จารึกที่ 234 : รอยยิ้มหลังม่านปราณ : การพบพานของเหล่าอัจฉริยะ
"ตาเฒ่า... คลายม่านปราณป้องกันออกเถิด ขืนปล่อยให้พวกเขายืนแผ่รังสีอำมหิตอยู่หน้าประตู มีหวังหอสุวรรณดาราได้ถูกถล่มลงมาจริงๆ แน่"
อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบาพลางใช้แขนเสื้อเช็ดคราบเลือดสีดำคล้ำที่มุมปาก พยายามยืดหลังให้ตรงที่สุด แสร้งทำสีหน้าสงบนิ่งเพื่อรักษามาด 'ผู้ร่ำรวยที่ทุ่มเงินไม่กระพริบตา' เอาไว้ให้ได้ แม้ว่าในใจจะกำลังร้องไห้โฮให้กับศิลาปราณเกือบสี่แสนก้อนที่เพิ่งละลายหายไปกับตา
นักพรตหมื่นอีแปะแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ชายชราตวัดแส้ปัดในมือเบาๆ ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายที่ถูกบีบอัดจนบริสุทธิ์ถึงขีดสุด พุ่งออกมากระทบม่านพลังป้องกันที่เขาสร้างขึ้น ทันทีที่คลื่นพลังปะทะกัน ม่านปราณที่เคยแข็งแกร่งก็พลันสลายตัวกลายเป็นระลอกคลื่นอากาศจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย ประตูไม้หอมพันปีถูกผลักเปิดออกอย่างแรงในเสี้ยววินาทีต่อมา!
"พี่อาเจีย!"
ร่างเล็กบอบบางราวกับดอกไม้น้อยพุ่งพรวดเข้ามาประดุจพายุ ซุกตัวเข้าสู่อ้อมกอดของอาเจียอย่างแรงจนชายหนุ่มแทบหงายหลัง เฟิงหลิงเอ๋อร์กอดรัดเอวเขาแน่น หยาดน้ำตาอาบสองแก้ม ดวงตาที่เคยเจิดจรัสด้วย 'เนตรดารา' บัดนี้บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก
"ฮือๆๆ... ข้าตกใจแทบแย่! ได้ยินข่าวลือว่าท่านสิ้นชีพไปแล้ว พอมาถึงลานประมูลก็ได้ยินเสียงกวนๆ ของท่าน... ท่านมันคนใจร้าย! หลอกให้พวกเราเสียน้ำตา!" สาวน้อยทุบแผงอกเขาเบาๆ
"โอ๊ยๆ! ยัยหนูหลิงเอ๋อร์ เบามือหน่อย... กระดูกกระเดี้ยวข้าจะหักหมดแล้ว" อาเจียยิ้มเจื่อน ลูบศีรษะเด็กสาวอย่างเก้ๆ กังๆ พลางเอ่ยปลอบ "คนดวงแข็งระดับที่สวรรค์ยังไม่อยากรับตัวอย่างข้า จะไปตายง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า ขืนข้าตายไปใครจะเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าศาลาเล่า"
"อาเจีย! เจ้ายังมีหน้ามาพูดเล่นอีกรึ!"
เสียงดุระคนหงุดหงิดดังขึ้นเบื้องหน้า หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าแผ่กลิ่นอายพฤกษาอันเกรี้ยวกราด มือหนึ่งของนางยังคงกำด้าม 'กระบี่สีเงินประกายรุ้ง' ไว้แน่นราวกับพร้อมจะลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดกฎสำนักทุกเมื่อ ทว่าโสตประสาทที่เฉียบคมของอาเจียกลับได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นสะท้าน และดวงตาดอกท้อที่แดงเรื่อของนาง ซึ่งขัดกับวาจาอันแข็งกร้าวอย่างสิ้นเชิง
"รอดตายมาได้แทนที่จะรีบส่งข่าวให้สหายทราบ กลับเอาแต่สวมรอยเป็นเศรษฐีวิปลาส ผลาญศิลาปราณเล่นในงานประมูล! หากผู้อาวุโสเทียนหยวนรู้เข้า เจ้าต้องโดนลงทัณฑ์กักตัวให้คัดตำราหมื่นจบแน่!" หลินชิงเสวี่ยแสร้งทำเป็นดุในฐานะหัวหน้าหน่วยคุมกฎ ทว่าท้ายประโยคน้ำเสียงของนางกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
เย่ปิงอวิ๋นก้าวตามเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นผ้าดิบเปื้อนเลือดที่พันรอบดวงตาของอาเจีย กลิ่นอายจาก 'พู่กันกระบี่เหมันต์' ของนางสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าใบหน้างดงามยังคงเรียบเฉย เย่ปิงอวิ๋นเพียงแค่ระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แฝงความโล่งอกและเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"กลับมาก็ดีแล้ว... ต่อไปอย่าได้ทำตัวซุ่มซ่าม ไร้ร่องรอยให้ผู้คนว้าวุ่นใจอีก" คำพูดสั้นๆ ทว่ากินใจของเย่ปิงอวิ๋น ทำเอาอาเจียรู้สึกอบอุ่นในอก
"ฮ่าๆๆ! ไอ้สหายหน้าเงิน! ข้านึกว่าเจ้าจะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงหญ้าเซียนไปเสียแล้ว!" เฟิงอวี้หรานก้าวเข้ามาชกไหล่อาเจียเบาๆ หนึ่งหมัด รอยยิ้มกวนประสาทของดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ "แต่พอได้ยินสไตล์การทุ่มเงินหน้าใหญ่แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ข้าก็รู้ทันทีว่าไอ้แมลงสาบพันปีอย่างเจ้าต้องยังมีชีวิตอยู่แน่! มีอย่างที่ไหน เอาเงินไปซื้อหินทับกระดาษตั้งหมื่นศิลาปราณ!"
