เสียงหัวใจของผมเต้นดังโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกข้างซ้าย สองมือกอดปึกเอกสารยับยู่ยี่เอาไว้แน่น สองเท้าก้าวไปตามพื้นพรมทางเดินหนานุ่มสีน้ำเงินเข้มที่ทอดยาวมุ่งตรงสู่ห้องทำงานของผู้นำสูงสุดแห่ง T-Group บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเชียบและเย็นะเืเสียจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นักโทษที่กำลังเดินเข้าสู่แดนปะาอย่างไรอย่างนั้น... ทั้งที่เป็แค่สัปดาห์แรกของการทำงานแท้ ๆ
"โชคดีนะจ๊ะพู่กัน... พี่เตรียมยาดมกับเบอร์กู้ชีพฉุกเฉินรอไว้ให้แล้วนะ"
พี่อร เลขาคนเก่งหน้าห้องทำงานของ CEO ส่งยิ้มแห้ง ๆ มาให้ผมพร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงเวทนาระคนเอ็นดู มือเรียวสวยของพี่เขาแตะขวดแอมโมเนียที่วางอยู่มุมโต๊ะทำงานเป็เชิงบอกว่า
'ไม่ต้องห่วง ถ้าหนูเป็ลมล้มพับไป พี่พร้อมลากหนูออกมารับปฐมพยาบาลทันที'
ผมได้แต่ส่งยิ้มจืดชืดและพยักหน้าขอบคุณพี่อร พลางรวบรวมลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดลึก ๆ เพื่อสะกดจิตตัวเองไม่ให้แข้งขาอ่อนแรงล้มพับลงไปกองกับพื้นเสียก่อน หลังจากเหตุการณ์สุดเปิ่นเมื่อวานที่ผมซุ่มซ่ามทำกระดาษโครงร่างแบบร่วงกราวเต็มพื้น แถมยังซุ่มซ่ามขัดขาตัวเองจนหัวเกือบโหม่งชานบันไดเลื่อน
แต่โชคยังดี (หรือร้ายก็ไม่รู้) ที่บอสธีร์เข้ามารับไว้ได้ทัน ทว่าการล้มทับร่างกายสูงใหญ่แข็งแกร่งดั่งหินผาของ 'บอสจอมมาร' ผู้ขึ้นชื่อเื่ความดุและมาตรฐานงานที่สูงลิบลิ่วในวันแรก ๆ ของการทำงานเนี่ย มันไม่ต่างอะไรกับการยื่นใบลาออกแบบทางอ้อมเลยสักนิด!
แล้ววันนี้เขาก็โทรศัพท์สั่งสายตรงลงมาที่แผนก Creative Design ให้เรียกตัว 'เด็กฝึกงานพู่กัน' ขึ้นมาพบที่ห้องทำงานส่วนตัวเป็การด่วนที่สุดหลังมื้อเที่ยง!
ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก มือเอื้อมไปเคาะประตูบานใหญ่สีโอ๊กดำอันหนักอึ้งช้า ๆ สามครั้งพอเป็พิธี ก่อนจะค่อย ๆ ผลักมันเปิดออกแล้วก้าวเข้าไปข้างในห้องทำงานที่เปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดของชะตากรรมนักศึกษาฝึกงาน
ผมก้าวเท้าเข้าไปข้างในห้องทำงาน ประตูด้านหลังปิดลงพร้อมเสียงล็อกเบา ๆ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งก้าวเข้าสู่กรงขังของสัตว์ร้ายอย่างไม่มีทางเลี่ยง ลมแอร์เย็นเฉียบปะทะใบหน้าทำเอาผมขนลุกเกรียว ห้องทำงานของบอสธีร์กว้างขวางโอ่อ่าสไตล์โมเดิร์นลักชัวรีราวกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก ผนังด้านหนึ่งเป็กระจกใสบานใหญ่ั์จรดเพดานที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครในมุมมองแบบพาโนรามา แสงแดดบ่ายอ่อน ๆ ทอส่องเข้ามาทาบทับลงบนโซฟาหนังแท้สีชาร์โคล และชั้นหนังสือบิลต์อินไม้เนื้อแข็งสูงลิ่วที่บรรจุตำราสถาปัตยกรรมเล่มหนา รวมถึงถ้วยรางวัลเกียรติยศมากมายที่จัดเรียงไว้อย่างเนี้ยบกริบไร้ฝุ่นเกาะ
เเต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาและความหวาดกลัวของผมไว้ได้มากที่สุด กลับเป็ร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดสูทสีเทาเข้มเนี้ยบกริบที่กำลังยืนหันหลังมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ทอดสายตาสู่ขอบฟ้ากว้าง
เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดและเสียงฝีเท้าแ่เบาของผม บอสธีร์ก็ค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวสีนิลคู่นั้นตวัดสบสายตากับผมตรง ๆ ทำเอาผมรีบก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองทันทีราวกับคนทำความผิดร้ายแรงระดับชาติที่รอการตัดสินคดี
"มาแล้วเหรอ"
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังกังวานราบเรียบไร้โทนอารมณ์ใด ๆ คล้ายพายุสงบก่อนที่คลื่นั์จะซัดเข้าฝั่ง
"ขะ...ครับบอส..."
ผมขานรับด้วยเสียงสั่นเครือราวกับลูกหมาตกน้ำ สองมือกอดแฟ้มงานดีไซน์แน่นจนกระดาษด้านในแทบจะยับยู่ยี่รวมร่างเข้าด้วยกัน
บอสธีร์เดินเยื้องย่างอย่างสง่างามไปที่โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ เขาถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้กับพนักเก้าอี้อย่างมีระดับ เผยให้เห็นเสื้อกั๊กสีเข้มที่ทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตสีขาวขับเน้นแผ่นหลังกว้างและ่ไหล่หนาสมส่วน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ ท่วงท่าของเขาดูภูมิฐานทรงอำนาจจนพร้อมชี้ชะตาชีวิตเด็กฝึกงานอย่างผมได้ทุกเมื่อ
ความคิดในใจของผมปั่นป่วนและตื่นตระหนกเตลิดเปิดเปิงไปไกลแสนไกลชนิดกู่ไม่กลับ
โอ๊ย... พู่กันเอ๊ย พู่กัน... เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงเดือน เงินเก็บในบัญชีที่มีอยู่ก็น้อยนิดจนแทบจะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตได้ไม่เกินสามสัปดาห์ คอนโดห้องสตูดิโอขนาดเล็กที่เพิ่งเซ็นสัญญาเช่าไปตั้งเก้าพันห้าร้อยบาทนั่นอีกล่ะ! ถ้าโดนไล่ออกวันนี้ ผมต้องหิ้วกระเป๋าใบั์ซมซานกลับบ้านต่างจังหวัดไปให้แม่ตีก้นลายแน่ ๆ เลย ฮือออ บอสจอมมารจะเชือดผมยังไงนะ จะส่งสายตาพิฆาตแล้วสับกระดาษร่างดีไซน์ของผมทิ้งลงถังขยะ หรือจะประกาศกร้าวให้แผนก HR ไล่ผมออกทันทีเลยไหมเนี่ย!
