ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 35.1 หรือจะเป็นบทละครที่ยังดำเนินอยู่


            ซูอันหนิงมองลานหินหน้าเรือนอย่างครุ่นคิดคนสอดแนมถูกจับ ข่าวการตั้งครรภ์ก็จะไม่แพร่ออกไปแล้วหรือ...นางกลับไม่คิดเช่นนั้น

            นางไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆแต่มีคนทำให้นางดูเหมือนกำลังตั้งครรภ์และมันทำสำเร็จแล้วเหลือเพียงทำให้คนรู้กันทั้งเมืองเท่านั้น

            ชาร้อนกานั้นที่นางดื่มในงานเลี้ยงตงจื้ออาจไม่ใช่ชาธรรมดาอย่างที่คิดหากนี่คือแผนการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก แต่การปล่อยข่าวลือจะมีประโยชน์อันใดถึงอย่างไรนางก็ไม่ท้องจริงๆ

            ซูอันหนิงขมวดคิ้วยิ่งคิดแผลที่ท้ายทอยก็ยิ่งปวด นางอยากล้มตัวลงนอนพักผ่อนสักครู่หนึ่ง แต่ความกังวลในใจไม่อนุญาตให้นางหย่อนยานหายนะยังรออยู่ข้างหน้า ถ้าไม่รีบคิดให้ออกนางจะต้องตกลงไปในกับดักของอีกฝ่ายเป็นแน่

            แผนจับชู้พลาดไปครั้งหนึ่งแล้วแต่มันไม่กระทบต่อการปล่อยข่าวลือว่านางตั้งท้องแม้แต่น้อย

            แผนร้ายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อนางถูกกล่าวหาอย่างหนักจำเป็นต้องมีการตรวจพิสูจน์ต่อหน้าผู้คนในทันทีเมื่อการตั้งครรภ์ของนางได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง ต่อให้อีกหลายเดือนต่อมานางจะไม่มีลูกจะให้คลอดอีกฝ่ายย่อมมีข้อกล่าวหาอื่นมารองรับอยู่ดี

            เช่น...ข้อกล่าวหาที่ว่านางท้องกับผู้อื่นจนต้องเอาเด็กออก!

            ข้อสันนิษฐานนี้ทำให้ซูอันหนิงตกใจไม่น้อยก่อนจะพบว่าเป็นไปได้มากที่นางจะตกไปในหลุมพรางหากเพิกเฉยไม่สนใจ

            หญิงสาวเช็ดฝ่ามือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อบนกระโปรงเมื่อก่อนนางใช้ชีวิตอย่างประมาทเกินไป สบายจนเคยตัวจึงไม่รู้จักระมัดระวังลืมไปได้อย่างไรว่าที่นั่นคือวังหลวง เป็นสถานที่กลืนกินผู้คนโดยไม่คายกระดูก

            ลี่หนานมองด้วยสีหน้ากังวลของนายหญิงจนคิ้วขมวดเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า “หวางเฟย นอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ”

            ซูอันหนิงส่ายหน้า“ไปเชิญหมอหลวงเซี่ยมาพบข้า”

            ลี่หนานไม่เข้าใจแต่ปฏิบัติตามคำสั่งทันที

            ซูอันหนิงย้ายไปรอที่ห้องรับรอง ไม่นานหมอหลวงเซี่ยก็อุ้มหีบยาเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเซียวบ่งบอกว่ายังตกใจไม่หาย

            “หมอหลวงเซี่ย นั่งลงก่อน”

            “ขอบพระทัยหวางเฟย”หมอหลวงเซี่ยประสานมือโค้งเอว ก่อนจะนั่งลงอย่างหมิ่นเหม่

            หญิงสาวแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความหวาดระแวงของเขาเอ่ยเข้าประเด็นทันที “ข้าจะกล่าวอย่างไม่ปิดบังในงานเลี้ยงตงจื้อข้าได้ดื่มชาบางชนิดเข้าไปในปริมาณมาก ชากานั้น มีรสหวานหอมกลิ่นผลไม้แห้ง และติดกลิ่นดินที่ปลายลิ้น”

