แสงสุดท้ายของวันไม่ได้หายไปทันที แต่มันค่อย ๆ ถูกควันสีดำที่ลอยต่ำเหนือแนวป้องกันกลืนลงไปทีละชั้น จนสีส้มหม่นของฟ้าหลังห้าโมงเย็นกลายเป็เพียงรอยจาง ๆ บนขอบกำแพงเหล็ก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแสงซีดของไฟฉุกเฉินที่กะพริบไม่สม่ำเสมอ แสงนั้นไม่ได้ทำให้ค่ายปลอดภัยขึ้น มันเพียงทำให้ทุกอย่างเห็นชัดในแบบที่ไม่ควรเห็น เงาของคนยืนเรียงกันหลังแผงเหล็กถูกยืดไปตามพื้นคอนกรีตจนผิดรูป บางเงาเหมือนหอก บางเงาเหมือนสิ่งมีชีวิตที่หลุดออกจากเ้าของ กลิ่นควัน กลิ่นเื กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นโลหะร้อนจากปืนที่เพิ่งยิงต่อเนื่องยังค้างอยู่ในอากาศหนาจนหายใจเข้าแต่ละครั้งเหมือนกลืนเศษสนิมลงคอ
คาเอลยืนอยู่หลังแนว ปืนยังยกในระดับอก มือจับด้ามแน่นจนข้อนิ้วซีด เขาไม่ได้มองศพเซิร์กลิงที่กองอยู่ด้านนอกนานเกินจำเป็ ไม่ได้มองเืที่ไหลซึมตามรอยแตกของพื้น ไม่ได้มองหน้าทหารที่ยังสั่น เขามองรอยต่อของแผงเหล็ก มองลวดหนามที่หย่อนลงเพียงเล็กน้อย มองโซ่เส้นหนึ่งที่ตึงไม่เท่ากับอีกเส้น และมองตำแหน่งที่ถ้าคนหนึ่งล้ม คนข้าง ๆ จะเสียจังหวะตามทันที โลกตรงหน้าเขาเริ่มแตกเป็ช่อง ระยะ มุมยิง และเวลาที่เหลือให้ตัดสินใจก่อนทุกอย่างพัง
ถึงแม้เสียงปืนหยุดไปแล้ว แต่ไม่มีใครลดปืน ไม่มีใครกล้าลดด้วยซ้ำ ความเงียบที่เข้ามาแทนเสียงยิงไม่ได้เบากว่า มันหนักกว่า เพราะมันไม่ได้หมายถึงปลอดภัย มันหมายถึงบางอย่างกำลังเลือกว่าจะเริ่มใหม่ตอนไหน
ทหารคนหนึ่งอยู่ห่างจากคาเอลไม่กี่ก้าวพยายามเปลี่ยนแม็กกาซีน มือของเขาสั่นจนแม็กกระแทกเข้าช่องไม่ตรง เสียงโลหะกึกเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบแล้วแม็กกาซีนหลุดตกพื้น ชายคนนั้นชะงักไปหนึ่งจังหวะเต็ม ก่อนจะรีบก้มลงหยิบ นิ้วเปื้อนเืกับฝุ่นทำให้มันลื่น เขายัดมันกลับเข้าไปใหม่จนเสียงแกร๊กดังขึ้น แต่ลมหายใจยังเร็วเกินไป เหมือนร่างกายกำลังวิ่ง ทั้งที่ขาทั้งสองข้างยังตรึงอยู่กับพื้น คาเอลเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้มองนาน สายตาของเขาเลื่อนไปตามแนวเหมือนกำลังวาดเส้นทับบนสนามรบในหัว สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความกลัวของชายคนนั้น แต่คือช่องที่จะเปิดถ้าเขาช้าอีกครั้ง ความคิดนั้นเย็นเกินไปจนคาเอลรู้สึกตัวเองชะงักอยู่ข้างใน แต่เขาไม่ได้ผลักมันออก เพราะถ้าเขาผลักมันออก ตอนต่อไปอาจมีคนตาย
