ตอนที่3 หนิงหรงผู้ไร้พลัง
“แหวะ...”เสียงอาเจียนดังขึ้น ขณะคนเป็นหมอขมวดคิ้ว
“ขม...”เสียงเด็กหญิงบ่นทำหน้าพะอืดพะอม ทำท่าจะอาเจียนอีกรอบ
สาวใช้นามเสี่ยวเมิ่งรีบรับถ้วยยาคืนมาแล้วส่งน้ำผึ้งให้คุณหนูจิบแก้ขม
“ท่านหมอไม่มียาเม็ดหรือ” คำถามดังขึ้นจากเยี่ยนเฟย ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารองครักษ์ที่มาคอยคุ้มกันหงหนิงหรง
หมอหลวงผู้สวมชุดขาว หน้าตาอ่อนโยนรูปร่างผอมสูง ถอนหายใจ “ยาน้ำได้ผลเร็วกว่า แต่ถ้าคุณหนูดื่มไม่ไหวข้าจะให้ยาเม็ดแทน”
เด็กหญิงทำตาโตสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้ทานยาเม็ด และหมอหลวงตรวจอาการอีกเล็กน้อยทุกคนก็แยกย้าย ปล่อยให้เด็กหญิงนอนพักผ่อนร่างกายอีกหน่อย
ตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเย็นแล้วหลังทานอาหารและทานยา หนิงหรงให้เสี่ยวเมิ่งและหมอหลวงช่วยประคองเพื่อทำกายภาพขาให้ตนเองได้ฝึกเดิน เมื่อเดินสำรวจดูแบบทุลักทุเล พักบ้างล้มบ้างบางครั้ง ก็พบว่า บ้านหลังนี้ ใหญ่โตไม่น้อยเมื่อมีเรือนแยกออกไปอีกสามหลัง สำหรับใช้นอน และเรือนหลักที่มีห้องโถงห้องหนังสือ ห้องนอนอีกสองห้อง... สมกับเป็นบ้านพักตากอากาศของฮ่องเต้จริงๆ...หากจะขาดก็คงจะเป็นน้ำพุร้อนกระมัง!
หมอหลวงตรวจดูอาการของหนิงหรงสั่งลดยาบางตัว เมื่อพบว่าอาการนางดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มยาบำรุงแทนสีหน้าท่านหมอดูกังวล จนหนิงหรงต้องออกปากถาม
“มีอะไรผิดปกติหรือ...”หนิงหรงถามด้วยความสงสัย
หมอหลวงถอนหายใจ“อาการของคุณหนูฟื้นตัวได้เร็วมาก มากจนน่าประหลาดใจดูเหมือนโอสถกิเลนทองนอกจากจะช่วยชีวิตท่านแล้วยังช่วยฟื้นฟูร่างกายท่านได้อย่างรวดเร็ว”
ในความทรงจำของร่างเดิมโอสถกิเลนทอง เป็นยาวิเศษ ที่ทำจากเลือดของกิเลนทอง เทพอสูรผู้ปกครองแดนอสูรเป็นโอสถที่มีเพียง สามเม็ดเท่านั้น ทั้งสามเม็ดล้วนเป็นของที่ฮ่องเต้ครอบครอง
ดูเหมือนฮ่องเต้จะรักหลานสาวผู้นี้มากถึงขั้นยอมสละโอสถวิเศษที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษใช้ยื้อชีวิตหลานรัก
“หากไม่ได้โอสถนี้เกรงว่าคุณหนูคงตายไปแล้ว นับเป็นความโชคดีที่ท่านได้ยานี้มา และโชคดียิ่งกว่าคือร่างกายของท่านดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ...”
หนิงหรงนิ่งคิดไปพักนึงด้วยความงุนงง
“ฟังท่านพูดแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีแล้วทำไมท่านยังทำหน้าไม่สบายใจเช่นนั้น”
คำถามของหงหนิงหรงทำให้หมอหลวงที่คันปกอยากจะพูดรีบบอกออกมา
“คุณสมบัติของโอสถกิเลนทอง นอกจากบำรุงร่างกาย ช่วยชีวิต ยังช่วย...ถอนพิษในร่างกายอีกด้วย...”หมอหลวงให้คำตอบ ที่ทำให้หนิงหรง ตาเบิกโพลง
“หมายความว่าในร่างกายข้ามีพิษ?” หนิงหรงจับใจความที่หมอต้องการบอก
หมอหลวงพยักหน้ายืนยันว่าสิ่งที่นางคิดถูกต้อง
“แล้ว...มีพิษได้อย่างไร?” คราวนี้หนิงหรงหันไปมองหน้าสาวใช้นามเสี่ยวเมิ่ง
เสี่ยวเมิ่งรีบคุกเข่า“ข้าไม่ได้วางยาคุณหนูนะ” เสี่ยวเมิ่งรีบปฏิเสธทันทีเมื่อสายตาเจ้านายจ้องมาบ่งบอกว่าสงสัย
“แล้วข้าจะถูกพิษได้อย่างไร...”หนิงหรงหรี่ตามองสาวใช้อย่างไม่ไว้ใจ เสี่ยวเมิ่งเป็นเด็กกำพร้าที่ติดตามมารดามาตั้งแต่ก่อนออกเรือนนับเป็นคนใกล้ชิดมากที่สุดคนหนึ่ง หากไม่ใช่คนใกล้ตัววางยาพิษแล้วหนิงหรงจะถูกพิษได้อย่างไร
หมอหลวงสอบถามตัวยาบำรุงที่หนิงหรงเคยกินมาตั้งแต่เด็ก และสอบถามไปถึงยาที่อดีตฮูหยินดื่มตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์ จนถึงวันคลอด สุดท้ายหมอหลวงจึงกล่าว
“มารดาของคุณหนูเสียชีวิตหลังคลอดท่าน...”หมอหลวงกล่าว “ดูเหมือนคุณหนูจะได้รับพิษนี้มาเป็นเวลานาน คาดว่าน่าจะตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา...”