            หมอหลวงเซี่ยทวนคำแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมองพระชายาด้วยสีหน้าตกตะลึง

            “ท่านรู้หรือไม่ว่าชานั้นคืออะไร”ซูอันหนิงถาม

            “หากอนุมานตามสิ่งที่หวางเฟยกล่าวมาอาจมีพุทราแห้ง ลำไยแห้ง ตังกุย หรืออาจจะมีชาผู่เอ๋อร์หรือไม่มีก็ได้สรรพคุณของชานี้คือบำรุงโลหิตสำหรับสตรี”

            หมอหลวงเซี่ยชะงักดวงตาขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อนึกถึงยาบำรุงเลือดที่ตนจ่ายให้พระชายาหมอชราก็โพล่งออกมา “เป็นเช่นนี้เอง...เป็นเช่นนี้เอง!”

            ซูอันหนิงโน้มตัวมาข้างหน้ามือจับที่เท้าแขนเก้าอี้แน่น “คืออะไร”

            “ทูลหวางเฟยชีพจรของพระองค์อาจเกิดจากการบำรุงมากเกินไปจริงๆหากหยุดยาไม่นานชีพจรก็จะกลับมาปกติเองพ่ะย่ะค่ะ”

            ซูอันหนิงขมวดคิ้วนางบาดเจ็บไม่อาจหยุดยาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน หรือว่า...การที่อีกฝ่ายตีนางจนบาดเจ็บเลือดออกก็คือหนึ่งในแผนการเหมือนกัน

            ทำให้นางได้รับยาบำรุงอย่างต่อเนื่องอาการชีพจรมงคลนี้ก็จะคงอยู่ไปอีกหลายวัน

            ซูอันหนิงมองหมอหลวงเซี่ยอย่างข่มอารมณ์เอ่ยถามว่า

            “เจ้าเป็นหมอจะต้องรู้ความร้ายแรงของเรื่องนี้เป็นแน่ ข้าจะถูกสงสัยว่าท้องไม่ได้...ไม่ใช่! ข้าจะมีอาการชีพจรมงคลไม่ได้ มีคนกำลังเล่นงานจวนอ๋องสร้างเรื่องใส่ร้ายข้า ทำให้หวางเย่อับอาย แต่ข้อหานี้ร้ายแรงเกินไปร้ายแรงเพียงพอจะฆ่าข้าได้เลย”

            หมอหลวงเซี่ยก้มหน้าท่าทางวิตกกังวลไม่น้อย

            “เจ้าและข้าก็เหมือนตั๊กแตนที่ผูกอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน[1] หากข้ามีมลทินเจ้าย่อมไม่รอดอย่าว่าแต่หวางเย่จะไม่ปล่อยเจ้าไปบิดาข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าเช่นกัน”

            ซูอันหนิงไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะมานั่งข่มขู่คนอื่นเช่นนี้ทว่าต่อให้นางไม่คิดทำ แต่สองคนที่นางกล่าวถึงย่อมไม่ปล่อยหมอหลวงเซี่ยไปจริงๆมิสู้ชี้ให้อีกฝ่ายมองเห็นผลกระทบแล้วยอมร่วมมือด้วยอย่างเต็มใจจะดีกว่า

            “หากข้าบริสุทธิ์พวกเราจะผ่านเคราะห์ภัยในครั้งนี้ไปด้วยกัน”

            “แต่ว่า...” หมอหลวงเซี่ยกำชายแขนเสื้อของตนเองแน่นก้มหน้าครุ่นคิด

            ยามนี้เขาถูกบังคับให้พำนักในจวนอ๋องโดนมัดติดกับจวนอ๋องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว หากพระชายาเป็นอะไรเขาจะต้องรับแรงพิโรธจากฮั่นอ๋อง แล้วยังอาจถูกราชสำนักปิดปากข่าวฉาวของราชวงศ์ไม่ควรถูกเล่าลือออกไป

