ป้ายไม้เหนือประตูเขียนตัวอักษรสีทองว่า
หอโอสถร้อยสมุนไพร
นี่คือร้านโอสถใหญ่ที่สุดหนึ่งในสามแห่งของเมืองชิงหลาน
ผู้ดูแลเื้ัคือสมาคมโอสถแห่งแคว้นเมฆาคราม จึงไม่มีตระกูลใดในเมืองกล้าสร้างปัญหาที่นี่ง่าย ๆ
ฉินเฟิงก้าวเข้าไปด้านใน
กลิ่นสมุนไพรนับสิบชนิดลอยเข้าจมูกทันที
เพียงสูดลมหายใจครั้งเดียว เขาก็แยกได้ว่ามีสมุนไพรชนิดใดอยู่ในร้านบ้าง
หญ้ารวมิญญา
ดอกชิงหยาง
รากเพลิงแดง
ผลเย็นสามฤดู
เถาวัลย์กระดูกเหล็ก
ฉินเฟิงหยุดฝีเท้าเล็กน้อย
ของที่้ามีอยู่จริง
แต่เขายังไม่รีบซื้อ
พนักงานหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ เมื่อจำได้ว่าเป็ใคร รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งขึ้นเล็กน้อย
“คุณชายฉิน ไม่ทราบว่า้าซื้อสิ่งใดขอรับ”
แม้คำพูดยังสุภาพ แต่แววตากลับมีความแปลกใจอย่างชัดเจน
คนทั้งเมืองรู้ว่าฉินเฟิงไม่สามารถฝึกปราณได้
แล้วคุณชายผู้นี้มาหอโอสถเพื่ออะไร
ฉินเฟิงหยิบห่อยาหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
“ข้ามิได้มาซื้อของอย่างเดียว ข้ามีของบางอย่าง้าขายด้วย”
พนักงานหนุ่มยิ่งประหลาดใจ
“สิ่งนี้คืออะไรหรือขอรับ”
“ผงยาห้ามโลหิต”
พนักงานรับห่อมาเปิดดู
เมื่อเห็นเป็เพียงผงสมุนไพรธรรมดา สีหน้าก็ผิดหวังทันที
“คุณชายฉิน ยาห้ามโลหิตธรรมดา ทางร้านรับซื้อในราคาต่ำมาก หากเป็ของที่ปรุงเองโดยไม่มีตราของนักปรุงโอสถ ทางร้านอาจไม่สามารถ—”
“เ้าหามีดมาเล่มหนึ่ง”
ฉินเฟิงกล่าวอย่างสงบ
พนักงานชะงัก
“มีด?”
“ใช่ แล้วเชิญผู้ที่มีอำนาจตัดสินราคายามาด้วย ข้าไม่้าเสียเวลาพูดเื่เดียวกันสองครั้ง”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ท่าทีมั่นคงจนพนักงานหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินไปด้านหลังร้าน
ไม่นาน ชายวัยกลางคนร่างอ้วนเล็กน้อยก็เดินออกมา
เขาสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาล บริเวณหน้าอกมีตรารูปเตาโอสถหนึ่งดวง
“ข้าคือเถ้าแก่เหอ ผู้ดูแลชั้นล่าง ได้ยินว่าคุณชายฉินมีผงยาห้ามโลหิตมาขาย?”
“ถูกต้อง”
เถ้าแก่เหอเปิดห่อขึ้นมาดู ใช้นิ้วแตะเล็กน้อยแล้วสูดกลิ่น
สีหน้าแรกเริ่มไม่ได้สนใจมากนัก
แต่เพียงไม่กี่อึดใจ คิ้วของเขาก็ขยับ
“กลิ่นหญ้าชิงลู่…รากดอกจันทร์…แล้วนี่…”
เขาดมอีกครั้ง
“ใบเขียวเก้าข้อ?”
