มายังทางด้านของหนุมานเมื่อเขากลับมาถึงสถานที่อยู่อาศัยของเขา เขาก็ได้นึกถึงเื่ในอดีตขึ้นมา ก่อนที่ใครจะเรียกเขาว่าหนุมานเขาไม่มีแม้แต่ชื่อที่เป็ของตัวเองมีเพียงหมายเลขประจำตัวในศูนย์พักพิงเด็กกำพร้าชายฝั่งตะวันตกเมืองที่ถูกลืมจากแผนที่พัฒนาเด็กชายคนนั้นโตมากับเสียงคลื่นกระทบกำแพงกันคลื่นและเสียงไซเรนเตือนภัยพายุเขาไม่ใช่เด็กที่แข็งแรงที่สุด ไม่ใช่เด็กที่ฉลาดที่สุดแต่เขาเป็เด็กที่วิ่งเร็วที่สุด เร็วจนไม่มีใครจับได้เวลาแย่งขนมเร็วจนหนีการทะเลาะวิวาทได้ก่อนหมัดจะถึงตัวเขาเรียนรู้ั้แ่เล็กว่าความเร็วคือวิธีรอดชีวิต วันหนึ่งพายุใหญ่ถล่มชายฝั่ง ระบบไฟดับทั้งเขตอาคารศูนย์พักพิงเก่าทรุดตัวลงบางส่วนเด็กหลายคนติดอยู่ในโถงด้านในโดยมีโครงเหล็กขวางทางออกเ้าหน้าที่หนีเอาตัวรอดกันวุ่นวาย เด็กชายคนนั้นไม่คิดอะไร เขาวิ่งฝ่าความมืดและฝุ่นควัน ลอดใต้คานที่กำลังจะพัง ดึงแขนเพื่อนทีละคนพาออกมาจากทางแคบก่อนที่เพดานจะถล่มลงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่เขารู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวช้าลงเหมือนโลกยอมเปิดทางให้เขาไม่รู้ว่านั่นคืออะดรีนาลีนหรือพร์ แต่หลังคืนนั้นข่าวลือเื่“เด็กที่วิ่งเร็วกว่าเงา” ก็แพร่กระจายไปทั่วชุมชน ไม่นานนักผู้ชายในชุดเรียบร้อยก็มาที่ศูนย์พักพิง เสนอทุนการศึกษาและโอกาสฝึกพิเศษเด็กชายไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด เขาเพียงรู้ว่าที่นั่นมีอาหาร มีเตียงและไม่มีหลังคาที่พร้อมถล่มใส่หัว เขาจึงยอมไป
ศูนย์ฝึกไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดในตอนแรกมันสะอาด มีสนามวิ่ง มีอุปกรณ์วัดค่าทางกายภาพ เขาถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าวิ่งบนสายพานที่เร่งความเร็วสูงขึ้นทุกวัน ทดสอบพละกำลังของร่างกาย และทดสอบการะโข้ามสิ่งกีดขวางที่ซับซ้อนขึ้นทุกสัปดาห์ค่าตัวเลขบนจอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครูฝึกเริ่มเรียกเขาว่า “ลม” แทนหมายเลขแต่ความเข้มงวดก็ค่อยๆ แทรกเข้ามา การฝึกเปลี่ยนจากกีฬาเป็การเอาตัวรอดเปลี่ยนจากการแข่งกับเวลาเป็การหลบหลีกวัตถุที่ถูกยิงเข้าหา เปลี่ยนจากสนามเปิดเป็ห้องปิดที่ไม่มีหน้าต่างเขาถูกสอนให้เข้าออกพื้นที่โดยไม่ทิ้งร่องรอยถูกสอนให้สังเกตจังหวะหัวใจของคู่ต่อสู้จากระยะห่างหลายเมตรและถูกสอนว่าความลังเลหนึ่งวินาทีอาจหมายถึงความตาย หลายปีผ่านไปเขาเติบโตเป็วัยรุ่นที่กล้ามเนื้อเรียวยาวเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อการพุ่งทะยานแต่ภายในกลับว่างเปล่า เขาเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมต้องฝึกแบบนี้คำตอบที่ได้มีเพียงว่า “โลกภายนอกอันตรายกว่าที่คิด”จนกระทั่งภารกิจภาคสนามครั้งแรกมาถึง มันถูกเรียกว่า “การทดสอบสถานการณ์จริง”
เขาและทีมถูกส่งเข้าเขตความขัดแย้งเล็กๆ เพื่อดึงตัวเป้าหมายสำคัญออกมา เมื่อเสียงปืนดังขึ้นเขาไม่ทันได้คิดเหมือนคืนพายุอีกแล้ว ร่างกายเคลื่อนไหวเอง หลบ กระโจนผลักคนออกจากแนวะุ เขาพาเป้าหมายออกมาได้สำเร็จ แต่เมื่อหันกลับไปเขาพบว่าหนึ่งในทีมล้มลงและไม่ลุกขึ้นอีก ความเร็วของเขาไม่เร็วพอจะช่วยทุกคนได้ความจริงนั้นฝังลึกกว่าาแใดๆ
