บทที่ 5
“เอ้า...เอานี่ใส่เข้าไปด้วยสิ แล้วเธออยากรู้ไหมล่ะว่า ฉันค้นพบส่วนที่ไม่น่าพอใจของเขาตรงไหน?”แคทธี่มองเห็นภาพรถบลูโดเซอร์ ที่ถล่มบ้านไร่จนราบเรียบเพื่อสร้างบ้านไร่แบบทันสมัยปรากฏขึ้นในมโนภาพทันที“อะไรล่ะ? ” เธอกลั้นใจถาม ใจหนึ่งก็ไม่อยากได้ยินคำตอบจากปากเพื่อนเลย ส่วนแอนดี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างยืดยาว“เฮ้อ..ก็เขาแต่งงานแล้วนะสิ คิดดูเถอะ พอเพิ่งจะมีมนุษย์ผู้ชายที่หล่อเหลาเอาการสักหน่อยย้ายเข้ามาในเมืองนี้ก็ดันแต่งงานแล้วเสียอีก ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีแล้ว”กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดรอคำตอบอาจจะนำความผิดหวังมาให้คลายตัวเอง แคทธี่หัวเราะออกมา อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้“นี่แม่คุณ เธอคงไม่ถามเขาออกไปตรง ๆ หรอกนะจ๊ะ?”แววรวดร้าวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสาวผมดำ“ฉันไม่สะเพร่าขนาดนั้นหรอกน่า แคทธี่” รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ “ก็ฉันเห็นเขาพาเด็กผู้ชายมาด้วยคนหนึ่ง แล้วพ่อหนูนั้นก็เรียกเขาว่าพ่อด้วย ฉันก็เลยคิดขึ้นมาว่าก็ในเมื่อมีคุณพ่อแล้วก็มีลูกชายตัวเล็กมันก็ต้องมีคุณแม่ด้วยสิจ๊ะเธอ”“ไม่จำเป็นหรอก เขาอาจจะหย่าขาดจากกันหรือเป็นพ่อหม้ายก็ได้นี่” อะไรกัน...ทำไมเธอถึงได้ตอบเพื่อนออกไปอย่างนั้นเล่า แคทธี่ออกจะสงสัยในความคิดของตัวเองขึ้นมา“แหม..ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็วิเศษน่ะสิ” แอนดี้กุมมือทั้งสองข้างไว้อย่างปลื้มเปรมใจ “แต่ไม่ว่าเขาจะแต่งงานแล้วหรือไม่ได้แต่งก็คงไม่เป็นปัญหาสำหรับคอนนี่แน่ เขาไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจหรอก ขอให้เป็นหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ ก็ใช้ได้ และร็อบ ดั๊กลาส ก็เป็นคนหนุ่มที่หล่อชนิดหายห่วงเสียด้วยสิ นี่ฉันจะบอกให้นะเธอต้องเห็นเขาด้วยตัวเองเร็ว ๆ นี้แน่ เพราะเห็นว่าจะเอาลูกชายเข้าโรงเรียนที่นี่ด้วย ฉันยังบอกเขาเลยว่าฉันมีเพื่อนอยู่บ้านเดียวกัน ก็หมายถึงเธอนั่นแหละ..ฉันบอกว่าเธอเป็นครูแล้วก็เป็นหลานสาวเจ้าของบ้านไร่คนเก่าเสียด้วยสิ”“แล้วลูกชายเขาอยู่ชั้นไหนล่ะ?” แคทธี่ออกรู้สึกหวั่น ๆ ขึ้นมาในใจเพราะยังไม่รู้ว่าจะยับยั้งไม่ให้เด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกชายเล็ก ๆ ของคนที่เธอไม่ชอบหน้าเพราะมาซื้อบ้านไร่ของตระกูลเข้าโรงเรียนได้หรือไม่คิ้วของแอนดี้ขมวดเข้าหากัน“ฉันจำไม่ได้นะว่าเขาพูดอะไร จำได้แต่ว่าฉันบอกเขาไปว่าเธอสอนชั้นประถม 4 แต่นึกไม่ออกว่าเขาพูดว่าอะไร แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเด็กนั่นอายุสักเท่าไหร่ จะ 7 หรือ 11 ก็ไม่รู้ แต่อีกไม่นานเธอก็รู้เองนั่นแหละ” แอนดี้ยักไหล่เพราะมองไม่เห็นว่ามันจะมีความสำคัญอะไรในเรื่องที่กำลังพูดอยู่ “แล้วเย็นนี้เธอมีรายการอะไรพิเศษไหมนี่ จะออกไปไหนกับเคลย์หรือเปล่า? ”“วันนี้ฉันมีฝึกซ้อมร้องเพลงที่โบสถ์ เคลย์เขาจะไปรับตอนเลิกแล้ว แต่ก็คงจะแค่ออกไปกินกาแฟกันเท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษหรอก”“แต่มันก็ฟังเข้าท่ากว่าของฉันแยะล่ะ เย็นนี้ฉันว่าจะสระผม ซักเสื้อแล้วก็ดูโทรทัศน์รายการสุดท้าย เธอน่ะไม่รู้หรอกว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน แคทธี่” น้ำเสียงของเพื่อนสาวบอกความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่อับอายที่จะสำแดงความสงสารตัวเองออกมา “ข้อแรกก็คือเธอมีคู่รักเป็นตัวเป็นตน ซึ่งนั่นก็ต้องนับเป็นความสำเร็จประการหนึ่งแล้ว และข้อสองก็คือเขาเป็นคนที่ใจคอมั่นคงมากถ้าฉันเป็นเธอนะ ฉันจะต้องเอาเขาไปยืนหน้าแท่นบูชาให้เร็วที่สุดจนเขาตั้งตัวไม่ทันเชียวละ แล้วก็อย่าได้ปล่อยให้คู่รักเธอเข้าใกล้คอนนี่เป็นอันขาด แม่นั่นน่ะตามติดหมับเชียวละขอให้นุ่งกางเกงเป็นใช้ได้ นี่...ถามจริง ๆ เถอะ เธอไม่หึงบ้างเลยหรือเวลาแม่นั่นเขาระริกระรี้กับเคลย์ต่อหน้าต่อตาเธอน่ะ? ฉันน่ะแทบจะควักลูกตาออกแทนเธอแล้วสิ”“ฉันว่าธรรมชาติของฉันคงไม่ใช่คนขี้หึงหรอก” แคทธี่ยักไหล่ “แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือฉันเชื่อใจเคลย์”แววครุ่นคิดปรากฏขึ้นในดวงตาของแอนดี้ขณะที่แคทธี่สาละวนอยู่กับการจัดโต๊ะอาหาร“ทำไม เธอกับเคลย์ถึงยังไม่กำหนดวันแต่งงานกันอีกล่ะ? ”“มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอก” ดวงตาสีเขียวเข้มปรายขึ้นสบกับดวงตาสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ “เรากำลังมองหาบ้าน มันก็เลยรอมาเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาบ้านได้เท่านั้นละ”“แล้วเคลย์เขาก็ไม่ขัดข้องงั้นเหรอ ฉันหมายถึงว่า เขาก็ยินดีจะคอยใช่ไหม? ”คำถามนั้นทำให้แคทธี่ระวังตัวขึ้นมาทันที เคลย์เคยพูดอะไรในเรื่องนี้บ้างหรือเปล่านะ? เธอนึกไม่ออกเอาจริง ๆ เพราะดูเหมือนเคลย์พร้อมที่จะทำตามทุกอย่างไม่ว่าเธอจะเสนออะไรขึ้น แอนดี้มีท่าทางอยากรู้ในคำตอบนั้นจริง ๆ เสียด้วย“เราต่างคนต่างก็เห็นด้วยในความคิดนี้นี่ ไม่เห็นมีอะไรเลย” แคทธี่ตอบด้วยน้ำเสียงสงบไม่ยอมให้มีจุดสงสัยได้เลยแม้แต่น้อย“เธอไม่รักเขาหรอกหรือนี่? ” เมื่อเห็นแววคล้ายตกใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเพื่อน แอนดี้ก็รีบพูดต่ออย่างรวดเร็วว่า “คือฉันมักจะคิดอยู่เสมอว่าเมื่อเวลาที่เรารักใครสักคนหนึ่ง รักอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วละก็ เรามักจะยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้ไอ้ความรักน่ะมันพาไป แต่ท่าทางของเธอมันชา ๆ เย็น ๆ ยังไงก็ไม่รู้ บางครั้ง ฉันอยากจะคิดว่ามันเป็นเพราะเธอ...” แก้มของแอนดี้แดงปลั่งขึ้นมาทันทีคล้ายจะบังเกิดความขวยอายและลังเลใจที่จะพูดประโยคนี้ต่อให้จบ “คือฉันหมายถึงว่าบางทีเธอกับเคลย์...คือมันมีคู่หมั้นหลายรายที่ไม่จำเป็นจะต้องให้ถึงวันเข้าพิธีจริง ๆ เสียก่อนก็ได้...ฉันรู้หรอกน่าว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรของฉัน แต่มันคันปากอยากรู้จริง ๆ ว่าเธอ ‘รักษาเนื้อรักษาตัว’ ไว้สำหรับคืนแต่งงานจริง ๆ หรือเปล่าเท่านั้นแหละ”“แอนดี้ เธอนี่แย่มาก” แคทธี่ไม่อาจสะกดกลั้นความขบขันในน้ำเสียงไว้ได้ “แหม...