อาเจียแค่นหัวเราะ ก่อนจะหันไปทางประตูที่ซึ่งมีเงาร่างสูงโปร่งยืนตระหง่านอยู่ดุจขุนเขากระบี่
ฉินมู่หลางมิได้เอ่ยคำใด เขายืนกอดกระบี่นิ่งสงบอยู่หน้าประตูเพื่อคอยคุ้มกันภัยให้ทุกคน ทว่าเจตจำนงกระบี่ที่เคยเฉียบคมและหนาวเหน็บ บัดนี้กลับแผ่ซ่านความอบอุ่นและยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มหน้าตายเพียงแค่พยักหน้าให้อาเจียเล็กน้อย แทนคำทักทายนับพันคำ
"อวี้หราน มู่หลาง ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น แล้วก็ยัยหนูหลิงเอ๋อร์..." อาเจียสูดหายใจลึก พยายามข่มความเจ็บปวดจากเส้นชีพจรที่ปริแตก "ทำให้พวกเจ้าต้องเป็นห่วงแล้ว แต่การพบพานครั้งนี้ ข้ามิได้มามือเปล่าหรอกนะ เห็นข้าผลาญเงินเล่นแบบนั้น... ข้าก็มีของฝากมาให้พวกเจ้าด้วย!"
ชายบอดคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ของล้ำค่าที่เขาประมูลมาอย่างบ้าคลั่ง (และกัดฟันซื้อ) ก็ลอยออกมาจากแหวนมิติ
"ศิลาหทัยดารา 星心石 (ซิงซินสือ) ก้อนนี้... หลิงเอ๋อร์ ข้ายกให้เจ้า เอาไปหลอมรวมกับเนตรดาราของเจ้าเสีย จะได้เลิกร้องไห้ขี้มูกโป่งเสียที... รู้ไหมว่าข้าปาดน้ำตาตอนจ่ายตั้งห้าหมื่นก้อนเชียวนะ!" อาเจียส่งศิลาที่ทอประกายแสงดาวใส่มือสาวน้อยที่เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
"ส่วนนี่... หมึกเหมันต์พันปี 千年寒墨 (เชียนเหนียนหานมั่ว) และ กระดาษไผ่หยกพฤกษา 绿玉竹纸 (ลวี่อวี้จู๋จื่อ)..." อาเจียผลักชุดเครื่องเขียนวิเศษระดับปฐพีไปทางหลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋น "ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น ของสองสิ่งนี้เหมาะสมกับวิถีพฤกษาและเหมันต์ของพวกเจ้าที่สุด ถือเป็นการไถ่โทษที่ข้าสร้างความวุ่นวายก็แล้วกัน... ห้ามปฏิเสธนะ ข้าทุ่มเงินไปจนต้องกินหมั่นโถวเปล่าไปอีกสามเดือนแน่ๆ"
หลินชิงเสวี่ยรับของมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ นางพยายามจะหาคำมาดุด่าเรื่องการใช้เงินสิ้นเปลือง ทว่าความล้ำค่าของมันและความตั้งใจของคนตรงหน้าก็ทำให้นางพูดไม่ออก ได้แต่เม้มปากแน่น ส่วนเย่ปิงอวิ๋นเพียงค้อมศีรษะรับด้วยความซาบซึ้ง
"และชิ้นสุดท้าย... ศัสตราประกอบกระบี่ทะลวงมิติ 破空剑部件 (พั่วคงเจี้ยนปู้เจี้ยน)..." อาเจียโยนชิ้นส่วนบรรพกาลไปให้เฟิงอวี้หราน "อวี้หราน ฝากเจ้านำมันไปให้มู่หลางที ชิ้นส่วนนี้เข้ากับเจตจำนงกระบี่ของเขาได้ดีเยี่ยม รับรองว่าหากหลอมรวมสำเร็จ มู่หลางจะต้องแข็งแกร่งจนทลายสวรรค์ได้แน่!"
