ตู้จิ้งกงโคจรพลังเรียกจักรทมิฬออกมา วาดปลายดรรชนีส่งจักรทมิฬใส่กู้เลี่ยงรุ่ย ทว่าในชั่วเวลาที่จักรทมิฬใกล้ถึงตัวกู้เลี่ยงรุ่ยกลับมีพลังขุมหนึ่งสกัดจักรทมิฬไว้ ตัวตู้จิ้งกงต้านพลังไม่ไหวมีถอยหลังไปสามก้าวติด
เสียงอาวุธสู้กันในอากาศก่อนที่จะดีดกลับมาอยู่ข้างกายของผู้เป็นาย
ในขณะที่กระบี่กลืนจันทร์จ่ออยู่คอหอยของตู้จิ้งกงแล้ว
"อดีตเ้าสำนักกู้นี่เอง มิน่าพลังมหาศาลจนข้าน้อยต้านมิอยู่เลยทีเดียว อดีตเ้าสำนักกู้ ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว"
"ปล่อยศิษย์ผู้โง่เขลาของข้าเสีย แล้วข้าจะปล่อยท่านเช่นกัน"
กู้ไฉอี้หน้าคงรูปไม่มีแววโกรธขึ้งหรือไม่พอใจ เส้นอารมณ์คงที่ยากจะบอกว่ารู้สึกเช่นไร ใบหน้ายังคงดูหนุ่มแน่นทั้งที่อายุจริงปาไปเป็ร้อยปีแล้ว อีกทั้งยังดูสูงส่งประดุจเซียนลงมาจุติ
เมื่อสิบปีก่อนกู้ไฉอี้สละตำแหน่งเ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ ก่อนจะมอบตำแหน่งให้ศิษย์เพียงคนเดียวที่รับสืบทอดสกุลต่อจากเขา แล้วปลีกกายไปอยู่อย่างสันโดษโดยไม่มีผู้ใดพบหน้าอีกในระยะเวลาเกือบสิบปี
ทว่าพอปรากฏตัวก็อดทำเอาผู้คนตื่นตะลึงในพลังปราณและรัศมีที่ปราศจากรอยด่างพร้อย ศิษย์สำนักคุ้มภัยพยัคเมฆไม่น้อยที่พึ่งเคยเห็นอดีตเ้าสำนักกู้ ต่างก็พากับจับจ้องไม่มีพลาดแม้สักนาที เก็บเกี่ยวทุกรายละเอียดเพื่อจดจำและนำไปเล่าต่อว่าครั้งหนึ่งเคยพบอดีตเ้าสำนักกู้ผู้โด่งดังของยุทธภพ กาลเวลานับสิบปีที่ผ่านพ้นก็ยังไม่มีผู้ใดเทียบเทียม
"ย่อมได้ ยังไงผู้น้อยก็ไม่คิดจะทำอะไรศิษย์ท่านอยู่แล้ว อดีตเ้าสำนักกู้ กระบี่ท่าน..."
"อาจารย์..."กู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนอยากจะร้องไห้ อารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาโดยพลันแค่เห็นว่าผู้มาเป็ใคร คำเรียกขานก็เอ่ยออกไปอย่างคุ้นชิน ก่อนจะกระอักเืพูดต่อไม่ได้
หัวคิ้วของกู้ไฉอี้เหมือนจะขยับ แต่ก็แค่นั้นจนดูไม่ออกถึงคลื่นอารมณ์ พลางเก็บกระบี่แต่ก็จงใจตัดเอาปอยผมหนึ่งของตู้จิ้งกงแล้วเก็บเข้าฝัก ทุกอย่างรวดเร็วจนกว่าจะรู้ตัว ผมปอยหนึ่งก็ตกอยู่ที่พื้นแล้ว
"อดีตเ้าสำนักกู้ท่านทำเช่นนี้คิดหยามข้าน้อยหรืออย่างไร!"
"เป็ข้าเสียมารยาทเอง เ้าสำนักตู้ โปรดอภัยด้วย"
กระทั่งน้ำเสียงก็ยังราบเรียบไร้โทน ดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไรด้วยซ้ำ หากการกระทำที่แสดงออกมาก็แสดงชัดเจนว่าเป็การลงมือเพื่อศิษย์ ราวกับจะบอกว่าปอยผมหนึ่งของเ้าแลกกับสภาพเือาบนี้ของศิษย์ข้านับว่าหายกัน
ตู้จิ้งกงกัดฟัน "ก็ได้ เห็นแก่ท่านที่เป็บรรพชนรุ่นก่อน ข้าน้อยจะไม่เอาความ ทว่าศิษย์ท่านผู้นี่แอบเอาปีศาจตนหนึ่งไปจากข้า วันนี้ข้าขอคืน"
"อาจารย์ ไม่ได้..."
