หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 ‘จักรพรรดิ’ เพียงตัวเดียว

             เมื่อทะลวงออกนอกตำหนักใหญ่มาได้เกือบสิบจั้งแล้วเฟิงเทียนสิงจึงสะบัดมือกวาดไอเยือกเย็นที่รุกล้ำเข้ามาให้สลายไป

            “ท่านเฟิง!” เทียนซิงจื่อถลาเข้าไปรับตัวพลันถามขึ้นอย่างตกใจ“เกิดอะไรขึ้น?”

            “เจ้าไปดูเองเถอะ” เฟิงเทียนสิงสีหน้าเคร่งขรึมพลางชี้ไปยังด้านในตำหนักใหญ่อย่างเงียบเชียบ

            ไอพลังอันเยือกเย็นพรั่งพรูออกจากประตูใหญ่ที่ชำรุดรอบอาณาบริเวณปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งชั้นหนาแวววาวเปล่งประกาย ไอเย็นยะเยือกนั้นเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวแม้เทียนซิงจื่อจะอยู่ห่างไปถึงยี่สิบจั้ง แต่ก็สัมผัสได้ถึงไอเยือกเย็นรุนแรงปวดกระดูกที่แผ่ออกมา

            เมื่อมองไปยังใจกลางตำหนักใหญ่เหลิงอู่เหยียนยังคงสลบไสล ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปมากผิวหนังภายนอกกลายสภาพเปล่งประกายใสแวววาว ส่องแสงสีต่างๆ พราวระยับทั่วร่างของเหลิงอู่เหยียนราวกับกลายเป็นผลึกน้ำแข็งงามไร้ราคีไปจนสิ้น

            ไอเหน็บหนาวอันเย็นยะเยือกถึงกระดูกดำแผ่ออกมาจากร่างของเหลิงอู่เหยียนอย่างรุนแรงคล้ายกับต้องการแช่แข็งสิ้นทุกสิ่ง เมื่อเทียนซิงจื่อสัมผัสลงบนจุดตันเถียนทันใดนั้นก็ตกตะลึงขึ้นอย่างอดไม่ได้

            ภายในจุดตันเถียนปราณวิญญาณธาตุน้ำกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแปลกประหลาด

            “ปราณวิญญาณธาตุน้ำกำลังเริ่มกลายพันธุ์...” เทียนซิงจื่อเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ

            “นี่เกิดจากพลังของสายโลหิตพิเศษในตัวเขาทำให้ปราณวิญญาณธาตุน้ำเกิดการกลายพันธุ์ ยามนี้ใกล้จะกลายสภาพเป็นปราณวิญญาณน้ำแข็งเหมันต์แล้ว”เทียนซิงจื่อสูดหายใจลึกพลางเอ่ยปราณวิญญาณของผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้จะมีติดตัวมาแต่กำเนิดโดยปกติปราณวิญญาณที่มีอยู่เป็นอย่างไรก็ยากที่จะแปรเปลี่ยนได้อีกแม้นปราณวิญญาณห้าธาตุจะมีโอกาสแปรสภาพเป็นปราณวิญญาณกลายพันธุ์ได้ทว่าการเกิดการกลายพันธุ์ได้นั้นยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก

            มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนปราณวิญญาณทั้งห้าธาตุให้กลายเป็นปราณวิญญาณกลายพันธุ์ได้ด้วยความบังเอิญ

            เหมือนอย่างเหลิงอู่เหยียนที่สายโลหิตพิเศษตื่นขึ้นด้วยตัวเองเช่นนี้พลังแห่งสายโลหิตที่นำมาซึ่งปรากฏการณ์การกลายพันธุ์ของปราณวิญญาณนั้นเป็นเค้าลางที่เห็นได้ยากยิ่งต่อให้เฟิงเทียนสิงจะมีประสบการณ์และรอบรู้มากเพียงใดก็ยากที่จะเข้าใจความลึกลับของมันได้

            ไม่เพียงเท่านี้พลังแห่งสายโลหิตพิเศษของเหลิงอู่เหยียนนั้นกลับน่าสะพรึงกลัวขนาดที่แม้แต่เฟิงเทียนสิงเองก็เกือบเสียท่าให้แล้ว

            เหลิงอู่เหยียนที่ร่างเป็นผลึกน้ำแข็งไปทั้งตัวผมดำขลับยาวสลวยสยายตัวกองลงบนพื้น ผมทุกเส้นเปล่งประกายมันวาว อีกทั้งดวงหน้าที่งดงามเกินกว่าหญิงสาวของเขานั้นยามนี้กลับละเมียดละไมยิ่งขึ้นราวกับประติมากรรมชั้นยอดที่แกะสลักขึ้นด้วยฝีมือของพระเจ้าอย่างไรอย่างนั้น

