เทพสงครามหวนจุติ

    สถานที่ของหัวใจ

    ตอนที่ 70


    สถานที่ของหัวใจ




    อึ้ง!!!….


    ผู้ชมอึ้ง!!!…


    หลงซุนอึ้ง!!!...


    หานเฟิงก็อึ้ง!!!…


    มู่หวังเฉินก็ยิ่งอึ้ง!!!…


    คนที่ถูกกล่าวถึงจึงอึ้งกว่า!!!…


    หากที่อึ้งไม่แพ้กันคือคนกล่าวคำทั้งสองคน


    เป็นมู่หวังจื่อและมู่หวังจง สองมันที่บัดนี้ต่างก็หันหน้าสบตา ปากอ้า ตาค้าง จับจ้องมองกันอย่างโง่งม ในหัวมีเพียงคำกล่าวของคนตรงหน้าดังกังวานก้อง


    เพราะนางเป็นภรรยาข้า…


    กระทั่งที่ต่างคนต่างได้สติ คำ


    “ บัดซบ!!!...”


    ก็ดังกังวาน หากมิใช่เสียงกล่าวจากคนเพียงหนึ่ง หรือสอง แต่เป็นถึงสาม


    เป็นสองพี่น้องที่จ้องสบตากัน กับอีกเสียงหนึ่งก็คือบิดาของพวกมัน ที่สองตาจ้องถลึงบุตรชายอย่างแค้นเคือง


    “ ไอ้เจ้าพวกโง่!!!...”


    มู่หวังเฉินคำรามกร้าว เสียงของมันดังกังวาน ทั้งยังปลดปล่อยกระแสปราณจนรอบด้านสั่นสะเทือน


    ครืนนน!!!….


    บังเกิดเป็นความวุ่นวายไปท่วนทั่ว ผู้คนพากันตระหนก ขีดความสามารถของชนชั้นดาราจักรขั้นต้นย่อมมิใช่ธรรมดา หากทว่า…


    เป็นชั่วเวลาเพียงครู่ที่ผืนดินกลับมาสงบ กระทั่งความรู้สึกอึดอัดจากกระแสปราณที่ปลดปล่อยออกมาก็สูญสลายหายไป กว่าที่ทุกคนจะทราบรู้ข้อเท็จจริง ก็เห็นว่าองค์จักรพรรดิและบุตรชายทั้งสองหมอบราบอยู่แทบพื้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    ทุกคนต่างงุงงงสงสัย ว่าเกิดอันใด ไฉนจักรพรรดิและบุตรชายจึงได้ลงไปนอนอยู่เช่นนั้น ใช่พวกมันโกรธกริ้วจนสิ้นสติไปกันเองหรือไม่ ต่างคนต่างก็ไม่เข้าใจ ไม่มีใครทราบรู้คำตอบ


    แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทุกคนที่จะไม่รู้เห็น เพราะหนึ่งนั้นมีหานเฟิง มันที่เห็นชัดว่าเมื่อครู่เกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น เป็นตอนที่มู่หวังเฉินระเบิดพลังออกมา ฝ่ามืออันแผ่วเบาของหลงซุนก็ประทับลงไปกลางแผ่นหลังของมันอย่างรวดเร็ว


    ไร้เสียง ไร้ระลอกพลังแผ่กำจาย หากมู่หวังเฉินกลับสองตาเบิกกว้าง สิ้นสติไปในทันที ส่วนมู่หวังจื่อและมู่หวังจง เป็นพวกมันถูกพลังไร้สภาพของบิดามันกระแทกกระทั้นจนสิ้นสติสัมประดีไป


    หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะต้องลอบชำเลืองมองชายชราที่แลดูสุภาพอบอุ่นผู้นี้ ขบคิดคาดเดาไปถึงขอบเขตความสำเร็จอันสูงล้ำ ที่อย่างน้อยๆก็ต้องมีความสำเร็จอยู่ที่ขอบเขตปราณดาราจักรขั้นปลาย ทว่าตัวตนระดับนี้มิใช่คิดอยากเห็นก็ได้พบ เพราะตัวตนเช่นนี้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ดังนั้น หลงซุนผู้นี้สมควรมีฐานะตำแหน่งไม่ธรรมดาในวังมังกร หากไม่คาดคิดว่าธิดามังกรจะส่งคนระดับนี้มาคุ้มครองตน


    กระทั่งที่ถ้อยความหนึ่งกังวานขึ้น จึงพาให้ความวุ่นวายที่โดยรอบสงบนิ่ง


    “ ทุกคน โปรดอยู่ในความสงบ...”


    ย่อมเป็นคำกล่าวของหลงซุน มันที่คล้ายเพียงเปร่งเสียงกล่าวคำธรรมดา หากกลับสร้างเป็นอำนาจจิตที่พาให้ผู้คนไม่อาจไม่กระทำ


    “ ข้าผู้แซ่หลงเป็นตัวแทนจากราชวงศ์มังกร... 


    “ ที่มาวันนี้ก็เพื่อมารอรับ เหล่าตัวแทนของอาณาจักรร่มพฤกษา ไปร่วมการแข่งขันต่อที่วังมังกร…”


    “ ซึ่งอันที่จริง วันนี้ ข้าผู้แซ่หลงก็ได้ชมดูเรื่องราวตั้งแต่แรก หากเพราะพบเห็นเรื่องราววุ่นวาย จึงถือวิสาสะยื่นมือเข้าแทรกแซง อย่างไรก็ต้องขอทุกท่านโปรดอภัย...”


    คำกล่าวของหลงซุนต่างพาให้ทุกคนตั้งตัวไม่ติด ไหนเลยที่ตัวตนระดับตำนานจักต้องมากล่าวคำขออภัยเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล่าววาจาอันใด ต่างก็เพียงนิ่งเงียบรับฟัง ว่าชายชราแซ่หลงผู้นี้ยังมีคำกล่าวอันใดสืบมา


    แล้วก็ไม่ทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง หลงซุนกล่าวความขึ้นต่อทันที


    “ และสำหรับการคัดเลือกตัวแทนของอาณาจักรร่มพฤกษานี้ ตัวข้าก็ได้รับรู้รับทราบข้อกำหนดและวิธีการต่างมาอยู่บ้างแล้ว... ซึ่งก็เห็นว่าเรื่องราวได้ดำเนินมาถึงตอนท้าย กระทั่งการคัดเลือกตัวแทนในครั้งนี้ก็เรียกได้ว่าสิ้นสุดลงเป็นที่เรียบร้อย หากจะขาดอยู่ก็แต่การประกาศผล...”


    “ แต่ก็อย่างที่ทุกท่านได้เห็น จักรพรรดิของพวกท่านมิได้อยู่ในสภาพที่พร้อม…” 


    “ ดังนั้น ข้าผู้แซ่หลงจึงขอเป็นตัวแทนประกาศผลอย่างเป็นทางการ…”


    ทุกผู้คนได้ยินก็เพียงแค่นิ่งเงียบรับฟัง ไม่มีใครกล้าแสดงความเห็น สำหรับที่ว่า เดิมทีตัวแทนต้องเป็นกลุ่มคนทั้งสิบที่ราชวงศ์จัดวางไว้ แต่เพราะผู้ตัดสินครานี้มิใช่ตัวจักรพรรดิเอง ดังนั้นแล้ว ผลจะออกมาเช่นไร ก็สุดที่ผู้คนจะคาดเดา


    กระทั่งที่ถ้อยความของหลงซุนดังขึ้นต่อ “ สำหรับตัวแทน…”


    “ คือ หลี่หานเฟิง”


    …….


    เงียบ มีเพียงความเงียบ ไม่มีเสียงปรบมือแสดงความยินดี ไม่มีผู้ใดกล่าวคำ ทั้งไม่มีผู้ใดทราบรู้ว่าหลี่หานเฟิงที่ว่าคือผู้ใด แต่ทั้งหมดก็พอจะคาดเดากันได้อยู่บ้าง ว่าหลี่หานเฟิงที่ว่านี้ ก็คือชายหนุ่มที่ยืนอย่างสงบอยู่ตรงนั้น