เฟิงอวี้หรานรับชิ้นส่วนกระบี่มา พลางหันไปมองหน้าฉินมู่หลางที่เบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ยอดอัจฉริยะทั้งสองแห่งเจ็ดมหาอำนาจต่างมองชายบอดเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
"อาเจีย... เจ้าทุ่มศิลาปราณจนหมดตัว... เพื่อเปย์พวกเรางั้นรึ?" เฟิงอวี้หรานเอ่ยเสียงแผ่ว
"ฮ่าๆๆ! เงินทองเป็นของนอกกาย! ของแค่นี้ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงหรอก!" อาเจียยืดอกหัวเราะร่วน แสร้งทำเป็นใจกว้าง ทั้งที่ในใจกำลังหลั่งเลือดดั่งสายน้ำ ทำเอานักพรตหมื่นอีแปะที่อยู่ด้านหลังต้องเบือนหน้าหนีพลางสบถด่าในใจว่า 'ไอ้ลูกศิษย์หน้าใหญ่! เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนยังขู่กรรโชกยืมเงินข้าอยู่เลย!'
บรรยากาศแห่งมิตรภาพอบอวลไปทั่วห้อง VIP ทว่า... ความสุขนั้นช่างแสนสั้น
การฝืนใช้วิถีอันลี้ลับเพื่อลบล้างค่ายกลธาตุดิน ผนวกกับผลสะท้อนจากการให้จิตวิญญาณแห่งมหาภาวะซวีกลืนกิน 'ศิลาดำนิรนาม' ได้พุ่งทะลุขีดจำกัดที่ตันเถียนอันแตกร้าวของเขาจะรับไหวแล้ว พลังอันบ้าคลั่งที่อาเจียเคยมั่วซั่วดึงมาใช้ บัดนี้กำลังจะตีกลับ!
"พวกเจ้า... สบายใจได้... ข้าไม่..."
คำพูดของอาเจียขาดห้วงไป รอยยิ้มหน้าใหญ่บนใบหน้าพลันแข็งค้าง
"พรวดดดด!"
เลือดสีดำสนิทที่เจือปนไปด้วยพลังปราณและแก่นวิญญาณกระอักพุ่งออกจากปากของอาเจีย ร่างกายของเขาสั่นกระตุกอย่างรุนแรงก่อนจะทรุดฮวบลงราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย! เตาหลอมปราณจำลองภายในจุดตันเถียนส่งเสียงปริแตกดังก้องออกมาจนคนรอบข้างได้ยินชัดเจน!
"พี่อาเจีย!!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้องลั่น
"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นพุ่งตัวเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าที่เคยวางมาดผู้คุมกฎของหลินชิงเสวี่ยบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด
เฟิงอวี้หรานและฉินมู่หลางกระโจนเข้ามาในพริบตา ปราณเพลิงและเจตจำนงกระบี่ระเบิดออกเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน ทว่าศัตรูมิได้มาจากภายนอก แต่มันคือร่างกายของสหายรักที่กำลังจะพังทลายจากการเล่นแร่แปรธาตุพลังอย่างมั่วซั่ว!
นักพรตหมื่นอีแปะกระโดดข้ามโต๊ะไม้หอมเข้ามา สีหน้าของตาเฒ่าเคร่งเครียดถึงขีดสุด ชายชราตวัดแส้ปัดสกัดกั้นพลังปราณของคนหนุ่มสาว พร้อมใช้นิ้วจี้สกัดจุดชีพจรของอาเจียด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า "ถอยไป! ร่างกายของไอ้หนูนี่บอบช้ำจนถึงขีดสุดแล้ว! เส้นชีพจรทั่วร่างกำลังจะขาดสะบั้น!"
ยอดฝีมือหน้าใหญ่ ผู้เพิ่งจะแจกจ่ายสมบัติอย่างอหังการ (ด้วยเงินที่ยืมมา) บัดนี้ได้หมดสติจมกองเลือดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของบรรดาสหาย ที่เพิ่งจะรับรู้ถึงความจริงอันโหดร้ายว่า... การที่เขาหายตัวไป ไม่ใช่การหนีเที่ยว แต่เป็นการไปเหยียบปากประตูนรกมาต่างหาก!