หลังภารกิจนั้นเขาเริ่มเข้าใจว่าตนไม่ได้ถูกฝึกให้รอดชีวิตเพียงอย่างเดียวแต่ถูกฝึกให้เป็เครื่องมือ เขาไม่ได้เกลียดการวิ่ง ไม่ได้เกลียดพลังของตัวเองสิ่งที่เขาเกลียดคือมือที่จับทิศทางให้เขาวิ่งโดยไม่ถามว่าเขา้าไปไหนคืนหนึ่ง เขาเก็บของเพียงเล็กน้อย ทิ้งบัตรประจำตัวไว้บนโต๊ะและวิ่งออกจากศูนย์ฝึกโดยไม่หันกลับไปมอง เขาวิ่งจนเมืองเล็กๆ หายไปจากสายตาวิ่งจนป้ายถนนกลายเป็เส้นสี วิ่งจนรู้สึกว่าครั้งแรกในชีวิต เขาไม่ได้หนีแต่กำลังเลือกเส้นทางของตัวเอง หลังจากนั้น โลกได้รู้จักเขาในฐานะทหารรับจ้างที่รับงานยากเกินมนุษย์ธรรมดาบางครั้งช่วยตัวประกัน บางครั้งหยุดการลอบสังหารบางครั้งขโมยข้อมูลจากที่ที่ไม่มีใครเข้าออกได้ เขาไม่สังกัดฝ่ายใดไม่เชื่อคำประกาศอุดมการณ์ของใครเขาเชื่อเพียงจังหวะหัวใจของตนเองและความจริงตรงหน้าว่าใครควรได้รับโอกาสรอดและทุกครั้งที่ลมพัดผ่านสนามรบ เหลือเพียงเงาเลือนรางที่ไม่มีใครจับได้หนุมานจะจำคืนพายุในวัยเด็กเสมอ คืนที่เขาวิ่งไม่ใช่เพื่อคำสั่ง ไม่ใช่เพื่อภารกิจแต่เพื่อช่วยชีวิตคนโดยไม่ต้องมีใครสั่งและนั่นคือเหตุผลที่ต่อให้โลกพยายามใช้ความเร็วของเขาเป็อาวุธเขาก็จะยังเลือกทิศทางลมด้วยตัวเองเสมอ
รามเดินกลับเข้าสู่ฐานที่มั่นของตนเองอย่างเงียบงันแสงไฟสีขาวจากโครงสร้างโลหะสูงตระหง่านของฐานส่องสะท้อนดวงตาของเขาที่นิ่งลึกจนยากจะอ่านความคิดเหล่าทหารของรัฐบาลโลกที่เฝ้ายามอยู่ต่างทำความเคารพทันทีที่เห็นเขาปรากฏตัวแต่รามเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไรการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา โดยเฉพาะภาพของทศกัณฐ์หนุมาน และสีดา ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อาจอธิบายได้กำลังค่อยๆกัดกินความแน่ใจของเขาเอง
รามหยุดยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของฐานมองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว ลมพัดผ่านเสื้อคลุมของเขาเบาๆและใน่เวลานั้นเอง ความทรงจำเก่าแก่ที่เขาพยายามลืมมาตลอดก็เริ่มไหลย้อนกลับมาครั้งหนึ่งนานมาแล้ว รามไม่ได้เป็ทหารของรัฐบาลโลก เขาเป็เพียงชายหนุ่มจากดินแดนเล็กๆที่แทบไม่มีใครรู้จัก ดินแดนแห่งนั้นตั้งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจเป็เพียงเมืองเล็กที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายรามเติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำสอนเื่ความยุติธรรมและการปกป้องผู้อื่นบิดาของเขาเคยเป็นักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สละชีวิตเพื่อปกป้องหมู่บ้านจากกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่เข้ามาปล้นสะดมเหตุการณ์นั้นฝังลึกอยู่ในใจของรามั้แ่ยังเด็กทำให้เขาตัดสินใจฝึกฝนร่างกายและจิตใจของตนเองอย่างหนักเพื่อจะกลายเป็นักรบที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องผู้คนได้
