โล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า] ชายผมสีทอง ดวงตาสีทอง ร่างกายกำยำ บุรุษชาวสปาต้าที่มาจากยุคสมัยสปาต้าเฟื่องฟูในอดีต
ผู้ที่ยอมลงจากอานม้าเพื่อจีบผู้ชาย [เทียเซไคร่า] สตรีชาวมองโกลที่มาจากยุค ค.ศ 1980 ผมสีทองตัดสั้น ใบหน้าคมดุดันแต่งดงาม มีความห้าวเหมือนผู้ชายมากกว่าอ่อนโยนแบบผู้หญิง สตรีที่ยึดติดธรรมเนียมเดิมของชาวมองโกลอย่างแท้จริง
หนุ่มสาวสองคนนี้ได้มาพบกันและตกหลุมรักซึ่งกันและกัน
แต่เป็นรักข้างเดียวของ [เทียเซไคร่า] เพราะ [เบลโลน่า] ยังคงคิดว่าเทียเซไคร่าเป็นแค่ผู้ชายหน้าหวาน
หญิงสาวที่ไม่อาจแม้แต่จะได้ทันเผยความในใจให้อีกฝ่ายรับรู้ กลับต้องมาตายอยู่ใต้ซากอาคารของศาลยุติธรรมใจกลางเมืองอย่างน่าเศร้าใจ
และถ้าหากมองไล่ขึ้นไปบริเวณใกล้กันนี้ ก็จะพบกับศพของนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง
เพียงแค่ปรายตามองชุด ก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นนายทหารระดับสูง
เขาคือผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม]
ตำแหน่งที่นั่งของเขาอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุด เลยทำให้ซากศพของเขาถูกแยกส่วนออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทั้งที่เป็นผู้มากฝีมือ เก่งทั้งด้านบุ๋นและบู้ แต่กระนั้นยังสามารถตายได้อย่างง่ายดาย
ตาย… เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ตายลงไป
ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ สุดท้ายแล้วก็ต้องตายไม่ต่างกัน
แถมยังเป็นการตายที่อาจเรียกได้ว่าไม่สมศักดิ์ศรีและผมงานที่พวกเขาได้เคยทำเอาไว้
นายแดง ชาวไทยหลงยุคกำลังคิดเช่นนั้น
เขาที่คุ้นเคยกับสงครามในยุคสมัยสุโขทัยและชินกับการนำทัพเข้าโรมรันอย่างหาญกล้า ตอนนี้เขาได้เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงไม่ชอบวิธีการทำสงครามของยุคสมัย ณ ปัจจุบันที่เป็นอยู่
เพราะมันคือยุคสมัยที่คนทำได้ทุกวิถีทางเพื่อนำมาซึ่งชัยชนะ
ไม่สิ ความจริงสมัยก่อนมันไม่ต่างกันนักหรอก
ต้องบอกว่าอาวุธที่พัฒนาขึ้นมา มันทำให้คนสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ที่เปิดกว้างได้มากขึ้น
รวมไปถึงความเลวร้ายของมันที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
“ช่วย… ด้วย…”
“เฉินซิง! ”
ตอนที่นายแดงเดินอยู่บนซากอาคารในสภาพเปรอะเปื้อน เขาก็ได้พบกับสหายร่วมรบที่รอดชีวิต
เธอคนนั้นคือ [เทพสงคราม เฉินซิง]
แดงพยายามช่วยเหลือสหายร่วมรบขึ้นมาจากใต้ซากสุดความสามารถ โดยไม่สนใจห่ากระสุนที่พึ่งบินข้ามผ่านหัวไป