โวร่ายืนอยู่ทางซ้ายของแนว ไหล่ของเธอตกลงเล็กน้อยในจังหวะที่หายใจออกยาว แต่ปลายปืนยังนิ่ง เธอมีคราบเืสีเข้มติดที่แขนเสื้อและข้างแก้ม เส้นผมบางส่วนหลุดลงมาติดเหงื่อ แต่เธอไม่ได้ปัดออก
แจ็กซ์อยู่ด้านหลังแนวครึ่งก้าว มือเขายังเปื้อนเืของมาร่า เืบางส่วนแห้งติดร่องนิ้วแล้ว แต่บางส่วนยังเหนียวจนเขาเช็ดกับเสื้อซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่ไม่ออก เขามองแนว มองเต็นท์แพทย์ แล้วมองกลับมาเหมือนยังเลือกไม่ได้ว่าตรงไหนคือที่ที่เขาควรยืน ความจริงคือเขาไม่เหมาะกับที่ไหนเลยในค่ายที่กำลังถูกล้อมนี้ แต่เขายังอยู่ ไม่หนี และบางทีในคืนนี้นั่นอาจเป็ความกล้าชนิดเดียวที่เขามี
“พวกมันจะมาอีกไหม”
เสียงของแจ็กซ์เบามากจนเกือบหายไปกับลม แต่ไม่มีใครตอบ เพราะไม่มีใครมั่นใจพอจะตอบคำถามนั้น
เสียงขูดดังขึ้นจากข้างนอกแนว ครืด… เบา ต่ำ ยาวเหมือนเล็บลากผ่านคอนกรีต ทุกคนหยุดหายใจพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เสียงหยุดไป ควันขยับช้า ๆ ไม่มีอะไรพุ่งออกมา ไม่มีเสียงคำราม ไม่มีแรงกระแทก คนบางคนเริ่มจะปล่อยลมหายใจ
แต่เสียงนั้นกลับมาอีกครั้ง ครืด… ครั้งนี้ยาวกว่าเดิม และไม่ใช่จุดเดิม คาเอลไม่ขยับปืน นิ้วเขานิ่งอยู่ที่ไก
แต่ในหัว…เขานับ
หนึ่ง เสียงมันหายไป
สอง มันจะกลับมา
อีกตำแหน่งหนึ่ง ใกล้ช่องระหว่างแผงกว่าเดิม เขาไม่ชอบที่ตัวเองนับมันได้ ไม่ชอบที่มันเริ่มมีระยะห่าง ไม่ชอบที่ความเงียบระหว่างเสียงขูดเริ่มเหมือนจังหวะบางอย่างที่ตั้งใจวางไว้
“นายได้ยินเสียงอะไรไหม” โวร่าถามเบา ๆ
“ได้ยิน”
“มันเหมือน…”
เธอไม่พูดต่อ แต่คาเอลรู้ว่าคำที่เหลือคืออะไร มันเหมือนมีคนนับ มันเหมือนมีบางอย่างกำลังทดลองให้แนวตอบสนอง มันไม่สุ่มแล้ว
ในเงามืดใกล้แนว คาเอลเห็นชายคนหนึ่งยืนห่างออกไปไม่มาก ชายที่เงียบอยู่ั้แ่ตอนเข้าค่าย ตอนแรกคาเอลคิดว่าเขาเป็แค่ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งที่ตามกลุ่มเข้ามา แต่ตอนนี้ ในขณะที่ทุกคนมองควันด้านหน้า ชายคนนั้นกลับมองพื้น เขาไม่ก้มแบบกลัว ไม่หลบสายตา ไม่ลนลาน เขาเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปใต้คอนกรีต คาเอลจับภาพนั้นไว้ในหัวชั่วครู่ ก่อนปล่อยผ่าน เพราะเสียงจากเต็นท์แพทย์ด้านหลังดังขึ้นแทรก
“กดไว้! อย่าให้เขาดึงผ้าออก!”