            จินเฉียนหยินดวงตาเบิกโพลงมองค้างอย่างตกตะลึงนี่คือคนที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิตของเขาตั้งแต่เกิดมาเลยก็ว่าได้น่าเสียดายที่เป็นผู้ชาย หากเป็นผู้หญิงล่ะก็จะต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองเป็นแน่

            ไม่เพียงแต่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงทว่าตันเถียนก็ฟื้นคืนสภาพอย่างสมบูรณ์แล้วด้วยอีกทั้งยังแข็งแกร่งและเหนียวแน่นยิ่งขึ้นนอกจากนี้สายโลหิตพิเศษในร่างของเหลิงอู่เหยียนก็ถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้การบำเพ็ญของเขาไต่สูงขึ้นเช่นกัน ในยามนี้ได้ไปถึงจุดวิกฤติของระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            “พลังโลหิตพิเศษของเจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างแข็งแกร่งเป็นคราแรกในชีวิตของข้าที่พบเจอ เทียนซิงจื่อ เจ้าใช้ ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’มองเห็นอนาคตของเหลืองอู่เหยียนเป็นอย่างไร?” เฟิงเทียนสิงทอดมองเทียนซิงจื่อ

            ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ คือวรยุทธ์ลับสุดยอดของนิกายเทียนซิงว่ากันว่าสามารถมองเห็นอนาคตกระทั่งสามารถพยากรณ์ดวงชะตาและความสำเร็จของผู้ใดก็ตามในวันหน้าได้อีกด้วยซึ่งเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’เฟิงเทียนสิงเองก็รู้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น หาได้รู้ทั้งหมดไม่

            พลังของสายโลหิตพิเศษที่ตื่นขึ้นของเหลิงอู่เหยียนนั้นแข็งแกร่งเหนือกว่าที่เฟิงเทียนสิงคาดเอาไว้มากดังนั้นเขาถึงได้แปลกใจและอยากรู้เหลือเกินว่าแท้จริงแล้วเหลิงอู่เหยียนเป็นคนเช่นไรกันแน่ความเป็นมาที่แท้จริงเป็นเช่นไร รวมทั้งขอบเขตในอนาคตของเขาด้วย

            เทียนซิงจื่อไม่ได้เอื้อนเอ่ยอันใด

            “หากไม่ได้ก็มิเป็นไร”

            เฟิงเทียนสิงถอนหายใจยาวเหยียดอย่างกลัดกลุ้มเขาเองก็รู้ว่าคำขอร้องนี้จะฝืนให้คนลำบากใจไปบ้าง อย่างไรเสียการใช้ ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ในการมองอนาคตของผู้อื่นนั้นก็เท่ากับเป็นการเผยความลับสวรรค์สำหรับเทียนซิงจื่อแล้วนั่นจะนำมาซึ่งโชคร้ายและความผันแปรมากมาย

            ยามนี้สองแขนของเทียนซิงจื่อกำลังค่อยๆยกขึ้น ดวงตาพลันดำสนิทราวกับท้องนภายามราตรีกลุ่มดาวมหาศาลกำลังหมุนโคจรภายในดวงเนตรดำสนิท ประกอบเป็นนิมิตอันแปลกประหลาดท่ามกลางอากาศว่างเปล่าของตำหนักใหญ่อันมืดสนิทไร้ซึ่งแสงกลุ่มดาวรูปร่างแตกต่างกันแต่ละดวงกระจายตัวปกคลุมไปทั่วความมืดมิดซ้อนทับกับวิถีโคจรแห่งดวงดาวในดวงตา ดวงดาวมหาศาลโคจรอย่างต่อเนื่อง กลิ่นอายโบราณอันลึกลับตลบอบอวลไปทั่วสารทิศ

            ปัง!

            ราวกับความมืดมิดถูกแช่แข็งดวงดาวที่ประกอบเป็นวิถีแห่งดวงดาวค่อยๆ แตกสลายลงในวินาทีต่อมา

            ทันใดนั้นร่างของเทียนซิงจื่อสั่นระริกขึ้นสิ้นเสียงพ่นลม เลือดกองใหญ่พลันทะลักกระอักออกจากปากในทันที ท่าทางของชายชราห่อเหี่ยวลงมากทว่าดวงตาของเทียนซิงจื่อกลับฉายแววยากจะเชื่อถือ 

            “เป็นอย่างไรบ้าง?” เฟิงเทียนสิงรีบถามทันควัน

            “ ‘จักพรรดิ’ เพียงคำเดียว...” เทียนซิงจื่อเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก

            เมื่อได้ยินคำนี้เฟิงเทียนสิงพลันชาวาบไปทั้งร่าง ‘จักรพรรดิ’ คำเดียวมันหมายความว่าอะไรกัน? ‘จักรพรรดิ’ นั่นคือระดับสูงสุดที่เหล่าผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนล้วนหมายไขว่คว้าให้ได้เพราะนั่นคือจุดยอดสุดของวิถีแห่งการฝึกนั่นเอง

            นับจากภัยพิบัติล้างโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อนก็มีเพียงมหาจักรพรรดิผู้เดียวที่เหลืออยู่ในโลก

            พระนามของมหาจักรพรรดิชิงหลีก้องกังวานไปทั่วทั้งทวีปหงเหมิง

            ห้าร้อยปีที่ผ่านมานอกจากมหาจักรพรรดิชิงหลีแล้วก็ไม่มีมหาจักรพรรดิอื่นใดถือกำเนิดขึ้นมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังไม่ถือกำเนิดบนโลกมนุษย์ได้พยากรณ์เอาไว้ว่าโลกนี้นอกจากมหาจักรพรรดิชิงหลีแล้ว จะไม่มีมหาจักรพรรดิองค์ที่สองปรากฏขึ้นอีกตลอดกาล

            ยามนี้คำพยากรณ์นั้นกลับถูกทำลายลงแล้ว

            ครั้นมองชายหนุ่มร่างแวววาวราวกับถูกเคลือบไว้สีหน้าของเฟิงเทียนสิงก็เปลี่ยนไปอย่างคาดเดาไม่ได้ ผู้ใดต่างก็ไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะกลายเป็นมหาจักรพรรดิในอนาคต

            เมื่อได้ข้องเกี่ยวกับผู้เป็นมหาจักรพรรดิในอนาคตเฟิงเทียนสิงก็ไม่รู้ว่าโชคชะตาของตนนั้นดีหรือร้ายกันแน่ หากเป็นเมื่อก่อนการช่วยเหลือเด็กหนุ่มให้กลายเป็นมหาจักรพรรดิได้เช่นนั้นวิถีแห่งการฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของเขาในวันหน้าก็จะบรรลุไปอีกระดับได้หากเป็นกรณีหลังล่ะก็ เส้นทางในการกลายเป็นมหาจักรพรรดิในอนาคตนั้นเป็นไปได้ว่าเขาอาจต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อให้เด็กหนุ่มบรรลุการเป็นมหาจักรพรรดิได้

            เวลานี้เทียนซิงจื่อยกสองมือขั้นแล้วเริ่มใช้‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ อีกครั้ง

            เฟิงเทียนสิงมองเทียนซิงจื่ออย่างแปลกใจหรือว่าเทียนซิงจื่อตั้งใจจะเบิกเนตรมองอีกครา?

            วิถีแห่งดวงดาวยามราตรีปรากฏขึ้นด้านบนตำหนักใหญ่ภาพนิมิตดวงดาวครานี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น แรกเริ่มคือหนึ่งภาพ จากนั้นคือสองภาพตามด้วยภาพที่สาม และท้ายสุดเกิดการแปรเปลี่ยนอันมหัศจรรย์กลายเป็นภาพมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น

            เต๋ากำเนิดหนึ่งหนึ่งกำเนิดสอง สามกำเนิดสรรพสิ่งในจักรวาล[1]...

            ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ คือศาสตร์พยากรณ์อันแข็งแกร่งที่สุดซึ่งเทียนซิงจื่อยังไม่เคยใช้มาก่อนในชีวิตแต่ยามนี้กลับ...

            ตูม!

            ภาพนิมิตดวงดาวแตกกระจายจนสิ้นยิ่งกว่าก่อนหน้า  อีกทั้งยังรุนแรงยิ่งขึ้นราวกับฝ่าฝืนกฎต้องห้ามของสวรรค์อย่างไรอย่างนั้นซึ่งแม้แต่ตัวเฟิงเทียนสิงที่อยู่ด้านข้างยังสัมผัสถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกฎแห่งสวรรค์ได้เช่นกัน

            ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งเดิมทีคือการฝึกที่มีความเกี่ยวข้องกับกฎแห่งสวรรค์และโลกอย่างแน่นแฟ้นเทียนซิงจื่อที่ฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้น การรับรู้ที่มีต่อกฎแห่งสวรรค์และโลกย่อมละเอียดอ่อนกว่าใครอื่นอยู่แล้ว

            แม้แต่กฎแห่งสวรรค์และโลกก็ไม่อนุญาตให้ฝืน...