    หานเฟิงที่ยืนอย่างสงบนิ่ง ถ้อยคำประกาศผลของหลงซุนมิได้ทำให้มันรู้สึกผิดคาด ทั้งมันเองก็มิได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย เพราะมันที่จะอย่างไร ก็จำต้องไปที่วังมังกร มิใช่ไปเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง แต่ไปเพราะมีเรื่องราวที่ต้องกล่าวคำสนทนากับธิดามังกร


    ดังนั้นแล้ว มันจึงไม่มีความยินดีแต่อย่างใด


    กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาของหลงซุนดังขึ้น จึงค่อยพาให้ผู้คนรู้สึกแปลกใจขึ้นมา


    “ เดิมทีสมควรมีตัวแทนทั้งสิ้นสิบคน แต่ทว่า ข้ากลับไม่พบเห็นผู้ใดมีความสามารถเทียบได้กับหลี่หานเฟิง…”


    “ ดังนั้นแล้ว ข้าจึงขอถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงกฏสักเล็กน้อย คือให้มันเป็นตัวแทนเพียงผู้เดียวไปร่วมการประลอง…”


    กล่าวจบก็หยุดคำ เหลียวหน้ามองผู้คนโดยรอบ ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า


    “ คงไม่มีผู้ใดคัดค้านกระมัง?”


    ย่อมไม่มี ใครกันจักกล้าคัดค้าน กระทั่งตัวแทนเก้าคนที่ถูกราชวงศ์ร่มพฤกษาวางตัวไว้ก็ได้แต่ยืนนิ่ง พวกมันกระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกแรง ไหนเลยจะกล้ากล่าวคำอันใด


    “ แล้วเจ้าเล่า มีปัญหาหรือไม่?” คำนี้เป็นหลงซุนหันไปกล่าวกับหานเฟิง


    “ ผู้เยาว์ไม่มีปัญหา”


    หานเฟิงย่อมไม่มีปัญหา เพราะมันหาได้คิดไปแข่งขันเอาชัย จะไปกันทั้งสิบคน หรือแค่ตนเองหนึ่งคน ก็ล้วนแต่ไม่ได้มีอันใดแตกต่างกัน


    “ ด้วยความสามารถของเจ้า ข้าคิดว่า คงจะดีกว่าหากเจ้าเป็นตัวแทนแค่เพียงผู้เดียว”


    คำกล่าวนี้พาให้หานเฟิงต้องเลิกคิ้วอย่างสงสัย มันทราบความนัยของคำกล่าวนี้ หากที่ไม่เข้าใจ คือตนไฉนยังต้องร่วมการประลอง มิใช่ว่าพอไปถึงก็เข้าพบธิดามังกรได้เลยหรอกหรือ


    “ กติกาการแข่งขันออกมาแล้ว...” คำกล่าวนี้ราวกับรู้ได้ถึงความคิดของหานเฟิง


    หานเฟิงถึงกับยิ้มแหย รู้สึกเหนื่อยหน่ายที่ตนยังต้องไปร่วมการประลอง ทว่า คำกล่าวของหลงซุนยังไม่จบ


    “ ดังนั้นเจ้าจำต้องได้ชัย ของรางวัลข้อสุดท้าย นางเพียงกล่าวว่าสำหรับเจ้าผู้เดียว” 


    หานเฟิงฟังคำถึงกับชะงักงัน มันที่ชะงักงันคือคำว่า “ นาง” ที่ชายชราผู้นี้กล่าว เพราะนางที่กล่าวถึงในที่นี้ ย่อมหมายถึงธิดามังกร แต่การที่ชายชราสามารถกล่าวคำเรียกธิดามังกร ว่านาง อย่างห้วนๆ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้มันต้องตระหนกแปลกใจ


    “ เข้าใจแล้ว” 


    หานเฟิงตอบรับเพียงสั้นๆ ก่อนที่หลงซุนจะหันกลับไปกล่าวกับผู้คนเสียงดังกังวาน


    “ การเฟ้นหาตัวแทนในวันนี้ก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมมาเป็นสักขีพยาน ตัวข้าผู้แซ่หลงก็ไม่ขอรบกวนเวลาอันสำคัญของทุกท่านแล้ว ขอทุกท่านเดินทางกลับโดยปลอดภัย...”