คำพูดของหมอหลวงทำให้ข้าอ้าปากค้างด้วยความตกใจ“ท่านหมายความว่า มารดาข้าก็อาจจะตายเพราะถูกวางยาพิษหรือ!” ข้อมูลนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่วางยาสังหารบุตรสาวของท่านอ๋องฮุ่ย หากเรื่องนี้รั่วไหลออกไปต้องมีการพลิกฟื้นคดีไต่สวนหาคนผิดแน่นอน
“จะบอกว่าเป็นยาพิษก็ยังไม่ถึงขั้นนั้นขอรับสำหรับยานี้ใช้กับคนท้อง หากใช้ในปริมาณเหมาะสมก็เป็นยาบำรุง แต่ถ้ามากเกินไปจะทำให้คนท้อง มีอาการอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง อยากนอนตลอดเวลาและเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ อย่างการคลอดลูก หากใช้ยาตัวนี้ในปริมาณมากก็อาจจะทำให้ตายทั้งกลม หรือหลังคลอด ร่างกายจะอ่อนแอ หากผสมกับยาบางตัวจะทำให้ถึงตายได้ซึ่งยาแต่ละตัวล้วนไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยาบำรุงที่ส่งเสริมฤทธิ์ยาตัวนั้น”
หนิงหรงได้ฟังคำอธิบายนั้นแล้วอดขนลุกไม่ได้ต้องโหดเหี้ยมขนาดไหนถึงกับคิดจะสังหาร คนท้อง...
“คาดว่าสาเหตุที่คุณหนูมีร่างกายอ่อนแอมาโดยตลอดไม่สามารถฝึกยุทธได้ ก็เป็นเพราะได้รับผลของยามาจากร่างกายของมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และข้าน้อยตรวจพบว่ายาบำรุงที่คุณหนูต้องกินเป็นประจำก็มีตัวยาเหล่านี้ผสมอยู่ แม้จะไม่มากจนเป็นอันตราย แต่เมื่อต้องดื่มยาตัวนี้ซ้ำๆ เป็นเวลานาน จะส่งผลให้ยิ่งดื่มร่างกายท่านยิ่งอ่อนแอ”
หนิงหรงได้ฟังดังนั้นสีหน้าพลันเคร่งขรึมลงที่แท้ยาบำรุงที่ตนดื่มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมาตลอดกลับเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนมีร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถฝึกยุทธได้
“ฉลาดจริงใช้ยาบำรุงเป็นยาพิษ...” หนิงหรงพึมพำ ของแบบนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครทำก็ต้องเป็นฮูหยินคนปัจจุบัน แม่เลี้ยงของตน!
“แล้วท่านสามารถรักษาร่างกายข้าให้กลับมาปกติได้หรือไม่”หนิงหรงถามด้วยความกังวล
หมอหลวงยิ้ม“โดยปกติแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากที่ได้รับพิษมาหลายปีแต่ทว่า...เมื่อท่านได้กินยากิเลนทองเข้าไป ข้าก็กล้าพูดได้ว่าท่านจะร่างกายแข็งแรงยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ..”
หนิงหรงฟังแล้วตาเบิกกว้าง“ถ้า...ข้าร่างกายแข็งแรง ถ้าเช่นนั้นข้าก็ฝึกยุทธได้ใช่ไหม!” หนิงหรงทำเสียงตื่นเต้นกับความคิดนี้หากฝึกยุทธได้ อนาคตในโลกใหม่นี้ก็จะเปลี่ยนไป ชะตาของหนิงหรงจะต้องพลิกผันแน่นอน...
“ขอแสดงความยินดีด้วยหลังจากรักษาร่างกายอีกหนึ่งถึงสองเดือน ท่านจะสามารถฝึกยุทธได้...”