ความกลัวสะสมจนถึงขีดสุดจนน้ำตาแทบคลอเบ้าตาโตของผม ผมไม่อยากนั่งรอฟังคำพิพากษาให้หัวใจวายเฉียบพลัน จึงตัดสินใจก้มหัวขอโทษขอโพยพรั่งพรูประโยคสารภาพผิดออกไปรัวเร็วราวะุปืนกลกลบเกลื่อนความขลาดเขลา
"บอสครับ! ผมกราบขอโทษสำหรับเื่ซุ่มซ่ามเมื่อวานจริงๆ ครับ ผมมันซุ่มซ่าม เปิ่น โก๊ะกัง ไม่เจียมตัว แถมยังทำงานเอกสารหลุดมือกระจายเต็มทางเดินจนทำให้บอสต้องเสียเวลาและเกือบจะล้มเจ็บตัวไปด้วย ผมน้อมรับความผิดทุกอย่างครับบอส จะลงโทษหักเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ยังไงผมยอมหมดเลยครับ แต่อย่าเพิ่งไล่ผมออกเลยนะครับบอส ผม...ผมสัญญานับจากวันนี้ว่าจะเดินอย่างระมัดระวัง จะไม่ให้มีอุบัติเหตุบ้าๆ แบบนั้นเกิดขึ้นอีกเลยครับ"
ผมพูดจบก็ยืนหลับตาปี๋ ตัวเกร็งทื่อรอคอยเสียงตวาดแผดกร้าวหรือคำพูดเชือดเฉือนเ็าจากคนตัวสูงฝั่งตรงข้ามอย่างยอมจำนน
ทว่า... กลับไม่มีเสียงตวาดใด ๆ มีเพียงความเงียบงันปกคลุมห้องทำงานอันกว้างใหญ่และเสียงเครื่องปรับอากาศครางแ่เบา
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นทีละข้างอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ภาพที่เห็นคือบอสธีร์ยกมือหนาขาวสะอาดขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงห้ามไม่ให้ผมะเิคำพูดลนลานออกมาอีก ใบหน้าหล่อคมคายของเขายังคงนิ่งสนิท คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังเอ็นดูท่าทางตื่นตูมพรั่งพรูคำสารภาพผิดของผม แต่เพียงชั่วครู่เขาก็ปรับสายตาให้ขรึมลงตามระเบียบของเ้านายผู้ทรงอิทธิพล
"พูดจบหรือยัง" ธีร์ถามราบเรียบ
"จ...จบแล้วครับ" ผมตอบอ้อมแอ้ม หัวใจยังเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมาข้างนอก
"เอาเอกสารที่กอดอยู่นั่นมานี่" บอสชี้มือไปที่ปึกเอกสารยับยู่ยี่ในอ้อมกอดผมที่บดเบียดเสียจนแทบไม่ได้รูปทรง
ผมสะดุ้งตัวโยน รีบก้าวเข้าไปที่โต๊ะทำงานของบอสแล้วยื่นเอกสารส่งให้ บอสธีร์รับมันไปเปิดดูทีละแผ่น สายตาคมปลาบกวาดมองรายละเอียดงานสเก็ตช์ดีไซน์ของผมซึ่งเป็งานออกแบบเคาน์เตอร์บาร์สำหรับร้านกาแฟสไตล์มินิมอลโมเดิร์นที่ผมเป็คนร่างดินสอขึ้นมาเมื่อวานซืน
ลมหายใจของผมสะดุดกึกเมื่อเห็นบอสใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนแผ่นกระดาษร่างเบา ๆ สองสามครั้งเป็จังหวะชวนใจสั่น
นั่นไง... โดนตำหนิเื่งานแน่ ๆ ฝีมือกาก ๆ ของเรามันคงสู้มาตรฐานระดับ T-Group ไม่ได้จริง ๆ ผมโอดครวญในใจอย่างสิ้นหวังและเตรียมรับชะตากรรม
"ตรงนี้... สเกลและการคำนวณพื้นที่จัดวางชั้นวางแก้วด้านหลังผิดพลาดไปนะพู่กัน"
บอสธีร์เริ่มเอ่ยปากชี้จุดบกพร่อง
"น้ำหนักเส้นที่นายลากยังเบาและไม่สม่ำเสมอ โทนสีและวัสดุที่เลือกใช้ในแบบร่างแผ่นที่สองก็ยังไม่เข้ากับคอนเซปต์ความเป็มินิมอลที่ทางลูกค้า้าเลยแม้แต่น้อย มันดูขัดหูขัดตาและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการทำงานดีไซน์ของบริษัทเรา"
"ขอโทษครับบอส... ผมจะรีบนำกลับไปแก้ไขด่วนที่สุดเลยครับ!"
