บทที่ 2 ผอมแห้งแรงน้อยแต่ใจสู้นะ
“มู่เหยียน!” เสียงะโเรียกชื่อดังลั่นทำให้หญิงสาวในคราบชายหนุ่มสะดุ้ง รีบวิ่งตามหลังหัวหน้ากองที่เอาแต่ทำหน้าดุ เขามีั์ตาตี่เล็ก คิ้วเข้มหนาและยาว โหนกแก้มสูง หนวดเครารุงรังเสริมความโหด และมีกลิ่นเหงื่อโชยมาอยู่ทุกเมื่อ
หัวหน้ากองเป็คนนำพวกนางมายังกระโจมที่พัก ค่ายทหารแห่งนี้เต็มไปด้วยกระโจมเรียงรายหลายร้อยหรือหลายพันนางก็ไม่อาจทราบได้แต่มันก็ถูกจัดตั้งอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย แบ่งเป็สัดส่วนชัดเจน ยกเว้นเื่ความสะอาดที่นางขอไม่กล่าวถึง
ทหารทุกนายกำลังทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับหมอบหมาย
“เ้า! และเ้าอยู่ที่นี่!” หัวหน้ากองหน้าโฉดชี้มายังนางกับชาวบ้านชายอายุุคราวเดียวกับตน
“ขอรับ/ขอรับ”
เทียนหอมหรือมู่เหยียนผงกหัวหลายๆ รอบพร้อมกรนด่าในใจ
จะขึ้นเสียงทำไม งง
แล้วกลิ่น.. กลิ่นแบบแม่เ้า นางจะอ้วก
จะตายเพราะคมดาบหรือจะตายเพราะกลิ่นปาก
กลิ่นปากไม่ใช่เื่ตลก..
ย้อนกลับไปหลายชั่วยามก่อน
หลังจากคิดแผนการอันแยบยลเสร็จเรียบร้อยก็ไม่รีรอที่จะปลอมตัวทันที หญิงสาวนำผ้าผืนยาวมาพันรอบตัวเพื่อปกปิดหน้าอกของตนตามละครที่เคยดู แม้มันจะไม่มีค่อยอยู่แล้วก็ตาม..
เสียใจว่ะ เป็หม้าย ผัวตาย เวอร์จิ้น แล้วยังนมเล็ก
เทียนหอมบ่นอุบขณะรื้อหาเสื้อผ้าของสามีที่เก็บไว้อย่างดี ผ้าหยาบแต่ก็ไม่ได้มีตรงไหนขาดเสียหาย ลองเอามาเทียบกับตัวก็พบว่ามันตัวใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก จึงตัดสินใจสวมเสื้อหญิงสาวชาวบ้านของตัวเองที่มีรูปแบบคล้ายกัน เว้นแต่เป็กระโปรงจึงจำใจต้องสวมกางเกงของสามี ม้วนพับเอวแล้วหาเชือกเส้นเล็กมาผูกไว้อีกทีกันหลุด ส่วนชายกางเกงที่ยังคงยาวลากพื้นก็พับมันขึ้นมา เสร็จแล้วก็รวบผมยาวถึงกลางหลังของตนขึ้นรวบเป็จุกกลางศีรษะ หลังบ้านมีโถดินเผาเล็กๆ ใส่น้ำใช้ส่องพอให้เห็นหน้าตาของตนเองบ้าง
ใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่ก็ไม่ได้สวยขนาดนั้น ก็เป็ตัวประกอบนี่เนาะ เทียนหอมพึมพำขณะหันซ้ายขวาสำรวจหน้าตัวเอง
ดวงตากลมโตแต่หางตาตกเล็กน้อยทำให้ดูโศกเศร้า จมูกไม่ได้โด่งแต่ก็ไม่ถือว่าไม่มีดั้ง แก้มซูบตอบเปรอะเปื้อนคราบดำสิ่งสกปรกแต่เทียนหอมไม่คิดจะล้างออก
หญิงสาวลองดัดเสียงของตนให้ทุ้มใหญ่ขึ้น
“สวัสดี อืม อ่า”