ใช้คำว่า ‘รักษาเนื้อรักษาตัว’ เชียวนะ มันฟังโบราณหรอกแต่ก็เพราะดีอยู่ และฉันก็คิดว่าตัวเองกำลังทำอย่างนี้อยู่เสียด้วยสิสำหรับฉันแล้วนะ ก็มีแต่เคลย์คนเดียวเท่านั้นละ, ฉันรู้ว่าจะต้องแต่งงานกับเขาตั้งแต่เรียนอยู่ ม.8 แล้ว, ส่วนเขาเองก็เป็นสุภาพบุรุษเสียจนฉันไม่คิดว่าเขาจะเสนออะไรให้มันพิเศษไปจนกว่าจะถึงวันที่เราแต่งงานกัน ฉันกับเขาถูกอบรมเลี้ยงดูมาแบบที่คนสมัยนี้อาจจะเรียกว่ามันเป็นจริยธรรมสมัยเก่าก็ได้ ไอ้การที่จะคิดว่าจะถูกตวัดร่างขึ้นโดยอัศวินม้าขาวน่ะหรือ” แคทธี่ยิ้มอย่างขบขัน “ฉันมองไม่เห็นภาพจริง ๆ ว่าเคลย์จะทำอะไรพรรค์นั้นได้ สมัยก่อนนะฉันยังจำได้ว่าคืนวันฮัลโลวีนปีหนึ่ง ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กอยู่มาก เคลย์แต่งตัวเป็นคาวบอย แต่ฟันหน้าหายไป 2 ซี่ มันก็เลยยิ่งทำให้มองภาพอัศวินที่สวมเกราะเหล็กไม่ออกเอาจริง ๆ ”“แหม...เธอพูดเสียฉันใจไม่ดีเลย” แอนดี้ว่า หัวเราะกับคำพูดของตัวเอง “เรื่องพรรค์นี้ฉันไม่ค่อยรู้หรอก เพราะไม่เคยมีหนุ่มน้อยหวานใจหรือเป็นสาวน้อยหวานใจของใคร คือพูดง่าย ๆ มันก็ไม่มีความเป็นหวานใจอยู่แล้ว การที่ฉันพูดอะไรมาก ๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเคยทำหรอก เพียงแต่ว่ามันอดคันปากไม่ได้เท่านั้น แล้วเธอก็รู้ว่าพวกผู้ชายน่ะเป็นยังไง พวกนี้น่ะชอบฟังนักจะได้เอาไปพูดต่อ”“ไอ้การเป็นนักฟังที่ดีมันก็เป็นเรื่องเรียนยากอยู่เหมือนกันนะ”“แต่ตราบใดที่คนเรารู้จักพูดมันก็มีเรื่องที่น่าสนใจจะฟังทั้งนั้นละ” แอนดี้ตั้งท่าจะเดินออกไปยังห้องโถงแต่แล้วก็หยุดอยู่ตรงหน้าประตู “ฉันมันนักฝันแล้วก็คอยแต่จะฝันว่าสักวันหนึ่งจะมีใครสักคนที่เข้าท่าผ่านเข้ามาแล้วก็มาจูบปิดปากฉันเสียชนิดที่พูดไม่ออกเอาเลยละ ฟังไม่เข้าท่าเลยใช่ไหมล่ะ? ” เธอถอนใจ “แต่มันช่วยไม่ได้เพราะฉันมันเป็นโรคโรแมนติกเสียแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็อาจะเป็นได้ที่เธอกำลังจะแต่งงานและมีความสุขตลอดไปกับพ่อเคลย์ของเธอ แต่ฉันกลับไม่มีนัดคืนวันเสาร์เอาเลยไงล่ะ”คำพูดของแอนดี้ยังก้องอยู่ในหู จนแม้แต่เมื่อเจ้าตัวเข้าไปในห้องนอนและผลัดเปลี่ยนเครื่องแบบสีขาวออกจากกายแล้ว ขณะเดียวกัน เมื่อเสร็จจากการเตรียมอาหารค่ำ ตั้งเวลาเตาอบไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว แคทธี่ก็เตรียมน้ำในอ่างอาบเหยาะเกลือหอมลง และลงไปแช่เพื่อให้คลายความเมื่อยล้าที่ผจญกับงานมาทั้งวัน และในยามนั้นที่แคทธี่หวนคิดไปถึงคำพูดของเพื่อนอีกครั้ง มันมีข้อความบางอย่างที่ขีดเส้นใต้อยู่ในความรู้สึกที่แอนดี้คิดว่าแคทธี่ประพฤติตัวอย่างดีมาตลอดซึ่งนั่นมิได้เป็นความจริงเท่าไหร่นัก ถ้าจะยึดว่าเป็นเพราะเธอรักเคลย์, แม้จะต้องยอมรับว่าระหว่างเธอกับเคลย์นั้นมันไม่เคยเกิดประกายเพลิงอันแรงร้อนอย่างที่แอนดี้ให้ความสำคัญก็ตาม ซึ่งแคทธี่ก็คิดว่ามันเป็นด้วยความรู้สึกนิยมยกย่องในกันและกันมากกว่า แต่มันก็ไม่ถึงขั้นที่จะมีความสำคัญจนถึงขั้นว่าจะเคารพนับถือหรือความเป็นเพื่อน มันเกิดเพราะไม่ปรารถนาจะทำมากกว่าจากจุดลึก ๆ ของหัวใจ แคทธี่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันก็อาจจะเป็นการดีอยู่เหมือนกันที่จะมีความรู้สึกและความปรารถนาจนไม่อาจจะระงับดับลงได้ แต่แล้วเธอก็สั่นศีรษะแรง ๆ ขับไล่ความคิดนั้นออกจากใจทันที