใต้ม่านสองสีในคืนพายุ ไม่มีแซ่ ไม่มีที่มา มีเพียงผ้าห่อตัวที่ทอจากเส้นใยของทั้งสองพิภพ ข้ารู้ั้แ่วันนั้นว่าเ้าจะเป็ได้ทั้งความหวังสูงสุด…หรือหายนะที่ร้ายกว่าเซวียนตู ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็ผู้นำทางเ้า”
คำพูดนั้นหนักเกินกว่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะแบกไหว หลิงเฟิงนิ่งงัน เขาเคยฝันเพียงแค่ว่าสักวันจะมีเงินพอซื้อยาให้ป้าซูที่ไอเรื้อรังทุกหน้าหนาว จะมีบ้านที่ฝนไม่รั่วให้เสี่ยวถาวได้นอนอุ่นๆ ความฝันเล็กๆ เ่าั้บัดนี้ดูไกลแสนไกล ราวกับเป็ของคนอื่น “ผมไม่อยากเป็ความหวังของใคร” เขาเอ่ยเสียงสั่น “ผมแค่อยากกลับบ้าน”
ป๋ายเหอมองเขาด้วยความเอ็นดูปนเ็ป “ข้ารู้ เด็กเอ๋ย แต่ข่าวการตื่นของแก่นสองพิภพได้แพร่ออกไปแล้วในคืนนั้น เ้าเห็นใช่ไหม—ผู้เฒ่าจากสำนักเทียนเหอ และเซอร์เคเลบจากอาณาจักรแวร์นาธ ทั้งสองมาถึงพร้อมกันเพราะต่างััได้ถึงพลังของเ้าข้ามพิภพ พวกเขาจากไปคืนนี้ แต่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เมื่อสองขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของสองพิภพต่างหมายตัวเ้า เมืองเล็กๆ แห่งนี้จะปกป้องเ้าไม่ได้อีก และที่ร้ายกว่านั้น—มันจะปกป้องคนที่เ้ารักไม่ได้ด้วย”
หัวใจหลิงเฟิงวูบหาย เขาเข้าใจความหมายในทันที หากเขาอยู่ที่นี่ ป้าซูและเสี่ยวถาวจะตกเป็เป้า ทุกคนที่เขารักจะกลายเป็จุดอ่อนให้ผู้อื่นใช้ต่อรอง ความจริงข้อนี้บีบคอเขาแน่นยิ่งกว่ากำมือของอสูรตัวใด
บ่ายวันนั้น หลิงเฟิงเดินกลับเข้าเมืองเป็ครั้งแรก ตลาดที่เคยพังยับถูกเก็บกวาดไปบ้างแล้ว แต่ร่องรอยไหม้เกรียมยังคงอยู่ ชาวเมืองที่เห็นเขาต่างทำท่าแปลกๆ บางคนหลบตา บางคนกระซิบ และบางคนมองเขาด้วยสายตาหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข่าวลือเื่ ‘เด็กที่เรียกไฟจากอก’ คงแพร่ไปทั่วแล้ว เด็กที่เคยเป็เพียงลูกจ้างแผงก๋วยเตี๋ยวไร้ตัวตน บัดนี้กลายเป็สิ่งแปลกปลอมในสายตาคนที่เขาเคยเรียกว่าเพื่อนบ้าน
แผงก๋วยเตี๋ยวของป้าซูยังตั้งอยู่ที่เดิม ปาฏิหาริย์ที่รอดจากเปลวเพลิง ป้าซูกำลังก้มหั่นต้นหอมด้วยมือที่สั่นเทา พอเงยหน้าเห็นเขา มีดในมือก็หล่นลงเขียง “ไอ้หนู…” เสียงของหญิงชราแตกพร่า เธอรีบเดินอ้อมแผงมากอดเขาไว้แน่น ตัวเล็กๆ ของเธอสั่นไปทั้งร่าง “ป้านึกว่า…ป้านึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเอ็งอีกแล้ว”