ลองอยู่นานจนคิดว่าทำได้ดี เป็ที่น่าพอใจ พอที่จะหลอกคนอื่นได้ สิ่งสุดท้ายที่นางทำคือการหาอาหารที่เหลืออยู่พกติดตัวไปด้วยเพื่อเป็เสบียงระหว่างทาง นางเจอเนื้อแห้งชิ้นเล็กสองสามชิ้นกับข้าวโพดบด ไม่รอช้าที่จะคว้ามันทั้งหมดยัดลงใส่ย่ามเดินทางรวมไปถึงกระบอกไม้ไผ่ เมื่อเปิดออกดูพบน้ำเหลือเล็กน้อยก็ตรงไปตักเพิ่มที่โถน้ำหลังบ้าน
เมื่อตระเตรียมของเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากบ้าน พบสตรีวัยกลางคนหรือป้าข้างบ้านคนเดิมกำลังถือตะกร้าสานใบใหญ่ แต่เมื่อเห็นนางเ้าตัวก็ตรงดิ่งมาหาทันที
“จะไปไหนหรือ แต่งตัวแปลกจริงเชียว”
ป้าข้างบ้านนี่มีทุกยุคทุกสมัยหรืออย่างไร
“เดินเล่นจ้ะ” เทียนหอมตอบขอไปทีก่อนจะสาวเท้าเดินหนี แต่ก็ต้องชะงัก
นางไม่รู้นี่หว่าว่าค่ายทหารอยู่ทางไหน
ร่างผอมแห้งเดินถอยหลังกลับมา
“ท่านป้า รู้หรือไม่ว่าค่ายทหารไปทางไหน”
“ทางนั้น มันไกลเอาเื่ตอนข้าเดินทางไปส่งลูกชา-” นางชี้ไปยังทิศตะวันตกและเริ่มโอ้อวดลูกชายตนเองอีกครั้ง
เทียนหอมมองทิศทางที่นางชี้ ไกลงั้นเหรอ ลอบถอนหายใจคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าเส้นทางคงไกลพอสมควร
เทียนหอมกำลังจะเดินผ่านสตรีกลางคน แต่ก็อดสงสารไม่ได้ที่ต่อไปหมู่บ้านนี้จะถูกบุกถล่ม คิดว่าสตรีรายนี้ก็คงไม่รอด แต่นางไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไรจึงได้แต่ถอนหายใจ ยื่นมือไปตบไหล่ป้าแปะๆ แล้วเดินจากเพื่อไปยังค่ายทหารทันที ทิ้งป้าให้งุนงงกับพฤติกรรมแปลกประหลาดและเปลี่ยนไปของหญิงหม้าย
หรือว่านางจะโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของสามีจนสติฟั่นเฟื่องไปแล้ว
นางเดิน เดิน แล้วก็เดิน เดินมานานแล้ว นางไม่รู้ว่าตนเดินมากี่ชั่วยาม ครึ่งชั่วยามแรกนางก็ตื่นตาตื่นใจไปกับธรรมชาติรอบตัวที่แปลกใหม่ แต่เมื่อพบแต่พื้นดินกว้างขวางหากมีเพียงดินกับทรายเท่านั้นก็กลายเป็ความเบื่อหน่าย น้ำหมดไปเป็ที่เรียบร้อย ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ปาดเหงื่อไปหลายตลบ บางครั้งก็นั่งพักใต้ต้นไม้ข้างทางซึ่งนานๆ จะพบที ยิ่งร่างกายของผู้หญิงคนนี้ก็ใช่ว่าจะแข็งแรงมากนักจึงทำให้การเดินทางยิ่งล่าช้า
ในที่สุดก็สามารถลากสังขารตัวเองมาถึงค่ายทหาร หากแต่ตะวันกำลังตกดิน ท้องฟ้ากลายเป็สีโอรส อากาศเริ่มหนาวเย็น
ที่ค่ายทหารนางพบชาวบ้านสามคนรวมนางเป็สี่ที่เดินทางมาอาสาร่วมศึกาครั้งนี้ นางปลอมตัวเป็ชายนามมู่เหยียน ถามว่าเอาชื่อมาจากไหน?