เสียงของอลิน่ายังเฉียบ แต่แหบกว่าเดิม เต็นท์แพทย์สว่างกว่าส่วนอื่นของค่ายจนดูเหมือนโลกแยกอีกชั้นหนึ่ง ทุกครั้งที่ผ้าขาวที่ใช้เป็ม่านเปิดออก กลิ่นเืและยาฆ่าเชื้อที่เข้มข้นกว่าด้านนอกจะพุ่งออกมาเหมือนลมหายใจของสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนก้ำกึ่งระหว่างรอดกับตาย มาร่านอนอยู่บนเปลชั่วคราว ใบหน้าซีดเกินไป ผ้ากดแผลที่ต้นขาเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มอีกครั้ง ลินายืนอยู่ไม่ไกลเธอไม่ร้องไห้แล้ว นั่นทำให้ภาพเธอน่ากลัวกว่าตอนร้องมาก เด็กหญิงกอดตุ๊กตาแน่นจนไฟเล็ก ๆ บนอกมันกะพริบติดขัด ดวงตาเธอมองแม่เหมือนกลัวว่าถ้ากะพริบตานานเกินไป แม่จะหายไปในผ้าขาวเหมือนคนที่เพิ่งถูกคลุมเมื่อครู่
แจ็กซ์เดินเข้าไปหาเธอช้า ๆ ไม่แตะทันที เหมือนกลัวว่าเด็กตรงหน้าจะแตกออกหากมือของเขาหนักเกินไป ลินาไม่ได้หันมา แต่ถามเสียงเบา
“แม่ของหนูจะไม่ตายใช่ไหมคะ”
แจ็กซ์มองเข้าไปในเต็นท์ เห็นหน้าอกของมาร่ากระเพื่อมตื้น ๆ เห็นอลิน่าก้มทำงานด้วยมือที่เร็วเกินกว่าคนเหนื่อยควรทำได้
“ยังหรอก”
เขาตอบสั้น ๆ เพราะไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านั้น ลินาพยักหน้าเพียงครั้งเดียว แล้วกลับไปมองแม่เหมือนเดิม
อีกด้านหนึ่งของเต็นท์ ชายคนหนึ่งที่ถูกหามเข้ามาก่อนหน้านี้กำลังหายใจแ่ลง เสื้อบริเวณท้องถูกฉีกออก ผ้าพันแผลแดงชุ่มจนไม่มีสีขาวเหลืออยู่ อลิน่ากดแผลแรงขึ้น เืทะลักออกมาตามขอบนิ้ว เธอไม่มองความกลัวบนหน้าเขานานกว่าจำเป็ เธอมองตำแหน่งแผล ชีพจร สีปาก และการเคลื่อนไหวของหน้าอก
“มองฉัน”
ชายคนนั้นพยายามทำตาม ดวงตาของเขาเลื่อนไปหาเธอ แต่โฟกัสเริ่มหลุด ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดชื่อใครบางคน
“มองมาที่ฉันเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แผล”
เขาหายใจเข้า สั้น แ่เบา แล้วไม่หายใจออกทันที ความเงียบในเต็นท์เปลี่ยนไปในแบบที่คนทำงานสนามรู้ทันที… อลิน่าก้มฟังหนึ่งวินาที สองวินาที แล้วค่อย ๆ ดึงมือกลับ เธอไม่ได้ร้อง ไม่สบถ ไม่ทุบพื้น เพียงหลับตาลงครึ่งเสี้ยววินาทีแล้วลืมตาใหม่
“คลุมผ้าเขา”
ผู้ช่วยนิ่ง
“ตอนนี้”
ผ้าถูกดึงขึ้นคลุมใบหน้าชายคนนั้น ลินาเห็น เธอไม่ร้อง แจ็กซ์เห็นว่าเธอไม่ร้อง และนั่นทำให้เขารู้สึกเย็นลงถึงกระดูก เพราะเด็กที่หยุดร้องในที่แบบนี้ไม่ได้แปลว่าหายกลัว บางทีแปลว่าเริ่มเข้าใจมากเกินไป