ไม่ต้องรอให้กู้เลี่ยงรุ่ยอธิบายอะไรทั้งนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น คนผู้ผ่านโลกมามากจนมองทะลุปรุโปร่งไปถึงแก่นร่างมีหรือจะดูไม่ออก กู้ไฉอี้ปราดเดียวก็ดึงกระบี่กลืนจันทร์ออกมาแล้ว
"เ้าสำนักตู้ ท่านยังมิใช่คู่ต่อสู้ของข้า"
ตู้จิ้งกงอยากจะอาละวาดใจจะขาด ทว่าก็เป็อย่างที่กู้ไฉอี้พูด ในตอนนี้ตู้จิ้งกง ยังไม่ใช่คู้ต่อสู้ของกู้ไฉอี้ จึงจำต้องล่าถอยไปทั้งที่อีกแค่นิดเดียวก็จะได้นังเด็กปีศาจมาแล้ว พอเห็นว่ารอดแล้วกู้เลี่ยงรุ่ยก็คล้ายคนจิตใจหมดกังวล สติลางเลือนและดับวูบ
สายลมหอบหนึ่งพัดพามาพร้อมกับอู๋เยี่ยนและกลุ่มคนที่ตามหลังมาท้ายสุดอย่างป๋อหยวนและศิษย์ในสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ ที่ต่างมาพร้อมกับอดีตเ้าสำนักกู้แต่ความห่างชั้นของวรยุทธ์ทำเอาไล่ตามไม่เห็นฝุ่น วิชาตัวเบาของอดีตเ้าสำนักกู้คือที่หนึ่งในใต้หล้า เช่นนี้ก็ไม่มีอะไรต้องอายที่ตามไม่ทัน
ทุกคนมาทันเห็นฉากล่าถอยของตู้จิ้งกงและสภาพน่าสะพรึงกลัวของกู้เลี่ยงรุ่ยที่เือาบย้อมชุดและใบหน้าซีดเผือกคล้ายคนตายไปแล้ว ป๋อหยวนถลันมาจะดูคนแต่ก็ถูกคนผู้หนึ่งผลักกระเด็น
อู๋เยี่ยนไม่กล่าวคำ จับชีพจรพร้อมจี้จุดไปตามจุดสำคัญบนร่างและขจัดความติดขัดของไหลเวียนโลหิต พลางเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตเ้าสำนักกู้ที่ไม่ยื่นมามาตรวจด้วยซ้ำ
"...."
"นำเขากลับสำนัก ยื้อเอาไว้ให้นานที่สุด ข้าจะไปเชิญหมอ"
ร่างในชุดเทาหม่นขยับเเตะเบาๆก็เหินขึ้นไปในอากาศ ลับหายไปจากสายตาในเวลาเพียงชั่วอึดใจ
อู๋เยี่ยนจับกู้เลี่ยงรุ่ยขึ้นแบกพลางเหินหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน จนป๋อหยวนได้แต่หนีบเอาปันน่าและอาจื่อเหินกายตามขึ้นไป เหนื่อยก็เหนื่อยใจจะขาดแล้วแต่ก็ไม่อาจหยุดพัก วิชาตัวเบาป๋อหยวนไม่แย่ แต่เทียบกับอู๋เยี่ยนนับว่าห่างชั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอดีตเ้าสำนักกู้ไฉอี้ที่เหมือนสายลมสายหนึ่ง
วันเวลาที่ป๋อหยวนไม่ได้มาหากู้เลี่ยงนั้นเพราะเขาเห็นแล้วว่าตู้จิ้งกงวางกำลังหมายจะบีบคันให้กู้เลี่ยงรุ่ยถอยร่นไม่ได้ จนต้องส่งปันน่าให้ในที่สุด หากว่ากู้เลี่ยงรุ่ยจะยอมจำนนไหนเลยจะดื้อรั้นช่วยปันน่าออกมาทั้งๆที่รู้ดีถึงความยุ่งยากที่รออยู่ เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงเดินทางไปตามหาคนของสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ มิคาดว่าจะใช้เวลานานถึงเพียงนี้ ซ้ำระหว่างทางกลับมายังช้าจนกู้เลี่ยงรุ่ยแทบจะสิ้นชีพแล้ว ป๋อหยวนเร่งฝ่าเท้าไปจนใกล้กับอู๋เยี่ยนมากพอที่จะคุยกัน บนหลังตนมีปันน่าด้านหน้ามีอาจื่อ ลมหายใจของปันน่าโรยรินเฉกเช่นเดียวกับของกู้เลี่ยงรุ่ย อาการของใครคนหนึ่งส่งผลต่ออีกคนย่อมหมายถึงชีวิตด้วยกันทั้งคู่
“พี่เยี่ยนท่านพาเ้าสำนักกู้กลับสำนักตอนนี้เกรงว่าจะไม่ไหว ท่านพาเขาไปจวนข้าก่อนดีหรือไม่ ท่านดูปันน่าก็คล้ายจะไม่ไหว ท่านก็รู้ว่าเ้าสำนักกู้ผูกิญญากับปันน่า หากใครคนหนึ่งตายไปใครอีกคนก็ต้องตายตาม”
อู๋เยี่ยนชายตามองมาแวบเดียวแล้วเคลื่อนมาประชิดแล้วดึงตัวปันน่าไปด้วย ก่อนจะมุ่งหน้าต่อไป ความเร็วชนิดที่แทบจะหลอมรวมร่างเข้ากับมวลอากาศ อู๋เยี่ยนหยิบผงอันตธานขึ้นมาโปรยในอากาศ ก่อนจะหายไปได้ในชั่วพริบตา ป๋อหยวนงงงันสูดผงเข้าปอดโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะรู้สึกตัวเหมือนล่องลอยและผลุบหายไปในพื้นที่เวิ้งว้างไร้สิ้นสุด ร่างกายเคลื่อนไหวกลับด้าน รู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา จนเท้าแตะพื้นถึงได้รู้สึกว่าเมื่อครู่ตนได้มีประสบการณ์ใช้ผงอันตธานหายตัวมายังสำนักคุ้มภัยสกุลกู้แล้วพร้อมกับอาจื่อที่วิ่งไปอาเจียนด้วยสุดจะกลั้น
เบื้องหน้าของป๋อหยวนเห็นเพียงชายเสื้อสีดำที่เดินขึ้นบันไดเข้าไปยังประตูเหมือนเงาลางเลือนสายหนึ่ง ในใจก็รู้สึกวางใจแล้ว
กู้เลี่ยงรุ่ยกลับถึงสำนักแล้วย่อมต้องปลอดภัย ประตูไม้ที่มีตัวอักษรราบเรียบสลักไว้ว่า สำนักคุ้มภัยสกุลกู้ ที่อยู่บนเขาไม่ใช่เรือนร้องเรียนที่อยู่เชิงเขาที่ให้ผู้คนไปร้องทุกข์ที่นั้น ส่วนบนเขาเป็ที่ฝึกฝนศิษย์และเป็สถานที่ลับไม่มีผู้ใดนอกจากศิษย์หรือผู้ได้รับอนุญาตที่เข้ามาได้
เหนือหุบเขาที่ทอดตัวเป็ฉากหลังราวกับสรวง์ของเทพเซียน ด้านข้างมีการวางแผ่นหินศิลาเพื่อจารึกหลักการสำคัญของสำนักทั้งสองข้างเอาไว้ว่า ผดุงคุณธรรม ขจัดมารร้าย พิทักษ์ประชาราษฏ์ บนพื้นขัดเส้นแบ่งเขตระหว่างกันไว้ ว่ากันว่าไม่มีปีศาจหรือมารตนใดสามารถข้ามเส้นเข้าไปได้ แต่ก็เคยมีปีศาจลองดีจนถูกอาคมตีกลับบ่อยๆ ลูกศิษย์ของสำนักสองคนปรี่เข้ามาหาป๋อหยวนพร้อมกับช่วยพยุงเขาขึ้นมาจากพื้น อีกสองคนเข้าไปดูอาจื่อที่อาเจียนจนหมดไส้หมดพุง
“ข้าไม่เป็ไร อาจื่อ เ้าเป็อย่างไรบ้าง ดีขึ้นบ้างหรือไม่” ว่าแล้วก็เดินไปลูบหลังให้อาจื่อ
