ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 373 : ทะลวงม่านฟ้าคืนสู่แสงสว่าง

จารึกที่ 373 : ทะลวงม่านฟ้าคืนสู่แสงสว่าง : รอยยิ้มผู้ลี้ภัยแห่งหมื่นอักขระ


กลิ่นอายความไหม้เกรียมของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ยังคงลอยอวลอยู่เหนือลานศิลาอันกว้างใหญ่ ควันสีเทาจางๆ ระเหยขึ้นจากร่างของพยนต์ศิลาทั้งหนึ่งหมื่นตัวที่ยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พื้นผิวโลหะดาวตกสีดำทะมึนของพวกมัน บัดนี้ปรากฏเส้นสายสีแดงฉานของอสนีบาตกฎเกณฑ์ฝังลึกอยู่ภายใน ทุกครั้งที่พลังงานไหลเวียน เส้นสายเหล่านั้นจะสว่างวาบประดุจลมหายใจของมังกรหลับใหล


อาเจียหยัดยืนอยู่เบื้องหน้ากองกำลังอันเกรียงไกร ชายหนุ่มทอดสายตามองผลงานที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ โลหิต และความตายของมิตรสหาย แขนขวาของเขาที่เคยปวดร้าวแทบปริแตก บัดนี้ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับมวลธาตุดั้งเดิมอย่างสมบูรณ์ อักขระสีเทาเงินยวงบนผิวหนังซึมลึกลงไปถึงกระดูก หล่อหลอมให้ร่างกายของมนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งสายเลือด


"พวกมันมิใช่เพียงศิลาที่ถูกสลักลวดลายอีกต่อไป..." มู่เฉินก้าวเดินเข้ามาใกล้ สายตาของบรรพชนเฒ่าเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึงระคนภาคภูมิ "เส้นสายสายฟ้าที่สวรรค์ฟาดฟันลงมาหมายทำลายล้าง กลับถูกวัฏจักรแห่งอักขระสูญตากลืนกิน และแปรสภาพเป็น 'เส้นชีพจร' ให้แก่พวกมัน บัดนี้ พยนต์ทั้งหมื่นตัวสามารถรองรับและถ่ายทอดเจตจำนงได้ประดุจผู้บำเพ็ญเพียรที่มีชีวิต อาเจีย... เจ้าได้สร้างปาฏิหาริย์ที่บรรพชนในอดีตยังมิอาจก้าวถึง"


"ปาฏิหาริย์นี้หาได้เกิดจากมือของข้าเพียงผู้เดียวขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปมองสหายทั้งห้าที่กำลังนั่งพักฟื้นพลังปราณอยู่ไม่ไกล "หากไร้ซึ่งกระบี่ของพี่มู่หลาง เปลวเพลิงของอี้หราน มิติของชิงเสวี่ย เถาวัลย์ของปิงอวิ๋น และดวงตาของหลิงเอ๋อร์... รากฐานของการสรรค์สร้างนี้ย่อมถูกสวรรค์บดขยี้ไปตั้งแต่ก้อนศิลาแรก กองทัพนี้คือเกียรติยศของพวกเราทุกคน"


ฉินมู่หลางลืมตาขึ้น ยอดกระบี่หนุ่มยิ้มบางๆ พลางลูบด้ามกระบี่หยกเย็น "เจ้าไม่ต้องยกยอพวกข้าให้มากความหรอก อาเจีย พวกเรารู้ดีว่าตนเองยืนอยู่ ณ จุดใด ทว่าสิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจ คือบัดนี้ หากสวรรค์ส่งผู้พิทักษ์ลงมาอีกเป็นกองร้อย พวกข้าก็พร้อมจะฟันพวกมันให้ขาดเป็นสองท่อนโดยไม่ต้องรบกวนเจ้า"


"ถูกต้อง!" เฟิงอี้หรานลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ "อุดอู้อยู่ในความมืดมิดนี่มาเนิ่นนานจนข้าลืมไปแล้วว่าแสงตะวันมีสีอะไร อาเจีย... กองทัพพร้อมแล้ว สหายพร้อมแล้ว เราจะมุ่งหน้าไปที่ใดต่อ? ข้าคันไม้คันมืออยากจะเอาแส้เพลิงไปฟาดหน้าพวกสมุนวิหารเทพเต็มทีแล้ว"


อาเจียไม่ได้ตอบในทันที ชายหนุ่มหลับตาลง รีดเค้นความทรงจำที่ได้รับจากศิลาจารึกสีดำทมิฬ ภาพแผนผังของมหาทวีปที่แตกสลายปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ชิ้นส่วนของแผ่นดินมากมายกระจัดกระจายไปทั่วหล้า ทว่ามีจุดหนึ่งที่ส่องสว่างและอยู่ไม่ไกลจากพิกัดปัจจุบันของพวกเขานัก


"หุบเขาศิลาจารึก..." อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายลึกล้ำ "นั่นคือเป้าหมายแรกของเรา มันเคยเป็นแหล่งขุดค้นแร่ศิลาวิญญาณชั้นเลิศของบรรพชน ทว่าบัดนี้ ตามข้อมูลที่ข้าตีความได้ มันตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ 'สำนักแสงทองกำราบ' ซึ่งเป็นขุมกำลังระดับกลางที่สวามิภักดิ์ต่อวิหารเทพอนันตกาล พวกมันใช้ทรัพยากรของพวกเรา เพื่อสร้างอาวุธส่งส่วยให้แก่สวรรค์"


"สำนักแสงทองกำราบงั้นหรือ..." เย่ปิงอวิ๋นขมวดคิ้ว "ข้าเคยได้ยินชื่อพวกมันเมื่อครั้งยังพำนักอยู่ในดินแดนเก่า พวกมันหยิ่งยโสและชอบกดขี่ผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัด ยึดถือตนเองเป็นตัวแทนแห่งกฎสวรรค์"


"เช่นนั้นก็เหมาะเจาะยิ่งนัก" อาเจียแย้มยิ้มเยือกเย็น ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อ ท่วงท่าสง่างามประดุจราชันผู้เตรียมขึ้นครองบัลลังก์ "เราจะไปทวงคืนสิ่งที่เป็นของพวกเรา และแจ้งให้พวกมันทราบว่า... เจ้าของบ้านที่แท้จริงได้กลับมาแล้ว"


อาเจียหันไปเผชิญหน้ากับกองทัพพยนต์ศิลาทั้งหนึ่งหมื่นตัว เขาไม่ได้ตะโกนสั่งการ ทว่าใช้เจตจำนงส่งผ่าน 'อักขระบัญญัติ' ที่ผสานกับหยาดหมึกหยดแรก


"หมื่นพยนต์รับบัญชา! จัดกระบวนทัพขับเคลื่อน!"


สิ้นเสียงแห่งเจตจำนง ดวงตาสีเทาเงินยวงนับหมื่นคู่สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน พยนต์ศิลาทั้งหมดเคลื่อนตัวอย่างพร้อมเพรียง ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าที่สับสน พวกมันกระจายกำลังออกไปล้อมรอบขอบเกาะลอยฟ้าและบริเวณเตาหลอมดารา แต่ละตัวประสานมือเข้าหากัน ถ่ายเทมวลธาตุที่ได้รับการชุบตัวจากสายฟ้ากฎเกณฑ์ ลงสู่โครงสร้างของป้อมปราการหมื่นอักขระ


มวลอากาศธาตุรอบเกาะเริ่มสั่นสะเทือน ค่ายกลขนาดมหึมาที่ถูกวาดขึ้นด้วยกำลังของหมื่นพยนต์ ก่อให้เกิด 'รอยแยก' ของความว่างเปล่า ป้อมปราการไม่ได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยแรงผลัก ทว่ามันกำลัง 'ลื่นไหล' เข้าไปในรอยแยกมิตินั้น ประดุจเรือที่ล่องไปตามกระแสน้ำที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่


"หลิงเอ๋อร์ ชี้เส้นทาง! ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น รักษาสมดุลของเกาะ อย่าให้ความผันผวนของมิติภายนอกเข้ามากระทบตำหนัก!" อาเจียสั่งการอย่างฉับไว


"รับทราบ!" สหายทั้งสามขานรับ


เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกเนตรดารา รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตานางส่องแสง นางมองทะลุความมืดมิดและโครงสร้างที่สลับซับซ้อน ชี้ทิศทางที่ปลอดภัยที่สุดให้แก่การเคลื่อนที่ของเกาะ หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นประสานม่านมิติและเถาวัลย์ศิลา คอยเป็นเบาะรองรับและยึดโยงเกาะมิให้สั่นคลอน


การฝ่าม่านความมืดมิดของสุสานอดีตกาลดำเนินไปอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลกว่าครั้งใดๆ ด้วยพลังของพยนต์หมื่นตัว ป้อมปราการหมื่นอักขระสามารถตัดข้ามห้วงอวกาศที่เคยกินเวลายาวนานได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ


และแล้ว... ความมืดมิดที่คุ้นเคยก็เริ่มเจือจางลง


เบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏรอยปริแตกของม่านฟ้าขนาดใหญ่ แสงสว่างสีทองอมส้มที่พวกเขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน สาดส่องลอดผ่านรอยแยกนั้นเข้ามา มันคือแสงสว่างของทินกรแห่งโลกเซียนภายนอก ดินแดนที่ยังคงถูกครอบงำด้วยวัฏจักรของปราณฟ้าดิน


"แสงตะวัน..." เฟิงอี้หรานหรี่ตาลง ยกมือขึ้นบังแสงที่แยงตา ทว่ารอยยิ้มกลับกว้างขวาง "ในที่สุด พวกเราก็ได้กลับมาหายใจในอากาศที่มีรสชาติเสียที!"


"ทะลวงออกไป!" อาเจียกำหมัดแน่น


ป้อมปราการหมื่นอักขระพุ่งทะยานพ้นจากรอยแยกมิติ ทะลวงกำแพงความมืดมิดออกสู่ท้องฟ้าอันสดใสของโลกเซียน!


หมู่เมฆสีขาวบริสุทธิ์ถูกกระแทกจนแตกกระจาย เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์ที่ปกคลุมด้วยกำแพงศิลาสีดำทะมึน ปรากฏตัวขึ้นอย่างโอ่อ่าเหนือทะเลสาบกว้างใหญ่ เบื้องล่างของพวกเขาคือเทือกเขาสลับซับซ้อนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปราณฟ้าดิน และที่ใจกลางเทือกเขานั้น คือ 'หุบเขาศิลาจารึก' ที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างหรูหราของสำนักแสงทองกำราบ


การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของป้อมปราการขนาดยักษ์ ก่อให้เกิดเงาดำพาดทับไปทั่วทั้งหุบเขา คลื่นความกดดันจากพยนต์ศิลาหมื่นตัวที่ยังคงแผ่ซ่านอยู่ กดทับลงมาจนสัตว์อสูรในป่าเบื้องล่างต่างหมอบราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว


ภายในสำนักแสงทองกำราบ เสียงระฆังเตือนภัยดังกังวานก้องไปทั่วทุกยอดเขา เหล่าศิษย์สวมชุดคลุมสีทองนับพันคนต่างแตกตื่น วิ่งพล่านออกมารวมตัวกันที่ลานฝึกหน้าสำนัก กระบี่และศาสตราวุธถูกชักออกจากฝัก แสงสะท้อนของปราณสวรรค์วูบวาบไปทั่ว


เงาร่างห้าสายพุ่งทะยานขึ้นจากยอดเขาประธาน พวกเขาคือผู้อาวุโสของสำนัก นำโดย 'เจ้าสำนักจินฮ่วน' ผู้มีขอบเขตพลังระดับเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุด ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความตระหนกและโกรธเกรี้ยว เมื่อเห็นว่ามีผู้ใดบังอาจนำเกาะลอยฟ้ามาลอยอยู่เหนือหัวของตน


"ผู้ใดบังอาจรุกล้ำน่านฟ้าของสำนักแสงทองกำราบ! ไม่รู้หรือว่าที่นี่คือดินแดนในอาณัติของวิหารเทพอนันตกาล!" จินฮ่วนแผดเสียงก้องกัมปนาท ปราณสีทองแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างหมายจะข่มขวัญผู้มาเยือน


บนระเบียงของตำหนักประธานแห่งเกาะลอยฟ้า อาเจียมองลงมายังเหล่าผู้ฝึกตนเบื้องล่างด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ชายหนุ่มมิได้สั่งให้พยนต์ศิลาโจมตี ทว่าเขายกมือขึ้นห้ามฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานที่เตรียมจะทะยานลงไปฟาดฟัน


"การเข่นฆ่าโดยไร้ซึ่งการชี้แจง ย่อมทำให้เรากลายเป็นเพียงมารร้ายในสายตาของผู้คน" อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ "สวรรค์ปกครองด้วยความหวาดกลัว ทว่าพวกเราจะช่วงชิงความชอบธรรม ด้วยตรรกะที่เหนือกว่า... พวกเจ้าจงดูและเรียนรู้ไว้"


อาเจียจัดแจงอาภรณ์สีครามให้เข้าที่ ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก เปลี่ยนสีหน้าที่เคยเด็ดขาดเยือกเย็น ให้กลายเป็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความรันทด อมทุกข์ และแฝงความขมขื่นอย่างถึงที่สุด ดวงตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้ทอประกายแห่งความสิ้นหวังของผู้ที่ถูกรังแกมาทั้งชีวิต


เขาคือราชาแห่งการ 'ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม'!


ชายหนุ่มก้าวเดินออกไปยืนที่ขอบระเบียงให้ผู้คนเบื้องล่างเห็นชัดเจน อาเจียประสานมือคารวะเจ้าสำนักจินฮ่วนด้วยท่วงท่าที่นอบน้อมยิ่งนัก เสียงของเขาถูกขยายด้วยอักขระให้ดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือและน่าสงสาร


"ผู้อาวุโสโปรดระงับโทสะเถิด! พวกข้าน้อยหาได้มีเจตนาร้ายล่วงเกินสำนักอันสูงส่งของท่านไม่!" อาเจียเอ่ยเสียงสั่น "พวกเราเป็นเพียง... ผู้ลี้ภัย... ที่ถูกขับไล่ไสส่งจากบ้านเกิดเมืองนอน เร่ร่อนรอนแรมไปในความมืดมิดอันเหน็บหนาวมาเนิ่นนาน ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ข้าน้อยและสหายต้องทนกัดกินรากไม้ ดื่มน้ำค้างประทังชีวิต เพียงเพื่อหวังว่าจะได้พบเจอดินแดนที่มีแสงสว่างให้ซุกหัวนอนสักแห่ง..."


เฟิงอี้หรานที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น *ผู้ลี้ภัยเร่ร่อนงั้นหรือ? ผู้ลี้ภัยที่เพิ่งจะถล่มตาของทัณฑ์สวรรค์และขับไล่มหาปราชญ์กลับไปเนี่ยนะ!*


เจ้าสำนักจินฮ่วนขมวดคิ้วแน่น เขามองดูบุรุษหนุ่มชุดครามที่ดูอ่อนน้อมถ่อมตน สลับกับมองดูกำแพงเกาะลอยฟ้าสีดำทะมึนที่แผ่กลิ่นอายกดดันมหาศาล ความขัดแย้งระหว่างภาพที่เห็นและสิ่งที่ได้ยินทำให้เขาสับสน


"ผู้ลี้ภัยอันใดกัน! เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์เช่นนี้ กลิ่นอายมวลธาตุที่หนักอึ้งเช่นนี้ เจ้าคิดจะหลอกเด็กสามขวบหรืออย่างไร!" จินฮ่วนตวาดกลับ "จงไสหัวเกาะของเจ้าออกไปจากหุบเขาศิลาจารึกเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้ว ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อวิหารเทพฯ และให้พวกมันส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมาบดขยี้พวกเจ้า!"


อาเจียถอนหายใจยาว หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอขึ้นมาที่หางตาอย่างแนบเนียน "สวรรค์... สวรรค์อีกแล้วหรือ... ผู้อาวุโส ท่านเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ทรงภูมิปัญญา ไฉนจึงใจดำกับเพื่อนมนุษย์เช่นนี้เล่า? หุบเขาศิลาจารึกแห่งนี้ หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นกำเนิด มันคือดินแดนที่บรรพชนของพวกข้าน้อยเป็นผู้ขุดค้นและสลักเสลาขึ้นมา... พวกข้าน้อยเพียงแค่เดินทางกลับมาเยี่ยมเยียน 'บ้านเกิด' ที่ถูกทอดทิ้ง ไฉนจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกล้ำเล่า?"


"บ้านเกิดของพวกเจ้า?" จินฮ่วนชะงักงัน เขาเคยได้ยินตำนานโบราณว่าหุบเขาแห่งนี้เคยเป็นของเผ่าเซียนผู้ใช้อักขระที่ถูกกวาดล้างไปแล้ว ทว่าเขาไม่คิดว่าจะมีผู้สืบทอดหลงเหลืออยู่ "เหลวไหล! ดินแดนทุกหย่อมหญ้าใต้หล้า ล้วนเป็นสิทธิ์ขาดของมหาราชันย์เซียน! สิ่งที่เคยเป็นอดีต ย่อมไร้ความหมายในปัจจุบัน!"


"อ่า... ตรรกะของผู้มีอำนาจช่างน่าเศร้านัก" อาเจียส่ายศีรษะช้าๆ เปลี่ยนน้ำเสียงจากความสั่นเครือ กลายเป็นความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกถึงกระดูก "ในเมื่อท่านกล่าวว่า อดีตไร้ความหมาย และผู้มีอำนาจคือผู้กำหนดสิทธิ์ขาด... เช่นนั้น ข้าน้อยผู้ต่ำต้อย ก็คงต้องขออภัยล่วงหน้า ที่จะต้องขอ 'ใช้ตรรกะเดียวกัน' กับท่าน!"


อาเจียไม่ได้วาดอักขระ ไม่ได้ปลดปล่อยปราณโจมตี ชายหนุ่มเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อขวาเบาๆ!


*ตึง! ตึง! ตึง!*


เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและพร้อมเพรียงประดุจขุนเขากระแทกปฐพี ดังก้องมาจากบนเกาะลอยฟ้า! พยนต์ศิลาสีดำทะมึนจำนวนหนึ่งหมื่นตัว ก้าวเดินออกมายืนเรียงรายอยู่ที่ขอบกำแพงเกาะทุกทิศทาง!


ดวงตาสีเทาเงินยวงหมื่นคู่จ้องเขม็งลงมายังเหล่าศิษย์สำนักแสงทองกำราบ รอยแตกระแหงสีแดงฉานของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์บนเรือนร่างของพยนต์ เปล่งแสงสว่างจ้า! คลื่นความกดดันที่ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันจากพยนต์หมื่นตัว มิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเซียนมนุษย์จะต้านทานได้!