คำยืนยันของท่านหมอทำให้หนิงหรงยิ้มออก
‘ชะตาชีวิตแสนอนาถของเจ้าข้าจะช่วยเปลี่ยนมันเอง แค้นของเจ้าข้าจะรับช่วงต่อชำระให้เจ้าเอง!’ หนิงหรงคนปัจจุบันเกิดความคิดมุ่งมั่นในใจ
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วป่าทำเอาจ้าวอี้หานสะดุ้ง
ทำให้หนิงหรงคิดถึงบรรยากาศเวลาเล่าเรื่องผีแล้วมีอะไรแปลกๆโผล่มาให้ตกใจเล่น
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น” หนิงหรงถามด้วยความสงสัย
“เสียงนั้นน่าจะเป็นสัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งถูกฆ่าโดยสัตว์อสูรที่เข้มแข็งกว่า ไม่ก็ถูกกิน”เสี่ยวเมิ่งเล่าหน้าตาเฉยเมย
“ตอนกลางคืนข้าเคยพบเห็นว่าอสูรตัวเล็กกัดขาอีกฝ่ายขาดเคี้ยวไม่กี่ทีกลืนลงท้อง อาศัยจังหวะเจ้าตัวโตร้องโหยหวนก็กัดขาอีกข้างกินลงไปพริบตาเดียวมันก็กินหมดเกลี้ยงทั้งตัว เจ้าตัวโตยังไม่ทันสู้ด้วยซ้ำ”
เสี่ยวเมื่งเล่าขณะทำหน้าพะอืดพะอมเมื่อนึกถึงกระต่ายที่กินสัตว์อสูรตัวโตทั้งเป็น!
ท่านหมอจึงเล่าแทนเสี่ยวเมิ่งที่สีหน้าไม่สู้ดี
“บางวันข้าก็เห็นสัตว์อสูรชุมนุมกันรอบบ้าน มีทั้งตัวเล็กเท่าลูกหมา จนใหญ่โตเท่าบ้านพวกมันมายืนล้อมรอบบ้านจนแน่นขนัดรอให้พวกเราคนใดคนหนึ่งก้าวออกจากบ้านแล้วจับไปกินบางวันรอบบ้านก็เงียบสงัดไม่มีเสียงอะไรเลย ไม่ปรากฏตัวอะไรให้เห็นด้วยป่านี้จะว่าสงบก็สงบ จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัวเหตุการณ์แต่ละวันล้วนแปลกประหลาดทั้งสิ้น”
“พวกท่านจิตแข็งน่าดูข้าคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น มาเห็นอะไรแบบนี้ทุกวันคงเป็นบ้าตายไปแล้ว”
“ถึงสัตว์อสูรพวกนี้จะน่ากลัวแต่มนุษย์เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า พวกมันฆ่าฟันกันตรงๆไม่ได้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมยากหยั่งถึง เหมือนมนุษย์” นี่คือสิ่งที่หมอหลวงตระหนักได้ตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้
“ใช่...ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ามนุษย์อีกแล้ว” หนิงหรงพึมพำ
หลายปีที่ข้าทำงานเป็นทนายความข้าพบเห็นผู้คนมากมายต่างเต็มไปด้วยชั้นเชิงการวางแผน โดยเฉพาะในคดีฆาตกรรมใหญ่ๆ ที่วางแผนมาอย่างดียากจะหาหลักฐาน คนบางพวกเป็นคนร้ายเองแต่แสร้งว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน
“ข้าขอความรู้เรื่องผู้ฝึกยุทธหน่อยแบบไหนถึงเรียกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธระดับสูง เหตุใดอาณาจักรเฟยจึงกลายเป็นที่เกรงกลัว” หนิงหรงเปลี่ยนเรื่องคุยเนื่องจากเสียงข้างนอกสงบลงแล้ว
“ผู้ฝึกยุทธนั้นแบ่งได้สามระดับ คือผู้ฝึกยุทธ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง
แบ่งเป็น9 ระดับ
1-3เรียกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธระดับต้นหรือ พื้นฐาน พลังยุทธต่ำสุด
4-6 เรียกว่าผู้ฝึกยุทธระดับกลาง พลังยุทธ ไม่สูงไม่ต่ำ เป็นระดับที่คนส่วนใหญ่มักไปถึง สูงสุดแค่ระดับ6
7-9คือผู้ฝึกยุทธระดับสูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลสำคัญ และมีตำแหน่งราชการในกองทัพ หรือเป็นเหล่าผู้มีอิทธิพล
นอกจากนี้ยังมีระดับยอดยุทธซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่น้อยคนจะไปถึง
และยังมีราชันยอดยุทธถูกยกย่องให้เป็นอันดับผู้อาวุโสโดยลำดับตำนานแห่งราชันย์คือจุดสูงสุดอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าจุดมุ่งหมายของผู้ฝึกยุทธคือการได้เป็นตำนานแห่งราชัย์ ทว่ากลับยังไม่เคยมีใครไปถึง
อาณาจักรเฟย มียอดยุทธ มากกว่าห้าร้อยคนมากพอจะทำลายเมือง ๆ หนึ่งได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น อาณาจักรเฟยจึงเป็นที่หวาดกลัวของอาณาจักรข้างเคียงทั้งหลาย
ทว่าโชคดีที่อาณาจักรเฟยหยุดการขยายดินแดนมาหลายร้อยปี เน้นไปด้านการค้าขายแทน
นอกจากนี้เหตุผลที่อาณาจักรเฟยทรงอิทธิพลเพราะสำนักฝึกยุทธของอาณาจักร มีชื่อเสียงโด่งดังจนทุกคนใฝ่ฝันอยากเข้าเรียน
สำนักแห่งนี้มีนามว่าสำนักพยัคฆ์ทมิฬ เป็นหัวใจหลักของอาณาจักรที่สร้างชื่อเสียงให้แก่อาณาจักรเฟยและเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดเนื่องจากไม่ว่าใครก็อยากให้คนในดินแดนตนเข้าไปร่ำเรียนที่สำนักนี้หากใครกล้าเป็นศัตรูกับอาณาจักรเฟย เกรงว่าจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมสำนัก...