เถ้าแก่เหอเงยหน้าขึ้น
“สมุนไพรสามอย่างนี้มีฤทธิ์ขัดแย้งกันอยู่เล็กน้อย เหตุใดจึงนำมาผสมกัน”
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น
“ทดลองดูก่อนเถิด”
เถ้าแก่เหอครุ่นคิด ก่อนสั่งพนักงานนำกระต่ายที่ใช้ทดสอบยามาตัวหนึ่ง
ฉินเฟิงมองดูโดยไม่กล่าวอะไร
เถ้าแก่เหอใช้มีดกรีดาแตื้น ๆ บริเวณขาหลังของกระต่าย
เืสีแดงไหลออกทันที
จากนั้นเขาโรยผงยาของฉินเฟิงลงไป
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
เืที่กำลังไหลเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงลมหายใจที่เจ็ด เืก็หยุดเกือบทั้งหมด
เถ้าแก่เหอเบิกตากว้าง
พนักงานหนุ่มข้างกายเองก็มองอย่างไม่เชื่อสายตา
ยาห้ามโลหิตที่หอร้อยสมุนไพรจำหน่ายตามปกติ ต้องใช้เวลาราวยี่สิบถึงสามสิบลมหายใจจึงจะห้ามเืจากาแลักษณะเดียวกันได้
แต่ผงยาตรงหน้าใช้เวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ
เถ้าแก่เหอรีบตรวจาแอีกครั้ง
ยิ่งตรวจ สีหน้าก็ยิ่งเปลี่ยน
“ไม่มีอาการไหม้ผิว ไม่มีการกัดเนื้อ แล้วการสมานแผลยังเริ่มเร็วกว่าปกติ…”
เขาเงยหน้ามองฉินเฟิงอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
“ยานี้ผู้ใดเป็คนปรุง”
ฉินเฟิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยท่าทีสงบ
“อาจารย์ของข้าชี้แนะวิธีปรุงให้”
“อาจารย์?”
เถ้าแก่เหอชะงัก
“ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ของคุณชายคือผู้ใด”
“ท่านไม่ชอบให้ข้ากล่าวถึงนามและที่มา ข้าจึงไม่สะดวกเปิดเผย”
เถ้าแก่เหอมองเขาอย่างพิจารณา
ข่าวเกี่ยวกับคุณชายสามตระกูลฉิน เขาย่อมเคยได้ยิน
คนที่ไม่สามารถฝึกปราณได้
เสเพล
ไร้ความสามารถ
แต่ผงยาตรงหน้ากลับไม่ใช่สิ่งที่คนไร้ความสามารถจะทำขึ้นได้
หากเื้ัฉินเฟิงมีนักปรุงโอสถลึกลับจริง เื่นี้ย่อมไม่ธรรมดา
เถ้าแก่เหอถามขึ้นอีกครั้ง
“ผงยานี้มีทั้งหมดเท่าใด”
“สามห่อ”
“ข้ารับทั้งหมด ห่อละสิบเหรียญเงิน”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“ห่อละสามสิบ”
เถ้าแก่เหอขมวดคิ้วทันที
“คุณชายฉิน ราคานี้สูงเกินไป ยาห้ามโลหิตทั่วไปหนึ่งห่อขายเพียงห้าเหรียญเงินเท่านั้น”
“แต่ยาของข้าไม่ใช่ยาห้ามโลหิตทั่วไป”
ฉินเฟิงมองไปยังกระต่ายบนโต๊ะ
“ท่านเห็นผลด้วยตนเองแล้ว”
เถ้าแก่เหอเงียบ
ฉินเฟิงกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“หากนักล่าสัตว์อสูรได้รับาเ็กลางป่า เวลาที่เืหยุดเร็วขึ้นยี่สิบลมหายใจอาจหมายถึงชีวิตหนึ่งชีวิต”
“หากผู้ฝึกยุทธ์าเ็ระหว่างต่อสู้ ยาที่หยุดเืเร็วกว่าสามเท่าย่อมมีค่ามากกว่าสามเท่า”
“และท่านเองก็น่าจะมองออกว่ายานี้ไม่ได้เพียงห้ามโลหิต แต่ยังช่วยให้าแสมานเร็วขึ้นด้วย”
เถ้าแก่เหอจ้องฉินเฟิงอยู่นาน
ท้ายที่สุดจึงถอนหายใจ
“ห่อละยี่สิบห้าเหรียญเงิน นี่คือราคาสูงสุดที่ข้าให้ได้”
“ตกลง”
ฉินเฟิงตอบทันที
เขาไม่ได้้าต่อรองจนถึงที่สุด
เป้าหมายคือเงินสำหรับซื้อสมุนไพร ไม่ใช่สร้างศัตรูกับร้านโอสถ
ไม่นาน เงินเจ็ดสิบห้าเหรียญก็ถูกวางลงตรงหน้า
เมื่อรวมกับเงินเดิม เขามีเกือบร้อยเหรียญเงิน