            มีแต่ต้องทำให้ข้อกล่าวหานี้เป็นเท็จเท่านั้นจึงจะปลอดภัยอย่างแท้จริง

            หมอชราหัวใจเต้นแรงเขาขยับก้นให้นั่งตัวตรง ประสานมือกล่าวเสียงขรึม

            “หวางเฟยอยากให้กระหม่อมทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ”

            “จัดยาที่สามารถสลายฤทธิ์ยาบำรุงเหล่านั้นให้ข้าจะต้องมีฤทธิ์เพียงพอให้ลบล้างอาการชีพจรมงคลได้พรุ่งนี้หากมีข่าวลือเกิดขึ้นในเมือง ไม่ว่าหมอคนใดมาจับชีพจรให้ข้าจะต้องไม่มีข้าผิดพลาด”

            ขนบนต้นคอของหมอหลวงเซี่ยตั้งชันขึ้นจู่ๆ ก็เวียนหัวหน้ามืดขึ้นมาวูบหนึ่ง รีบปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณ“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ไม่ได้เด็ดขาด แบบนั้นอันตรายเกินไป”

            “เช่นนั้นท่านมีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ”ซูอันหนิงถามแทงใจดำ

            หมอหลวงเซี่ยอึ้งงันเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ลูบใบหน้าแรงๆ เหมือนต้องการปลุกสติ เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า“หากกระหม่อมจัดยานั้น หวางเฟยจะต้องทนเจ็บปวดบาดแผลแผลนี้ก็จะหายช้ากว่าเดิมนะพ่ะย่ะค่ะ”

            ใบหน้าของซูอันหนิงเรียบนิ่งนางดูเยือกเย็นกว่าครั้งไหนๆเหมือนได้ตัดสินใจไปแล้วและจะไม่มีวันเปลี่ยนความตั้งใจเด็ดขาด

            “เจ็บก็ต้องทน ไม่งั้นก็ต้องตาย”

            หมอหลวงเซี่ยจ้องนางตาค้างริมฝีปากของหมอชราสั่นระริกกว่าจะควบคุมตนเองให้สงบเยือกเย็นลงได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน

            “กระหม่อมยังต้องเตือนหวางเฟยอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะหากผู้มีครรภ์อ่อนดื่มยานี้จะทำให้แท้งได้ แม้หวางเฟยจะไม่มีครรภ์ขอเพียงใครสักคนรู้ว่าพระองค์ดื่มยาเข้าไปก็อาจถูกปรักปรำว่าตั้งใจเอาเด็กออกก็เป็นได้”

            “ข้าดื่มยาอะไร จะมีคนรู้ได้ด้วยหรือ”

            “สามารถตรวจประวัติการรักษาใบสั่งยาและดูกากยาได้พ่ะย่ะค่ะ”

            ซูอันหนิงนิ่วหน้า ด้านหน้าคือเสือ...ด้านหลังคือเหวไม่ว่าจะหันไปทางใดชีวิตก็แขวนบนเส้นด้ายอยู่ดี

            หญิงสาวก้มหน้ากุมหน้าผากนวดคลึงเบาๆเพื่อคลายอาการปวด

            หมอหลวงเซี่ยเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเขามองพระชายาฮั่นอ๋องด้วยสายตาเป็นกังวล “หวางเฟยต้องรีบพักผ่อนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะฝืนพระองค์เช่นนี้ไม่ดีต่อร่างกายเลย”

            “ไม่ได้!...เวลาไม่คอยท่า”

            หมอหลวงเซี่ยนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าขัดแย้งในตัวเอง “ยังดีที่ตอนนี้หวางเย่ก็ป่วยอยู่เช่นกันยังพอมีวิธีตบตาอยู่บ้าง แต่จะต้องให้หวางเย่ร่วมมือ”