หลังจากใช้เวลาร่วมสิบห้านาที ในที่สุดเขาก็สามารถช่วยเหลือเธอออกมาจากใต้ซากอาคารได้สำเร็จ
ทั้งสองคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดของดีอ้อนนั้น ต่างบาดเจ็บและมีสภาพโทรมไม่แพ้กัน
เลือดท่วมกาย เสื้อสูทสีดำที่ขาดวิ่น แถมยังอ่อนล้าทั้งกายและจิตใจ
แต่พวกเขาทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าจะมาทำตัวอ่อนแอแล้วหยุดเพียงแค่นี้ไม่ได้
“จะให้… คริสตัลถูกทำลายไม่ได้…”
ทั้งสองคนหันไปทางโดมคริสตัลซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางเหนือไม่ไกลนัก
ถ้าหากครบหนึ่งวัน ทุกคนก็จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
แต่ถ้าหากว่าคริสตัลถูกทำลาย ทุกคนที่เขารู้จักจะตายจากไปตลอดกาล
“ยังไหวไหม? ”
“ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ”
ต่อให้พวกเขาไม่มีอาวุธ ไม่มีชุดเกราะ แต่หัวใจของพวกเขายังไม่ยอมแพ้
ทั้งสองคนเริ่มยกขาที่หนักอึ้งขึ้นเพื่อยืนหยัด ก่อนจะกระโจนร่างของตัวเองเข้าไปในสนามรบใจกลางเมืองตรงหน้า
อสูรกายขนาดห้าสิบเมตรสองตัวต่างเข้าโรมรันจนแผ่นดินสั่นสะท้าน
โกเลมไทฟอนใช้ทั้งหนึ่งร้อยหัวส่งเปลวไฟแผดเผาไปทั่วผืนฟ้ากว้าง
มังกรทมิฬใช้ปีกที่แผ่กว้างแทนโล่ปกป้องกาย
"อสูรแห่งการกลืนกิน ใช้ท่าม้วนตัวฟาดหาง! "
เจ้านายที่เป็นทั้งมันสมองและผู้ฝึกสอนของมังกรทมิฬได้แผดเสียงดังมาจากบนพื้นดิน
ใช่แล้ว เพื่อให้มันสามารถต่อสู้ได้อย่างอิสระ ขุนนางแครอทจึงลงมายืนอยู่ด้านล่างเพื่อสั่งการรบโดยตรง
มังกรทมิฬโจมตีสวนกลับในจังหวะที่โกเลมไทฟอนหยุดพ่นไฟ
ปีกที่แผ่กว้างได้บีบให้วิสัยทัศน์ของโกเลมไทฟอนคับแคบ
มันไม่รู้ตัวเลยว่าคู่ต่อสู้ของมันกำลังออกแรงเหวี่ยงหางที่ยาวกว่าสองร้อยเมตร อยู่ด้านหลังแผ่นหนังสีดำผืนนั้น
หางที่เต็มไปด้วยเกล็ดแข็งหนาและหยาบกร้านของมังกรทมิฬ แทบไม่ต่างอะไรไปจากดาบใบเลื่อยขนาดยักษ์
“ [!?] ”
แกนโกเลมมากกว่าหนึ่งพันชิ้นได้ถูกทำลายสิ้น
เศษซากดินและโลหะปลิวกระจายว่อนไปทั่ว ก่อนจะตกโปรยปรายเป็นหยาดฝนโลหะที่อันตราย
หัวนับร้อยได้ขาดออกไปครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะฟื้นกลับมาในสภาพเล็กลงกว่าเดิม
เพราะแกนควบคุมส่วนหนึ่งของมันถูกทำลาย การตรึงร่างขนาดยักษ์ของโกเลมไทฟอนจึงเสื่อมถอยลง
แต่ใช่ว่าความร้ายกาจของมันจะหมดไป
ไทฟอนใช้หัวนับร้อยที่มีขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่งเข้าจู่โจมหางของมังกรทมิฬ
การเหวี่ยงหางเป็นวงกว้างนั้น ทำให้มังกรทมิฬเปิดช่องว่างที่ร้ายแรงขึ้นมา
เขี้ยวนับร้อยที่คมกริบได้แทงลงบนเกล็ดที่หนาและแข็งแรงของมัน
