ซูอันหนิงมองลานหินหน้าเรือนอย่างครุ่นคิดคนสอดแนมถูกจับ ข่าวการตั้งครรภ์ก็จะไม่แพร่ออกไปแล้วหรือ...นางกลับไม่คิดเช่นนั้น
นางไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆแต่มีคนทำให้นางดูเหมือนกำลังตั้งครรภ์และมันทำสำเร็จแล้วเหลือเพียงทำให้คนรู้กันทั้งเมืองเท่านั้น
ชาร้อนกานั้นที่นางดื่มในงานเลี้ยงตงจื้ออาจไม่ใช่ชาธรรมดาอย่างที่คิดหากนี่คือแผนการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก แต่การปล่อยข่าวลือจะมีประโยชน์อันใดถึงอย่างไรนางก็ไม่ท้องจริงๆ
ซูอันหนิงขมวดคิ้วยิ่งคิดแผลที่ท้ายทอยก็ยิ่งปวด นางอยากล้มตัวลงนอนพักผ่อนสักครู่หนึ่ง แต่ความกังวลในใจไม่อนุญาตให้นางหย่อนยานหายนะยังรออยู่ข้างหน้า ถ้าไม่รีบคิดให้ออกนางจะต้องตกลงไปในกับดักของอีกฝ่ายเป็นแน่
แผนจับชู้พลาดไปครั้งหนึ่งแล้วแต่มันไม่กระทบต่อการปล่อยข่าวลือว่านางตั้งท้องแม้แต่น้อย
แผนร้ายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อนางถูกกล่าวหาอย่างหนักจำเป็นต้องมีการตรวจพิสูจน์ต่อหน้าผู้คนในทันทีเมื่อการตั้งครรภ์ของนางได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง ต่อให้อีกหลายเดือนต่อมานางจะไม่มีลูกจะให้คลอดอีกฝ่ายย่อมมีข้อกล่าวหาอื่นมารองรับอยู่ดี
เช่น...ข้อกล่าวหาที่ว่านางท้องกับผู้อื่นจนต้องเอาเด็กออก!
ข้อสันนิษฐานนี้ทำให้ซูอันหนิงตกใจไม่น้อยก่อนจะพบว่าเป็นไปได้มากที่นางจะตกไปในหลุมพรางหากเพิกเฉยไม่สนใจ
หญิงสาวเช็ดฝ่ามือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อบนกระโปรงเมื่อก่อนนางใช้ชีวิตอย่างประมาทเกินไป สบายจนเคยตัวจึงไม่รู้จักระมัดระวังลืมไปได้อย่างไรว่าที่นั่นคือวังหลวง เป็นสถานที่กลืนกินผู้คนโดยไม่คายกระดูก
ลี่หนานมองด้วยสีหน้ากังวลของนายหญิงจนคิ้วขมวดเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า “หวางเฟย นอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ”
ซูอันหนิงส่ายหน้า“ไปเชิญหมอหลวงเซี่ยมาพบข้า”
ลี่หนานไม่เข้าใจแต่ปฏิบัติตามคำสั่งทันที
ซูอันหนิงย้ายไปรอที่ห้องรับรอง ไม่นานหมอหลวงเซี่ยก็อุ้มหีบยาเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเซียวบ่งบอกว่ายังตกใจไม่หาย
“หมอหลวงเซี่ย นั่งลงก่อน”
“ขอบพระทัยหวางเฟย”หมอหลวงเซี่ยประสานมือโค้งเอว ก่อนจะนั่งลงอย่างหมิ่นเหม่
หญิงสาวแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความหวาดระแวงของเขาเอ่ยเข้าประเด็นทันที “ข้าจะกล่าวอย่างไม่ปิดบังในงานเลี้ยงตงจื้อข้าได้ดื่มชาบางชนิดเข้าไปในปริมาณมาก ชากานั้น มีรสหวานหอมกลิ่นผลไม้แห้ง และติดกลิ่นดินที่ปลายลิ้น”
หมอหลวงเซี่ยทวนคำแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมองพระชายาด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ท่านรู้หรือไม่ว่าชานั้นคืออะไร”ซูอันหนิงถาม
“หากอนุมานตามสิ่งที่หวางเฟยกล่าวมาอาจมีพุทราแห้ง ลำไยแห้ง ตังกุย หรืออาจจะมีชาผู่เอ๋อร์หรือไม่มีก็ได้สรรพคุณของชานี้คือบำรุงโลหิตสำหรับสตรี”
หมอหลวงเซี่ยชะงักดวงตาขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อนึกถึงยาบำรุงเลือดที่ตนจ่ายให้พระชายาหมอชราก็โพล่งออกมา “เป็นเช่นนี้เอง...เป็นเช่นนี้เอง!”