ผมรีบยกมือไหว้ขอโทษรัว ๆ เตรียมจะดึงเอกสารกลับคืนมาแก้ไขที่โต๊ะทำงานของแผนกด้านล่างเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
ทว่าบอสธีร์กลับไม่ได้ส่งกระดาษแผ่นนั้นคืนให้ผม มือหนาขยับตบลงบนเก้าอี้ทำงานบุหนังสีดำสนิทที่มีล้อเลื่อนซึ่งตั้งอยู่ข้างเก้าอี้ของเขาดัง ปึก เบา ๆ
"มานั่งตรงนี้" บอสสั่งเสียงเรียบแต่แฝงอำนาจเด็ดขาด
"ฮะ... อะไรนะครับบอส?"
ผมถามซ้ำเพราะคิดว่าตัวเองหูฝาด บอสระดับ CEO ของ T-Group ผู้มีเวลามีค่าเป็เงินเป็ทองนาทีละหลายหมื่นบาทเนี่ยนะ จะสั่งให้เด็กฝึกงานต๊อกต๋อยอย่างผมเข้าไปนั่งข้าง ๆ?
"ฉันบอกให้มานั่งตรงนี้ จะได้สอนงานให้ถูกต้อง"
ธีร์หันมาสบตาผมตรง ๆ แววตาคมไม่มีรอยล้อเล่น
"หรืออยากเอากลับไปแก้มั่ว ๆ แล้วโดนลูกค้าตีกลับให้เสียเวลาแผนกอีก?"
"มะ...ไม่มีทางครับ! ผมนั่งเดี๋ยวนี้แหละครับบอส"
ผมลนลานลากเก้าอี้หนังขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานด้วยหัวใจที่เต้นระทึก พยายามเว้นระยะห่างให้ห่างจากตัวบอสอย่างน้อยหนึ่ง่แขนเพื่อไม่ให้เบียดบังความเป็ส่วนตัวของเขา
ทว่าพอก้นแตะเบาะปุ๊บ บอสธีร์ก็เลิกคิ้วขึ้น มือหนาที่ปลดกระดุมข้อมือและพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาถึงข้อศอกเอื้อมมาคว้าพนักพิงเก้าอี้ของผม แล้วออกแรงดึงเข้าหาตัวเองพรืดเดียวโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว!
ครืดดดดด!
เก้าอี้ของผมเลื่อนเข้ามาแนบชิดติดกับเก้าอี้ของบอสธีร์จนไหล่แทบเกยกัน ระยะห่างระหว่างพวกเราหดแคบลงจนััได้ถึงไออุ่น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายระดับพรีเมียมแนว Woody และ Smoky ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ลึกลับ ทรงพลัง และเย้ายวนใจ ลอยเข้ามาปะทะจมูกของผมเต็มรัก ชวนให้สติสตังลอยละล่องไปไกล
"ขยับไปไกลขนาดนั้นจะมองเห็นจอและกระดาษชัด ๆ ได้ยังไง นั่งตรงนี้"
บอสธีร์พูดเสียงทุ้มข้างหู น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุดันเหมือนข่าวลือที่ได้ยินมาเลยสักนิด มันกลับทุ้มนุ่มและใจเย็นชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
"ครับ..."