ฉินเฟิงจึงกล่าวรายชื่อสมุนไพรที่้า
“หญ้ารวมิญญาสามต้น ดอกน้ำค้างขาวหนึ่งดอก รากอัคคีแดงสองส่วน เมล็ดชิงหลัวห้าเมล็ด และข้า้าหินิญญาคุณภาพต่ำอีกสามก้อน”
เถ้าแก่เหอชะงักเล็กน้อย
สมุนไพรเหล่านี้ไม่ใช่ชุดตำรับที่เขารู้จัก
“คุณชายจะนำไปทำสิ่งใดหรือ”
“เป็สิ่งที่อาจารย์สั่งให้ข้าฝึก”
เพียงประโยคเดียว เถ้าแก่เหอก็ไม่ถามต่อ
หลังจากคำนวณราคาแล้ว เงินที่ฉินเฟิงเพิ่งได้รับมาก็หายไปเกือบทั้งหมด
แต่เขาไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย
เงินที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็พลังได้ ในเวลานี้ไม่มีความหมายสำหรับเขา
ขณะที่พนักงานกำลังเตรียมของ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง
“ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายสามของพวกเรานี่เอง”
ฉินเฟิงหันกลับไป
ชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดปีเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตามสองคน
เสื้อผ้าสีครามปักลายเมฆเงิน
กระบี่สั้นห้อยเอว
ใบหน้ามีรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ความทรงจำของร่างเดิมทำให้ฉินเฟิงจำได้ทันที
ฉินเหว่ย
ลูกพี่ลูกน้องสายรอง
ขั้นรับปราณขั้นสาม
และเป็หนึ่งในคนที่เคยรังแกฉินเฟิงบ่อยที่สุด
ฉินเหว่ยมองห่อสมุนไพรบนโต๊ะ แล้วหัวเราะออกมา
“ได้ยินว่าเมื่อคืนเ้าไปนอนที่หอบุปผาแดงมา วันนี้กลับมาซื้อยาแต่เช้า ร่างกายอ่อนแอจนต้องหายาบำรุงแล้วหรือ”
ผู้ติดตามด้านหลังหัวเราะตามทันที
ลูกค้าบางคนในร้านหันมามอง
ฉินเฟิงเพียงมองฉินเหว่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาพนักงาน
“ของข้าเตรียมเสร็จหรือยัง”
การถูกเพิกเฉยทำให้รอยยิ้มของฉินเหว่ยแข็งค้าง
เขาเดินเข้ามาขวางหน้า
“ฉินเฟิง ข้ากำลังพูดกับเ้า”
ฉินเฟิงจึงหันกลับมามองอีกครั้ง
“ข้าได้ยิน”
“แล้วเหตุใดไม่ตอบ”
“เพราะข้าไม่เห็นว่าคำพูดของเ้ามีสิ่งใดควรค่าแก่การตอบ”
บรรยากาศภายในร้านเงียบลงทันที
พนักงานหนุ่มที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงกับหยุดมือ
ฉินเหว่ยเองก็อึ้งไป
หากเป็ฉินเฟิงคนเดิม เมื่อถูกเขาขวางหน้าเช่นนี้ ย่อมหลบสายตาหรือไม่ก็รีบหาทางเดินหนี
แต่วันนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบ
ไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีความลนลาน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังตอบกลับต่อหน้าคนจำนวนมากเสียด้วย
ใบหน้าฉินเหว่ยค่อย ๆ แดงขึ้นด้วยความโกรธ
“ดูเหมือนเมื่อคืนเ้าจะดื่มจนสมองเสียไปแล้วจริง ๆ”
เขายื่นมือออก หมายจะคว้าคอเสื้อฉินเฟิง
ฉินเฟิงมองการเคลื่อนไหวนั้นอย่างตั้งใจ
เร็ว
อย่างน้อยสำหรับร่างของเขาในเวลานี้ มันเร็วเกินกว่าจะรับตรง ๆ
เขาจึงไม่คิดรับ
ทันทีที่มือฉินเหว่ยใกล้ถึงตัว ฉินเฟิงก้าวเฉียงไปครึ่งก้าว
ไม่ใช่วิชาท่าร่าง
ไม่มีพลังปราณช่วย
เป็เพียงการเลือกตำแหน่งจากประสบการณ์ที่มีอยู่
มือของฉินเหว่ยคว้าได้เพียงอากาศ