อาณาจักรทั้งหลายมักมียอดยุทธของตัวเองไม่เกินร้อยคน ขณะที่อาณาจักรเฟยกลับมีเกือบห้าร้อยคนดังนั้นอิทธิพลด้านกำลังทหารของอาณาจักรเฟยจึงเป็นที่น่าหวาดผวาอย่างยิ่งหากพวกเขาคิดรุกรานอาณาจักรอื่น”
“แต่ความน่ากลัวของพวกเขายังไม่หมดกล่าวกันว่าอาณาจักรเฟย มีตำนานเล่ากันว่า มังกรฟ้าผู้ทำหน้าที่พิทักษ์โลกซึ่งจะจุติลงมาเป็นมนุษย์ ก็ต่อเมื่อโลกเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นและทุกครั้งที่จุติ จะมาถือกำเนิดในราชวงศ์เฟยและล่าสุดองค์รัชทายาทของอาณาจักรเฟย ดันมีพลังของมังกรฟ้า
ตอนที่ถือกำเนิดมีมังกรที่ปรากฏตัวพร้อมสายฟ้าเกิดขึ้นเหนือตำหนักอดีตฮองเฮาขณะที่ทรงให้กำเนิดพระโอรส...พลังมังกรฟ้าคือคนที่สามารถฝึกวิชาเซียนได้ขณะเดียวกันพลังยุทธก็จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนทั่วไปเพียงแต่ระดับพลังจะเลื่อนได้ช้าแต่เมื่อเลื่อนขั้นย่อมแข็งแกร่งกว่าคนที่เหนือขึ้นไปถึงหนึ่งระดับ”
หงหนิงหรงขมวดคิ้ว“เหตุใดความโชคดีถึงได้ไปรวมที่อาณาจักรเฟยจนหมดสิ้น ดูเหมือนฟ้าจะลำเอียงเข้าข้างแต่อาณาจักรเฟย”หนิงหรงบ่นพึมพำ
ทว่าท่านหมอหลวงกลับส่ายหน้า“อาณาจักรเฟย ไม่เคยสงบสุขเลยสักครั้ง อย่างน้อยหากไม่เกิดสงครามก็มักเกิดเรื่องชาวยุทธเข่นฆ่ากันเป็นผลักเป็นปลา แบบไม่หวั่นเกรงสิ่งใดมีคนตายตลอดเวลา เรียกว่างานเก็บศพเป็นงานประจำของเหล่าทหาร” หมอหลวงกระซิบเบาๆ
“นอกจากนี้หากผู้ที่ได้รับพลังมังกรฟ้าปรากฏตัวขึ้น...คนผู้นั้นมักจะเป็นคนอารมณ์แปรปรวนรุนแรงพลังปั่นป่วนในร่างทำให้ควบคุมพลังได้ยากถูกพลังของตนเองบั่นทอนร่างกายและพลังชีวิตหากไม่ควบคุมให้ดีพลังนี้จะทำลายชีวิตของผู้ครอบครอง”
“ครอบครองพลังที่ยิ่งใหญ่แต่กับต้องถูกกัดกินชีวิต นี่มันคำสาปมากกว่าพรเสียอีก”หนิงหรงพึมพำอย่างนึกเห็นใจโดยไม่รู้เลยว่าในอนาคตตนและคนผู้นี้จะมีโอกาสได้รู้จักกัน
“ว่าแต่อาณาจักรเราทำไมถึงมียอดยุทธน้อยกว่าเรียกได้ว่าหายากเลยทีเดียว แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธที่ไปถึงระดับสูงได้ก็มีไม่มากนัก”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างอาณาจักรฮุ่ยนับว่าอ่อนแอที่สุด มียอดยุทธ ไม่ถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำหนำซ้ำตอนนี้ยอดยุทธเหล่านั้นดันเป็นผู้สูงวัย ที่เริ่มหลีกเร้นเก็บตัวไม่ยุ่งวุ่นวายกับโลกภายนอกอีก
“เป็นเพราะอาณาจักรฮุ่ยสงบสุขผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่าย อุปนิสัยรักสงบ ไม่ค่อยชอบการต่อสู้มากนักการฝึกยุทธจึงไม่ได้เคร่งครัด เพื่อไปถึงจุดสูงสุดแบบเอาเป็นเอาตาย
ขณะที่อาณาจักรเฟยมีนิสัยชื่นชอบการต่อสู้ มีนิสัยทะเยอะทะยาน ถูกปลูกฝังจากตระกูลและสภาพแวดล้อมให้ต่อสู้แข่งขันเพื่อความเป็นใหญ่รวมทั้งมีสำนักฝึกยุทธที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยผู้รอบรู้จึงสร้างผู้ฝึกยุทธระดับแนวหน้าออกมาได้จำนวนมาก” จ้าวอี้หานตอบ