ผมตอบรับเสียงแ่ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ พยายามนั่งตัวตรงแหน็บ หลังตึงเป๊ะ สองมือประสานกันแน่นอยู่บนตัก เกร็งจนแทบจะกลายร่างเป็หินแกะสลักในสวนหย่อม
บอสธีร์ดึงหน้าจอคอมพิวเตอร์เขียนแบบเข้ามาใกล้ขึ้น แล้วใช้ปากกาเขียนแบบชี้ไปที่โปรแกรมจำลองโครงสร้างสามมิติ เขาเริ่มอธิบายหลักการดีไซน์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
"ดูตรงนี้นะพู่กัน... ถ้าลูกค้าอยากได้ความมินิมอลแต่ยัง้าฟังก์ชันใช้สอยที่ครบครัน นายต้องเลี่ยงการใส่รายละเอียดที่มากเกินไป ควรเน้นเส้นสายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง การวางแนวเคาน์เตอร์ตรงนี้ควรอิงกับสเกลมนุษย์จริง เวลาลูกค้ายืนสั่งกาแฟหรือบาริสต้าเอื้อมมือหยิบเครื่องปรุง ต้องสะดวกและได้องศาที่พอเหมาะ..."
เสียงทุ้มต่ำของบอสอธิบายอย่างเป็จังหวะจะโคน การสอนงานของเขาลุ่มลึกและเข้าใจง่ายมาก ล้างภาพ 'บอสจอมมารไร้ความปรานี' ออกไปจนหมดเกลี้ยง ที่แท้บอสธีร์เก่งระดับเทพ แถมยังสอนงานได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย
แต่ปัญหาใหญ่มันไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาหรอกครับ... มันอยู่ที่คนสอนต่างหาก!
ทุกครั้งที่บอสขยับเข้ามาใกล้เพื่อชี้รายละเอียด ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาก็เป่ารดข้างแก้มและขมับของผม ใบหน้าหล่อเหลาปานภาพสลักหินอ่อนที่มีสันกรามคมกริบ จมูกโด่งเป็สันคม และริมฝีปากหยักลึกสวยได้รูป ห่างจากหน้าผมไม่ถึงคืบ ผมแอบเห็นแม้กระทั่งขนตาสีเข้มที่เป็แพยาวของเขาจนหัวใจเต้นโครมครามอย่างห้ามไม่อยู่
ช่วยพู่กันด้วย! บอสจะหล่อเกินไปแล้ว หล่อทำลายล้างโลกสุด ๆ แล้วทำไมต้องขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้ด้วยล่ะครับ หูผมร้อนจนจะสุกอยู่แล้วนะ! ตั้งสติสิพู่กัน... ท่องไว้... ดีไซน์... สเกล... อย่าเผลอเคลิ้มไปกับกลิ่นตัวบอสเด็ดขาด! ผมสะกดจิตตัวเองในใจพลางจ้องหน้าจอตาเขม็งเพื่อซ่อนความเขิน
"เข้าใจที่ฉันพูดไหม?"
จู่ ๆ บอสธีร์ก็หันมาถามกะทันหัน ทำให้ปลายจมูกของพวกเราเฉียดกันไปนิดเดียวจนััได้ถึงลมหายใจ
"ขะ...เข้าใจครับบอส! เข้าใจแจ่มแจ้งเลยครับ"
ผมรีบตอบรับเสียงหลง ใบหน้าหวานร้อนผ่าว แก้มสองข้างแดงซ่านลามไปถึงใบหู
บอสธีร์จ้องมองแก้มแดง ๆ และท่าประหม่าโก๊ะกังของผม แววตาคมดุค่อย ๆ อ่อนแสงลงแฝงรอยยิ้มจาง ๆ ตรงมุมปากชั่ววูบ
"ดีมาก งั้นลองแก้ในกระดาษร่างแผ่นเดิมให้ฉันดูหน่อย"
บอสธีร์เปิดกระดาษร่างขึ้นมาใหม่ พร้อมยื่นปากกาเขียนแบบแบรนด์หรูสีดำทองมาให้ ผมรับมันมาถือไว้ด้วยนิ้วมือสั่นระริกจากความเกร็ง
ผมพยายามจรดปลายปากกาลงบนกระดาษร่างเพื่อลากเส้นแก้เปอร์สเปกทีฟตามที่สอน แต่เพราะหัวใจยังเต้นไม่เป็ส่ำ เส้นที่ลากจึงเบี้ยวโย้เย้คล้ายแผนที่ลายแทงสมบัติโบราณไม่มีผิด
"อ๊ะ... ขอโทษครับบอส มือผมสั่นไปหน่อย..." ผมรีบสารภาพเสียงลนลานกลัวเขาดุ
ทว่าก่อนที่ผมจะได้ยกปากกาขึ้นลากเส้นใหม่ ร่างสูงใหญ่ของบอสธีร์ก็ขยับเบียดแนบชิดเข้ามาใกล้ ไอร้อนผ่าวจากเรือนกายแกร่งและเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับโอบล้อมจากด้านหลังทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกอ้อมแขนกว้างของเขาสวมกอด หัวใจเต้นโลดรัวเร็วและลมหายใจพลอยขาดห้วง
และสิ่งที่ทำให้สติของผมเตลิดเปิดเปิงไปไกลที่สุดคือ...