“เสี่ยวเฟิง!” เสียงใสแหลมดังขึ้น ก่อนร่างเล็กๆ จะพุ่งเข้าชนเอวเขาจนเซ เสี่ยวถาวกอดเขาไว้แน่น ใบหน้าเปื้อนน้ำตา “พี่หายไปตั้งสามวัน! เสี่ยวถาวไปหาที่กระท่อมทุกวันเลยนะ ตาเฒ่าใจร้ายไม่ให้เข้า!” หลิงเฟิงคุกเข่าลงกอดน้องสาวบุญธรรมไว้ ซุกหน้าลงกับผมหอมกลิ่นแดดของเด็กหญิง ในวินาทีนั้น โลกของพลังต้องห้าม สองพิภพ และตำนานม่าน์ ดูไกลและไร้ความหมาย เหลือเพียงความอบอุ่นเล็กๆ ตรงหน้าที่เขาอยากกอดไว้ตลอดไป
แต่ความอบอุ่นนั้นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจ
คืนนั้น หลังเสี่ยวถาวหลับ หลิงเฟิงนั่งคุยกับป้าซูใต้แสงตะเกียงริบหรี่ เขาเล่าทุกอย่างเท่าที่เล่าได้ ป้าซูฟังเงียบๆ มือยังคงปอกกระเทียมไปตามความเคยชิน เมื่อเขาเล่าจบ หญิงชราถอนหายใจยาว “ป้ารู้มาตลอดว่าเอ็งไม่ใช่เด็กธรรมดา” เธอเอ่ยเบาๆ “คืนที่ตาเฒ่าเอาเอ็งมาฝากเลี้ยง เอ็งตัวร้อนเป็ไฟ แต่พอป้าอุ้ม เอ็งกลับเย็นลงทันที เหมือนตัวเอ็งเองก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเป็ไฟหรือน้ำแข็ง” เธอยิ้มทั้งน้ำตา “แต่สำหรับป้า เอ็งคือลูกของป้า ไม่ว่าในอกเอ็งจะมีอะไรก็ตาม”
“ป้า…” หลิงเฟิงกำมือแน่น “ผมต้องไป ถ้าผมอยู่ที่นี่ พวกที่ตามล่าผมจะทำร้ายป้ากับเสี่ยวถาว ผมยอมให้เป็แบบนั้นไม่ได้” น้ำเสียงของเขาแน่วแน่ขึ้นทุกคำ ราวกับการพูดออกมาดังๆ ทำให้การตัดสินใจนั้นเป็จริงขึ้นมา “ผมจะไปให้แกร่งพอ แกร่งจนไม่มีใครกล้าใช้คนที่ผมรักมาต่อรองอีก แล้วผมจะกลับมา ผมสัญญา”
ป้าซูมองเขานานนับลมหายใจ ก่อนพยักหน้าช้าๆ เธอลุกขึ้นเดินไปเปิดหีบไม้เก่าใต้เตียง หยิบห่อผ้าซีดจางออกมา “นี่คือผ้าที่ห่อตัวเอ็งมาตอนเป็ทารก ป้าเก็บไว้ตลอด ว่าจะให้ในวันที่เอ็งโตพอ” เธอวางมันลงในมือเขา ผ้าผืนนั้นเบาแต่กลับอบอุ่นประหลาด ลวดลายบนผ้าระยิบเป็สองสี ทองและคราม สลับกันอย่างกลมกลืน “เอาไปด้วย เผื่อสักวันมันจะบอกเอ็งได้ว่าเอ็งมาจากไหน ส่วนป้า…ป้ารู้แค่ว่าเอ็งจะไปไกล”
รุ่งเช้า หลิงเฟิงกลับไปหาป๋ายเหอ พร้อมคำตอบในใจ แต่ชายชรากลับเอ่ยถามก่อน “เ้าเลือกได้หรือยัง ดาบหรือเวท บูรพาหรือประจิม สำนักเทียนเหอที่จะฝึกเ้าให้เป็ยอดนักดาบ หรืออาณาจักรแวร์นาธที่จะหลอมเ้าให้เป็จอมเวท”
หลิงเฟิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า “ผมเลือกไม่ได้ครับ” เขาตอบ ทำให้คิ้วขาวของชายชราขมวดเข้าหากัน “เพราะในตัวผมมีทั้งสองอย่าง ถ้าผมเลือกแค่ทางเดียว ก็เท่ากับผมตัดอีกครึ่งของตัวเองทิ้ง แล้วผมจะแกร่งพอปกป้องใครได้ยังไง ในเมื่อผมยังปกป้องตัวเองทั้งคนไม่ได้เลย” เขาเงยหน้าสบตาชายชรา “ต้องมีที่ที่สอนได้ทั้งสองอย่างสิครับ ตาเฒ่า ถ้าไม่มี ผมก็จะเป็คนแรกที่เรียนทั้งสองอย่างเอง”