            เฟิงเทียนสิงสูดไอเย็นเข้าปอดเฮือกใหญ่

            ครั้นมองเทียนซิงจื่อที่กระอักเลือดต่อกันถึงสามคราร่างของชายชราถูกแรงสั่นสะเทือนจนถอยห่างไปไกลถึงระยะหนึ่ง ผมสีขาวดอกเลาแซมดำแต่เดิมได้แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาไปอย่างสิ้นเชิงใบหน้าสีเลือดฝาดซีดเซียวแห้งเหี่ยวลงในทันตา

            เฟิงเทียนสิงรีบควักโอสถเม็ดเล็กส่งให้เทียนซิงจื่อกินสิ่งนี้จะทำให้เทียนซิงจื่อฟื้นสภาพการหายใจกลับมา

            “เป็นอย่างไรบ้าง?” เฟิงเทียนสิงถาม

            “ข้าใช้ ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ เมื่อสามกำเนิดสรรพสิ่งก็เกิดวิวัฒนาการของวิถีดวงดาวมากมายเดิมทีข้าต้องการพยากรณ์แนวโน้มในอนาคตทั้งหมดของเหลิงอู่เหยียนทว่าท้ายสุดพบว่าอนาคตของเขากลับผูกติดกับใครคนหนึ่งเรื่องราวของโลกยากเหนือคาดนี่นา ชีวิตของเหลิงอู่เหยียนอยู่ในกำมือของหลินโม่ชะตาจักรพรรดิอันแปลกประหลาดเช่นนี้ ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นคราแรกเช่นกันดังนั้น ข้าจึงพยากรณ์อนาคตของหลินโม่ได้แล้ว...ท้ายที่สุด...” สีหน้าของเทียนซิงจื่อพลันจริงจังทันที

            “ท้ายที่สุดคืออะไร?”

            “ชะตาแห่งสามกษัตริย์สามจักรพรรดิ...” เทียนซิงจื่อเอ่ยคำนี้ออกมาอย่างยากลำบาก

            ใบหน้าของเฟิงเทียนสิงแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงชะตาชีวิตเช่นนี้แปลกประหลาดเสียยิ่งกว่าเหลิงอู่เหยียนอีก สามกษัตริย์สามจักรพรรดิล้วนเป็นชะตาที่ข้องเกี่ยวกับหลินโม่หรือว่าในอนาคตจะปรากฏกษัตริย์สามองค์และมหาจักรพรรดิสามองค์ที่ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลินโม่กัน?

            ชะตาชีวิตเช่นนี้ของหลินโม่เกรงว่าจะรุนแรงเสียยิ่งกว่าเหลิงอู่เหยียนแล้ว...

            “ผลการพยากรณ์ของ ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’นั้นอาจไม่ถูกต้องนัก การผกผันของวิถีดวงดาวมิอาจคาดเดาได้ยากที่จะทำนายได้แม่นยำ เฉกเช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ นับแต่โบราณกาลมีผู้ที่มีชะตาจักรพรรดิอยู่มากมาย แต่ท้ายที่สุดผู้ที่กลายเป็นจักรพรรดิได้นั้นมีเพียงไม่กี่คนเองนะ...”เทียนซิงจื่อถอนหายใจยาวเหยียด

            เฟิงเทียนสิงพยักหน้าเป็นการเห็นด้วยชะตาชีวิตใช่ว่าจะแน่นอน อีกทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอการทำนายของเทียนซิงจื่อนั้นอาจจะไม่ถูกต้องก็เป็นได้หากแต่กลับยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ความสำเร็จในอนาคตของเหลิงอู่เหยียนและหลินโม่นั้นไม่ได้เรียบง่ายเป็นแน่อย่างไรเสียผู้ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า ‘จักรพรรดิ’ ได้นั้น อนาคตข้างหน้าต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            ------------------------

            [1] ปรัชญาของลัทธิเต๋า จากคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงเขียนไว้ว่า ‘เต๋ากำเนิดหนึ่ง หนึ่งกำเนิดสอง สามกำเนิดสรรพสิ่งในจักรวาล’ สื่อถึงกระบวนการสร้างสรรพสิ่งตามแนวคิดลัทธิเต๋าโดยหนึ่งหมายถึงพลังปราณดั้งเดิม สองหมายถึงหยินและหยาง สามหมายถึงฟ้า ดิน และมนุษย์ซึ่งถอดความหมายได้ว่า เต๋ากำเนิดพลังปราณดั้งเดิม พลังปราณดั้งเดิมกำเนิดหยินหยางหยินหยางกำเนิดซึ่งฟ้า ดิน และมนุษย์ฟ้าดินมนุษย์คือจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่งในโลกและจักรวาล จากง่ายไปซับซ้อนจากหนึ่งแปรเป็นสาม แต่ทั้งสามยังคงเป็นหนึ่งเดียว — จาก 百度百科และเพจเข้าใจไชน่า理解中国