    เป็นคำกล่าวที่คล้ายจะขับไล่ผู้คนให้จากไปก็มิปาน หากทุกผู้คนก็ล้วนแต่รับฟังเป็นอย่างดี ไม่มีการรีรอลังเล ต่างก็พากันรีบจากไปในทันใด จนไม่นาน ทั้งลานประลองก็เงียบสงัด กระทั่งจักรพรรดิและองค์ชายที่สิ้นสติ ก็มีบรรดาทหารมานำตัวจากไป ยามนี้จึงเหลือแค่เพียงหานเฟิงและหลงซุนที่บนเวที กับอีกสองคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล


    ซึ่งสองคนที่ว่า ก็เป็นจิ่วโม่และซวงเอ๋อร์


    เป็นมันสองที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ตั้งแต่ต้น ที่หลงซุนปรากฏตัว จิ่วโม่ที่วิ่งทะยานก็หยุดชะงัก ไม่ก้าวเท้าเข้ามาอีกเลย กระทั่งบัดนี้ก็เป็นเช่นนั้น สองตาของมันจับจ้องมองเพียงหลงซุนอย่างแน่วนิ่ง คล้ายต้องการมองให้เห็นสิ่งใด


    ซึ่งหลงซุนย่อมทราบรู้ถึงสายตาคู่นี้ตั้งแต่แรกแล้ว หากไม่มีเวลาไปสนใจใส่ใจ กระทั่งที่ยามนี้มีเวลา จึงได้หันกลับไปมอง แต่ก็มิทันได้กล่าวสิ่งใด เสียงของหานเฟิงก็ดังขึ้นมาก่อนแล้ว


    “ สองคนนี้เป็นคนของข้า จักขอพาไปด้วย ได้หรือไม่”


    “ คนของเจ้า?!!!...” หลงซุนงุนงง กล่าวคำพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น


    “ แต่นั่นไม่ใช่มนุษย์”


    หากที่แปลกใจและตกใจครานี้กลับกลายเป็นหานเฟิง มันที่สองตาเบิกกว้าง เหลือบมองหลงซุนที่ด้านข้างอย่างแตกตื่นตกใจ กระทั่งที่แว่วเสียงของจิ่วโม่ดังมา จึงได้พาให้มันเข้าใจ หากต้องแตกตื่นตกใจกันไปอีกคำรบ


    “ มันเป็นปีศาจ เจ้าหนูระวังด้วย” จิ่วโม่กล่าวพร้อมจับจูงซวงเอ๋อร์เดินตรงเข้าหาเวที


    “ ปีศาจ!!...” หานเฟิงจับจ้องมองหลงซุนที่ตรงหน้าตาไม่กระพริบ


    “ ข้ากลับไม่คาดคิด ว่าเจ้าเองก็ทราบรู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าคนของเจ้าเป็นปีศาจ”


    หานเฟิงไม่ตอบคำ หากมีเพียงความแปลกใจในสายตาที่จับจ้องมองหลงซุนผู้นี้


    “ ถูกอย่างที่มันกล่าว ข้าเป็นปีศาจ เป็นราชวงศ์มังกรข้าล้วนเป็นปีศาจ เป็นปีศาจงูทะเล หาใช่มนุษย์อย่างที่พวกเจ้าทั้งหมดคิด...”


    “ ปีศาจงูทะเล?!!!...”


    “ คงแปลกใจมากกระมัง? หากคงขอให้เจ้าเก็บไว้เป็นความลับ คิดเสียว่าข้าไม่ได้กล่าวอันใดก็แล้วกัน” หลงซุนกล่าวยิ้มๆ


    หานเฟิงยิ้มเจื่อน มันไหนเลยจะคาดคิดว่าราชวงศ์มังกรอันยิ่งใหญ่ ที่กระทั่งสี่แดนผู้พิทักษ์ยังเคารพนอบน้อม จะกลายเป็นเผ่าพันธ์ปีศาจไปเสียได้ นี่ถ้าหากว่าพวกมันทราบรู้ความจริงข้อนี้ ยังอยากจะทราบนัก ว่าพวกมันจะมีสีหน้าเช่นไร แต่แน่นอน หานเฟิงย่อมมิคิดเปิดเผยความจริงข้อนี้ออกมา


    “ ข้าย่อมไม่กล่าวสิ่งใด”


