“ข้าตัดสินใจได้แล้ว เชิญท่านทำการรักษาเถิด ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรข้าก็จะไม่โทษท่าน” พระนางเอ่ยอย่างหนักแน่น ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า “สิ่งใดที่ท่านต้องการก็ขอให้บอกเถิด”
“...เพคะ”
ซูซูที่อยู่ในร่างของซูเจินนั่งลงบนเตียง สายตาลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาว่านางคิดสิ่งใดอยู่
“หม่อมฉันต้องการพัดขนนกหยกเป็นสิ่งตอบแทน”
“พัด...พัดขนนกหยกคือสิ่งใด?” ฮองเฮาถามกลับ พระนางไม่เคยได้ยินพัดชื่อนั้นมาก่อน ไม่แน่ใจว่าจะมีของสิ่งนั้น หากพระนางไม่สามารถหาของสิ่งนั้นมาได้ นางจะยังรักษาฝ่าบาทหรือไม่?
“พัดขนนกหยกเป็นพัดที่ทำมาจากขนปีกของสัตว์อสูรนกหยกแก้ว มีลักษณะเหมือนขนนกมีสีเขียวหยก แต่มองทะลุได้เหมือนแก้ว ประดับพู่ทองห้อยกระดิ่งมงคล...นั่นคือพัดขนนกหยกเพคะ”
ฮองเฮาคิดตามลักษณะที่นางบอก ก็คุ้นเคยเหมือนเคยเห็นฝ่าบาทเอาออกมาเช็ดทำความสะอาดอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฝ่าบาททะนุถนอมเอาใจใส่อย่างยิ่ง พระนางเพียงเอ่ยเย้าว่าอยากจะได้ ฝ่าบาทถึงกับโกรธพระนาง ไม่ยอมมองหน้าพระนางอยู่นานเป็นเดือน
หรือนั่นจะเป็นพัดขนนกหยกที่ว่า พระนางชั่งใจอยู่นานจนกระทั่งสบตากับฝ่าบาทแล้วเห็นพระองค์พยักหน้าเบาๆ จึงตอบตกลง
เมื่อได้คำตอบแล้ว ซูซูก็หยิบมีดเล็กออกมาเฉือนเข้าที่ปลายนิ้วกลาง เลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผล นางจ้องมองคนป่วยนิ่ง “ทนหน่อยนะ...”
ซูซูกดปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดเข้าที่หน้าผากของเขา ทันทีที่แตะสัมผัสฮ่องเต้ก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนพระองค์เริ่มดิ้นทุรนทุราย ความเจ็บปวดทางกายไม่เท่ากับความเจ็บปวดทางใจ ภาพนิมิตมากมายเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในสมองของพระองค์ เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ฉายชัด เจ็บปวด เสียใจ ความเคียดแค้นทรมานอัดแน่นจนแทบจะใจสลาย
ตอนแรกพระองค์ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้พระองค์แน่ใจแล้วว่าสตรีนางนี้คือพระนางซูเจินผู้ร่ายคำสาปแช่งเอาไว้เมื่อกาลก่อน ตอนนี้พระองค์กำลังรู้สึกดังเช่นพระนางเคยรู้สึก ดังพระองค์เป็นผู้ถูกกระทำไม่ใช่นาง
“อึก..อ๊าก!” เสียงกรีดร้องอันแหบแห้งดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายกระตุกถี่ขึ้น อยากจะสะบัดออกให้พ้นจากมือที่ประทับกลางศีรษะแต่ก็ทำไม่ได้ มันหนักราวกับถูกหินกดทับไว้
ปวดหัว! ปวดหัวเหลือเกิน!
“ซือเสียง!”
“ถอยออกไป!” ซูซูตวาดไล่ฮองเฮาที่กำลังถลาเข้ามา หนิงจูกับเสวี่ยซูพุ่งเข้าไปจับตัวฮองเฮาไว้ แล้วดึงถอยออกมาให้ห่างจากเตียง
“เท่านี้เจ้าก็ทนไม่ได้แล้วหรือ? ความเจ็บปวดที่เจ้ารู้สึกไม่ได้แม้เศษเสี้ยวที่ข้าเคยรู้สึกด้วยซ้ำ! ตอนนั้นข้าเจ็บปวด ข้าโดดเดี่ยว แต่เจ้าไม่ใช่! เจ้ายังมีคนอยู่เคียงกายไม่ใช่หรือ? หรือเท่านี้เจ้าก็ยอมแพ้แล้ว?!”