            ซูอันหนิงนิ่งเงียบหากจูเกาเซวียนรู้สิ่งที่นางกำลังจะทำ...เขาจะยอมหรือ

            ถ้าเขาห้ามปรามแผนการนี้ของนางก็จะถูกขัดขวางแต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากเขาหมอหลวงก็คงไม่ยินดีจะช่วย

            นางเหลือบมองหมอหลวงเซี่ยเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ข้าจะปรึกษาหวางเย่เอง หมอหลวงเซี่ยเตรียมตัวทำตามแผนเถิด”

            หลังจากหมอหลวงเซี่ยออกไปแล้วหม่าหมัวมัวก็เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “หวางเฟยเพคะร่างกายของท่านทนไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ หวางเย่ไม่มีทางยินยอมหม่อมฉันคิดว่าหาทางอื่นจะดีกว่า หรือไม่ก็...ทูลฮองเฮาให้ทรงทราบชิงฟ้องก่อนย่อมได้เปรียบ”

            ซูอันหนิงหลุบตาลง ขนตาของนางสั่นนิดๆ

            นึกถึงตอนที่นางล้มหมดแรงอยู่ข้างขบวนเสด็จฮองเฮาดูจะประหลาดใจไม่น้อยที่พบนางในสภาพนั้น หลังจากนางรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นพระนางไม่ได้สั่งให้หาตัวคนร้ายทันที เพียงหันไปถามนางข้าหลวงข้างกาย

            มีคนเข้ามากระซิบรายงานหลังจากฟังจบพระนางก็สั่งให้เคลื่อนขบวนย้อนกลับไปทางประตูหน้าเพื่อจัดการเรื่องวุ่นวายที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยพระองค์เอง

            จนถึงตอนนี้ซูอันหนิงก็ยังไม่แน่ใจนักว่าฮองเฮาสามารถเชื่อได้มากน้อยเพียงใด

             นางได้สัมผัสขอบเหวแห่งความตายมาแล้วและรู้ซึ้งว่าการพึ่งพาผู้อื่น มิสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง

             ซูอันหนิงส่ายหน้า“หมัวมัวไปเชิญหวางเย่เถิด ข้าจะคุยกับหวางเย่เอง”

     

            ยามที่จูเกาเซวียนมาถึงซูอันหนิงเพิ่งจะวางปากกาขนนกลง เขาเดินเข้ามานั่งข้างนางบนตั่งริมหน้าต่างมองสีหน้าซีดขาวของนางอย่างละเอียดลออ

            “เจ้าไม่พักผ่อนเหตุใดถึงมีเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ทำมากนัก” เขาบ่นอย่างไม่จริงจังอันใดพลางยกมือขึ้นแตะหางตานาง “อยากสนทนาเรื่องใดกับข้าหรือ”

            ซูอันหนิงไม่หลบเลี่ยงเขาอย่างหาได้ยากนางเพียงเอ่ยเข้าเรื่องทันที “ข้าคิดว่าต่อให้สายลับถูกจับแต่ข่าวลือคงจะต้องแพร่ออกไปอยู่ดี อีกฝ่ายวางแผนมาอย่างดีแล้วและรู้ดีว่าข้าจะต้องมีอาการชีพจรมงคลเป็นแน่”

            นางดึงมือใหญ่ที่ลูบปอยผมข้างขมับลงมาจับไว้กล่าวต่อไปว่า “หากมีข่าวลือกระจายออกไป หวางเย่มีแผนรับมืออย่างไรเพคะ”

            ชายหนุ่มมองมือที่ถูกกุม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าจะสลายข่าวลือเอง เหมือนตอนนั้น...”