ก็มู่หลานไง มู่หลาน มู่เหยียน
เทียนหอมหัวเราะคิกคักกับความคิดแจ่มแมวของตน
เอาเป็ว่านางจะเป็ชายนามมู่เหยียนนับจากนี้
หลังจากสอบถามทหารแถวนั้นและไปรายงานตัวกับหัวหน้ากองซึ่งก็คือชายร่างสูงใหญ่ที่ชอบขึ้นเสียงตลอดเวลาและพานางมายังกระโจมที่พัก กระโจมที่นางอยู่มีจำนวนแปดคน และเมื่อรวมนางกับชายอีกคนรวมเป็สิบ นับเป็หนึ่งหมู่
ทุกคนเดินกลับมายังกระโจมหลังจากไปฝึกฝนร่างกาย หัวหน้าหมู่เดินเข้ามาทักทาย ตอนนี้เป็เวลาพลบค่ำแล้วเป็่พักผ่อนของเหล่าทหารหลังจากฝึกฝนหนักมาตลอดทั้งวัน หัวหน้าหมู่เป็ชายวัยกลางคนอัธยาศัยดี เขาพานางไปยังตั่งไม้ที่ยังว่างอยู่จัดแจงบอกตารางเวลาของค่ายและหน้าที่ที่ต้องทำว่าต้องทำอะไรบ้างใน่เวลาไหน ก่อนจะพาไปรับเสื้อผ้าจากทหารหน่วยหนึ่งนางไม่รู้เรียกว่าหน่วยอะไร แต่มีหน้าที่เตรียมและดูแลเสื้อผ้ารวมไปถึงเกราะสำหรับทหารทุกนาย ซึ่งทหารทุกนายที่นี่สวมใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันหมดเว้นแต่บางคนจะสวมเกราะสำริดซึ่งนางยังไม่ได้ในวันนี้ ดูเท่ไม่หยอก
เมื่อถึงเวลามื้ออาหารเย็น หัวหน้าหมู่ก็พาไปยังจุดรวมตัว รับอาหารอันเป็ข้าวเหนียวกับปลาป่นง่ายๆ แต่อิ่มท้อง
นางคิดถึงซูชิ ทงคัตสึที่ตนคิดจะสั่งเดลิเวอลี่เมื่อทำงานเสร็จแต่ดันโผล่ที่นี่เสียก่อน เฮ้อ ตอนนี้ขอแค่ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวก็ยังดี หญิงสาวมองก้อนข้าวเหนียวในมือ มีอะไรก็ต้องกิน อย่างที่เขาว่ากินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน
หัวหน้าหมู่มีรูปร่างผอมพอสมควร แต่เมื่อนางมองไปรอบๆ ทุกคนที่นี่ล้วนมีรูปร่างซูบผอมกันทั้งนั้น เมื่อพูดคุยถึงได้รู้ว่าทุกคนเป็ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงอาสามาร่วมรบ บางคนมาอยู่ก่อนนางเพียงไม่กี่วัน หัวหน้าหมู่อยู่มานานที่สุดคือหนึ่งสัปดาห์ เรียกได้ว่าทั้งหมู่ยังใหม่สำหรับค่ายแห่งนี้
หมู่นี้มีอายุคราวเดียวกับมู่เหยียนอยู่สองคนหนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มที่เพิ่งมาร่วมกับนาง เขามีนามว่าจางฉวน เป็คนใจเย็น ดูสุภาพพูดน้อยแต่คารมดี มุมปากยกยิ้มเป็ธรรมชาติ ทุกคนเข้ากับเขาได้อย่างง่ายดายรวมถึงนาง จางฉวนผอมแต่ยังดูดี แววตาของเขามักฉายแววอ่อนโยนจนนางรู้สึกอุ่นใจที่ได้มาเจอเขา
ในโลกของเทียนหอมนางมีเพื่อนผู้ชายหลายคนจึงสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ชายหมู่นี้ได้เป็อย่างดี แต่บางสิ่งบางอย่างทั้งการกระทำหรือคำพูดก็ออกจะหยาบโลนมากกว่าด้วยความที่พวกเขาไม่รู้ว่านางเป็หญิง
ยามอิ๋น (3.00-4.59 น.) ของวันต่อมา
มู่เหยียนถูกปลุกด้วยเสียงเรียกของหัวหน้าหมู่ ช่างขัดกับการตื่นปกติของนางเสียจริงแม้เมื่อคืนจะเข้านอนไวและหลับอย่างง่ายดายเพราะความเหนื่อยล้า แต่ยามปกติของนางเวลาตื่นก็..นู่น เที่ยงวันเข้าไปแล้ว
หญิงสาวอ้าปากกว้างหาวจนตาหยียอมลงจากตั่งเดินตามหลังทุกคนออกจากกระโจมที่พัก
เพราะที่นี่ทหารทุกนายต้องออกกำลังกายกันตอนเช้า หัวหน้าหมู่บอกว่าทุกสองอาทิตย์หัวหน้ากอง (ซึ่งมียศสูงกว่าหัวหน้าหมู่) จะเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยและดูพัฒนาการของแต่ละหมู่
“เอาล่ะ เ้าต้องฝึกฝนร่างกายสม่ำเสมอเพื่อร่างกายที่แข็งแรง”
หัวหน้าหมู่ว่าก่อนจะให้ทุกคนวิ่งรอบค่ายยี่สิบรอบ ซึ่งค่ายทหารใหญ่กว่าสนามโรงเรียนที่ตนเคยวิ่งแก้บนสิบเท่า!
