มธุรสวาทเจ้าสำนัก

    บทที่ 55 หมากล้อมตำหนักใน

    หัวใจของเซียวหลันกระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าสีหน้าภายใต้การตกแต่งด้วยคราบยาและสีสกัดจากรากไม้ยังคงนิ่งสนิทประหนึ่งผิวน้ำในบ่อน้ำลึก นางรู้ดีว่าในสงครามประสาทเช่นนี้ ใครที่กะพริบตาก่อนคือผู้พ่ายแพ้

    นางค่อยๆ เงยหน้าที่ดูแก่ชราขึ้นสบตาข้ามม่านมุกที่สั่นไหว แววตาของฮองเฮาเยี่ยเฟิ่งที่จ้องมองมานั้นแหลมคมประหนึ่งเข็มเงินที่พร้อมจะทิ่มแทงทุกความลับที่ซ่อนอยู่

    ความเงียบที่เข้าปกคลุมตำหนักเฟิ่งหวงนั้นบีบคั้นจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่ไหลลงจากนาฬิกาทรายไม้แกะสลัก กลิ่นเครื่องหอมที่เซียวหลันเตรียมมายังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ แต่มันกลับถูกกลบด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากสตรีผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์

    "หม่อมฉันมิได้แปลกใจที่พระนางทรงมีพระนาสิกที่เป็นเลิศเพคะ" เซียวหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เลิกแหบพร่า แต่นิ่งสงบและกังวานในแบบของตนเอง นางค่อยๆ ยืดแผ่นหลังที่เคยแกล้งทำเป็นค่อมให้ตรงสง่า "กลิ่นกุหลาบพันปีนั้นซึมลึกอยู่ในสายเลือดของตระกูลเซียว แม้กาลเวลาจะผ่านไปยี่สิบปี แต่มันยังคงย้ำเตือนถึงสิ่งที่ถูกช่วงชิงไปในอดีต"

    ฮองเฮาเยี่ยเฟิ่งเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะโบกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้นางกำนัลและองครักษ์ออกไปจากโถงชั้นในทั้งหมด เมื่อสิ้นเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ ฮองเฮาก็ทรงลุกขึ้นเดินลงมาจากแท่นประทับ ชายอาภรณ์สีทองลากไล้ไปกับพื้นหินขัดเงาประหนึ่งเกล็ดมังกร

    "เจ้ามีความกล้าสมกับเป็นลูกสาวของเซียวเยี่ย" ฮองเฮาหยุดยืนห่างจากเซียวหลันเพียงสามก้าว "เจ้าคงคิดว่าข้าจะเรียกทหารมาจับเจ้าส่งให้ราชครูสินะ? แต่เจ้าคงลืมไปว่าในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร มีเพียงผลประโยชน์ที่ลงตัวเท่านั้น"

    เซียวหลันหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด "พระนางหมายความว่าอย่างไรเพคะ? ในเมื่อน้ำทิพย์ลืมกาลก็คือผลงานของตระกูลเยี่ยของพระนางมิใช่หรือ?"

    "น้ำทิพย์นั่น... มันคือดาบสองคม" ฮองเฮาเอ่ยพลางทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างที่มองเห็นทิวทัศน์ของพระราชวังอันกว้างใหญ่ "มันทำให้ขุนนางสยบยอม แต่มันก็ทำให้ผู้คนกลายเป็นเพียงซากศพที่เดินได้ แผ่นดินที่เต็มไปด้วยคนไร้วิญญาณ จะมีประโยชน์อะไรให้ข้าปกครอง? อีกทั้ง..."

    นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองเซียวหลันด้วยแววตาที่สั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที "น้ำทิพย์นั่นมีผลข้างเคียงที่ราชครูปิดบังไว้ ใครก็ตามที่ใช้มันเกินขนาด หัวใจจะค่อยๆ แข็งตัวและหยุดเต้นไปในที่สุด และตอนนี้... บุตรชายของข้าองค์ชายใหญ่ก็กำลังเผชิญกับชะตากรรมนั้น"

    เซียวหลันเข้าใจในทันที ภารกิจลอบเร้นครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นการเจรจาต่อรองทางการแพทย์แทน

    "หม่อมฉันขอดูอาการขององค์ชายใหญ่ได้หรือไม่เพคะ?" เซียวหลันถาม แม้ในใจจะยังไม่ไว้ใจสตรีผู้นี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สัญชาตญาณหมอของนางบอกว่านี่คือโอกาสทองที่จะเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก

    ฮองเฮาเยี่ยเฟิ่งไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่นางกลับเดินไปที่มุมหนึ่งของตำหนักแล้วหมุนแจกันหินโบราณ กลไกเสียงดังครืดแผ่วเบาเผยให้เห็นช่องลับที่ซ่อนอยู่ใต้แท่นวางรูปสลัก นางหยิบหีบไม้จันทน์ขนาดเล็กออกมา แล้วส่งให้เซียวหลัน

    "ก่อนจะไปดูอาการของเขา... เจ้าจงดูสิ่งนี้เสียก่อน"

    เมื่อเซียวหลันเปิดหีบออก นางก็ต้องเบิกตากว้าง ภายในนั้นไม่ใช่ทองหยองหรืออัญมณี แต่มันคือกุญแจหินสีดำที่มีลวดลายสลักเป็นรูปดาวหกแฉก แบบเดียวกับที่นางเห็นในนิมิตตอนที่สกัดดาราสีทอง

    "นี่คือของที่พ่อของเจ้าฝากไว้กับข้าก่อนที่เขาจะหนีออกจากเมืองหลวงเมื่อยี่สิบปีก่อน" ฮองเฮากระซิบ "เขาบอกว่าวันหนึ่งหากบุตรสาวของเขาทำดาราสีทองได้สำเร็จ นางจะต้องใช้กุญแจดอกนี้เปิดกล่องที่สองที่สุสานหลวง เพราะสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นคือสิ่งเดียวที่จะล้างพิษของน้ำทิพย์ลืมกาลได้อย่างถาวร"

    "ท่านพ่อ... ฝากไว้กับพระนาง?" เซียวหลันรู้สึกเหมือนความจริงรอบตัวเริ่มหมุนวน "ทำไมพระนางถึงไม่ส่งมันให้ราชครูหรือองค์ชายสาม?"

    "เพราะข้ารู้ว่าราชครูจะใช้มันเพื่อครอบครองโลก ไม่ใช่เพื่อรักษาชีวิต" ฮองเฮาจ้องมองเซียวหลันอย่างจริงจัง "เจ้าเป็นหมอ... เจ้าคงเข้าใจว่าความรู้ที่มากเกินไปในมือคนโฉด คือหายนะที่แท้จริง"

    ขณะที่เซียวหลันกำลังจะหยิบกุญแจหินขึ้นมา เสียงระฆังเตือนภัยจากด้านนอกก็ดังขึ้นสลับกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่น

    "ทหารองครักษ์เสื้อแพร! พวกมันมาที่นี่ได้อย่างไร!" ฮองเฮาหน้าซีดวูบ "ราชครูต้องส่งคนมาสอดแนมข้าแน่ๆ"

    "พระนางรีบพากุญแจนี้ไปซ่อนเถอะเพคะ หม่อมฉันจะหาทางออกไปเอง" เซียวหลันเตรียมจะถอยร่นออกทางหน้าต่าง

    "ไม่ทันแล้ว!" ฮองเฮาคว้าแขนเซียวหลันไว้ "ถ้าพวกมันพบเจ้าในสภาพนี้ เราทั้งคู่จะพินาศ... เจ้าจงนำกุญแจนี้ไป และหนีไปตามทางลับใต้สระบัวด้านหลังตำหนัก ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้เอง"

    นางยัดกุญแจหินใส่มือเซียวหลัน "จำไว้... กล่องที่สองที่สุสานหลวง ไม่ได้บรรจุเพียงตำรายา แต่มันบรรจุความจริงเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์ที่อาจทำให้แผ่นดินนี้สั่นสะเทือน จงรักษามันด้วยชีวิต!"