“แล้วสกุลหงมีอำนาจมากหรือทำไมต้องพระราชทานสมรสให้บิดามารดาข้า”
จ้าวอี้หานท่าทางมีพิรุธสายตาล่อกแล่ก ไม่กล้าสบตา ร้ายสุดคือก้มหน้า
“สะ...สกุลหง”จ้าวอี้หานเผลอพูดจาตะกุกตะกักเมื่อรับรู้สายตาที่จ้องเขม็งของคุณหนูที่ให้ความรู้สึกเหมือนเหยื่อถูกจ้องทำให้จ้าวอี้หานรีบตั้งสติ
เขาไม่ควรเผลอแสดงท่าทีมีพิรุธเห็นอยู่ว่าคุณหนูหงผู้นี้ฉลาดเฉลียวเกินวัย ราวกับมีวิญญาณผู้ใหญ่มาสิงร่าง!
“เอ่อ...สกุลหงเป็นตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดมาเนิ่นนานพอ ๆ กับที่สกุลฮุ่ยปกครองแผ่นดิน เป็นตระกูลมีอำนาจเป็นรองแค่ฮ่องเต้เท่านั้น
“อ่า...นี่นับได้ว่าสกุลหงอาจเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ได้ในวันใดวันหนึ่ง”
ก็สมควรที่ฮ่องเต้จะนึกระแวงจนพระราชทานสมรสให้แต่ว่าฮ่องเต้คงคาดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดความบาดหมางของสองสกุล“ถ้าเป็นไปได้ฮ่องเต้ควรกำจัดสกุลหงเสีย”
“....” จ้าวอี้หานถึงกับไม่กล้าพูดมากอีกนี่เป็นเรื่องใหญ่เขาขอทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกัน
“ก๊อกๆ”เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”หงหนิงหรงอนุญาต
“เดี๋ยว อย่าเพิ่งเข้ามาเจ้ารออยู่ข้างนอกนั่น!”เสี่ยวเมิ่งตะโกนสวนกลับไปทันทีทำให้ผู้มาเยือนไม่ผลักประตูเข้ามา
หงหนิงหรงเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“คะ...คุณหนูดึกแล้ว...ระ..รีบกลับห้องเถอะเจ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งเสียงสั่นรีบบอกให้เจ้านายกลับเข้าห้องนอนด้านใน ของเรือนภาวนาให้คุณหนูของตนไม่เห็นสิ่งที่อยู่หลังบานประตู
“มีคนมาไม่ใ่ช่รึเหตุใดจึงรีบไล่ข้าไปนอน” หงหนิงหรงถามขณะเริ่ม ได้กลิ่นเลือดลอยคลุ้งผ่านประตูเรือนเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้นรึข้าได้กลิ่นสาปเลือด” หันไปถามจ้าวอี้หานแทนเนื่องจากเสี่ยวเมิ่งยืนเม้มปากทำหน้าเครียด
“เยี่ยนเฟยกลับมาแล้วขอรับ”จ้าวอี้หานกล่าว ขณะขมวดคิ้วเขาเองก็ได้กลิ่นเลือดที่รุนแรงเช่นกันพอเดาได้ว่าข้างนอกสภาพเป็รเช่นไร
“กลับมาแล้ว?” คราวนี้ข้างุนงงแล้ว“ไม่ใช่ว่าตอนเที่ยงข้ายังพบพวกเจ้าหกคนอยู่เลยหรือ...เขาออกไปตอนไหน ออกไปทำอะไร”
“ออกไปหลังคุณหนูเรียกพบขอรับเขาไปแจ้งข่าวให้อ๋องฮุ่ยทรงทราบว่าคุณหนูฟื้นแล้ว”
“ออกไป..คนเดียว? แล้วยังกลับมาตอนค่ำมืดฝ่าดงอสูรมา!” คราวนี้ข้ากะพริบตาปริบๆ เนื่องจากขนกิเลนทองไม่สามารถใช้ได้ในเวลากลางคืนเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่มีใครสามารถเดินทางเข้าออกหุบเขาแห่งนี้เมื่อฟ้ามืดลง“ทั้ง ๆที่มีสัตว์ออกล่าทั่วหุบเขาเนี่ยนะ!แถมยังฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรกลับเข้ามาแล้วด้วย?”