ก่อนเ้าตัวจะตั้งหลัก ฉินเฟิงก็ถอยออกไปอีกก้าว ทำให้มีโต๊ะยาวของหอโอสถคั่นอยู่ระหว่างทั้งสองคน
ฉินเหว่ยชะงัก
เขาไม่คิดว่าฉินเฟิงจะหลบได้
แต่ฉินเฟิงกลับรู้ดีว่าตนเองทำได้เพียงครั้งเดียว
หากฉินเหว่ยใช้พลังปราณจริงและโจมตีต่อเนื่อง ร่างปัจจุบันของเขายังรับมือไม่ได้
เถ้าแก่เหอจึงเดินเข้ามาระหว่างทั้งสองฝ่าย
“คุณชายฉินเหว่ย ที่นี่คือหอโอสถร้อยสมุนไพร หาก้าจัดการเื่ส่วนตัว กรุณาออกไปจัดการด้านนอก”
คำพูดของเถ้าแก่เหอทำให้ฉินเหว่ยจำเป็ต้องหยุด
ต่อให้เป็ตระกูลฉินก็ไม่กล้าสร้างเื่ในสถานที่ของสมาคมโอสถ
ฉินเหว่ยจ้องฉินเฟิงอย่างไม่พอใจ
“อีกสามวันในการประชุมตระกูล ข้าหวังว่าเ้าจะยังกล้าพูดเช่นนี้”
ฉินเฟิงรับห่อสมุนไพรจากพนักงาน ก่อนตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“อีกสามวันเ้าก็ลองพูดคำเดิมกับข้าอีกครั้ง”
กล่าวจบ เขาก็เดินผ่านไป
ฉินเหว่ยหันมองตาม แววตาเต็มไปด้วยความโกรธและสงสัย
เขาไม่เข้าใจ
เหตุใดคนคนหนึ่งจึงเปลี่ยนไปได้มากเพียงคืนเดียว
เมื่อฉินเฟิงออกจากหอโอสถ เขาไม่ได้กลับจวนทันที
คำพูดของฉินเหว่ยไม่ได้ทำให้เขาโกรธจนเสียสติ แต่กลับยิ่งทำให้เห็นปัญหาชัดเจนขึ้น
ขั้นรับปราณขั้นสาม
เพียงการยื่นมือธรรมดาของฉินเหว่ยเมื่อครู่ ร่างเขายังต้องใช้ประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อหลบออกมา
หากอีกฝ่ายใช้พลังปราณ เขายังไม่มีทางต่อสู้ตรง ๆ
สามวันจึงไม่มากเลย
ฉินเฟิงเปลี่ยนเส้นทาง เดินไปยังตลาดเก่าทางทิศเหนือของเมือง
ที่นั่นเป็ตลาดสำหรับนักล่าสัตว์อสูร พ่อค้าเร่ และผู้ฝึกยุทธ์ที่้าขายของโดยไม่ผ่านร้านใหญ่
ของจำนวนมากไม่มีใครรู้ที่มา
บางครั้งมีสมุนไพรหายากปะปนอยู่กับของธรรมดา
สำหรับคนอื่น การค้นหาของมีค่าในตลาดเช่นนี้ต้องอาศัยโชค
แต่สำหรับฉินเฟิง สิ่งที่้าไม่ใช่โชคเพียงอย่างเดียว
ตลาดเหนือเต็มไปด้วยผู้คน
หนังสัตว์อสูรถูกแขวนเรียง
เขาสัตว์กองอยู่ตามแผง
กลิ่นเืแห้งปะปนกับกลิ่นสมุนไพร
เสียงต่อรองราคาดังไปทั่วบริเวณ
ฉินเฟิงเดินผ่านแผงหนึ่งไปยังอีกแผงหนึ่งอย่างช้า ๆ
หลายสิ่งในสายตาคนเมืองชิงหลานถือเป็ของดี แต่สำหรับเขากลับไม่มีประโยชน์
จนกระทั่งเดินผ่านแผงของชายชราหน้าตามอมแมมคนหนึ่ง เขาก็หยุดลง
บนผ้าหยาบมีของวางกระจัดกระจาย
หินสีดำ
เขี้ยวสัตว์
สมุนไพรแห้ง
เศษโลหะ
และเมล็ดสีม่วงคล้ำขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยเจ็ดเมล็ด
ฉินเฟิงมองเมล็ดเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง
หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
เมล็ดบัวหลับิญญา
ในแดนเทพถือเป็วัตถุดิบธรรมดาระดับต่ำ
แต่สิ่งที่ทำให้มันมีค่ากับเขาในตอนนี้ คือสามารถใช้บำรุงพลังิญญาได้โดยตรง หากผ่านวิธีสกัดที่ถูกต้อง
ชายชราเห็นเขาหยุดจึงเอ่ยขึ้น
“คุณชายสนใจสิ่งใด”
ฉินเฟิงไม่ได้รีบชี้เมล็ดบัว
กลับหยิบเขี้ยวสัตว์ขึ้นมาดูก่อน
“เขี้ยวนี่ราคาเท่าใด”
“ห้าเหรียญเงิน”
“แพงไป”
เขาวางลง แล้วหยิบหินดำอีกก้อน