    เซียวหลันไม่มีเวลาซักถามเพิ่ม นางพยักหน้าให้ฮองเฮาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมุดลงสู่ช่องลับใต้แผ่นหินที่เปิดออก

    เซียวหลันคลานไปตามอุโมงค์ที่ชื้นแฉะและมืดมิด กลิ่นอายของน้ำคลำและตะไคร่น้ำทำให้ประสาทสัมผัสของนางตื่นตัว นางกุมกุญแจหินในมือไว้แน่น ความคิดในหัวเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ตระกูลเยี่ยที่ดูเหมือนศัตรูกลับมีส่วนหนึ่งที่พยายามรักษาความลับไว้เพื่อคานอำนาจกับราชครู

    เมื่อนางโผล่พ้นน้ำขึ้นมาที่สระบัวร้างหลังพระราชวัง แสงจันทร์วันเพ็ญก็สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำ เซียวหลันรีบปีนขึ้นฝั่งพลางมองย้อนกลับไปที่กำแพงวังสูงตระหง่าน

    "ความจริงในสุสานหลวง..." นางพึมพำ "มันจะร้ายแรงขนาดไหนกันนะ?"

    ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะเคลื่อนตัวออกไปสู่ตรอกมืด เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

    "มาเร็วกว่าที่คิดนะ แม่นางเซียว"

    เป็นชายชุดดำที่มีรอยสักรูปแมงมุมสีขาวที่ลำคอคนเดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้มาเพียงคนเดียว เบื้องหลังของเขามีนักฆ่าอีกนับสิบนายล้อมรอบตัวนางไว้ทุกทิศทาง

    "ฮองเฮาอาจจะใจอ่อน... แต่ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น" เขาชักดาบสั้นที่อาบไปด้วยสีม่วงของพิษร้ายออกมา "ส่งกุญแจดอกนั้นมาเสียดีๆ หรือจะให้ข้าต้องผ่าท้องเจ้าเสียก่อน?"

    เซียวหลันกระชับมีดสั้นที่หลี่หยางให้มาไว้มั่น นางรู้ดีว่าคราวนี้ไม่มีหลี่หยางคอยปกป้อง แต่นางมีบางสิ่งที่พวกมันไม่มีนั่นคือความรู้ที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวให้กลายเป็นอาวุธ

    เซียวหลันกวาดสายตามองไปรอบตัว นางเห็นกองใบไม้แห้งและเศษไม้พาดอยู่ริมกำแพง สัญชาตญาณของหมอวิเคราะห์สภาพอากาศที่ชื้นจัดในคืนนี้ทันที

    "อยากได้กุญแจนักใช่ไหม?" นางยิ้มเย็นพลางหยิบขวดผงกำมะถันและดินประสิวที่นางพกติดตัวไว้เสมอสาดลงไปในกองใบไม้ "งั้นก็ลองผ่านหมอกอัคคีของข้าไปให้ได้ก่อนละกัน!"

    นางจุดไฟแช็กโบราณที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เปลวไฟสีน้ำเงินพุ่งปะทะกับผงเคมีเกิดเป็นก๊าซพิษสีเหลืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางความชื้นของสระบัว ก๊าซนี้ไม่ได้ฆ่าคนในทันทีแต่มันทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ดวงตาและทางเดินหายใจอย่างรุนแรงจนมองไม่เห็นทาง

    "แค่กๆ! นังมดปลวก! เล่นตลกอะไร!" พวกนักฆ่าสำลักควันสีเหลืองที่แสบร้อน

    เซียวหลันอาศัยจังหวะความชุลมุนพุ่งตัวฝ่าม่านควันออกไปมุ่งหน้าสู่จุดนัดพบที่วังร้างของอ๋องสิบเอ็ด โดยมีเป้าหมายเดียวในใจ...

    เปิดโลงหินกล่องที่สองให้สำเร็จ และทำความจริงให้ปรากฏ!


    คล้ายกับเรื่องมธุรสวาทเจ้าสำนัก ที่คุณอ่าน