*อั้ก! โอ๊ย!*


ศิษย์สำนักแสงทองกำราบนับพันคนเบื้องล่าง ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน! กระบี่และศาสตราวุธที่เคยชูชัน ร่วงหล่นหลุดจากมือราวกับเศษเหล็กไร้ค่า แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งห้าและเจ้าสำนักจินฮ่วน ก็ยังต้องงอเข่า สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ปราณสีทองที่เคยแผ่ซ่านถูกบดขยี้จนหดกลับเข้าไปในตันเถียน!


ความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุดเกาะกินหัวใจของจินฮ่วน เขาแหงนหน้ามองกองทัพอสูรศิลาเบื้องบนด้วยดวงตาที่เบิกโพลง "นี่... นี่มันขุมกำลังอันใดกัน! พวกเจ้าเป็นใครกันแน่!"


อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองผู้ที่กำลังคุกเข่าด้วยแววตาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความเมตตาและไร้ซึ่งความอาฆาต มันคือสายตาของผู้ที่มองเห็นสัจธรรมแห่งการอยู่รอด


"ข้าน้อยก็บอกท่านแล้ว... พวกเราเป็นเพียงผู้ลี้ภัยที่อยากกลับบ้าน" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน "ผู้อาวุโสจินฮ่วน... ข้าจะให้เวลาท่านและศิษย์ทั้งสำนักหนึ่งก้านธูป จงเก็บสัมภาระและไสหัวออกไปจากหุบเขาศิลาจารึกแห่งนี้เสีย หากพ้นหนึ่งก้านธูปไปแล้วยังมีผู้ใดขวางหูขวางตาอยู่ในบ้านของข้า... ข้าจะถือว่าตรรกะแห่งการแย่งชิงของท่าน ยังคงดำเนินต่อไป... และกองทัพผู้ลี้ภัยของข้า จะเป็นผู้อธิบายความหมายของคำว่า 'แตกดับ' ให้ท่านฟังเอง"


ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั้งหุบเขา ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด กองทัพพยนต์หมื่นตัวที่ยืนค้ำฟ้าอยู่ คือประกาศิตที่ไม่อาจต่อรองได้ สำนักแสงทองกำราบที่เคยเย่อหยิ่งและอ้างอิงอำนาจสวรรค์ บัดนี้ถูกบีบบังคับให้คุกเข่ายอมจำนนด้วยความหวาดกลัว โดยที่อาเจียไม่ต้องหลั่งเลือดศัตรูแม้แต่หยดเดียว!


บนระเบียงตำหนัก ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานมองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน


"ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม... แล้วตบท้ายด้วยกองทัพหมื่นพยนต์" เฟิงอี้หรานส่ายศีรษะยิ้มๆ "เจ้าหมอนี่ มันเกิดมาเพื่อเป็นสถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์โดยแท้ สวรรค์คงต้องปวดหัวตายแน่ที่เผลอปล่อยให้มันเติบโตมาได้"


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นแย้มยิ้มบางๆ ขณะที่เฟิงหลิงเอ๋อร์หัวเราะร่วน


การกลับมาสู่แสงสว่างของราชาแห่งหมื่นอักขระ ได้เปิดฉากขึ้นอย่างสง่างามและไร้ที่ติ หุบเขาศิลาจารึกซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์แรก กำลังจะตกเป็นของพวกเขากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ และนี่... เป็นเพียงก้าวแรกของการทวงคืนผืนแผ่นดินทั้งหมดที่สวรรค์เคยแย่งชิงไป มหากาพย์แห่งการล้างแค้นและบัญญัติกฎเกณฑ์ใหม่ ได้เริ่มบรรเลงท่วงทำนองแห่งชัยชนะแล้ว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
13.30M 1357
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
142K 432
เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
71K 458
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
388K 744
ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

นิยาย แฟนตาซี
3.26M 1036
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
[จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

[จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
94K 1199