มิเลียยืนอยู่ใกล้ส่วนบัญชาการ รายงานในมือยับเล็กน้อยเพราะเธอกำแน่นเกินไป เสียงวิทยุแตกพร่าซ้อนกันจนคำพูดกลายเป็เศษ ๆ แนวตะวันออกขอเืเพิ่ม แนวเหนือใช้ะุเกินประเมิน แนวซ้ายรายงานแรงสั่นผิดปกติใต้พื้น ตัวเลขบนกระดาษไม่ใช่ตัวเลขอีกแล้ว มันคือคน คือเตียงที่ไม่พอ คือเืที่หมด คือเวลาที่ถูกนับถอยหลังอย่างเงียบ ๆ เธอเงยหน้ามองแผนที่ จุดแดงหลายจุดถูกปักเพิ่มลงไปในเมืองรอบค่าย มันไม่ได้กระจายแบบมั่ว จุดบางจุดซ้ำตำแหน่งเดิม บางจุดอยู่ใกล้แนวท่อเก่า บางจุดเหมือนวางเรียงตามเส้นทางที่ซ่อนอยู่ใต้ถนน
“มันเคลื่อนไหวมีรูปแบบ…”
เสียงของมิเลียเบามาก แต่บัลธาซาร์ได้ยิน เขาเดินเข้ามายืนข้างเธอโดยไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีการแนะนำตัว ไม่มีการอธิบายว่ามาจากไหน เขามองแผนที่เดียวกัน แล้วพูดสั้น ๆ
“มันย้ำจุดเดิม”
แค่นั้น แล้วเขาเงียบ
มิเลียไม่หันไปถามต่อ แต่ประโยคนั้นทำให้แผนที่ตรงหน้าดูหนักขึ้นทันที ถ้ามันย้ำจุดเดิม แปลว่ามันจำได้ ถ้ามันจำได้ แปลว่าการป้องกันแบบเดิมกำลังกลายเป็ข้อมูลให้มันใช้โจมตีครั้งต่อไป
ด้านแนวหน้า เสียงขูดกลับมาอีกครั้ง ครืด… ครืด… ครืด… คราวนี้ถี่กว่าเดิมเล็กน้อยและแยกเป็สามทิศ คาเอลยกปืนขึ้นช้า ๆ เงาในควันเริ่มขยับ กลุ่มซ้ายเคลื่อนสูงกว่าเดิมเหมือนตั้งใจให้เห็น กลุ่มกลางต่ำจนแทบกลืนกับพื้น กลุ่มขวาหายเข้าออกหลังซากรถเหมือนรอให้แสงไฟสปอร์ตไลต์หมุนผ่าน เขาไม่ได้มองเงาที่เห็นชัดที่สุด เขามองช่องว่างระหว่างเงา มองจุดที่ไม่มีอะไรอยู่เลย มองตำแหน่งที่ถ้าจะเข้าจริง มันจะเลือกทางนั้น
“มันจะไม่โจมตีแบบเดิม แบบครั้งก่อน” คาเอลพูด
เรนาร์ที่เดินออกจากบัญชาการเข้ามาใกล้แนวหันมามองเขา ใบหน้าของเขายังนิ่ง แต่กรามตึงขึ้นเล็กน้อย
“ขอคำอธิบายสั้น ๆ”
“ตัวซ้ายล่อให้ยิง ตัวกลางจะหมอบต่ำ และตัวขวารอจังหวะพวกเราเปลี่ยนะุ”
เรนาร์เงียบครึ่งจังหวะ ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ แต่เพราะกำลังตัดสินใจว่าจะเอาคำพูดของเด็กพลเรือนคนหนึ่งไปวางบนชีวิตของทั้งแนวหรือไม่ เสียงขูดถี่ขึ้น ปืนหลายกระบอกเริ่มขยับตามสัญชาตญาณ เรนาร์พูดในที่สุด
“โรแวน”
“ครับท่าน!”
“จากนี้ไป ฟังเขาแค่คนเดียว ถ้าเขาบอกให้หลบ ก็หลบ ถ้าเขาบอกให้รอ ก็รอ นี่เป็คำสั่งสุดท้ายออกจากฉัน”
โรแวนไม่ถามซ้ำ เขาะโทันที
“ทุกแนวฟัง! ห้ามยิงก่อนคำสั่ง!”
เงากลุ่มซ้ายพุ่งออกมาก่อน เซิร์กลิงสองตัวกระโจนผ่านควันพร้อมกัน ตัวแรกสูง ตัวที่สองต่ำกว่า ทหารฝั่งซ้ายเกือบกดไกทันที แต่เสียงโรแวนกดไว้
“รอ!”
ตัวสูงเข้าใกล้จนเห็นน้ำลายเป็เส้นสั้น ๆ ใต้แสงไฟ ตัวต่ำเลื่อนแทรกผ่านเศษคอนกรีต
“รอ!”
คาเอลมองตัวขวายังไม่มี หันกลับมามองตัวตำแหน่งกลาง มันเริ่มหมอบต่ำ ชะลอฝีเท้าผิดธรรมชาติ เหมือนกำลังรอให้ปืนชุดแรกเสียไปกับตัวล่อ
“ขวา” คาเอลพูด
เรนาร์สั่งทันที
“ขวา ยิงต่ำ!”