มือหนาอบอุ่นของบอสธีร์ทาบทับลงมากุมบนหลังมือที่กำลังสั่นของผมเอาไว้เบา ๆ!
อุ้งมือใหญ่ล้อมรอบนิ้วมือของผมเอาไว้อย่างนุ่มนวล ััร้อนผ่าวส่งผ่านผิวเนื้อชวนให้กระแสความซ่านแล่นริ้วขึ้นมาในอก ลมหายใจสะดุดกึก ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็รูปปั้นหินขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
"จับปากกาแน่นเกินไปแล้วพู่กัน... ผ่อนคลายมือลงหน่อย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดใบหูจนััถึงลมหายใจร้อนระอุที่ปัดเป่ารดข้างแก้ม พวงแก้มของผมร้อนเห่อแดงก่ำไปจนถึงใบหู
"ตรงนี้ต้องลากน้ำหนักมือให้เบาลงอีกนิด... ค่อย ๆ ปล่อยให้ปากกาขยับตามแรงประคองแบบนี้... เข้าใจไหม?"
บอสธีร์กระซิบเบา ๆ พลางออกแรงประคองมือผมให้ลากเส้นตรงเฉียบคมลงบนกระดาษร่างอย่างช้า ๆ ทุกััอบอุ่นและทิศทางที่เขานำพาช่างเนี้ยบกริบไร้ที่ติ หัวใจผมเต้นระรัวประหนึ่งกลองเพล ตัวแทบะเิด้วยความเขิน
เข้าใจอะไรล่ะครับบอส! ตอนนี้ในหัวมีแต่คำว่า 'มือบอสนุ่มมาก อุ่นมาก เขินจนใจจะวาย' วนเวียนเต็มไปหมด ท่องไว้พู่กัน...ห้ามหัวใจวายในห้อง CEO เด็ดขาดนะเว้ย!
การเรียนพิเศษส่วนตัวดำเนินไปจนครบสองชั่วโมงเต็ม บอสธีร์ละมือออกจากหลังมือผมช้า ๆ (ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าปลายนิ้วของเขาแอบเฉียดเกลี่ยผิวหลังมือผมแ่เบาก่อนจะผละออกไป) เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ใบหน้าหล่อคมกลับมาขรึมนิ่งตามเดิม
ผมพรูลมหายใจโล่งอกราวกับพ้นโทษปะา ร่างกายผ่อนคลายลงหลังจากเกร็งสุดใจจนหมดแรงเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาหมาด ๆ
จู่ ๆ บอสธีร์ก็เอื้อมมือไปกดยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะสั่งการสั้น ๆ ด้วยเสียงนิ่งสนิท
"คุณอร... เอาชานมไข่มุกหวานร้อยกับเค้กสตรอว์เบอร์รีเข้ามาให้ฉันหน่อย"
ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินเมนูของหวาน
หืม? ชานมไข่มุกหวานร้อย? เค้กสตรอว์เบอร์รีเนี่ยนะ? บอสธีร์ผู้แสนเ็าและเกลียดของหวานเป็ชีวิตจิตใจคนนี้เนี่ยนะสั่งเมนูแบบนี้? หรือบอสจะอยากกินเอง?