ต่อรองของอย่างอื่นอยู่พักหนึ่ง จนสุดท้ายจึงชี้ไปยังเมล็ดสีม่วงอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วเมล็ดพวกนี้เล่า”
ชายชรามองตาม
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็อะไร เก็บได้จากหนองน้ำพร้อมซากสัตว์อสูร หากเ้า้า เอาไปทั้งหมดสองเหรียญเงิน”
ฉินเฟิงหยิบเงินสองเหรียญสุดท้ายที่เหลือออกมา
“ตกลง”
เขารับเมล็ดทั้งเจ็ดมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างสงบ ก่อนเดินจากไปโดยไม่แสดงความยินดี
จนเมื่อเดินห่างออกมาหลายถนน มุมปากจึงยกขึ้นเล็กน้อย
สมุนไพรสำหรับโอสถรวมปราณพร้อมแล้ว
หินิญญาพร้อมแล้ว
และตอนนี้ยังได้เมล็ดบัวหลับิญญาเพิ่มอีกเจ็ดเมล็ด
ทรัพยากรเหล่านี้เพียงพอให้เขาลองทำสิ่งที่เดิมคิดว่าจะต้องรออีกหลายวัน
เมื่อกลับถึงเรือน ฉินเฟิงสั่งหลิวมู่ว่าไม่ให้ผู้ใดรบกวนจนถึงเย็น จากนั้นปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมด
เขานำเตาโลหะเก่ามาตั้งกลางห้อง
โอสถรวมปราณบริสุทธิ์ตามปกติควรใช้เตาโอสถ
แต่เขาไม่มี
ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนจากการหลอมเม็ดเป็น้ำยารวมปราณแทน
ประสิทธิภาพจะลดลงบางส่วน แต่ปลอดภัยกว่า
เขาเริ่มจากบดหญ้ารวมิญญา
ตามด้วยดอกน้ำค้างขาว
แยกรากอัคคีแดงออกเป็ส่วนเล็ก ๆ
แล้วบดเมล็ดชิงหลัวจนแตก
ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างระมัดระวัง
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม
ของเหลวในหม้อเริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวอ่อน
กลิ่นหอมของพลังปราณลอยออกมา
ฉินเฟิงหยิบหินิญญาหนึ่งก้อนวางไว้ใกล้เตา จากนั้นใช้พลังิญญาของตนชักนำพลังจากหินเข้าสู่น้ำยาอย่างช้า ๆ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ใบหน้าเขาก็ซีดลง
การใช้พลังิญญาในระดับนี้ยังหนักเกินไป
แต่เขาไม่หยุด
หากปล่อยให้พลังจากหินิญญาเข้าสู่น้ำยาเร็วเกินไป สมุนไพรจะรับไม่ไหวและฤทธิ์ยาจะเสีย
เขาจึงค่อย ๆ แยกพลังออกเป็สายเล็กที่สุด
หนึ่งสาย
สองสาย
สามสาย
เหงื่อไหลจากหน้าผากลงมาตามข้างแก้ม
มือที่วางเหนือเตาเริ่มสั่น
จนกระทั่งของเหลวสีเขียวอ่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีเขียวใสราวหยก
ฉินเฟิงจึงถอนมือกลับทันที
ลมหายใจหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่อมองน้ำยาในหม้อ แววตากลับมีความพอใจปรากฏขึ้น
สำเร็จ
แม้คุณภาพจะมีเพียงประมาณหกส่วนเมื่อเทียบกับมาตรฐานของแดนเทพ แต่ก็เพียงพอสำหรับร่างในเวลานี้
เขาไม่รีบดื่ม
กลับหยิบเมล็ดบัวหลับิญญาหนึ่งเมล็ดมาบด แล้วใช้วิธีพิเศษสกัดน้ำสีม่วงออกมาเพียงสามหยด
จากนั้นหยดลงใต้ลิ้น
ความเย็นสดชื่นแผ่ขึ้นสู่ศีรษะทันที
ความเหนื่อยล้าของจิติญญาเริ่มลดลง
หลังพักประมาณหนึ่งก้านธูป ฉินเฟิงจึงยกน้ำยารวมปราณขึ้นดื่มทีละน้อย
ทันทีที่ของเหลวไหลลงสู่ท้อง ความอบอุ่นก็แผ่กระจายไปทั่วร่าง
ครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อคืนอย่างชัดเจน
พลังฟ้าดินรอบตัวเริ่มไหลเข้าสู่ร่างตามการชักนำของคัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์