ซูอันหนิงโน้มตัวมาข้างหน้ามือจับที่เท้าแขนเก้าอี้แน่น “คืออะไร”
“ทูลหวางเฟยชีพจรของพระองค์อาจเกิดจากการบำรุงมากเกินไปจริงๆหากหยุดยาไม่นานชีพจรก็จะกลับมาปกติเองพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงขมวดคิ้วนางบาดเจ็บไม่อาจหยุดยาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน หรือว่า...การที่อีกฝ่ายตีนางจนบาดเจ็บเลือดออกก็คือหนึ่งในแผนการเหมือนกัน
ทำให้นางได้รับยาบำรุงอย่างต่อเนื่องอาการชีพจรมงคลนี้ก็จะคงอยู่ไปอีกหลายวัน
ซูอันหนิงมองหมอหลวงเซี่ยอย่างข่มอารมณ์เอ่ยถามว่า
“เจ้าเป็นหมอจะต้องรู้ความร้ายแรงของเรื่องนี้เป็นแน่ ข้าจะถูกสงสัยว่าท้องไม่ได้...ไม่ใช่! ข้าจะมีอาการชีพจรมงคลไม่ได้ มีคนกำลังเล่นงานจวนอ๋องสร้างเรื่องใส่ร้ายข้า ทำให้หวางเย่อับอาย แต่ข้อหานี้ร้ายแรงเกินไปร้ายแรงเพียงพอจะฆ่าข้าได้เลย”
หมอหลวงเซี่ยก้มหน้าท่าทางวิตกกังวลไม่น้อย
“เจ้าและข้าก็เหมือนตั๊กแตนที่ผูกอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน[1] หากข้ามีมลทินเจ้าย่อมไม่รอดอย่าว่าแต่หวางเย่จะไม่ปล่อยเจ้าไปบิดาข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าเช่นกัน”
ซูอันหนิงไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะมานั่งข่มขู่คนอื่นเช่นนี้ทว่าต่อให้นางไม่คิดทำ แต่สองคนที่นางกล่าวถึงย่อมไม่ปล่อยหมอหลวงเซี่ยไปจริงๆมิสู้ชี้ให้อีกฝ่ายมองเห็นผลกระทบแล้วยอมร่วมมือด้วยอย่างเต็มใจจะดีกว่า
“หากข้าบริสุทธิ์พวกเราจะผ่านเคราะห์ภัยในครั้งนี้ไปด้วยกัน”
“แต่ว่า...” หมอหลวงเซี่ยกำชายแขนเสื้อของตนเองแน่นก้มหน้าครุ่นคิด
ยามนี้เขาถูกบังคับให้พำนักในจวนอ๋องโดนมัดติดกับจวนอ๋องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว หากพระชายาเป็นอะไรเขาจะต้องรับแรงพิโรธจากฮั่นอ๋อง แล้วยังอาจถูกราชสำนักปิดปากข่าวฉาวของราชวงศ์ไม่ควรถูกเล่าลือออกไป
มีแต่ต้องทำให้ข้อกล่าวหานี้เป็นเท็จเท่านั้นจึงจะปลอดภัยอย่างแท้จริง
หมอชราหัวใจเต้นแรงเขาขยับก้นให้นั่งตัวตรง ประสานมือกล่าวเสียงขรึม
“หวางเฟยอยากให้กระหม่อมทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ”
“จัดยาที่สามารถสลายฤทธิ์ยาบำรุงเหล่านั้นให้ข้าจะต้องมีฤทธิ์เพียงพอให้ลบล้างอาการชีพจรมงคลได้พรุ่งนี้หากมีข่าวลือเกิดขึ้นในเมือง ไม่ว่าหมอคนใดมาจับชีพจรให้ข้าจะต้องไม่มีข้าผิดพลาด”
ขนบนต้นคอของหมอหลวงเซี่ยตั้งชันขึ้นจู่ๆ ก็เวียนหัวหน้ามืดขึ้นมาวูบหนึ่ง รีบปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณ“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ไม่ได้เด็ดขาด แบบนั้นอันตรายเกินไป”
“เช่นนั้นท่านมีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ”ซูอันหนิงถามแทงใจดำ
หมอหลวงเซี่ยอึ้งงันเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ลูบใบหน้าแรงๆ เหมือนต้องการปลุกสติ เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า“หากกระหม่อมจัดยานั้น หวางเฟยจะต้องทนเจ็บปวดบาดแผลแผลนี้ก็จะหายช้ากว่าเดิมนะพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของซูอันหนิงเรียบนิ่งนางดูเยือกเย็นกว่าครั้งไหนๆเหมือนได้ตัดสินใจไปแล้วและจะไม่มีวันเปลี่ยนความตั้งใจเด็ดขาด
“เจ็บก็ต้องทน ไม่งั้นก็ต้องตาย”
หมอหลวงเซี่ยจ้องนางตาค้างริมฝีปากของหมอชราสั่นระริกกว่าจะควบคุมตนเองให้สงบเยือกเย็นลงได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน
“กระหม่อมยังต้องเตือนหวางเฟยอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะหากผู้มีครรภ์อ่อนดื่มยานี้จะทำให้แท้งได้ แม้หวางเฟยจะไม่มีครรภ์ขอเพียงใครสักคนรู้ว่าพระองค์ดื่มยาเข้าไปก็อาจถูกปรักปรำว่าตั้งใจเอาเด็กออกก็เป็นได้”
“ข้าดื่มยาอะไร จะมีคนรู้ได้ด้วยหรือ”
“สามารถตรวจประวัติการรักษาใบสั่งยาและดูกากยาได้พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงนิ่วหน้า ด้านหน้าคือเสือ...ด้านหลังคือเหวไม่ว่าจะหันไปทางใดชีวิตก็แขวนบนเส้นด้ายอยู่ดี
หญิงสาวก้มหน้ากุมหน้าผากนวดคลึงเบาๆเพื่อคลายอาการปวด
หมอหลวงเซี่ยเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเขามองพระชายาฮั่นอ๋องด้วยสายตาเป็นกังวล “หวางเฟยต้องรีบพักผ่อนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะฝืนพระองค์เช่นนี้ไม่ดีต่อร่างกายเลย”
“ไม่ได้!...เวลาไม่คอยท่า”
หมอหลวงเซี่ยนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าขัดแย้งในตัวเอง “ยังดีที่ตอนนี้หวางเย่ก็ป่วยอยู่เช่นกันยังพอมีวิธีตบตาอยู่บ้าง แต่จะต้องให้หวางเย่ร่วมมือ”
ซูอันหนิงนิ่งเงียบหากจูเกาเซวียนรู้สิ่งที่นางกำลังจะทำ...เขาจะยอมหรือ
ถ้าเขาห้ามปรามแผนการนี้ของนางก็จะถูกขัดขวางแต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากเขาหมอหลวงก็คงไม่ยินดีจะช่วย
นางเหลือบมองหมอหลวงเซี่ยเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ข้าจะปรึกษาหวางเย่เอง หมอหลวงเซี่ยเตรียมตัวทำตามแผนเถิด”
หลังจากหมอหลวงเซี่ยออกไปแล้วหม่าหมัวมัวก็เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “หวางเฟยเพคะร่างกายของท่านทนไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ หวางเย่ไม่มีทางยินยอมหม่อมฉันคิดว่าหาทางอื่นจะดีกว่า หรือไม่ก็...ทูลฮองเฮาให้ทรงทราบชิงฟ้องก่อนย่อมได้เปรียบ”
ซูอันหนิงหลุบตาลง ขนตาของนางสั่นนิดๆ
นึกถึงตอนที่นางล้มหมดแรงอยู่ข้างขบวนเสด็จฮองเฮาดูจะประหลาดใจไม่น้อยที่พบนางในสภาพนั้น หลังจากนางรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นพระนางไม่ได้สั่งให้หาตัวคนร้ายทันที เพียงหันไปถามนางข้าหลวงข้างกาย
มีคนเข้ามากระซิบรายงานหลังจากฟังจบพระนางก็สั่งให้เคลื่อนขบวนย้อนกลับไปทางประตูหน้าเพื่อจัดการเรื่องวุ่นวายที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยพระองค์เอง
จนถึงตอนนี้ซูอันหนิงก็ยังไม่แน่ใจนักว่าฮองเฮาสามารถเชื่อได้มากน้อยเพียงใด
นางได้สัมผัสขอบเหวแห่งความตายมาแล้วและรู้ซึ้งว่าการพึ่งพาผู้อื่น มิสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง
ซูอันหนิงส่ายหน้า“หมัวมัวไปเชิญหวางเย่เถิด ข้าจะคุยกับหวางเย่เอง”
ยามที่จูเกาเซวียนมาถึงซูอันหนิงเพิ่งจะวางปากกาขนนกลง เขาเดินเข้ามานั่งข้างนางบนตั่งริมหน้าต่างมองสีหน้าซีดขาวของนางอย่างละเอียดลออ
“เจ้าไม่พักผ่อนเหตุใดถึงมีเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ทำมากนัก” เขาบ่นอย่างไม่จริงจังอันใดพลางยกมือขึ้นแตะหางตานาง “อยากสนทนาเรื่องใดกับข้าหรือ”
ซูอันหนิงไม่หลบเลี่ยงเขาอย่างหาได้ยากนางเพียงเอ่ยเข้าเรื่องทันที “ข้าคิดว่าต่อให้สายลับถูกจับแต่ข่าวลือคงจะต้องแพร่ออกไปอยู่ดี อีกฝ่ายวางแผนมาอย่างดีแล้วและรู้ดีว่าข้าจะต้องมีอาการชีพจรมงคลเป็นแน่”
นางดึงมือใหญ่ที่ลูบปอยผมข้างขมับลงมาจับไว้กล่าวต่อไปว่า “หากมีข่าวลือกระจายออกไป หวางเย่มีแผนรับมืออย่างไรเพคะ”
ชายหนุ่มมองมือที่ถูกกุม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าจะสลายข่าวลือเอง เหมือนตอนนั้น...”
