วันคืนในจวนเจ้าเมืองชากังราวผ่านไปอย่างสงบสุขราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อย
อาการบาดเจ็บที่ขาของ "ดาว" ในยามนี้ ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่หมอหลวงยังคงกำชับให้นางใช้ไม้เท้าค้ำยันต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อรอให้กระดูกสมานกันอย่างสมบูรณ์
ความไม่สะดวกในการเดินเหินนี่เอง ที่ทำให้นางต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ภายในบริเวณจวน และสถานที่ที่นางโปรดปรานที่สุดก็คือสวนหย่อมขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางจวน ที่ซึ่งนางจะได้พบกับบุรุษผู้เงียบขรึมคนนั้นเสมอ
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับคำอินทร์พัฒนาไปในรูปแบบที่แปลกประหลาด มันไม่มีคำพูดหวานซึ้ง ไม่มีบทสนทนาที่ยืดยาว แต่กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจที่สื่อถึงกันผ่านการกระทำและความเงียบ พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของกันและกันไปโดยไม่รู้ตัว
ทุกเช้าคำอินทร์จะมานั่งทำสมาธิใต้ต้นจำปีต้นใหญ่ในสวน และทุกเช้าหญิงสาวก็จะเดินกะโผลกกะเผลกถือหนังสือมานั่งอ่านอยู่บนม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมที่อยู่ไม่ไกลนัก
นางไม่เคยเข้าไปรบกวนสมาธิของเขา และเขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าการมีอยู่ของนางเป็นส่วนเกิน ทั้งสองต่างอยู่ในพื้นที่ของตนเอง แต่ก็รับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน มันเป็นความเงียบที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
แต่สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปคือตัวของคำอินทร์เอง
จากที่เคยเป็นฝ่ายถูกชวนคุย เขากลับเริ่มเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน แม้จะเป็นเพียงคำถามสั้นๆ ก็ตาม
"วันนี้...แผลที่ขาเป็นอย่างไรบ้าง" เขาเอ่ยถามขึ้นในเช้าวันหนึ่ง หลังจากที่เพิ่งออกจากสมาธิ
ดาวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่าน ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่สดใส "ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ปวดแล้ว แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกคันอยู่บ้าง"
คำอินทร์พยักหน้ารับรู้ เขาเดินเข้ามาใกล้ แล้วนั่งลงบนพื้นหญ้าข้างๆ ม้านั่งที่นางนั่งอยู่ เขามองไปยังผ้าพันแผลที่ขาของนางแล้วกล่าวขึ้นว่า
"อาการคันเป็นสัญญาณว่าแผลกำลังจะหาย แต่หากปล่อยไว้นานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดการอักเสบได้"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายเข้าไปในสวนสมุนไพรเล็กๆ ที่อยู่ติดกัน หญิงสาวมองตามไปด้วยความสงสัย ไม่นานนักเขาก็กลับมา ในมือของเขาคือใบไม้สีเขียวสดหลายใบที่มีรูปร่างแปลกตา
เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้านางอีกครั้งแล้วเริ่มใช้ก้อนหินที่สะอาดบดใบไม้เหล่านั้นในฝ่ามือของตนเองอย่างชำนาญ จนมันกลายเป็นยาพอกสีเขียวเข้มที่มีกลิ่นหอมเย็นสดชื่น
"นี่คือใบพลับพลึง" เขาอธิบาย "สรรพคุณของมันช่วยลดอาการบวมและแก้คันได้ดีนัก ข้าเห็นหมอหลวงใช้บ่อยๆ"
หญิงสาวสวยมองการกระทำของเขาด้วยความทึ่ง นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงนักรบผู้นี้จะมีความรู้เรื่องสมุนไพรด้วย "ท่าน...รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร"
"พระอาจารย์ของข้าสอนมา" เขาตอบสั้นๆ ขณะที่กำลังบรรจงทายาสีเขียวลงบนผิวหนังรอบๆ ผ้าพันแผลของนางอย่างแผ่วเบาและระมัดระวังที่สุด "เวลาที่อยู่ในป่า...ความรู้เรื่องสมุนไพรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเอาชีวิตรอด"
สัมผัสของปลายนิ้วที่เย็นเฉียบแต่ก็นุ่มนวลของเขา ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความเย็นของยาพอกช่วยบรรเทาอาการคันได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจนั้นกลับรุนแรงยิ่งกว่า