แต่เขี้ยวของโกเลมไทฟอนไม่อาจแทงทะลุเกล็ดหนานั้นได้…
ถึงกระนั้นมันก็ไม่ยอมปล่อยเขี้ยวของมันออก และเริ่มแผ่รังสีความร้อนสูงผ่านออกมาจากเขี้ยวของมัน
ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนจากเขี้ยว ทำให้เกล็ดหนาของไทฟอนเริ่มแตกและพังทลายลงมา
เลือดสีดำได้ไหลออกมาทั่วทั้งหางของมัน
"จับทุ่ม! "
ขุนนางแครอทรีบออกคำสั่งใหม่เพื่อกู้สถานการณ์
มังกรทมิฬใช้พลังหางที่มากล้นยกร่างของไทฟอน
ร่างกายขนาดยักษ์ราวห้าสิบเมตรได้ถูกยกขึ้นสูง ก่อนจะถูกเหวี่ยงลงไปฟาดที่พื้นดินอย่างรุนแรงในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมัน
"ระวัง! "
กองทัพของสเลบกับบานาต่างรีบถอยหนีออกมาให้ห่างจากการต่อสู้ของอสูรกายยักษ์ทั้งสองตัว
แม้แต่นายแดงกับเฉินซิงที่วิ่งอ้อมสนามรบก็ยังเกือบไม่รอด
แผ่นดินที่สั่นสะเทือนทำให้พื้นหินซึ่งเคยเรียงตัวสวยงามพังทลายลง
ลานกว้างยุบตัวเป็นหลุมที่ใหญ่กว่าห้าสิบเมตรและลึกกว่าสิบเมตร
แน่นอนว่าต้องมีผู้เคราะห์ร้ายโดนลูกหลงจากการทุ่มในครั้งนี้
เลือดสีดำของเผ่ายักษาและเลือดสีเขียวของเผ่าอาร์โธร์โพดาได้ผลิบานราวกับดอกไม้อยู่ที่ข้างใต้ร่างของโกเลมไทฟอน
ร่างขนาดใหญ่ที่สูงสี่เมตรนั้น บอกให้พวกเรารู้ว่าผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นคือกองทัพ [ไททัน] กับขุนนางลำดับที่หก มหาไททันแคนตาลูป
และเกราะสีเลือดหมูที่บุบเป็นรอยอย่างน่ากลัวพร้อมกับเต็มไปด้วยหยาดเลือดสีเขียวไหลออกมา ก็คือกองทัพของอลูฟและตัวอลูฟเอง
กองทัพทั้งสองที่กำลังจะเข้าต่อสู้กันได้ตายไปพร้อมกันจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
อาวุธมากมายที่แสนภาคภูมิใจของพวกเขาได้กลายเป็นเศษขยะที่บิดงอไปพร้อมกับสภาพศพที่ถูกบี้แบน
สาเหตุที่พวกเขาไม่โจมตีเจ้าพวกอสูรยักษ์ มันเป็นเพราะไม่คิดว่ามันจะกลายมาเป็นแบบนี้
ในสายตาของพวกยักษา มังกรทมิฬคืออสูรสัตว์เลี้ยงของแครอทที่เป็นพวกเดียวกัน
ในสายตาของอลูฟ เนื่องจากเห็นว่าสเลบไม่ได้โจมตีมัน และมันไม่ได้โจมตีใส่สเลบ เขาเลยเข้าใจไปเองว่ามันเป็นพวกเดียวกับสเลบ
ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ จึงทำให้ไม่มีใครคิดจะโจมตีไปที่อสูรตัวยักษ์ซึ่งกำลังฟัดกันอยู่ที่นี่
และผลลัพธ์ของการละเลยพวกมันก็คือความตายของตัวพวกเขาเอง
แต่ความเสียหายมันไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้
“โกร๊ววว! ”
“โฮกกก! ”
อสูรยักษ์ทั้งสองเริ่มอาละวาดรุนแรงมากขึ้น
โกเลมไทฟอนเริ่มเปลี่ยนรูปร่างหัวของพวกมันเป็นสว่านเจาะ แล้วแทงลงไปที่เกล็ดหนาของมังกรทมิฬ
มันต้องการที่จะทะลวงไปให้ถึงหัวใจของเจ้ามังกรยักษ์