            “ตอนนั้นข้าไม่มีใครจริงๆแต่ยามนี้ข้ามีอาการชีพจรมงคล” ซูอันหนิงกล่าวแทรก

            ทั้งคู่นิ่งเงียบจูเกาเซวียนมองแวววิตกกังวลในดวงตานาง แล้วจึงพลิกมือเป็นฝ่ายกุมมือนางไว้เอง

            “หวางเฟยอย่ากลัวไปเลยชีพจรมงคลอะไร...ของปลอมก็คือของปลอม ท้องจริงต้องมีเด็กเจ้าไม่ได้ท้องจริงเสียหน่อยจะวิตกไปไย”

            ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากบุรุษผู้นี้เหตุใดจึงไม่เข้าใจเล่ห์กลสตรีเรือนหลังกันนะ

            นางไม่ใช่เพียงภรรยาของเขาแต่ยังเป็นสะใภ้ราชวงศ์ด้วยความเชื่อใจจากเขาเพียงคนเดียวไม่เพียงพอให้มีชีวิตรอดในถ้ำเสือบึงมังกรได้เสียหน่อย

            “ข้าคิดว่า...” นางเอ่ยอย่างลังเล

            จูเกาเซวียนเห็นความมั่นใจที่นางแสดงออกมาทางสายตาหัวใจก็วูบหวิวเขารีบให้คำรับรองแก่นางทันที

            “ไม่ต้องกลัวข่าวลือเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ให้เกิดได้ยากก็จริงแต่จะไม่มีใครสงสัยว่าเด็กเป็นลูกข้าหรือไม่ ข้ารับรองว่าเป็นลูกข้าผู้ใดจะทำอันใดได้ ชีพจรที่ไม่ใช่ของจริง ไม่อาจตัดสินว่าเจ้าท้องกี่เดือนหวางเฟยอย่าห่วงไปเลย”

             ซูอันหนิงขอบตาร้อนผ่าวนางกะพริบตาถี่ก้มหน้าหลบสายตาของเขา แม้คำพูดของเขาจะน่าฟังและชวนให้คนอุ่นใจแต่นางก็ยังรู้สึกกระสับกระส่ายไม่สบายใจอยู่ดี

            ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น

            ในเมื่อเขาไม่เห็นด้วยกับแผนรับมือ...นางก็จะทำมันคนเดียว

            “ข้าเข้าใจแล้ว...”ซูอันหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขา

            จูเกาเซวียนแตะหางตาแดงเรื่อของนางเขารู้สึกว่านางกำลังตัดสินใจทำบางอย่างที่อันตรายอยู่แต่ยามนี้นางบาดเจ็บจะทำเรื่องอันตรายอันใดได้อีก...เขาอาจคิดมากไปเอง

            ชายหนุ่มเหลือบมองกระดาษที่นางขีดเขียนบางอย่างค้างไว้จึงหยิบขึ้นมาดู“นี่คือ...”

            “แผนภูมิต้นไม้เพคะ”ซูอันหนิงตอบอย่างไม่ปิดบัง

            นางกำลังวาดแผนภูมิอนุมานเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นรวมไปถึงผลลัพธ์ของแต่ละเหตุการณ์

            “ต้นไม้หรือ... ไม่เห็นเหมือนเลย”เขาเบือนสายตากลับมาหานาง เอ่ยว่า “หวางเฟยนอนพักเถิดอย่าหักโหมนักเลยเจ้าซีดเซียวไปทั้งตัวแล้ว”

            จูเกาเซวียนอยู่ดูจนนางหลับไปเขามองกระดาษที่นางวาดภาพประหลาดแผ่นนั้นอีกครั้งนางเขียนด้วยอักษรพิการเขาจึงอ่านไม่ออก แต่ความอยากรู้ทำให้เขาไม่อาจจากไปเฉยๆได้ จึงหยิบกระดาษแผ่นนั้นกลับมาที่ห้องหนังสือด้วย


    [1] ตั๊กแตนที่ผูกอยู่บนเชือกเส้นเดียวกันเป็นสำนวนจีน หมายความว่า อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จะดีหรือร้ายต้องเผชิญร่วมกันหากคนหนึ่งเดือดร้อน อีกคนก็หนีไม่พ้นผลกระทบนั้น ตรงกับสำนวนไทยที่ว่าลงเรือลำเดียวกัน

    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786