ตอนที่ 47 ฝึกกระบี่
พอถึงเวลาเย็นพี่ใหญ่หวงก็ออกจากห้องพักมาเพื่อรับประทานอาหารค่ำร่วมกันกับหยางไค พร้อมด้วยกระบี่ไม้ในมืออีก 2 เล่ม ครั้นตกดึกทั้งสองก็พากันขึ้นไปซักซ้อมวิชากระบี่ที่บนดาดฟ้าเรือสำเภา ซึ่งหยางรุ่นชิงเป็นผู้ฝึกสอนให้อีกเช่นเคย โดยข้ามภาคทฤษฎีที่หยางไคเองย่อมได้เรียนรู้มาอย่างช่ำชองแล้ว เฟี้ยวว ฟ้าบบบ!!การวางมือและรัศมีจู่โจมจากมือกระบี่ที่มีความเชี่ยวชาญมากว่าสิบปี ย่อมบรรลุถึงขอบเขตที่น่าตกตะลึงอันมากแล้ว ทั้งกระบวนท่าของเพลงกระบี่มังกรไฟก็วุ่นวายซับซ้อนเหลือประมาณ แต่สายตาแหลมคมของหยางไคนั้นยังพอจำแนกได้ไม่ยาก และในการฝึกปฏิบัติครั้งแรก ๆ ของศาสตร์หรือวิชาอันใดในโลกนี้ ย่อมไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการทำตามแบบให้ใกล้เคียงมากที่สุด ถัดไปจึงลองทำซ้ำ ๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จนถึงขั้นดัดแปลงหรือแม้แต่บัญญัติชุดวิชาขึ้นมาได้เอง ก็ตามแต่ภูมิปัญญาของจอมยุทธผู้นั้นสายตาของเด็กหนุ่มนั้นปราดเปรียวกว่าผู้ใด จึงกระทำตามอย่างหยางรุ่นชิงโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนพีระมิดพยัคฆ์ซึ่งสร้างจากทองคำบริสุทธิ์ถึง 3 ตำลึงก็มีเนื้อที่ของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มากพอ ที่จะรู้จำประสบการณ์ตรงเหล่านี้โดยสะดวกยิ่ง ฝ่ายหยางรุ่นชิงเห็นอีกฝ่ายร่ายรำกระบี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ก็เข้าใจผิด คิดว่าอีกฝ่ายฝึกซ้อมมาด้วยตนเองมาก่อนจึงมิได้ประหลาดใจแต่ประการใดเลย พลันเร่งความเร็วขึ้นพร้อมกับเริ่มโจมตีเข้ามาทั้งกับใช้ทักษะกระบี่ไฟมังกรอันเจิดจ้า จนอาจจะทำให้สายตาผู้คนย่อมพร่ามัวไปบ้าง เด็กหนุ่มจึงจำใจหลับตาลงไปก่อน เพราะหากเป็นวิชาเฉพาะสำหรับลมปราณมังกรไฟเช่นนี้ ย่อมไม่อาจลอกเลียนได้เลย แล้วคิดในใจขึ้นว่า ‘ได้เท่านี้ก็มากเกินพอแล้ว’ จึงขอยุติการฝึกกระบี่แต่เพียงเท่านี้แต่พอกลับมาถึงห้องพัก หยางไคพลันเกิดอาการว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับอีกแล้ว ในใจก็เฝ้าคิดถึงกระบวนท่าสุดท้ายของกระบี่มังกรไฟอยู่อย่างนั้น จึงหยิบเอากระบี่ไม้ขึ้นมา แล้วถ่ายเทพลังวัตรลงไปโดยตรงอย่างที่เคยทำ แต่พอทำเช่นนั้นกระบี่ไม้ก็พลันแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในทันที!! หยางไคเห็นกระบี่ไม้เหลือแต่ด้ามจับก็เศร้าใจนัก จึงจำใจต้องข่มตาให้หลับ แต่พอพลิกตัวไปมาพัดหยกที่เหน็บไว้กับข้างตัวตลอดเวลา ก็หล่นลงมาข้าง ๆ ที่นอน จึงใช้มือสัมผัสดูพลันเกิดเรืองแสงในความมืด ก็คิดบางอย่างได้ขึ้นมาได้ ?