ไม่ถึงห้านาที พี่อรก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมประคองถาดใส่ชานมไข่มุกเ้าดังและเค้กสตรอว์เบอร์รีครีมสดชิ้นโตมาเสิร์ฟ ใบหน้าพี่อรฉายแววช็อกปนงงงวยเต็มขั้น สายตามองสลับผมกับบอสไปมาราวกับเจอเื่เหลือเชื่อระดับโลก ก่อนจะถอยออกจากห้องไปเงียบ ๆ
บอสธีร์เลื่อนขนมหวานทั้งสองอย่างมาหยุดตรงหน้าผมพอดีเป๊ะ
"กินซะ" บอสสั่งเสียงเรียบ
"เอ๊ะ... ให้ผมเหรอครับบอส?" ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเลิกลั่ก
"เอ่อ... เกรงใจจังครับ อีกอย่างนี่มัน..."
"บอกให้กินก็กินเถอะ"
บอสขัดขึ้นพลางส่งสายตาดุแกมบังคับ
"นั่งเกร็งจนตัวสั่นเป็ลูกนกจนแก้มตอบหมดแล้ว เดี๋ยวไม่มีแรงเดินกลับแผนก ของหวานนี่ช่วยเสริมน้ำตาลในเื กินเข้าไปให้หมดอย่าให้เหลือ"
เจอบอสสองมาตรฐานบังคับแบบนี้ มีหรือเด็กฝึกงานตัวน้อยจะกล้าขัดคำสั่ง ผมจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยปากขอบคุณเบา ๆ
ผมใช้ส้อมตักเนื้อเค้กสตรอว์เบอร์รีคำโตเข้าปาก รสชาติหวานละมุนของครีมสดผสานกับความเปรี้ยวอมหวานของผลสตรอว์เบอร์รีสดนั้นแผ่ซ่านทั่วลิ้น มันอร่อยจนแทบน้ำตาไหล ตามด้วยการดูดชานมไข่มุกรสชาติหวานมันสะใจ ส้มหล่นมาที่ชานมไข่มุกเหนียวนุ่มเคี้ยวหนึบหนับ ปลุกพลังงานที่แห้งเหือดให้กลับมาเต็มร้อยในพริบตา
ความอร่อยปลุกประสาทััจนผมเผลอลืมความเกร็ง ผมตักเค้กเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ จนสองแก้มยุ้ยป่องกลม ตาโตทั้งสองเบิกกว้างวิบวับอย่างสุขใจ พอจัดการคำสุดท้ายเสร็จก็ตั้งใจจะขอบคุณบอสอีกรอบตามมารยาท
ทว่าภาพตรงหน้าทำเอาผมชะงักส้อมค้าง...
บอสธีร์กำลังนั่งเท้าคางมองตรงมา แววตาคมดุในยามปกติบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนละมุนละไมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สายตาคมทอดมองแก้มป่อง ๆ ของผมที่เคี้ยวขนมตุ้ย ๆ ด้วยความเอ็นดูเป็ที่สุด มุมปากของเขาขยับยิ้มบางเบาจนหัวใจดวงน้อยของผมเต้นกระตุก
แต่พอเห็นผมจ้องมองกลับ บอสจอมมารก็สะดุ้งตัวนิด ๆ รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเก๊กขรึมเ็าตามเดิมทันควัน เขากระแอมแก้เขินในคอเสียงดัง
"อะแฮ่ม... กินเสร็จแล้วใช่ไหม?"