กระแสปราณที่เดิมบางราวเส้นด้ายเริ่มขยายตัว
ฉินเฟิงหลับตา
ปล่อยให้พลังเคลื่อนผ่านเส้นชีพจรทีละส่วน
ความเ็ปเกิดขึ้นเป็ระยะ เพราะเส้นชีพจรหลายแห่งยังอ่อนแอ
เขาจึงไม่เร่ง
ทุกครั้งที่พบจุดตีบตัน เขาจะชะลอกระแสปราณลง แล้วใช้พลังิญญานำทางให้มันค่อย ๆ ไหลผ่าน
ครึ่งชั่วยาม
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
จนกระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำ
ภายในตันเถียน กระแสปราณซึ่งเคยมีเพียงเส้นเดียวกลับรวมตัวกันเป็กลุ่มหมอกบาง ๆ
ทันใดนั้น เสียงแ่เบาคล้ายสิ่งกีดขวางบางอย่างแตกออกดังขึ้นภายในร่าง
ฉินเฟิงสูดลมหายใจลึก
พลังฟ้าดินรอบกายไหลเข้าสู่ตันเถียนเร็วขึ้นหลายเท่า
เส้นชีพจรสายแรกเปิดออกอย่างสมบูรณ์
เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ
ความรู้สึกของร่างกายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
เสียงลมภายนอกหน้าต่างชัดขึ้น
กลิ่นสมุนไพรที่หลงเหลืออยู่ในห้องแยกออกจากกันได้ง่ายขึ้น
เรี่ยวแรงตามแขนขาเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อน
ฉินเฟิงกำมือช้า ๆ
ในที่สุด เขาก็เหยียบเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง
ขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง
หากมีคนในตระกูลฉินรู้เื่นี้ ย่อมไม่มีใครเชื่อ
คนที่เกิดมาพร้อมเส้นชีพจรอ่อนแอและถูกตัดสินว่าไม่สามารถฝึกปราณได้ตลอดชีวิต กลับเปิดเส้นชีพจรและเข้าสู่ขั้นรับปราณภายในเวลาเพียงวันเดียวหลังเริ่มฝึก
ทว่าสำหรับฉินเฟิง สิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่าคือพลังิญญาของตน
หลังจากใช้เมล็ดบัวหลับิญญา ประกายิญญาบริเวณหว่างคิ้วเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้ยังห่างจากระดับนักปรุงโอสถที่แท้จริง แต่การควบคุมสมุนไพรพื้นฐานย่อมง่ายกว่าเดิมมาก
ฉินเฟิงกำลังจะตรวจดูสภาพร่างกายต่อ ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก
จากนั้นเสียงหลิวมู่ก็ดังขึ้น
“คุณชายสามเ้าคะ!”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความร้อนรน
ฉินเฟิงลุกขึ้น เปิดประตู
หลิวมู่ยืนอยู่ด้านนอก สีหน้าซีดเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านป้าหลิว”
“นายท่าน…”
นางหอบหายใจ
“อาการาเ็เก่าของนายท่านกำเริบขึ้นอีกแล้วเ้าค่ะ!”
แววตาฉินเฟิงเปลี่ยนไปทันที
“ท่านพ่ออยู่ที่ใด”
“เรือนศึกษาเ้าค่ะ หมอจ้าวกำลังตรวจอยู่ แต่ดูเหมือนอาการครั้งนี้จะหนักกว่าทุกครั้ง”
ฉินเฟิงไม่ถามอะไรต่อ รีบเดินออกจากเรือนทันที
เมื่อมาถึงเรือนศึกษา ภายในเต็มไปด้วยคนหลายคน
ฉินเจิ้งเหอนั่งพิงเก้าอี้ สีหน้าซีดขาว ริมฝีปากมีเืติดอยู่
ชายชราสวมชุดหมอคนหนึ่งกำลังจับชีพจรให้
ฉินเฟิงเดินเข้าไปใกล้
“ท่านพ่อ”
ฉินเจิ้งเหอเงยหน้าขึ้น
“เฟิงเอ๋อร์ เ้ามาทำไม อาการเก่าของพ่อเท่านั้น ไม่ต้องเป็ห่วง”
แม้พูดเช่นนั้น แต่ลมหายใจกลับขาดเป็่
ฉินเฟิงไม่ได้เข้าไปแตะต้องทันที
เขายืนมองสีหน้า ลมหายใจ ตำแหน่งเหงื่อ และสีเืบริเวณริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นสายตาก็หยุดลงตรงมือขวาของบิดา
ปลายนิ้วมีสีคล้ำผิดปกติ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่เพียงอาการาเ็เก่า
หมอจ้าวถอนมือออกจากชีพจรแล้วส่ายหน้า
“อาการเส้นลมปราณภายในเสียหายหนักกว่าเดิม ข้าเกรงว่าหากฝืนใช้พลังอีก นายท่านฉินอาจ…”
เขาหยุดคำไว้
ฉินเฟิงเดินเข้ามาอย่างสุภาพ
“ท่านหมอจ้าว ขอข้าดูท่านพ่อสักครู่ได้หรือไม่”
ชายชราหันมามองด้วยความแปลกใจ
“เ้า?”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“อาจารย์ของข้าเคยสอนวิธีตรวจอาการเบื้องต้นไว้บ้าง ข้าอยากลองดู”
คำว่า “อาจารย์” ทำให้ฉินเจิ้งเหอหันมามองทันที
หมอจ้าวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลีกทาง
“ดูได้ แต่ห้ามใช้ยาเองโดยพลการ”
“ขอบคุณท่านหมอ”
ฉินเฟิงนั่งลงข้างบิดา
“ท่านพ่อ ขออนุญาตให้ข้าตรวจชีพจรของท่านสักครู่”
ฉินเจิ้งเหอมองบุตรชายอย่างประหลาดใจ ก่อนยื่นมือให้
ฉินเฟิงวางนิ้วลงบนข้อมือ
พลังิญญาอ่อนบางถูกส่งเข้าไปอย่างระมัดระวัง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
เส้นชีพจรหลายแห่งเสียหายจริง
มีาแเก่าอยู่บริเวณทรวงอก
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น คือกระแสเย็นสีดำที่เกาะอยู่ตามเส้นชีพจรหลักสามสาย
มันค่อย ๆ กัดกินพลังปราณของฉินเจิ้งเหอมาเป็เวลาหลายปี
นี่ไม่ใช่อาการาเ็ธรรมดา
แต่เป็ พิษ
และเมื่อพิจารณาลักษณะของพิษอย่างละเอียด ฉินเฟิงก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่าง
มันต่างจากพิษที่ใช้ฆ่าเขาเมื่อคืน
แต่รากของตัวยาบางชนิดกลับมาจากสมุนไพรกลุ่มเดียวกัน
ดวงตาของฉินเฟิงค่อย ๆ เย็นลง
การาเ็ของบิดาเมื่อหลายปีก่อน…
อาจไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ฉินเจิ้งเหอมองสีหน้าบุตรชายแล้วถาม
“เป็อย่างไร”
ฉินเฟิงถอนนิ้วกลับช้า ๆ
เขาไม่ตอบทันที
สายตากวาดผ่านคนทั้งหมดในห้อง ก่อนหยุดลงที่หมอจ้าว
“ท่านหมอจ้าว ข้ามีเื่หนึ่งอยากขอคำชี้แนะ”
“ว่ามา”
“หากเส้นชีพจรเสียหายจากาแเพียงอย่างเดียว เหตุใดปลายนิ้วทั้งห้าของท่านพ่อจึงมีสีคล้ำ และเหตุใดเืที่ไอออกมาจึงมีกลิ่นขมคล้ายรากเหมันต์”
หมอจ้าวชะงัก
เขารีบหันกลับไปจับมือฉินเจิ้งเหอขึ้นมาดูอีกครั้ง
จากนั้นใช้ผ้าขาวแตะเืตรงมุมปากแล้วสูดกลิ่น
สีหน้าชายชราค่อย ๆ เปลี่ยน
“นี่…”
ฉินเฟิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ
“อาจารย์ของข้าเคยบอกว่า อาการเช่นนี้ไม่ควรเกิดจากาแเก่าเพียงอย่างเดียว”
ภายในห้องเงียบลงทันที
ฉินเจิ้งเหอเองก็มีแววตาเปลี่ยนไป
หมอจ้าวตรวจอีกครั้งอย่างละเอียดกว่าเดิม
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่
ท้ายที่สุดชายชราก็สูดลมหายใจเข้า
“เ้าพูดถูก”
ทุกคนในห้องตกตะลึง
หมอจ้าวมองฉินเจิ้งเหอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“นายท่านฉิน ภายในร่างของท่าน…มีพิษเรื้อรังอยู่จริง”
หลิวมู่ยกมือปิดปาก
ฉินเจิ้งเหอหรี่ตาลง
“พิษ?”
“ใช่”
หมอจ้าวกล่าวช้า ๆ
“พิษนี้ซ่อนอยู่ลึกมาก และอาการคล้ายกับเส้นลมปราณเสียหายจากาแ หากไม่ใช่เพราะคุณชายสามสังเกตสีปลายนิ้วและกลิ่นเื ข้าเองอาจไม่ทันนึกถึง”
เขาหันไปมองฉินเฟิงอีกครั้ง
สายตาครั้งนี้แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
“อาจารย์ของเ้า…เป็ผู้ใดกันแน่”
ฉินเฟิงถอนมือกลับเข้าแขนเสื้อ
“ท่านไม่อนุญาตให้ข้าเปิดเผยตัวตน ข้าจึงไม่อาจกล่าวได้ ขอท่านหมอโปรดอภัยด้วย”
หมอจ้าวไม่ได้โกรธ
กลับยิ่งเกิดความสงสัย
เพียงสอนศิษย์อายุสิบหกปีไม่กี่ครั้ง ยังสามารถทำให้เด็กหนุ่มมองเห็นสิ่งที่หมอผู้รักษาคนมาหลายสิบปีอย่างเขาพลาดไป
อาจารย์ลึกลับผู้นั้นจะมีความสามารถถึงระดับใดกัน
ขณะเดียวกัน ฉินเฟิงกลับไม่ได้สนใจสายตาของคนรอบข้าง
เขามองบิดาเพียงผู้เดียว
พิษนี้อยู่ในร่างมาหลายปีแล้ว
คนที่วางพิษต้องอยู่ใกล้พอที่จะทำให้ฉินเจิ้งเหอรับพิษเข้าไปอย่างต่อเนื่องใน่หนึ่ง
และถ้าการคาดเดาของเขาไม่ผิด…
การเสื่อมถอยของสายบิดา
การที่เขากลายเป็คนไร้ค่า
การลอบฆ่าเมื่อคืน
อาจมีเส้นสายบางอย่างเชื่อมถึงกัน
ฉินเฟิงลุกขึ้นแล้วประสานมือให้หมอจ้าว
“ท่านหมอ วันนี้ขอรบกวนท่านดูแลท่านพ่อก่อน ข้าจะไปพบอาจารย์ หากท่านมีวิธีถอนพิษ ข้าจะกลับมาโดยเร็ว”
ฉินเจิ้งเหอรีบกล่าว
“เฟิงเอ๋อร์ เ้าไม่จำเป็ต้องเสี่ยงเพราะพ่อ”
ฉินเฟิงหันกลับมา แล้วกล่าวอย่างสุภาพจริงจัง
“ท่านพ่อโปรดพักรักษาตัวให้ดี เื่นี้ให้ข้าลองดูสักครั้งเถิด ท่านเลี้ยงดูข้ามาสิบหกปี แม้มีเพียงความหวังเพียงเล็กน้อย ข้าก็ไม่อาจยืนมองอาการของท่านทรุดลงโดยไม่ทำสิ่งใด”
ฉินเจิ้งเหอมองบุตรชายตรงหน้าอย่างเงียบงัน
เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามิใช่บุตรชายเสเพลผู้ทำให้เขาต้องถอนหายใจทุกวัน
ฉินเฟิงหันหลังเดินออกจากเรือนศึกษา
ทันทีที่พ้นประตู สีหน้าที่อ่อนโยนต่อบิดาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
สายตาของเขามองผ่านลานเรือนออกไปยังส่วนลึกของจวนฉิน
เมื่อคืน คนเ่าั้้าชีวิตของเขา
วันนี้ เขากลับพบว่าบิดาถูกพิษเรื้อรังมาหลายปี
เื่บังเอิญที่ต่อเนื่องกันมากเกินไป ย่อมไม่ใช่เื่บังเอิญอีกต่อไป
ฉินเฟิงเดินกลับเรือนของตนโดยไม่รีบร้อน
แต่ในใจกลับจดจำชื่อหนึ่งขึ้นมาอีกครั้ง
พ่อบ้านลู่
เขายังไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพิษของบิดาหรือไม่
แต่พ่อบ้านลู่เกี่ยวข้องกับมือสังหารเมื่อคืนอย่างแน่นอน
เมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ต้องไปหาหลักฐาน
เมื่อคนที่รู้เื่ยังมีชีวิต ก็ต้องทำให้มันเปิดปาก
และเมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่าใครเป็คน้าชีวิตของเขากับบิดา…
ฉินเฟิงก็ไม่คิดปล่อยคนผู้นั้นให้มีโอกาสลงมือเป็ครั้งที่สอง
เหนือจวนฉิน แสงตะวันยามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงอ่อน
อีกสามวันก่อนการประชุมตระกูล
แต่สำหรับคนบางคนในจวนแห่งนี้…
สามวันอาจยาวนานเกินกว่าที่พวกมันจะมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น