“ขอรับ”
คราวนี้หนิงหรงอ้าปากค้างถึงจะได้ยินมาว่าเยี่ยนเฟยเป็นผู้ฝึกยุทธระดับยอดยุทธ แต่การสู้กับสัตว์อสูรมากมายระหว่างทางกลับมาออกจะน่ากลัวไปหน่อยนะคนผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปหรือไม่ ระดับยอดยุทธถึงขั้นล้มสัตว์อสูรมากมายได้เลยหรือ
“ข้าอยากดูสภาพเขาให้ชัดๆว่ายังเหลือแขนขา ครบหรือไม่ หลังจากฝ่าดงสัตว์อสูรกลับมาได้!”
แต่ดูเหมือนคนฟังทั้งสองจะทำหน้าไม่เห็นด้วยเสี่ยวเมิ่งทำหน้าซีด ดูตกใจยิ่งกว่าเดิมขณะที่จ้าวอี้หานมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หนิงหรงได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาจากด้านนอกอย่างชัดเจน“คงไม่ใช่ว่ากลิ่นเลือดนั่นมาจากตัวเยี่ยนเฟยหรอกนะ เขาบาดเจ็บสาหัสหรือ!” คราวนี้ข้าตกใจแล้ว
“เยี่ยนเฟย!” หนิงหรง ตะโกนเรียก
“ขอรับ”เสียงทุ้มนุ่มตอบกลับมา
“เจ้าเข้ามา!” หนิงหรงตะโกนนึกหงุดหงิดท่าทีของสองคนในห้องที่ทำหน้าตาเหมือนจะบอกว่าอย่าอัญเชิญคนผู้นี้เข้ามาเด็ดขาด
“เพล้ง!”ถ้วยชาในมือหนิงหรงหลุดจากมือทันที เมื่อประตูเปิดออกร่างสูงโปร่งถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงฉานไปทั้งตัวโดยเฉพาะใบหน้าที่ราวกับอาบเลือดมากลิ่นเลือดลอยตลบอบอวลจนข้าเกือบอาเจียน
เสียงสูดหายใจลึกๆดังมาจากจ้าวอี้หานเหมือนเขาก็ตกใจกับสภาพของเยี่ยนเฟยเช่นกันเขาขมวดคิ้วแล้วเดินจากไป ถึงจะเป็นหมอแต่กลิ่นสาปเลือดสัตว์อสูรแรงเกินไปดังนั้นในฐานะที่เป็นคนรักสะอาดจึไม่คิดจะทนดมต่อไป
ขณะที่เสี่ยวเมิ่งยกมือปิดปากวิ่งเข้าไปในเรือนหาที่อาเจียน
หนิงหรงตกตะลึงอยู่ครูหนึ่งก็ได้สติในฐานะที่ทำงานในแวดวงกฎหมายโดยเฉพาะพวกคดีอาญา ข้าเห็นศพที่สุดสยองมาแล้วมากมายแต่สภาพคนอาบเลือดทั้งตัวนี่ก็ยังน่ากลัวไม่น้อยไหนจะกลิ่นเลือดนั่นอีกทำให้อดตกตะลึงไม่ได้
แต่ดูเหมือนว่าเลือดพวกนั้นไม่ใช่เลือดของเยี่ยนเฟยคราวนี้หนิงหรงขนหัวลุกแล้วจริงๆ
“เอ่อ...”หนิงหรงพูดไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แต่เมื่อสบตาของคนตรงหน้าแล้วก็ชะงักดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าไร้อารมณ์ เมื่อมองลึกลงไป...พบว่ามันโดดเดี่ยว เจ็บปวดเพียงแค่ข้ากะพริบตาก็ไม่เห็นความรู้สึกใด ที่ซ่อนลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นอีก...
คงไม่ใช่ว่าเขารู้สึกเจ็บปวดหรอกนะที่มีคนหวาดกลัวเขา
“เฮ้อ...”หนิงหรงถอนหายใจ เล่นมาในสภาพสุดสยองแบบนี้ไม่ว่าใครก็ต้องหวาดกลัวทั้งนั้นละหรือว่าข้าเผลอทำสีหน้ารังเกียจหรือหวาดกลัวออกไปนะ?