“คุณชายป๋อ อาจื่อไม่เป็ไรขอรับ พวกเรามาถึงสำนักของพี่รุ่ยแล้วใช่ไหมขอรับ”
“ใช่ ที่นี้เป็สำนักคุ้มภัยสกุลกู้เขตอาคมชั้นสูงที่ไม่ต้อนรับผู้คนภายนอก เรียนคุณชายทั้งสอง พวกท่านเป็คนนอกสำนักแต่เมื่อครู่ท่านรองเ้าสำนักอู๋เยี่ยนได้สั่งไว้แล้วว่าให้รับรองพวกท่านให้ดี คุณชายทั้งสองขอทราบชื่อเสียงเรียงนามก่อนเข้าสำนัก”
หนึ่งในศิษย์ของสำนักที่เฝ้าประตูคาราวะตัวประสานมือกับกระบี่ให้ป๋อหยวนกับอาจื่อ ท่วงท่าสง่างามมีมารยาท
“ข้าแซ่ป๋อ นามว่าหยวน ส่วนเด็กคนนี้แซ่เว่ย นามว่าจื่อ พวกเราล้วนเป็สหายของเ้าสำนักกู้ แต่ข้าจะไม่รบกวนพวกท่านเข้าสำนัก ข้าแต่ขอเพียงให้อาจื่อเข้าสำนักไปกับพวกเ้าก็พอ”
“คุณชายป๋อท่านไม่เข้าไปกับข้าหรือขอรับ แล้วท่านจะไปไหน”
ป๋อหยวนยืดกายขึ้น ลอบมองไปยังประตูสำนักครู่หนึ่ง ก่อนหันมายิ้มให้อาจื่อ “ข้ามีเื่ต้องไปทำ เ้าเข้าไปเถอะอาจื่อ พี่รุ่ยกับปันน่าล้วนอยู่ข้างในแล้ว รบกวนพวกท่านช่วยดูแลอาจื่อแทนข้าที”
“คุณชายป๋อท่านวางใจ อาจื่ออยู่ในสำนักจะไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ท่านไม่อาจเดินลงเขาโดยผู้เดียวได้ ทั้งยังต้องปิดตาไว้ คุณชายป๋อ นี่เป็กฎของสำนัก ขอท่านโปรดเข้าใจ”
“ข้ารู้ พวกเ้าคนหนึ่งมาส่งข้าก็แล้วกัน”
ก่อนจะออกเดินทาง ศิษย์สำนักให้ยาลูกกลอนกับป๋อหยวนหนึ่งลูก เป็ยาลูกกลอนปิดประสาทััชั่วครู่เท่านั้นเมื่อผ่านไปหนึ่งชั่วยามก็จะกลับมาใช้งานได้ดังเดิม ป๋อหยวนกล่าวลาอาจื่อและมองส่งเข้าไปในสำนัก ก่อนจะถูกปิดตาด้วยผ้าสีดำ และประสาทการรับรู้ทุกส่วนของร่างกายที่ปิดตัวลง มีเพียงศิษย์ของสำนักที่จูงมือมาส่งถึงเชิงเขา
ก่อนจะกล่าวลาและทิ้งป๋อหยวนเอาไว้ในป่า ป๋อหยวนดึงผ้าปิดตาออก รออยู่ครึ่งเค่ออาการประสาทชาด้านก็ค่อยๆกลับมา สามารถได้ยิน ได้กลิ่น รู้สึกและััได้อีกครั้ง
ยามนั้นแสงตะวันสาดส่องแล้ว ผืนป่ามีเสียงสรรพสัตว์รายล้อม กลิ่นดอกไม้หอมระเหยโชยมาตามสายลม ป๋อหยวนก้าวเดินไม่กี่ก้าวก็กระอักเืออกมาในที่สุด การที่ฝืนร่างกายเดินทางโหดเป็เวลาเจ็ดวันโดยมิได้หยุดพักทำให้ร่างกายเกินจะรับไหวแล้ว แต่การกระอักเืของป๋อหยวนเป็การลดทอนอาการาเ็ให้ดีมากขึ้น ความรู้สึกคั่งค้างในอกพลันหายไป ก่อนจะหยิบผ้าออกมาเช็ดเืที่เลอะปากจนสะอาด พลางล้วงมือเข้าไปอีกครั้งก็หยิบเอาห่อผ้าเช็ดหน้าที่ด้านในยังคงเก็บถังหูลู่เชื่อมพุทราไว้อย่างดี ทั้งยังห่ออย่างดีและเก็บลงไปในอกอีกครั้งก่อนจะจากไป