    หลงซุนพยักหน้ารับ มันคล้ายจะเชื่อใจหานเฟิงไม่น้อย ก่อนที่มันจะหันหน้าไปกล่าวกับจิ่วโม่ “ ส่วนพวกเจ้าก็มิต้องกังวล ข้าหาได้คิดร้ายอันใดต่อมัน”


    “ หากข้าไม่เปิดเผยตัวตนของเจ้า มีหรือที่เจ้าจะกล่าวออกมาเอง”


    “ ย่อมไม่” หลงซุนกล่าวยิ้ม ไม่ได้ติดใจต่อท่าทีแข็งขืนของจิ่วโม่


    “ เหอะ...” จิ่วโม่ก็ไม่คล้ายจะใส่ใจต่ออาวุโสท่านนี้อีก มันเมื่อมาถึงก็มองดูหานเฟิงกล่าวถามเพียงว่า “ ไม่เป็นไรกระมัง?”


    หานเฟิงพยักหน้ารับ ในแววตาของมันปรากฏเป็นความรู้สึกขอบคุณ เป็นก่อนหน้าที่มันถูกมู่หวังเฉินกล่าวหาให้มีความผิด มันก็สัมผัสรับรู้ได้ถึงจิ่วโม่ที่พุ่งทะยานออกมา คิดหวังจะช่วยเหลือตน หากนับเป็นโชคดีที่หลงซุนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาเสียก่อน มิเช่นนั้นแล้ว คงจะเป็นเรื่องยาก ที่หานเฟิงต้องพาคนทั้งหมดหลบหนีไปอย่างปลอดภัย


    ดังนั้น มันจึงหันไปมองหลงซุนแล้วกล่าวขึ้น


    “ อาจจะช้าไปบ้าง แต่ก็ต้องขอขอบคุณอาวุโสหลงซุนเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้การช่วยเหลือในเรื่องก่อนหน้านี้” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นป้องคารวะ


    หลงซุนโบกมือเป็นทำนองว่า ไม่เป็นไร “ แล้วเจ้าพร้อมที่จะเดินทางเมื่อใด?”


    “ เราจะเดินทางกันเช่นไร?”


    “ นาวาเหินหาวของข้าจอดอยู่ไม่ไกลนัก”


    “ ถึงกับต้องใช้นาวาเหินหาว?…”


    “ ย่อมเป็นเช่นนั้น หมู่เกาะมังกรข้าตั้งอยู่ไกลห่าง อีกทั้งยังมิได้จัดสร้างข่ายอาคมเคลื่อนย้ายเอาไว้ หนทางเดียวหากคิดพาพวกเจ้าร่วมทางไป คือต้องใช้นาวาเหินหาวนำพา”


    “ แล้วยังคงเหลือเวลาอีกกี่มากน้อย กว่าจะถึงวันงาน?”


    หลงซุนยิ้มบาง คล้ายล่วงรู้ถึงความคิดของชายหนุ่ม “ หักลบเวลาการเดินทางแล้ว ข้ามีเวลาให้เจ้าได้เจ็ดวัน”


    “ เจ็ดวัน…” แววตาของหานเฟิงบังเกิดเป็นประกายแห่งความยินดี


    “ ยังคงมีอีกสถานที่หนึ่ง ที่ข้าต้องการจะไป”


    “ ข้าย่อมรู้ว่าเป็นที่ใด... มาเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปส่งเอง” 


    กล่าวจบก็หมุนตัวเดินนำไป ก่อนที่ทุกคนจะสาวเท้าก้าวตาม หากจะมีก็แต่ซวงเอ๋อร์ขี้สงสัย ที่อดไม่ได้จึงต้องถามขึ้น


    “ พี่ใหญ่ ท่านต้องการจะไปที่ใด?”