เยี่ยนเฟยที่หยุดอยู่ตรงหน้าประตูเลือดหยดลงพื้นเป็นทาง ข้ามองหยดเลือดเหล่านั้นแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ยังดีที่เยี่ยนเฟยไม่ก้าวเข้ามาให้ห้องไม่อย่างนั้นเสี่ยวเมิ่งที่มีหน้าที่ทำความสะอาด ต้องหวาดผวาไปอีกนานแน่
“เจ้าบาดเจ็บหรือไม่...”หนิงหรงถามด้วยความห่วงใย
เยี่ยนเฟยยิ้ม “ไม่ขอรับหากมีก็เป็นเพียงแผลเล็กน้อยไม่อันตราย เลือดส่วนใหญ่พวกนี้เป็นเลือดของสัตว์อสูรขอรับ ข้าน้อยถือโอกาสล่าเนื้อสัตว์อสูรกลับมาไว้เป็นเสบียงอาหารด้วย”
หนิงหรงมองสำรวจคนตรงหน้าคร่าวๆพบว่าเขาแทบไม่มีร่องรอยบาดแผลจริงๆ
“เจ้ารีบไปทำแผลอาบน้ำล้างเลือดออกหากไม่เป็นอะไรมาก รบกวนเจ้า พาข้าออกไปเดินเล่นรับลมหน่อยข้าอยากเดินยืดเส้นยืดสายอีกหน่อย” หนิงหรงสั่ง คนผู้นี้แข็งแกร่งมากได้เขาคอยคุ้มครองก็นับว่าอุ่นใจแล้ว
ระหว่างนั่งรอหนิงหรงพลิกหนังสือในมืออ่านเล่น พักใหญ่ๆ จนเกือบเผลอหลับ
เยี่ยนเฟยกลับมาด้วยสภาพสะอาดอบอวลด้วยกลิ่นกรุ่นสดชื่น ไร้กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงแบบเมื่อครู่คาดว่าคงไปแช่สมุนไพรดับกลิ่นเลือดมา
เยี่ยนเฟยมีดวงตาเย้ายวนสีฟ้า แพขนตายาว หางตาทรงเสน่ห์เป็นดวงตาของชนเผ่าทางตอนเหนือของอาณาจักร จมูกโด่ง รูปหน้าทรงไข่ คางแหลมมนได้รูปริมฝีปากไม่หนาไม่บาง มุมปากยกขึ้นเหมือนคนยิ้ม น่ามอง เขามีผิวสีเข้ม รูปร่างสูงเต็มไปด้วยกล้ามมัดที่เห็นได้ชัดแม้จะสวมเสื้อผ้า ยามขยับเดินเหิน ลุก นั่งล้วนมีอากัปกิริยาน่ามอง เหมือนเหล่าคุณชาย ที่ถูกฝึกมาแล้วอย่างดี
‘นี่มันนายแบบตามนิตยสารชัดๆ’ ทั้งความสูง ทั้งใบหน้า ทั้งหุ่น ล้วนแต่น่ามอง
เสียงกระแอมทำให้หนิงหรงตื่นจากภวังค์
“อ่า...ขออภัยข้ามองเพลินไปหน่อยนานแล้วที่ไม่เห็นคนที่มีทั้งใบหน้า และรูปร่างที่ดีขนาดนี้ข้ารู้สึกว่าด้วยรูปร่าง ใบหน้าฟ้าประทานนี้ จะต้องมีสตรีมากมายไล่ล่าท่านอย่างแน่นอน”
คำพูดของหนิงหรงทำให้เยี่ยนเฟยขมวดคิ้ว“คุณหนู...สายตาของท่านออกจะแก่แดด เกินวัยไปกระมัง” เยี่ยนเฟยกล่าวเตือน
หนิงหรงที่เผลอมองอีกฝ่ายด้วยแววตากรุ้มกริ่ม รีบเก็บสายตากลับมา
“แม้ข้าจะเด็กก็แยกแยะสิ่งสวยงามเป็น”หนิงหรงกล่าว ทีเล่นทีจริง
เยี่ยนเฟยยิ้มไม่ได้กล่าวสิ่งใด ที่ถูกเด็กคนหนึ่งแทะโลม เขาช่วยประคองคุณหนูที่ยังเดินเหินเองไม่สะดวกเพื่อเดินเล่น
หนิงหรงพบว่ารอบด้านเงียบสงัดวังเวงจนชวนให้ขนลุก ขณะที่บ้านถูกล้อมด้วยป่าทึบ ในความมืดมีแสงของดวงตาสัตว์เรืองรองในความมืดกำลังจ้องมองมาด้วยความหิวกระหายหากหนิงหรงเป็นคนขวัญอ่อน คงได้เข่าทรุดด้วยความหวาดกลัวไปแล้ว
สัตว์ทั้วหลายแอบซุ่มมองในพุ่มไม้ไม่มีสัตว์อสูรตนใดออกมาเดินวนรอบเขตแดนบ้านเพื่อข่มขวัญมนุษย์ เหมือนที่ได้ยินมา
“ทำไมไม่มีสัตว์อสูรตนใดออกเดินวนเวียนใกล้บ้านเหมือนที่ได้ยินมา”หนิงหรงบ่นพึมพำ ขณะกวาดตามองหาสัตว์อสูรอยากเห็นหน้าตาพวกมันว่าเป็นเช่นไร
เยี่ยนเฟยไม่ตอบแต่เขาจ้องมอง ข่มเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังมองมาด้วยความหิวกระหาย...