นางมองใบหน้าด้านข้างของเขาที่กำลังตั้งใจทายาให้อย่างจดจ่อ นางมองเห็นความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบขรึมนั้นและนางก็ตระหนักว่า นางกำลังตกหลุมรักบุรุษปริศนาผู้ช่วยชีวิตนางคนนี้เข้าเสียแล้ว
นับจากวันนั้น...คำอินทร์ก็กลายเป็น "เภสัชกรจำแลง" ให้แก่นางโดยปริยาย
ทุกวันหลังจากที่เขาทำสมาธิเสร็จ เขาจะเข้าไปในสวนสมุนไพร เก็บเอาใบไม้และดอกไม้ต่างๆ มาปรุงเป็นยาให้แก่นาง บางวันก็เป็นยาพอกแก้คัน บางวันก็เป็นชาดอกคำฝอยช่วยบำรุงโลหิต บางวันก็เป็นยาหม่องที่ทำจากไพลเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อ
เขาสอนให้นางได้รู้จักชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด นางเองซึ่งมีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว ก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
บทสนทนาระหว่างพวกเขาจึงเริ่มยาวนานขึ้นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องสมุนไพรแต่ยังรวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ ที่นางได้อ่านเจอในหนังสือและเรื่องเล่าจากประสบการณ์ในป่าของเขา
คำอินทร์พบว่านางเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาดและมีความคิดที่ลึกซึ้งอย่างน่าประหลาดใจ นางมีความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วรรณคดี และแม้กระทั่งกลยุทธ์ทางการทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจอย่างยิ่งว่าหญิงชาวบ้านธรรมดาจะมีความรู้กว้างขวางถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ส่วนดาวนั้น างก็ยิ่งค้นพบว่าภายใต้ความเย็นชาและเงียบขรึมของคำอินทร์ซ่อนไว้ซึ่งความอบอุ่น ความใส่ใจ และความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
เขาไม่เคยถามถึงอดีตของนาง ไม่เคยซักไซ้ว่านางมาจากไหน เขาปฏิบัติต่อนาในฐานะ "ดาว" หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่เขาต้องการจะดูแลและปกป้อง
ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง มันงดงามและบริสุทธิ์ ปราศจากเรื่องของยศถาบรรดาศักดิ์ ปราศจากเรื่องของชาติกำเนิด
มันคือความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างดวงใจสองดวงที่เคยแตกสลายและโดดเดี่ยว ที่บัดนี้ได้มาพบเจอกันและกำลังค่อยๆ เยียวยาบาดแผลให้แก่กันและกัน
ท่ามกลางความสงบสุขชั่วคราว...ในจวนเจ้าเมืองชากังราวแห่งนี้
วันหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ด้วยกันในสวนตามปกติ นางได้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือแล้วเอ่ยถามเขาขึ้นมาว่า
"ท่านคำอินทร์ ข้าสงสัยมานานแล้ว เป้าหมายที่แท้จริงในการเดินทางของท่านคือที่ใดกันแน่ ท่านเคยบอกว่ากำลังแสวงหาหนทางของตนเองแต่หนทางนั้นมันจะนำท่านไปที่ไหนหรือ"
คำอินทร์นิ่งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำถามนั้น เขามองไปยังทิศเหนือ ที่ที่ทิวเขาสลับซับซ้อนทอดตัวยาวอยู่ไกลลิบๆ
"ล้านนา" เขาตอบเสียงแผ่วเบา เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยถึงเป้าหมายนี้กับผู้อื่นนอกจากตนเอง "ข้าต้องเดินทางไปที่นั่น เพื่อตามหาบางสิ่งที่ข้าทำหายไป"
แววตาของเขาในยามที่พูดถึงล้านนานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ซึ่งเป็นแววตาที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน มันทำให้นางรู้สึกได้ว่า เรื่องราวเบื้องหลังของบุรุษผู้นี้จะต้องซับซ้อนและน่าเศร้ายิ่งกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้มากนัก
และมันก็ทำให้นางรู้สึกอยากที่จะอยู่เคียงข้างเขา อยากที่จะเป็นกำลังใจให้เขาในการเดินทางตามหา "บางสิ่ง" ที่สูญหายไปนั้นให้พบเจอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม