หลังจากที่สังหารองค์กรกระโหลกสีชาดทั้งหมดแล้วไลท์ก็ลงบินลงมาด้านล่าง
“ ขอบคุณมากครับท่านไลท์ที่ช่วยเหลือพวกเรา ” ชายอายุประมาณสามสิบปลายๆพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคารพ เขาคือเจ้าเมืองดอฟฟูล ชื่อว่า เลาดูฟ
ภายในเมืองดอฟฟูลมีตัวตนระดับAเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือเลาดูฟที่เป็นเจ้าเมืองและเออร์แชลที่เป็นผู้ดูแลของสมาคมนักผจญภัยสาขาเมืองดอฟฟูล
ส่วนทางด้านองค์กรกระโหลกสีชาดมีระดับAสองคนและยังมีระดับA+อีกหนึ่งคน ทำให้พวกเขาเสียเปรียบอย่างมาก ถ้าหากไลท์มาช่วยไม่ทันเกรงว่าเมืองดอฟฟูลคงต้องถูกทำลายในวันนี้แน่ๆ และประชาชนเมืองดอฟฟูลกว่าสามหมื่นกว่าคนคงได้ถูกฆ่าตายที่นี้แน่ๆ
ส่วนที่เขาจำไลท์ได้ก็เพราะช่วงนี้ไลท์กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง นอกจากนี้ยังมีทักษะดาบสีทองที่เป็นเอกลักษณ์ เพียงแค่มองดูก็จำได้ทันที
“ ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่อยู่แล้วที่ต้องกำจัดพวกสารเลวเหล่านั้น ” ไลท์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “ ท่านเจ้าเมืองไปจัดการธุระของตัวเองก่อนก็ได้เดี๋ยวผมจะไปแล้ว ”
“ ท่านไลท์จะไปแล้วงั้นหรอครับ? ” เลาดูฟพูดด้วยความตกใจ
ไลท์พยักหน้าและพูดขึ้นว่า “ ก็ในเมื่อองค์กรกระโหลกสีชาดถูกทำลายไปหมดแล้วจึงไม่มีอะไรที่ต้องให้ผมอยู่ต่อแล้ว ”
“ เข้าใจแล้วครับท่านไลท์ ผมในฐานะตัวแทนเมืองดอฟฟูลขอขอบคุณท่านไลท์อีกครั้งนะครับ ” เลาดูฟพูดพร้อมกับโค้งคำนับให้กับไลท์
ไลท์พยักหน้าเบาๆก่อนที่จะบินขึ้นท้องฟ้าและกลับไปยังทิศทางที่เดินทางมา
ไลท์บินมาได้ไม่นานเขาก็พบกับกริมรีปเปอร์
“ ลูกพี่จัดการเสร็จแล้วหรอครับ? ” ไลก้าถามขึ้น
“ ใช่แล้วล่ะ ” ไลท์ตอบ
“ ฉันอดจัดการเจ้าพวกสารเลวนั่นเลย ” ไลก้าเอากำปั้นชนกับฝ่ามือพร้อมกับแสดงท่าทีเสียดาย
“ ไม่เป็นไรหรอกน่าอนาคตนายก็จะได้ฆ่าพวกสารเลวนั่นอยู่ดี ” ไลท์พูดขึ้น
“ เข้าใจแล้วครับลูกพี่ ” ไลก้าพยักหน้ารับ
จากนั้นไลท์ก็บอกให้เวโรนิก้ามุ่งหน้าไปยังป้อมปราการมาการ์ต่อ
“ เป็นอย่างไงบ้างไลท์? ” เบเรียลถามขึ้น
“ โชคดีที่ฉันไปทันไม่งั้นล่ะก็เมืองดอฟฟูลคงถูกทำลายแน่ๆ ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
เบเรียลที่ได้ยินก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ เพียงแต่โชคดีแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆหรอกนะ ” เบเรียลพูดขึ้น
“ ใช่แล้วล่ะ ” ไลท์ยิ้มขึ้น
“ ฉันก็จะทำเท่าที่ฉันทำได้แม้ว่ามันจะช่วยผู้คนได้ไม่มากก็ตาม ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับมองท้องฟ้า
“ ฉันจะเป็นกำลังให้นายเองไลท์ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้กับไลท์
“ ขอบคุณนะเบเรียล ”ไลท์หัวเราะขึ้น
“ จริงสิเบเรียลเธอรู้ไหมว่าสถานที่ตั้งขององค์กรแห่งความมืดที่เรียกว่าห้าองค์กรณ์มรณะอยู่ตรงไหนบ้าง? ” ไลท์ถามขึ้น
“ ไม่มีใครรู้ว่าสถานที่ตั้งจริงๆของพวกห้าองค์กรมรณะอยู่ตรงไหนแต่ก็มีหลายคนได้ลองแบ่งพื้นที่ของพวกมันดูแล้วก็ได้จะประมาณนี้ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับหยิบแผนที่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ออกมาพร้อมกับนำปากกามาวาดเป็นพื้นที่ต่างๆทั้งห้าส่วน
“ นี้คือพื้นที่ของพวกห้าองค์กรมรณะ ” เบเรียลพูดขึ้น
ไลท์มองดูครู่หนึ่งก่อนที่จะพบว่าห้าองค์กรมรณะที่อยู่ใกล้กับพวกเขามากที่สุดก็คือเดธการ์เดี้ยน
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปอีกหลายวัน
ในขณะที่ไลท์กำลังนอนอยู่บนดาดฟ้า ก็มีเสียงปืนใหญ่ยิงมาใส่กริมรีปเปอร์
ทุกๆคนที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็ตกใจก่อนที่จะหันไปมองทางต้นตอก็พบว่าเป็นเรือยนต์ขนาดใหญ่กำลังพุ่งมาทางกริมรีปเปอร์ด้วยความเร็วสูง
“ หัวหน้าพวกมันเป็นกลุ่มโจรครับ ” คอลรุยที่อยู่ด้านบนสุดตะโกนลงมา
“ ลูกพี่งั้นฉันจะไปจัดการพวกมันเอง ” ไลก้าแสยะยิ้มออกมา
“ งั้นนายก็ไปจัดการเถอะ ” ไลท์ตอบพร้อมกับนอนดื่มเหล้าต่อ
“ เข้าใจแล้วลูกพี่ ” ไลก้าหัวเราะก่อนที่จะตะโกนต่อว่า “ เห้ยคอลรุยพวกเราไปกันเถอะ ”
ไลก้าที่พูดจบก็กระโดดลงจากกริมรีปเปอร์และวิ่งไปที่เรือยนต์ของกลุ่มโจรทันที คอลรุยยิ้มขึ้นก่อนที่จะกระโดดลงมาจากข้างบนและวิ่งตามไลก้าไป
ผ่านไปสิบห้านาทีไลก้าและคอลรุยก็กลับมา
“ ลูกพี่ค่าหัวของพวกมันแค่หกสิบห้าล้านเอง ” ไลก้าพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะขึ้นอย่างมีความสุข
“ พวกนายสองคนก็เอาไปแบ่งกันเองแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้นอย่างไม่สนใจ
“ รู้อยู่แล้วหัวหน้าจะต้องใจดี ” คอลรุยยิ้มพร้อมกับยิ้มขึ้น
หลังจากนั้นพวกไลท์ก็ใช้เวลาอีกประมาณยี่สิบวันในการเดินทางมาถึงป้อมปราการมาการ์
ก่อนที่จะถึงป้อมปราการมาการ์พวกไลท์ได้พบกับเรือยนต์จำนวนมากที่มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน แม้กระทั้งเรือยนต์ของสภาจอมเวทย์ก็ยังมี
ป้อมปราการมาการ์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงชัน การจะขึ้นไปจะต้องเดินขึ้นภูเขาเท่านั้น ส่วนกริมรีปเปอร์จะต้องจอดเทียบท่าด้านล่าง
หลังจากที่พวกไลท์ลงมาจากกริมรีปเปอร์แล้วพวกไลท์ก็จ่ายเงินค่าดูแลกริมรีปเปอร์ให้กับเจ้าหน้าที่ของป้อมปราการมาการ์
“ ป้อมปราการมาการ์คนเยอะขนาดนี้เลยงั้นหรอ? ” ไลท์ถามขึ้นหลังจากที่เห็นผู้คนที่กำลังเดินขึ้นลงบันได
“ ใช่แล้วล่ะ ป้อมปราการมาการ์เป็นสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตอาวุธทำให้มีผู้คนจำนวนมากต่างก็เดินทางมาที่นี้แม้กระทั้งสภาจอมเวทย์เองก็ยังมาสั่งอาวุธที่นี้เลย ” เบเรียลอธิบาย
“ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ” ไลท์และคนอื่นๆต่างก็เข้าใจ
“ แล้วมีร้านตีเหล็กไหนแนะนำบ้างไหมพี่เบเรียล ” เดซี่ถามขึ้น
“ เอาจริงๆแล้วก็มีร้านตีเหล็กๆดังๆหลายร้านเลยนะแต่ถ้าหากจะให้ถูกถึงคุณภาพที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นร้านตีเหล็กสวิลดัล ซึ่งเป็นร้านที่ดีที่สุดของที่นี้เพียงแต่ตอนนี้เจ้าของร้านตีเหล็กแห่งนี้ไม่รับลูกค้า ส่วนสาเหตุก็มาจากการที่ภรรยาของเขาล้มป่วยอย่างหนัก จึงทำให้เขาเลิกที่จะตีเหล็กและหันมาดูแลภรรยาของเขาแทน แม้กระทั้งจอมเวทย์แห่งแสงที่สามารถล้างคำสาปได้ก็ยังไม่สามารถรักษาอาการป่วยของภรรยาได้เลย นอกจากนี้ทางเจ้าของร้านตีเหล็กได้ประกาศออกมาว่าถ้าหากใครสามารถรักษาอาการป่วยของภรรยาเขาได้ เขาจะตีอาวุธให้คนๆนั้นฟรีๆ ” เบเรียลพูดขึ้น
“ งั้นพวกเราลองไปดูก่อนไหมเพื่อจะช่วยรักษาภรรยาของเขาได้ ” ไลก้าเป็นคนพูดขึ้น
“ งั้นก็ลองไปดูก่อนแล้วกัน ” ไลท์เห็นด้วย
หลังจากที่ไลท์และคนอื่นๆถามทางกับชาวบ้านแล้วพวกเขาก็มาถึงร้านตีเหล็กสวิลดัล
ร้านตีเหล็กสวิลดัลเป็นร้านขนาดใหญ่เป็นบ้านใหญ่สามชั้น
ที่หน้าบ้านติดป้ายประกาศไว้สองป้าย หนึ่งคืองดรับงานตีอาวุธทุกชนิด สองคือหาหมอที่สามารถรักษาอาการป่วยให้กับภรรยาของเจ้าของร้านได้
เวโรนิก้า เดซี่และเบเรียลเดินไปเคาะประตู
ไม่นานก็มีชายหนุ่มที่อายุประมาณสิบห้าปีเดินมาเปิดประตู
“ พวกคุณคือ? ” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย
“ พวกเราเป็นจอมเวทย์ที่จะมารักษาภรรยาของเจ้าของร้าน ” เดซี่พูดขึ้น
“ แค่พวกเธอ? ” ชายหนุ่มมองไปรอบๆก็พบกับพวกไลท์ที่ยืนอยู่
“ คนเหล่านั้นด้วยใช่ไหม? ” ชายหนุ่มถามขึ้น
“ ใช่ๆพวกเราเป็นกลุ่มนักผจญภัยและพวกเขาคือเพื่อนของพวกเรา ” เดซี่ตอบ
“ งั้นก็เข้ามารอข้างในก่อนเดี๋ยวผมจะไปตามบอสมา ” ชายหนุ่มพูดจบเขาก็เปิดประตูให้กับทุกๆคนเข้ามด้านใน
“ ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับผมเป็นช่างตีเหล็กฝึกหัดชื่อลูจน์ ” ลูจน์แนะนำตัว
พวกไลท์เข้ามาในห้องรับแขกครู่หนึ่งก่อนที่เสียงเปิดประตูจะดังขึ้นเป็นลูจน์ที่เดินมาพร้อมกับชายอายุประมาณสี่สิบปี ใบหน้าดูอ่อนเพลียแต่ก็แฝงไปด้วยความดุดัน รูปร่างสูงใหญ่มีเพียงแค่แขนข้างเดียวก็มีขนาดใหญ่กว่าแขนสองข้างของไลท์รวมกันเสียอีก
“ สวัสดีทุกท่านฉันชื่อ สตีฟ เป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ ” สตีฟแนะนำตัว นอกจากจะเป็นช่างตีเหล็กแล้วความแข็งแกร่งของสตีฟก็อยู่ในระดับAอีกด้วย
“ พวกเราเป็นกลุ่มนักผจญภัย ส่วนชื่อของฉันคือไลท์ ” ไลท์แนะนำตัว
“ ไลท์? ” สตีฟหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนที่จะคิดอะไรบางอย่างออก
“ หรือว่านายคือยมฑูตสีทองไลท์! ” สตีฟพูดขึ้น
“ ใช่แล้วล่ะ” ไลท์พยักหน้ารับ
สตีฟพยักน้ารับเบาๆ เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อยเพราะเขาเคยเจอพวกระดับSมาหลายคนแล้วแม้แต่ระดับSSก็เคยเจอมาแล้ว
“ พาผมไปดูภรรยาของคุณหน่อยครับคุณสตีฟ ” ไลท์พูดขึ้น
“ งั้นก็ไปกันเถอะ ” สตีฟพยักหน้า ภรรยาของเขาล้มป่วยมานานกว่าสิบปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะหายแต่อย่างไร
ไลท์และเดซี่เดินไปพร้อมกับสตีฟ
ที่ชั้นสาม - ห้องนอนของภรรยาสตีฟ
ภายในห้องบรรยากาศเงียบสงบมีหญิงสาวอายุสามสิบกลางๆกำลังนอนหลับอยู่ ด้านข้างมีกำยานวางเอาไว้เพื่อให้ภายในห้องมีกลิ่นหอม เธอคือมาราน ภรรยาของสตีฟ
ภรรยาของสตีฟป่วยเป็นโรคประหลาดซึ่งร่างกายอ่อนแอผิดปกติ นอกจากนี้ยังหมดสตินานหลายเดือน บางครั้งโชคดีเธอก็จะตื่นมาแต่ก็ตื่นมาไม่กี่วันเธอก็จะหมดสติต่อ และที่สำคัญคือร่างกายของเธอมีความร้อนสูงกว่าคนทั่วไปมาก ซึ่งบางทีก็ร้อนกว่าสี่สิบองศา
สตีฟพาไลท์และเดซี่เข้ามาในห้อง
ไลท์และเดซี่มองไปยังหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง
ทันใดนั้นไลท์ก็หรี่ตาลง
‘ นี้มันกายาเพลิงเทวะ! ’ ไลท์แสดงสีหน้าตกใจ
กายาเพลิงเทวะเป็นหนึ่งในกายาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกายาศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้บ่มเพาะสามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วและมีความแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก ที่สำคัญคือเขาไม่คิดเลยว่าโลกใบนี้จะมีกายาศักดิ์สิทธิ์ในตำนานแบบนี้อยู่ด้วยเพราะว่านี้ไม่ใช่โลกของผู้ฝึกตนแต่เป็นโลกแฟนตาซี
กายาศักดิ์สิทธิ์มีทั้งหมดสิบสองรูปแบบ ซึ่งกายาเพลิงเทวะเป็นกายาศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่สิบ
‘ ไม่แปลกที่ไม่มีใครในโลกใบนี้จะช่วยชีวิตของเธอได้ การที่จะช่วยชีวิตของเธอได้คือต้องมอบเคล็ดวิชาบ่มเพาะเพื่อให้ร่างกายของเธอคุ้นเคยกับธาตุไฟในร่างกายและควบคุมมันให้ดียิ่งขึ้น ’
เดซี่เธอจะเป็นคนลองใช้เวทย์ทำลายคำสาปก่อน ซึ่งก็ตามคาดเธอไม่สามารถทำอะไรได้
“ อาจารย์คิดว่าจะช่วยเธอได้ไหม ” เดซี่ถามขึ้น
“ แน่นอนสิ ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นอะไร ” ไลท์พูดขึ้น
สตีฟที่อยู่ไม่ไกลได้ยินที่ไลท์พูดก็แสดงสีหน้าตกใจและรีบถามขึ้นว่า “ ไลท์นายพูดจริงงั้นหรอที่รู้ว่าภรรยาของฉันเป็นโรคอะไร? ”
“ ใช่แล้วล่ะ ความจริงแล้วเธอไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรหรอกเพียงแต่ร่างกายของเธอพิเศษกว่าคนอื่นเท่านั้น ” ไลท์พูดขึ้น
“ หมายความว่ายังไงไลท์ ” สตีฟยังคงสับสน
“ บอกไปคุณก็คงไม่เข้าใจ ” ไลท์ส่ายหน้าจากนั้นเขาก็เดินไปที่เตียงนอนของมาราน
ไลท์ยกฝ่ามือขึ้นมา ตอนนี้ฝ่ามือของไลท์มีแสงสีทองส่องสว่างจางๆ