เหล่าสัตว์อสูรที่ซุ่มดูต่างพากันหวาดกลัวหัวหด
‘เจ้านั่นใช่ตัวอันตรายที่ลือกันว่าฆ่าสัตว์อสูรมาตลอดทางใช่หรือไม่’
‘เจ้าตัวนี้แหละข้าเห็นมากับตา ดีว่าข้าหนีทัน ไม่เช่นนั้นคงถูกเชือดไปด้วย’ สัตว์อสูรอีกตนตอบ
‘มันเป็นตัวอะไรกันแน่เหตุใดจึงได้มีพลังน่ากลัวถึงเพียงนั้น’
‘จะตัวอะไรก็ช่างระวังมันไว้ดีที่สุด ดวงตาของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน!’
เหล่าสัตว์อสูรต่างรีบแยกย้ายหนีหายเมื่อเห็นดวงตาสีแดงเพลิงของมนุษย์ผู้นั้นจ้องมองมา
หนิงหรงขมวดคิ้วเมื่อเห็นดวงตาของสัตว์อสูร ที่สะท้อนแสงจันทร์ในความมืด ต่างทยอยหายไปหมดเสียงเดินของพวกมันดังลึกเข้าไปในป่า เหมือนล่าถอยไป
สัญชาตญาณกำลังบอกว่าพวกมันกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
หนิงหรงไม่ได้ยินอีกฝ่ายตอบจึงหันกลับไปมองคนข้างๆ
ข้าผงะตกใจเมื่อพบว่าดวงตาของเขาเป็นสีแดงเพลิงเหมือนสัตว์อสูรเหล่านั้นในแววตาคู่นั้นชวนให้ขนหัวลุก หนิงหรงสะบัดมืออีกฝ่าย
ออกแต่เขากุมแขนตนไว้แน่นจึงไม่อาจหลุดพ้น
เมื่อข้ากะพริบตาดวงตาคู่นั้นกลับเป็นดวงตาสีฟ้าของมนุษย์ทั่วไป...
“ตาของเจ้า...”หนิงหรงเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง สับสนกับสิ่งที่เห็น
เยี่ยนเฟยเลิกคิ้วขึ้นทำเป็นไม่รู้เรื่อง“คุณหนู ท่านจะเดินเล่นต่อหรือไม่ขอรับ”
เยี่ยนเฟยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
‘เหอะ...ทำตาแดงเถือกขนาดนั้น ใครยังจะมีอารมณ์มาเดินเล่นอีก!’ หนิงหรงบ่นในใจ
เริ่มรู้สึกหวาดระแวงเยี่ยนเฟยผู้นี้ขึ้นมาลางสังหรณ์ร้องเตือนว่าคนผู้นี้มีบางอย่างผิดปกติจากคนทั่วไป!
แต่เมื่ออีกฝ่ายแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ดังนั้นตนควรเงียบไว้ก่อนดีกว่า หากแค้นเอาความจริงตนเองที่อยู่กับเขาเพียงลำพังอาจเป็นอันตรายก็ได้!
“ข้าอยากมาเดินเล่นดูสัตว์อสูร แต่ตอนนี้พวกมันหนีหายไปหมดแล้ว” หนิงหรงบ่นพึมพำ“เดินเล่นไปก็คงไม่เห็นอะไร กลับไปนอนยังดีกว่า” หนิงหรงกล่าว ขณะพยายามทำใจให้สงบยอมให้เยี่ยนเฟยช่วยประคองกลับห้อง แม่ในใจจะเริ่มหวาดระแวงคนผู้นี้
‘เหอะ...ไอ้ตัวประหลาดคิดว่าท่านเสี่ยวไป๋กลัวเจ้ารึ!คอยดูข้าจะปรากฏตัวอย่างสง่างามให้เจ้าพูดไม่ออกเลย!’ เจ้ากระต่ายน้อย เจ้าของแววตาคู่หนึ่งที่หลบซ่อนในพุ่มไม้ คิดในใจขณะ ตวัดกรงเล็บแหลมคมดังขวับๆด้วยความหงุดหงิดใจ ที่ถูก ตัวประหลาดที่ว่าจ้องมองกลับมาตลอดเวลาที่ตนมาสอดส่องบ้านหลังนี้