วันเวลาผ่านไปรามเติบโตขึ้นพร้อมกับพร์ด้านการต่อสู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปเขาเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงที่สามารถหาได้ ฝึกใช้ดาบ หอกและอาวุธทุกชนิดอย่างชำนาญ จนกระทั่งชื่อเสียงของเขาเริ่มแพร่กระจายออกไปนอกดินแดนวันหนึ่งกองกำลังของรัฐบาลโลกได้เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆของเขาพวกเขาอ้างว่ากำลังรวบรวมผู้มีความสามารถเพื่อสร้างกองกำลังรักษาความสงบของโลกในตอนแรกชาวเมืองต่างดีใจ เพราะคิดว่านั่นหมายถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นแต่ไม่นานความจริงก็ปรากฏ กองกำลังเ่าั้ไม่ได้มาเพื่อปกป้อง แต่เพื่อควบคุมรัฐบาลโลกเริ่มบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เก็บภาษีอย่างหนัก และใช้กำลังกับผู้ที่ต่อต้านรามเห็นภาพผู้คนที่เขารักถูกกดขี่อีกครั้งเหมือนในอดีตความโกรธและความสับสนทำให้เขาตัดสินใจท้าทายทหารของรัฐบาลโลกที่พยายามจับกุมชาวบ้านเหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็จุดเปลี่ยนสำคัญ รามต่อสู้เพียงลำพังกับหน่วยทหารติดอวุธหลายสิบคนและแม้จะาเ็ แต่เขาก็สามารถโค่นพวกนั้นลงได้ทั้งหมดฝีมือของเขาทำให้ผู้บัญชาการของรัฐบาลโลกที่อยู่ในเหตุการณ์สนใจในตัวเขาแทนที่จะสั่งปะา พวกเขากลับเสนอทางเลือกให้รามเข้าร่วมกับพวกเขาผู้บัญชาการบอกกับเขาว่าหาก้าปกป้องผู้คนจริงๆ เขาควรเข้ามาอยู่ในระบบและเปลี่ยนแปลงมันจากภายในคำพูดนั้นติดอยู่ในใจของรามเป็เวลานาน เขาไม่เชื่อใจรัฐบาลโลกแต่ก็รู้ดีว่าพลังของคนเพียงคนเดียวไม่อาจเปลี่ยนโลกได้สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วม ไม่ใช่เพราะศรัทธาในอำนาจของพวกเขาแต่เพราะ้าเห็นด้วยตาของตัวเองว่าความจริงของโลกใบนี้มันคืออะไรกันแน่
นับจากวันนั้นรามก็กลายเป็หนึ่งในนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของรัฐบาลโลกเขาเข้าร่วมภารกิจมากมาย ปราบปรามกองกำลังต่อต้านและกลุ่มทหารรับจ้างทั่วโลกชื่อของเขากลายเป็สัญลักษณ์ของพลังและระเบียบ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งเห็นด้านมืดขององค์กรที่เขารับใช้คำว่า “ความสงบสุข” ที่รัฐบาลโลกพูดถึง มักแลกมาด้วยเืและอิสรภาพของผู้คนเสมอกระนั้นรามก็ยังคงอยู่เพราะเขาเชื่อว่าวันหนึ่งเขาอาจจะสามารถหยุดยั้งความอยุติธรรมจากภายในได้จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ยินชื่อของบุคคลที่รัฐบาลโลกประกาศให้เป็ภัยคุกคามอันดับต้นๆของโลก นั่นก็คือทศกัณฐ์ชายผู้รวบรวมกำลังต่อต้านรัฐบาลโลกและสร้างอาณาเขตของตนเองขึ้นมาชื่อของทศกัณฐ์ถูกพูดถึงในฐานะทรราช ผู้ก่อการร้าย และศัตรูของระเบียบโลกแต่ยิ่งรามได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับเขามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความจริงอาจไม่ได้มีเพียงด้านเดียวและการเผชิญหน้ากันในวันนี้ก็ยิ่งทำให้ความคิดนั้นชัดเจนขึ้น
รามยืนอยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนก่อนจะหลับตาลงช้าๆ ภาพของทศกัณฐ์ สีดา และหนุมานปรากฏขึ้นในความทรงจำอีกครั้งเส้นทางของพวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การปะทะกันครั้งใหญ่และในใจของรามเองก็เริ่มเกิดคำถามที่เขาไม่เคยกล้าถามมาก่อนว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขากำลังปกป้องอยู่…คือความยุติธรรมจริงๆหรือเพียงแค่เงาของอำนาจกันแน่