“อะ...อึก” มือที่กำแน่นอยู่แล้วเริ่มกำแน่นขึ้นจนเล็บขูดเนื้อจนโลหิตหลั่งริน
เวลาในการถอนคำสาปนั้นไม่นานนัก เพียงชั่วยามเดียวเท่านั้น ร่างกายของฮ่องเต้โจวซือเสียงหายกระตุกแล้ว แม้กระอักเลือดออกมาบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเลือดที่ไหลออกจากแผลที่พระองค์จิกข่วนเพื่ออดทนต่อความเจ็บปวดเท่านั้น
แต่ฮองเฮากลับเป็นลมสิ้นสติไปนานแล้ว
ซูซูนำปลายนิ้วออกจากหน้าผากของฮ่องเต้เมื่อทำการถอดถอนคำสาปเสร็จสิ้น ไอดำที่ปกคลุมรอบตัวก็หายไปหมดแล้ว โชคดีที่ได้ยาบำรุงของเหลียงจือก่อนหน้า ทำให้ยังรอดชีวิตมาได้ และคงจะฟื้นสภาพได้ในไม่นาน
ซูซูลูบปลายนิ้วเบาๆ บาดแผลและหยดเลือดก็จางหายไป
สาปด้วยเลือดก็ต้องล้างด้วยเลือด...
ฮ่องเต้โจวซือเสียงหอบหายใจอย่างหมดเรี่ยวแรง แต่ยังคงสติเอาไว้ได้ พยายามเอื้อมมือขึ้นหาสตรีตรงหน้า นางรวบมือของเขาแล้ววางไว้ข้างตัวเช่นเดิม นางตบหลังมือเบาๆ
“ขอโทษที่ความเจ็บปวดของข้าทำให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมากมายต้องมาเดือดร้อน” นางพูดด้วยเสียงอันเศร้าสร้อย “...และขอบใจในคำขอพรของเจ้าในวันนั้น”
‘ข้าขออ้อนวอนต่อท่านพี่สาว ขอให้ท่านไม่เจ็บปวดอีก ขอให้ท่านไม่เศร้าอีกต่อไปขอรับ’
“พี่สาวไม่เจ็บปวดหรือเศร้าอีกแล้ว”
“...!”
“อย่าห่วง แต่เดิมคำสาปของบ้านเมืองเกี่ยวโยงกับคำสาปของราชวงศ์ ยามนี้ปลดเปลื้องคำสาปของราชวงศ์แล้ว คำสาปของบ้านเมืองเองก็จะหายไปเช่นกัน” กล่าวจบซูซูก็ลุกขึ้นหันหลังเดินห่างไป “ขอให้เจ้าเป็นกษัตริย์ที่ดี...”
ฮ่องเต้โจวซือเสียงพลิกตัวมองตาม อยากจะเอ่ยบางอย่างออกไปแต่ลำคอพระองค์ช่างแห้งผาก พวกนางห่างออกไปเรื่อยๆ ก่อนประตูจะเปิดออกเห็นนางสะบัดมือเบาๆ พัดขนนกหยกที่พระองค์เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดก็ลอยไปหาอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแสงวาบพุ่งเข้ามือราวกับดีใจที่ได้กลับไปหาเจ้าของของมัน
ไม่!
อย่าเพิ่งไป...ข้ามีเรื่องจะกล่าวกับท่าน ข้าต้องบอก...ข้าต้องบอกท่านเกี่ยวกับคนผู้นั้น คนที่เห็นในนิมิตนั่น เสี้ยวหน้าที่คุ้นเคย ข้าต้องบอกให้ท่านรับรู้
“ยะ...อย่าเพิ่ง...เขา...” เสียงที่แผ่วเบาดังลอดออกมาในขณะที่ประตูปิดลง
ปัง!
เสียงประตูปิดลง ซูซูออกจากร่างกลับเข้าไปในปิ่นทอง ซูเจินรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้ด้วยจิตสำนึกของตัวเอง ซูซูเพียงยืมร่างชั่วคราวเท่านั้น แต่มิได้ปิดกั้นการรับรู้ของนาง
ซูเจินกะพริบตาสองสามทีลอบเก็บพัดเข้าในแขนเสื้อ เหล่าขุนนางที่ออกมานั้นกำลังยืนจ้องมาทางพวกนางเขม็ง ซ้ำยังมีการเรียกทหารมาล้อมกรอบพวกนางทั้งสี่คนเอาไว้ จือเหลียงและสองสาวใช้ยืนหันหลังรอบตัวนาง ตั้งท่าเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุให้ต้องปะทะกัน
นัยน์ตานางมืดลงเล็กน้อย มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างนิ่งเฉย เหลือบเห็นทหารนายหนึ่งที่ไม่โดดเด่นนัก ตัวเล็กกว่าทหารนายอื่นๆ จำได้ว่าเคยเห็นเขายืนอยู่ข้างกายนายกองเถาตู่ที่หน้าประตูวัง จึงกวักมือเรียกให้เข้าไปใกล้ๆ
ทหารคนอื่นๆหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน เขาขมวดคิ้วแน่นยกมือเกาท้ายทอยแล้วก้าวเข้ามาหา
“ฮ่องเต้ปลอดภัยการรักษาเป็นไปด้วยดี จากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว...เปิดทางให้ข้า” นางกระซิบบอกเขาเบาๆ เขาพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่นางพูด