เป็ครั้งแรกที่หลิงเฟิงเห็นตาเฒ่าป๋ายเหอหัวเราะออกมาจริงๆ เสียงหัวเราะแหบแห้งแต่อบอุ่น “ดีมาก เด็กเอ๋ย คำตอบของเ้าเหมือนกับที่ข้าหวังไว้ทุกประการ” เขาลุกขึ้น สะบัดแขนเสื้อ “ความจริงมีที่เช่นนั้นอยู่ที่เดียวในโลก หลังการปะทะ ผู้พิทักษ์ม่านรุ่นก่อนได้ร่วมกับผู้มีปัญญาจากทั้งสองพิภพ ตั้ง ‘สถาบันร่วมสองพิภพ’ ขึ้น ณ ดินแดนกลางที่ม่านบางพอให้ทั้งชี่และมานาดำรงอยู่ได้ มันคือที่เดียวที่ลูกหลานบูรพาและประจิมเรียนเคียงกัน—แม้จะเกลียดหน้ากันก็ตาม”
“สถาบันร่วมสองพิภพ…” หลิงเฟิงทวนชื่อนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรง ป๋ายเหอพยักหน้า “ที่นั่นจะไม่มีใครสนว่าเ้าไร้แซ่ ไม่มีใครสนว่าเ้ามาจากเมืองเล็กๆ พวกเขาสนแค่ว่าเ้าแกร่งพอหรือไม่ มันโหดร้าย แต่ก็ยุติธรรมในแบบของมัน และที่สำคัญ—มันเป็ที่เดียวที่เ้าจะซ่อนแก่นสองพิภพไว้ท่ามกลางผู้ใช้ทั้งชี่และมานา โดยไม่มีใครสังเกตได้ง่ายๆ” แววตาชายชราวาบเฉียบ “แต่จงจำไว้ ที่นั่นเองที่สาวกของเซวียนตูแฝงตัวอยู่เช่นกัน”
ค่ำนั้นก่อนออกเดินทาง ป๋ายเหอเรียกหลิงเฟิงมานั่งขัดสมาธิตรงหน้า “ก่อนเ้าจะไปเผชิญโลกกว้าง ข้าจะมอบสิ่งแรกให้—วิชาที่จะกันเ้าจากการะเิตัวเองตาย” เขาวางฝ่ามือลงบนหลังเด็กหนุ่ม “หลับตา หาสองสายธารในกายเ้า แล้วอย่าพยายามรวมมันเป็หนึ่งเด็ดขาด นั่นคือความผิดพลาดที่คร่าชีวิตผู้ถือแก่นคนก่อนๆ ทุกคน”
“ชี่กับมานาคือคู่ต่างขั้ว ยิ่งบีบให้รวม ยิ่งต้านกันจนปะทุ” เสียงชายชราแ่ลง “จงปล่อยให้สายทองนำ แล้วสายครามตามอย่างนุ่มนวล สลับกันโคจร เหมือนคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ก้าวเข้าจังหวะเดียวกัน—ไม่กลืนกิน แต่โอบรับ จงให้มันเต้นรำ มิใช่หลอมเป็ก้อนเดียว” หลิงเฟิงเลิกฝืน ปล่อยใจตามจังหวะ ครั้งแรกยังเก้กังเสียดสีกันบ้าง แต่แล้วสองสายก็เริ่มไหลวนรอบกัน ทองพันคราม ครามพันทอง ความเจ็บที่เคยเผาไหม้กลับแปรเป็ความอบอุ่นแผ่ซ่านทั่วร่าง เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าพลังในกายมิใช่ะเิที่รอวันปะทุ หากเป็ส่วนหนึ่งของตัวเขาเอง
แต่ในวินาทีที่สองสายโคจรกันพอดี กลางอกหลิงเฟิงกลับเกิดประกายวาบขึ้นชั่วเสี้ยววินาที—ไม่ใช่ทอง ไม่ใช่คราม แต่เป็สีที่สาม คล้ายแสงดาวที่ส่องจากอีกฟากของความมืด มันดับไปไวพอๆ กับที่ปรากฏ ทว่าเพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าของป๋ายเหอ—คนที่ผ่านการปะทะมาแล้วด้วยตาตนเอง—ซีดเผือดราวกับเห็นผีจากอดีต มือที่วางบนหลังเด็กหนุ่มสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว ก่อนเขาจะรีบกลบสีหน้าไว้ทันเมื่อหลิงเฟิงลืมตาขึ้น “…ไม่มีอะไร เ้าทำได้ดีเกินคาด”