"ขะ...ครับ!" ผมตอบรับพลางยิ้มแป้นอย่างลืมตัว
"กินหมดเกลี้ยงเลยครับ อร่อยมาก"
"อืม... กลับไปแก้งานตามที่สั่งให้เรียบร้อยแล้วส่งที่แผนกได้"
"รับทราบครับบอส ขอบคุณสำหรับวิชาและขนมแสนอร่อยนะครับ"
ผมไหว้ขอบคุณรัว ๆ กวาดเก็บเอกสารร่างที่ผ่านการแก้ไขจนลายเส้นคมสวยเข้ากอด ยืนขึ้นโค้งคำนับแล้วรีบก้าวออกจากห้องทำงานที่เคยคิดว่าเป็แดนปะาแต่อุ่นหัวใจที่สุด
หัวใจผมเต้นโครมครามจนถึงทางเดินหน้าห้อง แก้มร้อนฉ่าประทับรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ระหว่างทางกลับ
ผมประคองสติอันล่องลอยกึ่งไร้ิญญาหอบเอกสารกลับลงมาที่แผนก Creative Design ทันทีที่ก้าวพ้นประตู…
"พู่กัน!!! น้องรักของพี่!!!"
เสียงร้องลั่นแผนกของพี่ส้ม พี่สาวคนเก่งสุดเฉี่ยวประคองตัววิ่งมาหาผมทันควัน สองมือเขย่าบ่าของผมพิจารณาเช็กความสมบูรณ์ของลูกน้องคนใหม่ั้แ่หัวจรดเท้า โดยมีพี่ ๆ ร่วมแผนกมุงดูห่าง ๆ ด้วยความลุ้นระทึก
"พู่กัน แกรอดชีวิตกลับมาได้ยังไงเนี่ย บอสเฉือดแกไหม ร้องไห้มาหรือเปล่า แก้มแดงหูแดงหมดแล้วนั่น พี่กังวลแทบแย่เตรียมพิมพ์ใบลาออกสำรองไว้เลยนะเนี่ย"
พี่ส้มพรั่งพรูคำถามด้วยความห่วงใย
ผมอึ้งไปสามวินาทีก่อนจะยิ้มเก้อ ๆ ตอบไปแบบมึน ๆ
"เปล่าครับพี่ส้ม... บอสไม่ได้ดุเลยสักนิด..."
"เอ๊ะ? บอสไม่ดุแกเหรอที่ทำเื่เปิ่นกระดาษกระจัดกระจาย?" พี่ส้มงงตาแตก
"ครับ..." ผมตอบอ้อมแอ้ม
"บอสให้ผมนั่งข้าง ๆ ติวสเกลงานอย่างละเอียด จับมือสอนผมเขียนแบบแก้เส้นตั้งสองชั่วโมงเต็ม... แถมยังสั่งชานมไข่มุกหวานร้อยกับเค้กสตรอว์เบอร์รีมาเลี้ยงปลอบขวัญด้วยครับ"
สิ้นประโยคราบเรียบที่สั่นคลอนความเชื่อของทุกคน...
แผนก Creative Design ตกอยู่ในความเงียบกริบทันที
พี่ส้มอ้าปากค้างจนแทบจะคาบผลส้มเขียวหวานได้ทั้งลูก ส่วนพนักงานคนอื่น ๆ ก็แข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน บางคนแก้วกาแฟแทบหล่นจากมือ ทุกคนช็อกสุดขีด
สองมาตรฐานชัด ๆ บอสจอมมารผู้ดุดันและเกลียดของหวานเนี่ยนะ ติวงานให้เด็กฝึกงานพร้อมป้อนชานมไข่มุก!? นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!
รีแอคชันอันแสนประหลาดและชวนโบ๊ะบ๊ะของเพื่อนร่วมงานทำให้ผมอดขำไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ ผมรู้ดีว่าชีวิตการฝึกงานต่อจากนี้ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วละครับ