เสียงปืนจากแนวขวาะเิขึ้น ะุกวาดผ่านใต้ซากรถ เงาสองตัวที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นพุ่งออกมาพอดี ตัวแรกถูกยิงไถลไปกับพื้น ตัวที่สองใช้ซากเพื่อนบังแล้วกระโจนต่อ เสียงโลหะของลวดหนามดังแหลมเมื่อกรงเล็บมันเกี่ยวเข้ากับเส้นล่าง โวร่ายิงซ้ายพร้อมกับทหารอีกสองคน ตัวล่อสูงถูกกวาดกลางอากาศ ร่างมันกระแทกแผงเหล็ก ตัวที่หมอบต่ำมันไม่ได้เข้าชนแนว มันวกกลับไปกลางทางทันทีเหมือนงานของมันคือทำให้ปืนฝั่งซ้ายเสียจังหวะเท่านั้น
ทหารคนหนึ่งดึงไกแล้วไม่มีเสียง เขามองปืนตัวเอง ลืมปลดเซฟในจังหวะรีโหลด ความผิดพลาดนั้นสั้นมาก แต่ในคืนนี้ครึ่งวินาทีก็ยาวพอให้คนตาย เงาอีกตัวหลุดจากควันด้านกลางพุ่งเข้าหาช่องที่ลวดหนามเคยหย่อน คาเอลยกปืนขึ้น แต่มุมยิงถูกแผงเหล็กบังครึ่งหนึ่ง
ปัง
เสียงปืนหนึ่งนัดดังจากด้านหลัง ะุนัดเดียวเจาะเข้าที่ตาของตัวมันที่กำลังรอจังหวะให้ไม่มีโอกาสได้พุ่ง มันยังไม่ได้เปิดเผยตัว แต่กำลังรอให้แนวรีโหลดพร้อมกัน บัลธาซาร์ลดปืนลงเล็กน้อย ควันบาง ๆ ลอยจากปากกระบอก เขาไม่อธิบาย ไม่ยิ้ม ไม่มองหาคำชม
“ตัวที่รอ สำคัญกว่าตัวที่นำหน้ามา” เขาพูดเบา ๆ
คาเอลได้ยินและเก็บคำนั้นไว้ในหัวโดยไม่ตั้งใจ เพราะมันตรงกับสิ่งที่เขาเริ่มทำอยู่แล้ว นั่นทำให้เขารู้สึกแปลก
เหมือนบัลธาซาร์ไม่ได้สอน แต่สะท้อนบางอย่างในตัวเขาออกมาให้เห็น
แนวกลางเริ่มสั่น เซิร์กลิงตัวหนึ่งที่ถูกยิงเข้าขาหน้าไถลไปกับพื้น แต่แรงส่งยังพามันกระแทกฐานแผง เหล็กะเืดังตึง โซ่เส้นหนึ่งกระตุกจนสลักหลุดครึ่งหนึ่ง คีรอนอยู่ใกล้ที่สุด เขาพุ่งเข้าไปช่วยทหารอีกคนดันแผงสำรองทั้งที่มือยังสั่นจากการปะทะก่อนหน้า ใบหน้าเขาซีด แต่เขาไม่ถอย เขากดไหล่ใส่แผงเพื่อดันกลับเข้าที่ ขณะที่อีกคนพันโซ่ เซิร์กลิงที่ยังไม่ตายดีฟาดกรงเล็บออกมาอีกครั้ง ปลายกรงเล็บเฉี่ยวต้นขาของทหารคนหนึ่ง เืพุ่งออกมาเป็เส้น ชายคนนั้นร้องแต่ยังไม่ปล่อยแผง
“ล็อกไว้!” โรแวนคำราม
“ล็อกแล้ว!” ทหารคนนั้นะโกลับ เสียงแตกเพราะเจ็บ
โวร่าไปถึงก่อนที่แผงจะอ้า เธอกระแทกเท้าใส่ขาของเซิร์กลิง กดมันไว้ แล้วแทงลงที่ต้นคอ เสียงคมอาวุธฝ่าเกราะดังทึบ ร่างมันดิ้นจนฝุ่นคอนกรีตกระจาย เธอกัดฟันบิดข้อมือจนมันนิ่ง แต่ในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าช่องถูกปิด เงาอีกตัวหนึ่งที่ซ่อนหลังซากเพื่อนพุ่งขึ้นจากพื้นต่ำมาก มันรอให้ใครสักคนแตกตำแหน่ง และคีรอนคือคนที่อยู่ผิดที่เพียงครึ่งก้าว
“คีรอน ถอย!” คาเอละโ
ช้าไป