ไลท์วางมือบนศีรษะของมาราน ออร่าสีทองก็ค่อยๆไหลไปในศีรษะของมารานอย่างช้าๆ
ไลท์ใช้เวลาประมาณสิบนาทีก่อนที่แสงสีทองจะหมดไป
ทันใดนั้นมารานที่หลับอยู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ใบหน้าของเธอสับสนเล็กน้อยแต่เมื่อเธอเห็นสตีฟที่ยืนอยู่ข้างๆเธอก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
สตีฟที่ยืนดูอยู่ด้านข้างก็แสดงสีหน้าตื่นเต้น ร่างกายของเขาสั่นขึ้นเบาๆ
“ เกิดอะไรขึ้น? นี้ฉันฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแล้วงั้นหรอ ครั้งนี้ฉันหลับไปนานแค่ไหน? ” มารานถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ ไม่นานเท่าไหร่ ครั้งนี้สี่เดือน ” สตีฟตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ ไม่นานจริงๆ ” มารานพยักหน้ารับเพราะทุกครั้งเธอจะหลับไปนานกว่าหนึ่งถึงสองปี
“ ไลท์นายมีวิธีรักษาเธอไหม? ” สตีฟถามขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ ผมมีวิธีรักษาให้เธอหายจากอาการนี้ ” ไลท์ตอบพร้อมกับยิ้มขึ้น
“ งั้นหรอ! นายมีวิธีใช่ไหม ถ้าหากว่านายทำให้อาการของมารานหายดีฉันจะติดหนี้นายเลย ” สตีฟพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ เพียงแต่วิธีการของฉันมันจะรุนแรงไปหน่อยซึ่งบางทีมันอาจจะเกี่ยวพันถึงชีวิตของเธอเลย ” ไลท์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งเขาก็ไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เพราะเธอต้องหลอมรวมกับทักษะที่เขาจะมอบให้ ถ้าหากสำเร็จเธอก็จะกลายเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งแต่ถ้าหากล้มเหลวเธอก็จะตาย
สีหน้าของสตีฟกลายเป็นจริงจังและเคร่งเครียด
มารานที่ได้ยินเองก็แสดงสีหน้าเศร้าแต่ไม่นานเธอก็พูดขึ้นว่า “ สตีฟฉันต้องการที่จะเดิมพันดู ฉันไม่อยากมีชีวิตที่ต้องนอนหมดสติแบบนี้อีกแล้ว ฉันอยากใช้ชีวิตแบบปกติบ้าง ”
สตีฟมองไปที่มารานพร้อมกับถอนหายใจออกมา “ ไลท์มีโอกาสเยอะไหมที่มารานจะรอด? ”
“ ครึ่งครึ่งครับ ” ไลท์พูดขึ้น
สตีฟลังเลก่อนที่จะตอบตกลง
“ แล้ววิธีรักษาต้องใช้อะไรบ้างฉันจะไปหามาให้แม้ว่ามันจะหายากแค่ไหนก็ตาม ” สตีฟพูดขึ้น
“ ไม่ต้องใช้อะไรทั้งนั้นแหละ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณมารานเท่านั้น ” ไลท์ตอบ
“ เธอหมายความว่ายังไง? ” มารานสงสัยซึ่งคนอื่นๆเองก็สงสัย
“ ผมจะมอบบางอย่างให้กับคุณมารานและคุณมารานจะต้องหลอมรวมกับสิ่งที่ผมให้ไปให้สำเร็จ ” ไลท์พูดขึ้น
“ ฉันต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวไหม? ” มารานถามขึ้น
“ งั้นให้คุณมารานพักผ่อนสักครึ่งชั่วโมงแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้น
จากนั้นทุกๆคนก็แยกย้ายกันไป
สตีฟพูดคุยกับมาราน ส่วนเดซี่เธอลงไปรวมกลุ่มด้านล่าง ส่วนไลท์นั่งทำสมาธิอยู่