    หานเฟิงมองซวงเอ๋อร์ที่ข้างกาย ก่อนจะเหลียวหน้ามองไปยังฟากฟ้าตะวันออก แววตาสาดประกายความคิดถึงโหยหา ก่อนที่ปากจะกล่าวออกมาว่า


    “ สถานที่ของหัวใจ…”




    หลังจาการคัดเลือกตัวแทนของอาณาจักรร่มพฤกษาจบลงได้ไม่นาน ข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์ ก็ได้ถูกส่งไปถึงอาณาจักรต่างๆ ด้วยสายข่าวที่ต่างก็วางตัวกันเอาไว้


    ณ อาณาจักรเมฆคราม ด้านในแนวรั้วของราชวังอันใหญ่โต มีอุทยานจำลองขนาดใหญ่ ที่ใจกลางอุทยานขุดไว้ด้วยสะน้ำกว้าง ริมน้ำมีศาลารับลม ในศาลารับลมนั่งไว้ด้วยชายกลางคนในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินลายริ้วเมฆขลิบทอง ส่วนด้านข้างก็นั่งไว้ด้วยหญิงสาวที่สง่างามผู้หนึ่ง เป็นองค์หญิงใหญ่ เป็นหยุนซินถง


    ย่อมแน่นอนว่าชายกลางคนที่ด้านข้างย่อมเป็นบิดาของนาง เป็นองค์จักรพรรดิของอาณาจักรเมฆครามแห่งนี้


    ทั้งสองยามนี้เพียงนั่งจิบน้ำชาสนทนากันอย่างสงบ ส่วนเรื่องราว ย่อมมิใช่เรื่องบ้านเมือง เป็นเพียงเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบทั่วๆไป กระทั่งที่นายทหารผู้หนึ่งก้าวเข้ามา กล่าวทำความเคารพ คนทั้งสองจึงต้องหันไปให้ความสนใจ


    “ คารวะองค์จักรพรรดิ คารวะองค์หญิงใหญ่ ข้าน้อยมีข่าวด่วนจากอาณาจักรร่มพฤกษาจะมารายงาน”


    “ มีเรื่องอันใด?” ผู้กล่าวถามเป็นองค์จักพรรดิ”


    “ เกิดเรื่องขึ้นที่การประลองคัดเลือกตัวแทนของอาณาจักรร่มพฤกษา”


    “ ลองว่ามา”


    จากนั้น นานทหารก็เล่าเหตการณ์ต่างๆตั้งแต่ต้นให้องค์จักรพรรดิได้รับฟัง กระทั่งจบ ก็ตามมาด้วยเสียง


    เพร้งงงง!!!....


    ของถ้วยชาที่แตกกระจาย


    ที่ร่วงหล่นเป็นถ้วยชาในมือขององค์หญิง นางที่สองตาสั่นสะท้าน พอได้สติจึงรีบกล่าวคำ 


    “ เมื่อกี้เจ้ากล่าวว่าผู้ใด? ตัวแทนอาณาจักรร่มพฤกษาเป็นผู้ใด?” 


    คำกล่าวของนางเต็มไปด้วยความแตกตื่นร้อนรน สร้างเป็นความตระหนกให้กับนายทหารที่ตรงหน้า หากสร้างเป็นความสงสัยใคร่รู้ให้แก่ผู้เป็นบิดา เหตุใดบุตรสาวผู้สงบเงียบ จึงได้ออกกิริยาอาการเช่นนี้


    “ ป เป็น หลี่หานเฟิงขอรับ”


    คำตอบของนายทหารพาให้หยุนซินถงต้องสูดลมหายใจเข้าลึก นางหลับตาลง สัมผัสถึงหัวใจที่เต้นกระหน่ำ หากในหัวคิดไปว่า


    ‘ ย่อมไม่ใช่…’


    ‘ มันตายไปแล้ว ไหนเลยจะมีมันปรากฏขึ้นมาได้อีก...’


    ‘ ก็เพียงแค่คนที่ชื่อแซ่เหมือนกันเท่านั้น...’


    นางลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสับสน ก่อนจะได้ยินเสียงกล่าวของผู้เป็นบิดาที่ข้างกายดังขึ้น


    “ ซินเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป?”


    นางมิตอบ เพียงก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่แววตาจะฉายประกายมุ่งมั่น คล้ายนางได้ตัดสินใจ ก่อนที่นางจะเงยหน้าหันกลับไปกล่าวคำต่อผู้เป็นบิดา


    “ เสด็จพ่อ งานประลองที่วังมังกรครานี้ ลูกขอเป็นตัวแทนของราชวงศ์ ร่วมทางไปกับผู้แข่งขัน”