เซิร์กลิงกระแทกเข้ากับเขาเต็มแรง ร่างเด็กหนุ่มถูกเหวี่ยงชนแผงเหล็ก ปืนหลุดจากมือ กรงเล็บฟาดเฉียดไหล่และฉีกชุดทหารเป็รอยยาว เืซึมทันที
คาเอลยกปืนขึ้นช้า ๆ ลมหายใจเขานิ่ง แต่ปลายกระบอกปืนกลับค้างอยู่กลางอากาศ แม้ว่าแนวยิงถูกบังไปครึ่งหนึ่งของร่างของบัลธาซาร์ที่เฉียงเข้ามาพอดีในมุมอับที่สุด ขณะที่โรแวนยังหันมาไม่ทัน
เขาไม่ฝืนยิงทันที
นิ้วแตะไก รอจังหวะกดยิง
สายตาเลื่อนผ่านไหล่ของบัลธาซาร์ มองหาช่องเล็กที่สุดที่ยังพอยิงได้ ร่างเบื้องหน้าขยับเพียงเสี้ยววินาที เงาเปิดออกแค่พอให้เส้นยิงลอดผ่าน
คาเอลปรับมุมเพียงนิดเดียว
แล้วลั่นไกทันทีที่มีช่องโล่งพอจะไม่ให้ยิงโดนพวกเดียวกัน
นิกซ์ขยับก่อนใคร
ไม่ใช่ทั้งตัว แขนขวาของเขาขยับก่อน เร็วเกินไปจนเหมือนไม่ใช่ของเขา เส้นเืสีดำปูดขึ้นจากข้อมือถึงข้อศอกในเสี้ยววินาที นิ้วของเขางอผิดธรรมชาติแล้วพุ่งไปคว้าคอของเซิร์กลิงที่กำลังจะซ้ำใส่คีรอน นิ้วฝังเข้าใต้เกราะเปียกของมันอย่างเป็ไปไม่ได้ เืสีเข้มทะลักตามร่องนิ้ว นิกซ์เบิกตากว้างเหมือนคนเห็นร่างกายตัวเองทำสิ่งที่เขาไม่ได้สั่ง
“ผมไม่ได้…”
เขาพูดไม่จบ เซิร์กลิงดิ้นสุดแรง ลากเขาไปข้างหน้า แขนขวาของนิกซ์ไม่ปล่อย มันเกร็งแข็งเหมือนมีสัญชาตญาณบางอย่างที่เก่ากว่าความกลัวของมนุษย์กำลังควบคุม คาเอลยิงซ้ำทันที ะุเจาะหัวมัน ร่างเซิร์กลิงหมดแรง น้ำหนักทั้งหมดถ่วงแขนนิกซ์ลง เขาปล่อยมืออย่างสะดุ้ง ถอยหลังจนชนแผงเหล็ก มองนิ้วตัวเองที่เปื้อนเืและเส้นดำที่ค่อย ๆ จางลงด้วยสายตาหวาดกลัว
“อย่าเข้ามาใกล้ผมตอนนี้” นิกซ์พูดเสียงสั่น เมื่อโวร่าทำท่าจะเข้าหา
โวร่าหยุดอยู่กับที่ ไม่ถอย แต่ก็ไม่ได้ก้าวต่อ สายตาเธอแข็งขึ้นด้วยความกังวลที่ถูกกดไว้ใต้ความพร้อมต่อสู้
พื้นใต้เท้าสั่นอีกครั้ง คราวนี้แรงพอให้ฝุ่นตามรอยแตกพุ่งขึ้นเป็เส้นบาง ๆ หลุมเล็ก ๆ เปิดขึ้นใกล้ฐานแผงด้านซ้าย เศษคอนกรีตแตกกระเด็น กรงเล็บสีเข้มโผล่ขึ้นมาก่อนหัว มันไม่พุ่งทันที แต่มันคลำเหมือนสัตว์ที่โผล่จากโพรงเพื่อตรวจว่า้าปลอดภัยหรือไม่
“ยิงพวกมันเลย!” คาเอละโ
เสียงปืนสามนัดดังต่อกัน ะุเจาะเข้าที่กรงเล็บและข้อของมัน แต่มันยังดันขึ้นอีก เศษพื้นแตกเพิ่ม โวร่าไม่รอ เธอพุ่งไปครึ่งก้าว แทงลงตรงคอในจังหวะที่มันยังติดอยู่ในหลุม เืสีเข้มพุ่งขึ้นพร้อมแรงดันจากด้านล่าง โรแวนสั่งให้กดแผ่นเหล็กทับหลุม ทหารสองคนช่วยกันลากแผ่นเหล็กมาปิด แต่เสียงแตกอีกจุดก็ดังขึ้นห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร แล้วอีกจุดหนึ่งตามมา
แครก
แครก
หลุมไม่ได้เปิดแค่จุดเดียว
มันเริ่มเชื่อม
