26 2-2
ตอนที่ 32 ข้าจะฝังเ้าไปพร้อมกับเขา
“....” หวู่เหรินตะลึงพูดไม่ออก
คาดไม่ถึงเลยว่า นายท่านผู้นี้จะไม่ลงโทษหรือดุด่าเขาแม้เพียงคำ ทั้งที่เพิ่งเกิดเื่ผิดพลาดขึ้น หรือมองได้อีกนัยหนึ่ง นายท่านจงใจวางแผนปล่อยอันหรู่หยวนไปั้แ่ต้นแล้ว?
เขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้แม้แต่น้อยว่า นายท่านผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่? และถึงแม้จะพยายามคาดเดาเยี่ยงไรก็คงเปล่าประโยชน์อยู่ดี
“ขอรับ”
โม่เฉินหยวนทอดสายตามองไปยังทิศทางที่พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีวิ่งหนีไป ครุ่นพินิจอยู่ภายในใจครู่หนึ่ง จึงได้รำพึงรำพันกับตนเองว่า ‘พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีวิ่งกลับยังที่ที่จากมาแล้ว สงสัยเหลือเกินว่า เหลิงหยุนเจียวจะเก็บเห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปีได้แล้วหรือไม่?’
นางเป็ผู้ไร้ซึ่งพลังลมปราณ เกรงว่าจะต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะได้เห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปีมา
คิดเห็นเช่นนั้น เขาจึงรีบเดินทางย้อนกลับไปหานางทันที ส่วนหนึ่งก็เพื่อแจ้งข่าวกับนางว่า เหลิงเจียวเหนียงได้ถูกเหลิงฉิวหวานลักพาตัวไปแล้ว
เขาเร่งความเร็วสุดขั้ว รีบไล่ตามไปยังทิศทางที่พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีหนีจากไปโดยไว
.....
ทันทีที่นางได้เห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปีมาครอง เหลิงหยุนเจียวก็ได้ยินเสียงพยัคฆ์คำรามแผดดังขึ้นมาจากป่าไกลๆ
เมื่อเพ่งสายตามองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ปรากฏว่าพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีกำลังมุ่งหน้ากลับมาที่นี่แล้ว
ไฉนจึงเร็วนักเล่า?! เ้าหมอนั่นพูดจาไว้เสียดิบดี ปรากฏว่ากลับถ่วงเวลามันไว้ได้เพียงเท่านี้เอง!?
เหลิงหยุนเจียวรีบคว้าเถาวัลย์ที่ต่อกันเป็เชือกยาว มัดไว้กับโขดหินด้านหนึ่งบนธาราน้ำตก แล้วเร่งโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อลงมาถึงภาคพื้น โม่เฉินหยวนก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบประหนึ่งภูติผี
“เหลิงเจียวเหนียงถูกเหลิงฉิวหวานจับตัวไปแล้ว เ้าต้องรีบกลับไปที่นั่นโดยด่วน มิเช่นนั้น เด็กจะเป็ตายร้ายดีเช่นใดคงไม่อาจทราบ!”
เหลิงหยุนเจียวสะดุ้งโหยงใสุดขีดแทบเป็แมวพองขน จู่ๆก็มีสุ้มเสียงตึงเครียดดังขึ้นกะทันหันจากเื้ัเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่รู้สึกใ?
แต่ถึงกระนั้น เพียงแค่ภายในอึดใจต่อมานางก็สงบสติลงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีที่กำลังควบสี่เท้าวิ่งปรี่เข้ามาจากระยะไกล ยามนี้ดูคล้ายเริ่มชะลอความเร็วจนช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เสมือนกับว่ามันกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
เหลิงหยุนเจียวตระหนักได้ในทันที หรี่ตาชำเลืองมองบุรุษที่อยู่ด้านหลัง มิทราบว่าเ้าหมอนี่แอบไปใช้กลวิธีแขนงใดเช่นกัน จึงสามารถทำให้พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีซึ่งเป็ถึงสัตว์อสูรระดับสี่หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้เช่นนี้
พึงทราบไว้ว่า สัตว์อสูรระดับสี่นั้นมีพลังความแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ขอบเขตปราณถ่องแท้ขั้นกลางเลยทีเดียว
“เช่นนั้นเ้าก็รีบพาข้าไปที่นั่นเร็วเข้า”
ตอนนี้ก็ได้เห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปีมาแล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็อันใดที่จะต้องอยู่ที่นี่อีก
และเมื่อพินิจวิเคราะห์จากท่าทีที่ดูเปลี่ยนไปอย่างมากของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีในเวลานี้ นั่นบ่งชี้ได้ว่าตัวมันเองย่อมตระหนักดีเข่นกันว่าไม่อาจเอาชนะโม่เฉินหยวนได้
“ข้าดูเหมือนผู้ที่มีปัญญาช่วยเหลือเ้าได้ตลอดเวลาเช่นนั้นรึ?”