จึงดีดตัวขึ้นยืน จากนั้นก็เริ่มถ่ายเทพลังวัตรเข้าไปอีกครั้ง พัดหยกนั้นก็เรืองแสงมากยิ่งขึ้นแต่ก็ห่างไกลกับคำว่า ‘เจิดจ้า’ ใจจึงคิดไปถึงดวงตะวันที่ส่องแสงสว่างเจิดจรัสในพื้นที่พิเศษของตน พอคิดเท่านั้นก็ดูเหมือนการถ่ายเทแสงสว่างจากดวงอาทิตย์พลังหยางจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเสียแล้ว!! ห้องพักส่วนตัวทั้งห้องนั้นเกิดจ้าขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับพื้นที่พิเศษที่มืดมิดลงไป.. เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก เพราะหากปล่อยให้พืชพรรณเหล่านี้ขาดแสงส่องจนยาวนานเกินไป ย่อมเกิดอันตรายแก่ลำต้นและกิ่งใบแล้ว จึงรีบถ่ายเทพลังหยางกลับไปในทันที แม้เวลาภายนอกจะผ่านไปไม่นานนัก แต่ภายในพื้นที่กลับไม่เป็นเช่นนั้น และดูเหมือนกิ่งใบของมะเขือเทศที่เคยเขียวสดกลับซีดจางลง ส่วนใบมันหวานนั้นก็กลับกลายเป็นสีเขียวอมเหลืองเสียได้ ทักษะนี้ช่างอันตรายเสียจริง และเขาจะต้องใช้งานด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมากจิตใจก็คอยลุ้นและเฝ้าดูว่าพืชพรรณที่เขาปลูกมานับปีจะมาพังเอาแบบนี้หรือไม่ ? จึงไม่อาจข่มหลับตาได้เลย ครั้นจะอ่านตำราเพื่อฆ่าเวลาก็คงจะอ่านไม่รู้เรื่องเพราะไม่มีสมาธิ จึงหยิบพัดหยกแทนกระบี่ไม้เพื่อใช้ในการปลดปล่อยอารมณ์ที่กลัดกลุ้มในใจออกไปให้หมด แต่รูปร่างลักษณะของกระบี่ไม้และพัดหยกนั้นแตกต่างกันมาก ทั้งน้ำหนักและความยาวก็ต่างกัน ในครั้งแรกที่เขาใช้กระบวนเพลงกระบี่จึงมีความติดขัดอยู่บ้าง แต่เมื่อกวัดแกว่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนกล้ามเนื้อและพีระมิดพยัคฆ์จะค่อย ๆ เรียนรู้และจดจำ จนเกิดความคล่องแคล่วขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว..ครั้นซ้อมมือจนรู้สึกเหนื่อยล้า ก็เริ่มสังเกตเห็นกิ่งใบของพืชพรรณต่าง ๆ ในสวนวิญญาณกลับมาเขียวขจีเช่นเดิมแล้วก็โล่งใจ จึงเข้านอนไปด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายนัก.......กาลเวลาล่วงผ่านไปจนถึงเช้าจากเช้าจนบัดนี้ก็สายมากแล้วแต่ท้องฟ้ายังมืดครึ้มอย่างน่ากลัวนัก หยางไคซึ่งนอนดึกตั้งแต่เมื่อคืน กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงฟ้าร้องจากลมพายุในเช้าวันนี้เองเปรี้ยง!! เปรี้ยง!!หยางไคสะดุ้งตื่นทันทีด้วยหวาดกลัวในเสียงดังสนั่นของมัน ทั้งยังรู้สึกเจ็บแปลบที่แขนซ้ายถึงแม้บัดนี้แผลที่เคยถูกพญางูเผือกฉกกัดนั้นจะหายดีแล้วก็ตามภายในห้องพักส่วนตัวของเขานั้น แม้จะมีแสงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาภายในอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอจะสร้างความแตกต่างระหว่างกลางวันที่มีพายุหนักกับกลางคืนที่มืดสนิทเท่าใดเลย จึงรีบล้างหน้าล้างตาเพื่อออกไปตรวจสอบสถานการณ์ที่ด้านนอกของห้องพัก ฝ่ายหยางรุ่นชิง เมื่อเห็นหยางไคออกมาแล้วก็ดีใจ จึงกล่าวไปว่า“ข้ากำลังจะเข้าไปเรียกเจ้าพอดี เพราะในสถานการณ์เช่นนี้พวกเราสมควรจจะรวมตัวกันไว้จะดีกว่า” เนื่องจากพายุนั้นหนักนัก เรือสำเภาจึงจำเป็นจะต้องลดใบเรือลงทั้งหมดแล้วทอดเสมอไว้ใกล้ชายฝัง