เหนื่อยมากแม่ วิ่งไม่ครบจำนวนนางก็จะอดกินข้าวเช้า
“เ้านี่ ผอมแห้งขี้โรคแบบนี้จะอยู่รอดกับเขาไหมเนี้ย” เสียงถากถางดังขึ้นข้างๆ ตอนนางกำลังวิ่งรอบที่เก้า เหงื่อไหลเป็น้ำและเข้าตาจนแสบไปหมด นางวิ่งเหยาะรั้งท้าย
พวกนั้นเป็ทหารหมู่ไหนไม่รู้ เอาแต่หัวเราะและถากถางคนไปทั่ว
มู่เหยียนเลือกไม่ตอบ เพราะตนไม่ควรไปมีเื่กับคนอื่น
พวกมันสามคนหยิบเนื้อแห้งขึ้นแล้วแกว่งไปมาก่อนจะเอาเข้าปาก เคี้ยวท่าทางดูเอร็ดอร่อย มันดูถูกนางอีกหลายประโยค จนกระทั่งวิ่งผ่านพวกมันไปไกลแล้วจางฉวนก็ลดระดับฝีเท้ามาขนาบข้าง
“อย่าไปสนใจพวกนั้นเลย” เขาว่า มู่เหยียนวิ่งช้ากว่าตนสองรอบ ด้วยรูปร่างซูบผอมกว่าใครเขา ความสูงเพียงคางของเขาเท่านั้นจึงทำให้ตกเป็เป้าโจมตีได้ง่าย
“ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนี่” นางว่าเสียงหอบ
จางฉวนเลิกคิ้ว สหายใหม่ของตนบอกว่าไม่ได้ใส่ใจแต่กลับกัดริมฝีปากแน่นจนเืซิบ มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น ั์ตาสีน้ำตาลกราดเกรี้ยวพร้อมะเิได้ทุกเมื่อ
“ข้ามั่นใจว่าเ้าจะแข็งแกร่งขึ้น”
มู่เหยียนพยักหน้ารับ สูดลมหายใจเข้าปากแล้วพ่นออกมาแรงๆ นางรู้ถึงความหวังดีของจางฉวนและขอบคุณในใจ
“เ้านำไปก่อนเลย” มู่เหยียนบอก
จางฉวนพยักหน้า ไม่อยากรบกวนอีกดูท่าสหายผู้นี้จะเข้มแข็งกว่าภายนอกมากนัก ก่อนเขาจะยิ้มออกมาเมื่อได้ยินมู่เหยียนะโออกมาอย่างอดกลั้น
“ถึงข้าจะผอมแห้งแรงน้อย แต่ใจสู้นะโว้ยยยยย!”
...
แต่ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอทำให้นางไม่สามารถวิ่งครบตามจำนวนได้ หญิงสาวล้มลงกับพื้นเสียก่อนและมันถึงเวลาที่ต้องไปทำหน้าที่อื่นต่อเสียแล้ว ทำให้นางไม่เหลือเวลากินข้าว โชคดีที่จางฉวนแอบเก็บข้าวเหนียวไว้ให้ แม้ยัดเพียงคำเดียวก็หมด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรลงท้อง