สว่านเหล่านั้นหมุนวนและสั่นไปมาอย่างรุนแรง
มันเจาะและขุดเอาเกล็ดสีดำสลับแดงของมังกรทมิฬหลุดร่วงลงมา
มังกรทมิฬเจ็บปวดมาก
“ใช้รังสีสังหาร! ”
เมื่อเห็นดังนี้ขุนนางแครอทจึงออกคำสั่งใหม่ออกไป
ปากที่กว้างโตพอจะกลืนกินได้ทั้งเมืองได้ถูกปิดลง
ไอแก๊สจำนวนมากถูกพ่นออกมาจากกระพุงปากข้างในของมังกร
แก๊สเหล่านั้นได้สะสมเป็นจำนวนมากอยู่ภายในช่องปากของมัน
มันถูกอัดแน่นอยู่ภายในกรามอันแข็งแกร่ง สะสมจนพร้อมที่จะระเบิดปริแตกออก
ช่องคอของมังกรทมิฬได้ถูกปิดตัวลงด้วยอวัยวะที่คล้ายกับลิ้นไก่ของมัน
ก่อนที่จะเปิดปากออกกว้างพร้อมกับใช้ลิ้นของมันขูดกับเขี้ยวที่แหลมคม
สะเก็ตไฟได้แฉลบถือกำเนิดขึ้น สิ่งนั้นได้เข้าไปจุดปะทุกับแก๊สที่อัดแน่นสะสมอยู่ภายในช่องปาก ก่อนจะเกิดเป็นเปลวไฟสีดำพวยพุ่งออกเป็นเส้นทางยาว
เปลวไฟที่ร้อนกว่าสองพันองศาถูกพ่นตรงออกไปเพื่อทำลายศัตรูของมัน
ถึงผิวกายของโกเลมไทฟอนจะถูกพัฒนาให้ทนความร้อนได้ แต่ใช่ว่าจะทนได้สมบูรณ์แบบ
ความร้อนที่รุนแรงได้หลอมให้ผิวจนเป็นสีแดง ก่อนจะละลายลงมาเป็นก้อนลาวาเหลว
แกนโกเลมจำนวนถึงสองในสามได้ถูกทำลายลง
ถูกทำลายไปพร้อมกับครึ่งหนึ่งของเมืองในภาคทิศตะวันตก...
ซึ่งนั่นเป็นทิศที่กองทัพของสกัดกำลังต่อสู้กับกองทัพของดีอ้อนอยู่
“นี่มัน--”
ทั่วทั้งวิสัยทัศน์ของสกัดได้กลายเป็นสีขาวโพล้น
เขาตายแทบจะในทันทีโดยไร้ซึ่งความเจ็บปวดใด ๆ
กองทัพสีดำและกองทัพของมนุษย์ที่ก่อความวุ่นวายได้หายไปจากแผนที่พร้อมกันด้วยการโจมตีนี้
“ (สกัด! ไม่จริง! ขุนพลของข้า!) ”
การตายของสกัดทำให้ราชินีฟรีด้าที่กำลังประจำการอยู่ใต้ดินกรีดร้องออกมา
“ (ราชินีแฟต เจ้ายังจะรออะไรอีก! รีบสั่งให้ยิง [หัวทะลวงแผ่นดิน] ได้แล้ว!) ”
“ (แต่ว่าฮอร์เนสยังอยู่ในระยะ---) ”
“ (ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] เธอก็รีบสั่งให้มันถอยออกมาซะ! ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้ ก่อนที่พวกเราจะได้ยึดโดมคริสตัล กองทัพของพวกเราคงละลายหายไปหมดก่อนแน่นอน!) ”
“ (... ได้ ฉันราชินีแฟตเห็นด้วยว่าถึงแก่เวลายิง [หัวทะลวงแผ่นดิน] ออกไปได้แล้ว) ”
ความเสียหายที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างอสูรยักษ์สองตัวนั้น ทำให้เหล่าราชินีตัดสินใจสั่งยิงอาวุธสุดยอดของเผ่าตัวเองออกไป
“ (สเลบ ฮอร์เนส รีบถอยทัพออกมาเดียวนี้ พวกเราจะยิง [หัวทะลวงแผ่นดิน] ในอีกห้านาทีข้างหน้า) ”
การสนทนาผ่านคลื่นสมองของเหล่าราชินีได้ถูกส่งออกไปทั่วทั้งกองทัพอีกครั้ง
“ (รับทราบครับ) ”
“ (ขอสนุกต่อ--) ”
“ (ฮอร์เนส!) ”
“ (... รับทราบครับท่านราชินีโอเปอร์) ”
