ตอนที่ 3 ท่านแม่เจี่ยนซื่อหลั่งน้ำตา (1)
่ฤกษ์งามในการส่งตัวเ้าสาวของวันมงคลนี้ได้มาถึงแล้ว แต่ชุดวิวาห์กลับหายไป ทั้งตระกูลเกาและตระกูลจางต่างพากันตื่นตระหนก หลังค้นหาทั่วเรือนอย่างไร้ผล ตระกูลเกาทำได้เพียงส่งคนกลับไปเตรียมชุดใหม่โดยเร็วที่สุด
แน่นอนว่าพ่อบ้านเฒ่าไม่ได้อยู่เฉย ในสถานที่เล็กเท่าฝ่ามือเช่นนี้ ชุดแต่งงานจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร ทว่าหลังค้นหาในห้องของจางซิ่วและเจอเข้ากับกองผ้าไหมสีแดงสภาพเละเทะกองหนึ่ง ทั้งสองตระกูลก็พลอยเงียบกริบ
เหยียนจื่อม่อเห็นชุดแต่งงานสีแดงอ่อนที่ถูกทำลายจนเละเทะ น้ำตาพลันรินไหล ทั้งร่างทรุดลงกับพื้นเสียงดังตุบ “ท่านแม่ ถึงน้องหญิงไม่อยากให้ลูกสวมชุดแต่งงานชุดนี้ แต่นางจะทำแบบนี้ไม่ได้นะเ้าคะ!”
“เ้าพูดเื่ไร้สาระอะไร เหตุใดจึงเป็ฝีมือของน้องหญิงเ้าไปได้เล่า…”
จางซื่อถลึงตามองอย่างดุร้าย เหยียนจื่อม่อจึงถอยไปหลายก้าวด้วยท่าทางขวัญผวา ใบหน้าพริ้มเพราซีดขาวฉับพลัน อีกทั้งชุดผ้าป่านที่เคยสะอาดสะอ้านยามนี้กลับเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย
พ่อบ้านตระกูลเกาเห็นสภาพดูไม่ได้ของนางก็ขมวดคิ้วแน่น ชำเลืองมองจางซื่อด้วยสีหน้าไม่พอใจแวบหนึ่ง ตอนนั้นเองจางซิ่วชี้หน้าพร้อมสบถด่าเหยียนจื่อม่อ
“เหตุใดสิ่งนี้ถึงมาอยู่ในห้องข้าได้ ข้าตัดมันเสร็จก็วางกลับไปแล้วแท้ๆ มันจะมาอยู่ในห้องข้าได้อย่างไร ต้องเป็เ้า…ต้องเป็เ้าแน่…”
จางซื่อมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของบุตรสาวคนเล็ก ก่อนจะรีบก้าวเท้าเข้าไปปิดปากนาง แต่ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาแล้วย่อมไม่อาจคืนกลับไปได้
ั์ตาเหยียนจื่อม่อมองนางอย่างโศกเศร้า นิ้วมือสั่นเทาเล็กน้อยจากความขมขื่นที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม “น้องหญิง เหตุใดเ้าถึงอยากทำลายชุดแต่งงานของข้านักเล่า ข้าบอกแล้วไง ขอเพียงเ้าชอบ ข้าก็ยกให้เ้าได้”
“เ้าพูดบ้าอะไร ใครบอกว่าข้าชอบไม่ทราบ ข้าหรือจะชอบของที่ตาแก่ไร้น้ำยานั่นมอบให้เ้า มิรู้หรือว่าข้ากับซิ่วไฉ[1]หมู่บ้านข้างๆ ได้หารือเื่แต่งงานกันแล้ว”
จางซิ่วพยายามดิ้นออกจากมือของมารดา คล้าย้าอธิบายว่านางไม่มีเจตนาลงมือ ทว่าวาจาของนางกลับทำให้คนตระกูลเกาหน้าเปลี่ยนสี นางหนูนี่ไม่มีสมองเลยหรือไร
“ซิ่วเอ๋อร์ เ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ”
แม้จางซิ่วจะถูกประคบประหงมมาั้แ่เล็กจนโต แต่ยังกลัวมารดาอยู่ไม่น้อย ขอเพียงอีกฝ่ายโกรธขึ้นมาจริงๆ ในใจย่อมหวาดหวั่นจนหัวหด ทว่าเด็กสาวผู้นี้คุ้นเคยกับการออดอ้อนเป็อย่างดี จึงจ้องมองจางซื่ออย่างน่าสงสาร
จางซื่อถูกบุตรสาวมองเช่นนี้ โทสะในอกพลันสลายไป นางหันไปหาพ่อบ้านตระกูลเกาพร้อมรอยยิ้มขออภัย “เมื่อครู่เป็ยายหนูนี่ที่พูดอะไรไม่คิด อย่างไรนางก็เป็แค่เด็กคนหนึ่ง หวังว่าท่านจะไม่ถือสาเอาความ”
เหยียนจื่อม่อได้ยินคำพูดของจางซื่อก็ลอบหัวเราะหยัน มุมปากยกยิ้มเย็นเล็กน้อย “ท่านแม่ ข้ากับน้องหญิงอายุห่างกันเพียงปีเดียว ยามนี้ข้าจะออกเรือนแล้ว นางยังเป็แค่เด็กคนหนึ่งได้อยู่อีกหรือเ้าคะ”
“เ้าหุบปากนะ!”
จางซื่อแผดเสียงออกไปแล้วถึงค่อยสังเกตเห็นสายตาของผู้คนที่มองมา มุมปากจึงกระตุกสั่นสองหน จากนั้นเผยรอยยิ้มที่ดูไม่เป็ธรรมชาตินัก “ม่อเอ๋อร์ละก็! ซิ่วเอ๋อร์เป็น้องหญิงของเ้า เ้าก็ต้องผ่อนปรนให้นางบ้างสิ”
เหยียนจื่อม่อไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่หยาดน้ำตาที่ไหลอย่างอ่อนแรงและท่าทางใจสลายนั้น กลับทำให้ผู้คน้าปกป้องนางอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาพร่างพราวมองจางซื่อไม่วางตา ประหนึ่งอยากรู้ว่าเหตุใดในใจนางจึงลำเอียงถึงเพียงนี้
ครึ่งชั่วยามต่อมา ตระกูลเกาส่งชุดแต่งงานมาใหม่อีกครั้ง เหยียนจื่อม่อเงยหน้ามองท้องฟ้าคราหนึ่ง จากนั้นปล่อยให้แม่สื่อดูแลอาภรณ์และการประทินโฉมในที่สุด
แม้ฤกษ์มงคลจะถูกเลื่อนออกไป แต่สถานการณ์หลังจากนั้นยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น ขณะว่าที่เ้าสาวกำลังขึ้นเกี้ยว จู่ๆ คนกลุ่มใหญ่ก็ควบม้าห้อตะบึงเข้ามาจากถนนสายเล็ก
สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ภาพของบุรุษที่ควบม้ามุ่งหน้ามาพร้อมรถม้าที่วิ่งอยู่บนพื้นหิมะช่างแปลกตาและน่าฉงนใจยิ่งนัก พ่อบ้านตระกูลเกาเป็คนสายตาเฉียบแหลม ครั้นเห็นกลุ่มคนบนหลังม้าคล้ายไม่ได้มาดีก็รีบก้าวเข้าไปประสานมือคารวะ
เชิงอรรถ
^ ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกเพื่อคัดสรรข้าราชการเข้าปกครองในระดับอำเภอ