“ตอนนั้นข้าไม่มีใครจริงๆแต่ยามนี้ข้ามีอาการชีพจรมงคล” ซูอันหนิงกล่าวแทรก
ทั้งคู่นิ่งเงียบจูเกาเซวียนมองแวววิตกกังวลในดวงตานาง แล้วจึงพลิกมือเป็นฝ่ายกุมมือนางไว้เอง
“หวางเฟยอย่ากลัวไปเลยชีพจรมงคลอะไร...ของปลอมก็คือของปลอม ท้องจริงต้องมีเด็กเจ้าไม่ได้ท้องจริงเสียหน่อยจะวิตกไปไย”
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากบุรุษผู้นี้เหตุใดจึงไม่เข้าใจเล่ห์กลสตรีเรือนหลังกันนะ
นางไม่ใช่เพียงภรรยาของเขาแต่ยังเป็นสะใภ้ราชวงศ์ด้วยความเชื่อใจจากเขาเพียงคนเดียวไม่เพียงพอให้มีชีวิตรอดในถ้ำเสือบึงมังกรได้เสียหน่อย
“ข้าคิดว่า...” นางเอ่ยอย่างลังเล
จูเกาเซวียนเห็นความมั่นใจที่นางแสดงออกมาทางสายตาหัวใจก็วูบหวิวเขารีบให้คำรับรองแก่นางทันที
“ไม่ต้องกลัวข่าวลือเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ให้เกิดได้ยากก็จริงแต่จะไม่มีใครสงสัยว่าเด็กเป็นลูกข้าหรือไม่ ข้ารับรองว่าเป็นลูกข้าผู้ใดจะทำอันใดได้ ชีพจรที่ไม่ใช่ของจริง ไม่อาจตัดสินว่าเจ้าท้องกี่เดือนหวางเฟยอย่าห่วงไปเลย”
ซูอันหนิงขอบตาร้อนผ่าวนางกะพริบตาถี่ก้มหน้าหลบสายตาของเขา แม้คำพูดของเขาจะน่าฟังและชวนให้คนอุ่นใจแต่นางก็ยังรู้สึกกระสับกระส่ายไม่สบายใจอยู่ดี
ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ในเมื่อเขาไม่เห็นด้วยกับแผนรับมือ...นางก็จะทำมันคนเดียว
“ข้าเข้าใจแล้ว...”ซูอันหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขา
จูเกาเซวียนแตะหางตาแดงเรื่อของนางเขารู้สึกว่านางกำลังตัดสินใจทำบางอย่างที่อันตรายอยู่แต่ยามนี้นางบาดเจ็บจะทำเรื่องอันตรายอันใดได้อีก...เขาอาจคิดมากไปเอง
ชายหนุ่มเหลือบมองกระดาษที่นางขีดเขียนบางอย่างค้างไว้จึงหยิบขึ้นมาดู“นี่คือ...”
“แผนภูมิต้นไม้เพคะ”ซูอันหนิงตอบอย่างไม่ปิดบัง
นางกำลังวาดแผนภูมิอนุมานเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นรวมไปถึงผลลัพธ์ของแต่ละเหตุการณ์
“ต้นไม้หรือ... ไม่เห็นเหมือนเลย”เขาเบือนสายตากลับมาหานาง เอ่ยว่า “หวางเฟยนอนพักเถิดอย่าหักโหมนักเลยเจ้าซีดเซียวไปทั้งตัวแล้ว”
จูเกาเซวียนอยู่ดูจนนางหลับไปเขามองกระดาษที่นางวาดภาพประหลาดแผ่นนั้นอีกครั้งนางเขียนด้วยอักษรพิการเขาจึงอ่านไม่ออก แต่ความอยากรู้ทำให้เขาไม่อาจจากไปเฉยๆได้ จึงหยิบกระดาษแผ่นนั้นกลับมาที่ห้องหนังสือด้วย
[1] ตั๊กแตนที่ผูกอยู่บนเชือกเส้นเดียวกันเป็นสำนวนจีน หมายความว่า อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จะดีหรือร้ายต้องเผชิญร่วมกันหากคนหนึ่งเดือดร้อน อีกคนก็หนีไม่พ้นผลกระทบนั้น ตรงกับสำนวนไทยที่ว่าลงเรือลำเดียวกัน