“หลุมมัน…มันเชื่อมกันแล้ว” นิกซ์พูด มือขวายังกำแน่นเหมือนกลัวมันจะขยับเองอีก
คาเอลมองหลุมแรก หลุมที่สอง และหลุมที่สาม มันเชื่อมต่อระหว่างแนวหน้า เต็นท์แพทย์ และศูนย์บัญชาการ
ทุกหลุมต่อกันฉายภาพในหัวชัดเจน ทำให้เขารู้ว่าฝูงด้านนอกไม่ใช่ศัตรูหลัก แต่มันคือแรงกดดันสิ่งที่อยู่ข้างล่างมากกว่า เส้นทางส่งกำลังพวกมัน ถ้าขืนยังตั้งรับอยู่แบบนี้ ค่ายอพยพนี้จะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน
วิทยุในบัญชาการดังแตกพร่า
“แนวเหนือรายงานหลุมยุบสองจุด…ศัตรูขึ้นจากใต้พื้น…ะุเหลือน้อย…”
อีกเสียงแทรก
“แนวตะวันออกรายงานแรงสั่นใต้พื้นต่อเนื่อง…”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากช่องตะวันตก สัญญาณเต็มไปด้วยเสียงรบกวน
“มีการปะทะนอกแนว ฝูงบางส่วนถูกดึงออก ไม่ใช่หน่วยเรา…พยานรายงานเห็นคนคนเดียว…”
แจ็กซ์ที่ยืนใกล้คาเอลหันมาทันที
“เขาคนเดียวอีกแล้ว?”
คาเอลไม่ตอบ เขามองออกไปทางควันด้านตะวันตก จุดหนึ่งในความมืดว่างผิดปกติ ฝูงเคลื่อนรอบมันแต่ไม่เข้าใกล้ เหมือนน้ำไหลแยกเมื่อเจอหินกลางลำธาร เขาไม่เห็นหน้า ไม่เห็นรูปร่างเต็ม แต่เขารู้ว่าซีนอสอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เข้ามาช่วย ไม่ใช่ยืนข้างเดียวกัน เป็เพียงตัวแปรที่ทำให้สนามรบเกิดความเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ขออนุญาตใคร
นายยังคิดว่าจะพาทุกคนรอดทั้งหมด?
เสียงในความทรงจำของซีนอสเย็นขึ้นมาในหัว คาเอลกำปืนแน่นกว่าเดิม แล้วเบือนสายตากลับมา เพราะตรงนี้ยังมีคนที่เขาต้องพยายามพาให้รอด แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม
เรนาร์เรียกคาเอลเข้ามาที่โต๊ะบัญชาการ มิเลียกางแผนที่ท่อเก่าไว้บนโต๊ะ จุดแดงรายล้อมค่ายเหมือนวงปิด
บัลธาซาร์ยืนเงียบอยู่ข้างแผนที่ ดวงตาเขามองเส้นท่อเหมือนอ่านชั้นที่คนอื่นมองไม่เห็น ลินายังยืนหน้าเต็นท์ อลิน่ายังคงทำงานรักษา มาร่ายังหายใจอยู่ คีรอนถูกพันแผลไหล่ชั่วคราวแต่ยังไม่ยอมปล่อยปืน เฮลถูกคลุมผ้าไปแล้ว และนิกซ์ยังมองมือของตัวเองเหมือนมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกาย
“ถ้าเรายังตั้งรับในฐานต่อจะเป็ไง?” เรนาร์ถาม
คาเอลมองแผนที่ มองหลุมที่เปิด มองรอยแตกที่เริ่มแยกไปตามพื้น แล้วตอบสั้น ๆ
“ค่ายจะต้องถูกทำลายจากข้างใน เพราะหลุมพวกนี้”
ไม่มีใครเถียง เพราะหลุมที่เกิดขึ้นเพิ่งตอบแทนทุกคนไปหมดแล้ว
มิเลียลากนิ้วไปตามเส้นท่อเก่าบนแผนที่