จากนั้นป๋ายเหอลุกไปหยิบห่อผ้าเก่า ภายในเป็กระบี่ไม้ด้ามสึกจนเห็นลายไม้ ไร้ซึ่งคมใดๆ “พกไว้” เขาส่งให้ “มันไม่มีคม และสักวันเ้าจะเข้าใจเองว่า เหตุใดข้าจึงมอบกระบี่ไร้คมให้แก่เด็กที่ถือพลังคมที่สุดในสองพิภพ” หลิงเฟิงรับมากุมไว้แน่น ััได้ถึงบางอย่างอบอุ่นแ่เบาในเนื้อไม้ ราวกับมันเคยอยู่กับใครสักคนมาเนิ่นนาน
สามวันต่อมา หลิงเฟิงยืนอยู่ที่ชายเมือง สะพายห่อผ้าใบเล็ก ในนั้นมีผ้าห่อตัวสองสี กระบี่ไม้ไร้คมจากป๋ายเหอ เสบียงแห้งที่ป้าซูยัดให้จนปูด และกลีบดอกเหมยแห้งจากผู้เฒ่าสำนักเทียนเหอ เสี่ยวถาวกอดขาเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ร้องไห้จนสะอึก “พี่ต้องกลับมานะ! สัญญานะ! ถ้าพี่ไม่กลับมา เสี่ยวถาวจะตามไปหาเองเลย!” หลิงเฟิงคุกเข่าลง เช็ดน้ำตาให้น้อง “พี่สัญญา” เขายื่นนิ้วก้อยออกไป “เกี่ยวก้อยกัน ห้ามผิดสัญญา” เด็กหญิงเกี่ยวก้อยเขาแน่น ทั้งที่ยังสะอึก
ป้าซูไม่ได้พูดอะไรมาก เธอเพียงยัดห่อก๋วยเตี๋ยวอุ่นๆ ใส่มือเขาอีกห่อ แล้วลูบหัวเขาเบาๆ เหมือนที่เคยทำตอนเขายังเล็ก “กินให้อิ่ม นอนให้พอ อย่าให้ใครรังแก” เธอกล่าวเสียงสั่น “แล้วถ้าวันไหนเหนื่อยนัก…ก็จำรสก๋วยเตี๋ยวของป้าไว้ มันจะพาเอ็งกลับบ้านเอง” หลิงเฟิงกอดหญิงชราแน่นครั้งสุดท้าย สูดกลิ่นเครื่องเทศและควันไฟที่เป็กลิ่นของบ้านเข้าไปจนเต็มปอด เก็บมันไว้ในความทรงจำให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป เคียงข้างตาเฒ่าป๋ายเหอ มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ทอดยาวออกนอกเมืองชายม่าน—เมืองเดียวที่เขารู้จัก เขาไม่หันกลับไปมอง เพราะกลัวว่าถ้าหันไป เขาจะวิ่งกลับ ทุกย่างก้าวหนักอึ้งราวกับเหยียบบนหัวใจตัวเอง แต่สองสายธารในอกเขากลับเต้นแรงขึ้น ราวกับตื่นเต้นที่จะได้ออกเดินทาง
เมื่อเงาเมืองลับหายไปข้างหลัง ป๋ายเหอจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ “ทางข้างหน้าจะไม่ง่าย เด็กเอ๋ย ที่สถาบัน เ้าจะพบทั้งมิตรและศัตรู และบางคน…เ้าจะแยกไม่ออกว่าเป็ฝ่ายใดจนกว่าจะสายเกินไป” หลิงเฟิงพยักหน้ารับ ในใจยังคิดถึงรอยยิ้มของเสี่ยวถาวและกลิ่นก๋วยเตี๋ยวของป้าซู เขาไม่อาจล่วงรู้เลยว่า ณ อีกฟากของม่าน์ในเวลาเดียวกันนั้น เ้าชายหนุ่มผู้หนึ่งแห่งอาณาจักรแวร์นาธ กำลังถูกพระบิดาส่งไปยังสถาบันแห่งเดียวกัน ด้วยดวงตาสีน้ำแข็งที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น และคำสั่งลับที่จะเปลี่ยนชะตาของทั้งคู่ไปตลอดกาล