สิ้นเสียงกล่าวจบ เขาก็แสร้งทำเป็ไอสองสามคราต่อเนื่อง ราวกับว่ากำลังป่วยหนัก
ได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะมีเจตนาพานางไป นางจึงไม่อยากเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์กับเขาที่นี่เช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้น เ้าก็ไปช่วยลูกชายข้า ส่วนข้าจะหาทางจัดการกับสัตว์อสูรตนนี้เอง”
นางเพิ่งจะ่ชิงเห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปีที่เปรียบเสมือนเืเนื้อของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีไปหยกๆ แล้วมีหรือที่มันจะยอมปล่อยนางไปแต่โดยดี?
แม้นางอยากจะวิ่งหนีไปจากที่นี่ปานใด แต่กลับไม่สามารถทำได้
ดังนั้นแล้ว วิธีเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้คือ การขอร้องให้โม่เฉินหยวนล่วงหน้าไปช่วยเหลิงเจียวเหนียงก่อน
แต่อย่างไรเสีย ทั้งที่โม่เฉินหยวนทราบดีว่า เหลิงเจียวเหนียงถูกจับตัวไป เขากลับเลือกที่จะมาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวให้นางทราบ นี่ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า ลึกๆแล้ว บุรุษผู้นี้ก็มิได้มีเจตนาที่จะไปช่วยเหลือหรือเคลื่อนไหวใดๆ
ภายใต้สถานการณ์คับขันเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเหลิงหยุนเจียวจะไม่มีทางเลือกอื่นอีก นอกจากบอกความจริงแก่เขาไปตามตรงว่า
“ข้าบอกให้เ้าไปช่วยลูกชายของข้าก่อน เมื่อครั้งที่ฝังเข็มรักษาเ้า ข้าได้วางยาพิษในตัวเ้าเพิ่ม หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้นแล้วล่ะก็...”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เหลิงหยุนเจียวชะงักไปครึ่งช่องจังหวะ ดวงตาคู่เ็าของนางพลันเปลี่ยนเป็เบิกกว้างขมึงทึง จับจ้องไปทางโม่เฉินหยวนประหนึ่งสัตว์ป่าดุร้าย
“ข้าจะฝังเ้าไปพร้อมกับเขา!”
สิ้นเสียงพูดจบเพียงเท่านั้น เสมือนมีระฆังเตือนภัยดังขึ้นปั่นป่วนภายในใจอย่างรุนแรง
จู่ๆอุณหภูมิรอบตัวโม่เฉินหยวนกลับเย็นะเืลงอย่างกะทันหัน ร่างกายจับสั่นราวถูกน้ำแข็งเกาะ เหลิงหยุนเจียวเองก็ััได้ถึงกระแสเย็นดังกล่าวเข้าเต็มๆ เนื้อตัวของนางถึงกับสั่นสะท้านไปด้วยเช่นกัน
บุรุษสตรีทั้งสองจ้องมองสบตากันนานหลายอึดใจ และเมื่อเหลิงหยุนเจียวกำลังจะเคลื่อนไหวลงมือ กลับกลายว่าเป็โม่เฉินหยวนที่หมุนตัวชิงจากออกไปก่อน
เหลิงหยุนเจียวทอดมองแผ่นหลังของโม่เฉินหยวนที่กำลังย่างสามขุมลาจากออกไป บรรยากาศรอบตัวของนางกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง เมื่อได้สติจึงค่อยถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
แต่ภาพลักษณ์ความน่าสะพรึงกลัวของโม่เฉินหยวนเมื่อครู่นี้ ยังคงติดตาตรึงใจเหลิงหยุนเจียวไม่มีจางหาย เขาดูเหมือนกับว่ากำลังโกรธมากจริงๆ
นางจะไม่คิดสงสัยเลยแม้สักนิด หากว่าหลังจากนี้โม่เฉินหยวนพาตัวเหลิงเจียวเหนียงกลับมา แล้วใช้เด็กเป็ตัวประกันข่มขู่นางเพื่อแลกเปลี่ยนกับยาถอนพิษ จากนั้นจึงค่อยเชือดนางทิ้ง
“โฮกกก!!!”
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีกู่ร้องคำรามสุดเสียง เสมือนคันธนูง้างจนสุดแล้วปล่อยออก ทันทีที่แลเห็นว่าโม่เฉินหยวนจากไปแล้ว มันก็พุ่งทะยานโจมตีเข้าใส่เหลิงหยุนเจียวด้วยความเร็วสูงสุด พินิจจากรูปการณ์ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ทันอย่างแน่นอน
เหลิงหยุนเจียวเร่งสงบสติกลับสู่ความสงบเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว กระชับจับเถาวัลย์ในมือแน่น และใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีกระโจนโดดขึ้นเร่งปีนหน้าผา โดยหวังใช้ที่สูงเพื่อหลบหลีก