และโชคร้ายเพราะจุดที่พวกเขาจำเป็นต้องจอดฉุกเฉินนั้นห่างไกลจากเมืองกิวกั๋ง ทั้งบริเวณนี้ก็มีโจรสลัดน้อยใหญ่เป็นอันมาก จึงค่อนข้างอันตรายอยู่ไม่น้อย ฝ่ายทหารประจำเรือก็เร่งนำปืนใหญ่ออกมา หวังจะติดตั้งไว้ที่บนดาดฟ้าไว้คอยป้องกันผู้ไม่หวังดี แต่พายุนั้นแรงนักจึงไม่สำเร็จ เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็เริ่มไม่สบายใจ จึงพยายามคิดหาหนทางป้องกันโดยเร็วที่สุด พอคิดออกแล้วจึงเดินไปหาทหารเรือที่อยู่ใกล้ ๆ นั้น แล้วพูดว่า“ข้าพเจ้าหยางไค จะขอเข้าพบนายเรือสำเภาลำนี้จะได้หรือไม่ ?” โดยมารยาทแล้วตระกูลหยางซึ่งเป็นทหารบกนั้น ไม่สมควรก้าวก่ายกิจการของทหารเรือเป็นอันขาด ทั้งตัวหยางไคเองก็ไม่ควรจะเปิดเผยตัวเช่นนั้น แต่หากต้องการให้เป้าหมายเกิดความสนใจในคำแนะนำของเขาบ้าง แม้ต้องแลกกับอะไรก็นับว่าคุ้มค่า ฝ่ายหยางรุ่นชิงเห็นหยางไคบุ่มบ่ามนักก็ต้องการขัดขวางในทีแรก แต่อีกใจหนึ่งกลับมีความมั่นใจในสติปัญญาเกินวัยของอีกฝ่ายมากกว่า จึงเปลี่ยนเป็นสนับสนุนว่า“ข้าพเจ้าหยางรุ่นชิงเป็นหัวหน้าหมู่ทางภาคเหนือก็จริงอยู่ แต่ขอให้ท่านฟังคำพูดจากน้องชายข้าพเจ้าด้วยเถิด” กล่าวเสร็จหยางรุ่นชิงก็ล้วงเอาป้ายประจำตัวขึ้นมาส่งให้ ทหารเรือผู้นั้นก็รับป้ายเพื่อเข้าไปแจ้งเหตุให้นายเรือทราบที่ห้องผู้บังคับการเรือ ฝ่ายนายเรือเอก (上尉) ซึ่งกำลังวิตกอยู่นั้น ครั้นมีทหารใต้บังคับบัญชาเข้ามาแจ้งเหตุพร้อมกับป้ายประจำตัวในมือก็มีความสงสัย จึงเรียกให้คนทั้งสองเข้ามาพบ หยางไคกับหยางรุ่นชิง จึงเข้าไปในห้องกัปตันเรือแล้วก็แนะนำตัวคร่าว ๆ จากนั้นจึงแจ้งอุบายในสถานการณ์เร่งด่วนนี้ว่า“แม้ปืนใหญ่นั้นจะข่มขวัญเหล่าโจรร้ายได้มากก็จริงอยู่ แต่โจรสลัดในแม่น้ำมักใช้เรือเล็กเข้าปีนบ่ายเรือใหญ่แล้วจึงใช้กำลังคนเข้ายึด เห็นจะไม่กลัวปืนใหญ่ที่เหมาะเอาไว้ยิงเรือเดินทะเล อีกทั้งพายุฝนนั้นแรงนักเกรงว่าทหารฝ่ายเราจะจุดชนวนไฟไม่ติดเสียมากกว่าแล้วซึ่งการสงครามบนเรือนั้นเกาทัณฑ์เป็นเอก ท่านจงจัดทหารคอยส่องจากหน้าต่างห้องโดยสารชั้น 2 และห้องพิเศษทั้ง 20 ห้อง หากเห็นโจรมาทางทิศไหนก็ใช้เกาทัณฑ์ระดมยิงอย่าให้ใช้ตะขอเชือกเกี่ยวเรือขึ้นมาได้ ซึ่งการยิงจากที่สูงย่อมได้เปรียบกว่ามาก ส่วนชั้นล่างนั้นให้ท่านสั่งปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมด อย่าให้ผู้ใดเปิดออกไปเป็นอันขาด” ซึ่งอันที่จริงหยางไคนั้นชื่นชอบการอ่านตำราพิชัยยุทธ์ มากกว่าปรัชญาของท่านขงจื๊อเสียอีก จึงหยิบเอากลวิธีต่าง ๆ ออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพนักฝ่ายเรือเอกหวางมู่ (王牧) ได้ฟังเช่นนั้นก็เหมือนเด็กหนุ่มผู้นี้ได้หยิบเอาภาชนะที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น จึงเห็นสมควรยิ่ง ก็เร่งสั่งทหารให้กระทำการตามคำแนะนำของบัณฑิตน้อยผู้นี้โดยเร่งด่วน..