“ฉันคิดว่า แรงสั่นที่เกิดขึ้นมันเกิดตามแนวเส้นทางนี้ พวกมันคิดจะใช้เส้นทางท่อหรือทางใต้ดินเก่าเป็เส้นทาง ซึ่งพวกมันไม่ต้องเสียเวลาขุนเจาะเส้นทางใหม่เพื่อมายังที่ค่ายเรา มันเพียงแค่เปิดเส้นทางเพิ่มสักสองสามทางแล้วขยายออกให้เดินทางง่าย”
“ถ้าพวกมันทำทางเชื่อมถึงกันได้…ค่ายนี้จะกลายเป็กรงที่ขังพวกเราไว้แทน” บัลธาซาร์พูดเบา ๆ
คำว่ากรงทำให้ห้องบัญชาการเงียบลงไปอีกชั้น เรนาร์วางมือบนขอบโต๊ะ แรงกดของเขาทำให้กระดาษแผนที่ยับเล็กน้อย
“เรายังไม่รู้ตำแหน่งต้นทางพวกมัน”
คาเอลเงียบหนึ่งจังหวะ เสียงกรงเล็บด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง เสียงใต้พื้นตอบกลับมาเหมือนเสียงสะท้อนจากคนละโลก เขารู้สึกถึงแรงสั่นเบา ๆ ที่เดินผ่านฝ่าเท้า รู้สึกถึงเวลาที่สั้นลงทุกครั้งที่พื้นหายใจ
“งั้นเราก็ต้องหามัน”
แจ็กซ์กลืนน้ำลายด้านหลัง
“คำว่า ‘หามัน’ นี่หมายถึงอยู่ในค่ายแล้วดูแผนที่ใช่ไหม”
ไม่มีใครตอบ
เขาหลับตาสั้น ๆ
“โอเค ไม่ใช่สินะ”
เรนาร์มองคาเอลนานพอให้ทุกคนรู้ว่าการตัดสินใจยังไม่จบ
“ฉันยังไม่อนุญาตให้ใครออกไป”
คาเอลไม่เถียงทันที เขาเพียงมองหน้าเรนาร์
“เวลาไม่เคยรอใคร การตัดสินใจช้านำไปสู่หายนะ”
เรนาร์ไม่ตอบ และการไม่ตอบนั้นเป็คำตอบที่ชัดที่สุด
พื้นใต้เท้าสั่นอีกครั้ง เบากว่าครั้งก่อนแต่ยาวกว่าเดิม ฝุ่นขาวลอยขึ้นจากรอยแตกเป็ม่านบาง ๆ คาเอลกับนิกซ์หันมองพื้นพร้อมกัน คนอื่นยังช้าไปครึ่งจังหวะ แต่ครึ่งจังหวะนั้นคือสิ่งที่บอกว่ามีแค่พวกเขาสองคนที่รู้สึกชัดที่สุด มิเลียเห็นการเคลื่อนไหวนั้น เธอมองคาเอล มองนิกซ์ แล้วมองพื้นใต้ค่ายด้วยสีหน้าที่เข้าใจมากขึ้นและกลัวมากขึ้นในเวลาเดียวกัน
อลิน่ายังสั่งงานในเต็นท์แพทย์มือของเธอไม่หยุด ลินายังถือไฟใกล้มาร่า มิเลียยืนหน้าแผนที่ บัลธาซาร์ฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยินครบ เรนาร์ยังคงคิดเพื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ไม่อยากเลือก โรแวนยังตรึงแนว โวร่ายังทำการปิดหลุม แจ็กซ์ยังอยู่ตรงที่เขาพอช่วยได้ นิกซ์ยังกลัวตัวเอง และคาเอลยืนอยู่กลางเสียงทั้งหมดนั้นพร้อมความคิดเดียวที่เริ่มกลายเป็คำสั่งในอนาคต
ต้องออกไป หาวิธีไปทำลายก่อนค่ายถูกกินจากข้างใน
ในความมืดมิดนอกแนวกั้น เสียงกรงเล็บดังขึ้นอีกครั้ง ครืด… และใต้พื้นค่าย เสียงอีกเสียงตอบกลับมา ครืด… สองเสียงซ้อนกัน บนดินกับใต้ดิน เหมือนค่ายทั้งค่ายถูกจับไว้ระหว่างฟันสองแถวของบางสิ่งที่ยังไม่ยอมกัดเต็มแรง
คาเอลหลับตาลงเพียงครึ่งเสี้ยววินาที แล้วลืมตา
พื้นใต้เท้าเหมือนกำลังหายใจ
และเขารู้ว่า
การโจมตีครั้งต่อไป
มันจะไม่มาทางเดิม….