เผ่าอาร์โธร์โพดาพร้อมที่จะยิง [หัวทะลวงแผ่นดิน] ขึ้นไปสู่โลกภายนอกแล้ว
“ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้เงียบแบบนี้…”
นายแดงที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์กำลังพูดกับตัวเองด้วยความสับสน
เขายกปืนกล M16 ในมือที่ขโมยมาจากศพขึ้นสูง เพื่อเล็งส่องผ่านกล้องเล็งออกไป
เขาเห็นกองทัพของอาร์โธร์โพดากำลังถอยทัพหนี
เขาเห็นกองทัพเผ่ายักษาที่ปะทะกับกองทัพสีแดงนั้นโฮ่ร้องดังอย่างมีชัย
และที่ข้างหลังของกองทัพเผ่ายักษาตรงนั้น ก็คือโดมคริสตัลที่นายแดงกับเฉินซิงกำลังจะมุ่งหน้าไปเพื่อปกป้องคริสตัลของเผ่าตัวเอง
“จะอะไรก็ช่าง ตอนนี้รีบไปที่นั่นก่อนที่พวกมังกรจะกลับมาซัดกันแถวนี้เถอะ”
“เห็นด้วย”
สตรีชาวจีนร่างยักษ์สองเมตรพูดด้วยร้ำเสียงที่เฉียบขาด
เธอกำลังถือปืนกลแกตลิ่งของเผ่ายักษ์ด้วยมือทั้งสองข้าง
ทั้งที่เป็นอาวุธที่หนักอึ้งสำหรับเผ่ายักษา แต่เธอกลับสามารถถือมันได้ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
จากตำแหน่งของพวกเขาไปที่โดมคริสตัลนั้น เหลืออีกเพียงแค่ราวสามสิบเมตรเท่านั้น
มันไม่ใช่ระยะที่ไกลเท่าไหรนัก
แต่หลังจากที่พวกเขาเริ่มออกตัววิ่งมาได้เพียงแค่หนึ่งนาที
ในตอนที่พวกเขาวิ่งอ้อมหลบสายตาของกองทัพศตรูเผ่ายักษาตรงหน้าเพื่อเข้าไปให้ใกล้โดมมากที่สุด
สิ่งนั้นมันก็เกิดขึ้น
มันเริ่มจากแผนดินตรงหน้าโดมปริแตกก่อน
พวกเขาคิดว่าเป็นผลกระทบจากการต่อสู้ของพวกสัตว์ยักษ์
แต่พวกเขาคิดผิด
เขี้ยวสีดำขนาดใหญ่ได้ผุดขึ้นมาจากผืนแผ่นดิน
มันแทงยอดขึ้นสูงมากกว่าสามสิบเมตร โค้งงอราวกับเป็นงาช้างขนาดยักษ์
มันปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีการบอกกล่าวเตือนล่วงหน้า
มันดูดกลืนแสงสว่างและทุกสิ่งเข้าไปที่ตัวมัน
มันบดอัดทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีของมันจนพินาศสิ้น
และเมื่อพวกเขารู้ตัวอีกที ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าก็เริ่มพังทลายลงมา
“โกร๊ว!? ”
“ฮูมม! ”
แม้แต่อสูรกายยักษ์ในตำนานสองตัวยังต้องพบกับจุดจบของชีวิตมัน
ร่างกายของพวกมันถูกดูด บีบอัด และแตกสลายออก
ราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างเข้าไปทำปฏิกิริยาระดับโมเลกุล แล้วทำการแยกสลายทุกสิ่งจนกลับสู่สามัญ
กลับสู่โครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิมที่มีเพียงแค่ [พลังงาน] และ [ความว่างเปล่า]
ทุกอย่างเริ่มพังทลายลง
สิ่งก่อสร้าง ชีวิต อากาศ น้ำ ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีโจมตีของมัน ล้วนแต่กำลังพังทลายลง...